Home

Lullabar เป็นร้านเหล้าที่อยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนมหรรณพ (อยู่ใกล้ๆ แยกคอกวัว และ เสาชิงช้า) ร้านนี้เป็นบ้านไม้เล็กๆ มีสองชั้น (ในที่นี้ขอบรรยายแค่ชั้นเดียว) ด้านหน้าร้านมีโต๊ะให้นังราวๆ สองสามโต๊ะ พอเข้าไปในร้านจะพบกับบาร์ที่นั่งได้ราวๆ 4-5 คน พื้นที่แคบๆ ระหว่างบาร์กับประตูบรรจุโต๊ะเล็กๆ สำหรับคนนั่งไม่เกินสองคนได้อีกโต๊ะ ภายในร้านแบ่งเป็น 4 บริเวณ พื้นที่แรกคือ โถงกลางที่เป็นที่ตั้งของบาร์ (ที่พึ่งกล่าวไป) ด้านซ้ายจะเป็นบริเวณที่ตั้งเครื่องดนตรี ซึ่งตรงนี้มีโต๊ะตั้งอยู่สองโต๊ะนั่งได้ราวๆ โต๊ะละ 5-6 คน (ซึ่งแค่นี้นักดนตรีก็ไม่สามารถฉวัดเฉวียนได้แล้ว) ทางด้านซ้ายของบริเวณนี้ และเป็นอีกห้องที่มีเบาะและโต๊ะอีกราวๆ 3-4 โต๊ะ โซนนี้นั่งได้ราวๆ 20 คน กลับมาทางด้านขวาของบาร์จะมีอีกโซนหนึ่งที่มีโต๊ะราวๆ 3 โต๊ะ และที่นั่งที่จุคนได้ราวๆ 15-16 คน ในโซนนี้จะมีประดูออกไปทางด้านหลังร้านที่มีห้องน้ำและครัวตั้งเป็นเรื่องแยกอยู่ อย่างไรก้ดีพอออกประตูหลังร้านมาจะมีชานยาวๆ หลังบ้านที่มีโต๊ะตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งอย่างละโต๊ะซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับพวกนักดนตรี (แปลว่าไม่ใช่ที่ปกติที่แขกจะมานั่ง) ด้านหลังบาร์จะมีประตูออกมาเช่นกันซึ่งก็มีสุนัขพันธุ์บ็อกเซอร์นาม “ไทเกอร์” เฝ้าประตูอยู่ (นิสัยมันเชื่องผิดกับหน้าตาน่าดูทีเดียว) สรุปแล้วที่นั่งตามปกติที่ร้านมีให้นั้นมีราวๆ ครึ่งร้อยเศษๆ

ผมคุยกับเพื่อนไว้มันบอกว่างานเริ่มประมาณ 3 ทุ่ม ผมไปถึงราวๆ 2 ทุ่ม 45 ปรากฏว่าที่นั่งเต็มแล้วผมจึงเดินไปมาและเข้าไปยืนยึดพื้นที่บริเวณหน้าเวที (จริงๆ มันไม่ใช่เวทีเสียด้วยซ้ำ) เพื่อที่จะดูวงเล่นชัดๆ พอเวลาราวๆ 3 ทุ่ม ครึ่งวงแรกก็เริ่มเล่น

วงแรก: Desktop Error

วงนี้เล่นประจำวันเสาร์ที่ Lullabar เป็นวง 5 คนที่ประกอบด้วย นักร้อง, กีต้าร์สองตัว, เบส และ กลอง มือกลองจำผมได้ แต่ตอนแรกผมจำเขาไม่ได้ นึกไปนึกมาจึงนึกออก ถ้าจำไม่ผิดวงนี้เป็นวงที่ปกติแล้วเล่น Radiohead

เพลงที่เล่นของวงนี้มีเพียง 4 เพลงได้แก่

1. The Door – Love Me Two Times
2. Pink Floyd – Money
3. Pink Floyd – Another Brick in the Wall Part II
4. Eric Clapton – Cocain

เพลงสุดท้ายมีนักร้องวง Sunday Boys มาแจมร้องด้วย

วงที่สอง: Sunday Boys

วงนี้เล่นประจำวันอาทิตย์ที่ Lullabar ดูเหมือนจะเป็นวงเพื่อนของเจ้าของร้านสมาชิกมีราวๆ 5 คน นักร้อง/ กีต้าร์, กีต้าร์สองตัว, เบส และ กลอง อย่างไรก็ดีวงนี้มีการเปลี่ยนบทบาทกันร้องบ้างและมีนักร้องรับเชิญ ซึ่งทำให้มีคนร้องในโชว์ของวงนี้ราว 3 คนด้วยกัน

เพลงที่วงนี้เล่นก็ได้แก่

1. Wishbone Ash – Everybody needs a friend (โดนคนที่มาด้วยกันปรามาสว่าไม่รู้จักได้ไง)
2. ??? (สักเพลง คุ้นมากๆ ออกเป็น Blues Rock)
3. Black Sabbath – Iron Man
4. The Kinks – You Really Got Me
5. Led Zeppelin – Rock N’ Roll
(ลำดับอาจผิดและอาจขาดบางเพลง)

วงที่สาม: Naked

เป็นวงที่ผมดูมาสองครั้งแล้ว วงนี้มี 4 คนประกอบไปด้วย ร้อง, กีต้าร์, เบส และ กลอง

เพลงที่เล่นได้แก่

1. Black Sabbath – Paraniod
2. Black Sabbath – War Pigs
3. AC/DC – Highway To Hell
4. AC/DC – Beating Around the Bush
6. AC/DC – Girls Got Rhythm
7. AC/DC – TNT
(ลำดับอาจผิดและอาจขาดบางเพลง)

ตอนกลางๆ ถึงท้ายๆ ตะกุกตะกักมากๆ เพราะไมค์มีปัญหา อย่างไรก็ดีวงนี้เป็นวงแรกที่ทำให้คนมายืนดูกันอย่างแออัดหน้าเวที สิ่งที่หน้าสังเกตุคือ ผมจำไอ้หนุ่มคนหนึ่งได้ หมอนี่ดูเหมือนจะเป็น Fan เพลงของ Naked เพราะตามไปดูทุกงาน ผมดู Naked เล่นมาสามทีเจอไอ้หนุ่มนี่ทุกครั้ง ในตอนแรกหมอนี่ดูเป็น เด็ก Emo สุดๆ แต่งเครื่องแบบมาเลย แต่คราวนี้ผมเจอกลับกลายเป็นไอ้หนุ่ม Mohawk ไปเสียแล้ว

อัตลักษณ์ช่างลื่นไหลได้จริงๆ พับผ่า

หลังจากเสียเวลาไปกับการจัดการกับไมค์ไปราวๆ ครึ่งชั่วโมงวงต่อมาก็เริ่มเล่น

วงที่สี่: Abuse The Youth

วงนี้เป็น ทริโอ (ร้อง/ กีต้าร์, เบส และ กลอง)ค่อนข้างมีชื่อเสียง Line Up ที่มาเล่นนั้นไม่มีมือกลองของวง แต่เป็นมือกลองอีกคน (ที่เล่นได้ Sunday Boys ด้วย) คาดว่าเป็นมือกลองที่เล่นประจำสำหรับวงที่ร้านนี้ อย่างไรก็ดี Line Up ชุดนี้แม้จะไม่ได้เล่นประจำที่ Lullabar แต่ก็เอาไว้ขัดตาทัพในยามที่มีวงไม่มาเล่น

เพลงที่วงนี้เล่นได้แก่

1. T Rex – 20th Century Boy (Arrange ใหม่ให้ Metallic ขึ้นฟังแล้วโยกๆดี)
2. Misfits – Die Die My Darling (คิดว่าเป็น Version Metallica)
3. MC5 – Kick Out The Jams (เข้าใจเลือกเพลงเล่นจริงๆ)
4 กับ 5 ไปถามที่หลังได้ว่าความเป็นเพลงของ The Door กับ Silverchair แต่ยังไม่รู้ว่าเพลงอะไร (ไอ้สองเพลงนี้ก็ฟังแล้วคุ้นมากๆ แต่นึกไม่ออก)
6. Rolling Stones – Paint It Black (เป็นเวอร์ชั่นที่แปลกหูทีเดียวเพราะกีต้าร์ไม่เล่น Melody ดังกล่าวอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเพลง – ผมน่าจะเคยฟังเพลงนี้มาไม่ต่ำกว่า 20 เวอร์ชั่น คิดว่าไม่มีเวอร์ชั่นใดไม่เล่นเมโลดี้ดังกล่าวเลย)
7. Motorhead – Ace of Spades (เร็วสุดๆ สงสารมือกลอง จริงๆ พับผ่า น่าจะเกิน Speed ที่เขาเล่นได้ตามปกติ แต่ก็จัดว่าเป็นการปิดโชว์ได้มันส์มาก)

วงนี้เล่นออกมามันส์มากมีฟั่งคนหนึ่งโยกเกือบตลอดและไปช่วยตะโกนร้องที่ไมค์ด้วย ในช่วงนี้คนมาแออัดกันยิ่งขึ้นที่หน้าเวที

วงสุดท้าย: S-Rong ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คนด้วยกัน คือ ร้อง, กีต้าร์สองตัว (อย่างไรก็ดีหลังๆ รู้สึกเหลือตัวเดียว), เบส และ กลอง สมาชิกวงนี้มาจากวง Zygoatsis ยกเว้นมือเบสมาจากวง Heretic Angels (อย่างไรก็ดีได้ข่าวว่าทางวง Zygoatsis นั้นก็ได้เปลี่ยนมือเบสมาเป็นมือเบสคนนี้แล้ว)

S-Rong ค่อนข้างระเริ่มอย่างตะกุกตะกักเพราะไมค์ไม่ดัง … แต่ทว่าเมื่อผมได้ยินกระเดื่องคู่และมือกลองซ้อม Blast Beat ผมก็คิดว่าผมคงรอไม่เสียเที่ยวแล้ว ซึ่งผมก็ยืนถูกจุดอีกเพราะ ตอนวงนี้เล่นคนแน่นที่สุดแล้ว ถึงกับต้องปีนเก้าอี้กันดู

เพลงที่เล่นก็ได้แก่

1. Judas Priest – Breaking The Law (แต่มี Blast Beat แซมเป็นระยะ)
2. Black Sabbath – Paranoid (นี่ก็มี Blast Beat แซมเช่นกัน)
3. Hypocrisy – Roswell 47 (ใช้เวลาสักพักกว่าจะจำได้ และตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ยินวงเล่นเพลงนี้สดๆ เพราะ เป็นเพลงโปรดเพลงหนึ่งของ Hypocrisy)
4. Sepultura – Refused/ Resist (โยกมันมากๆ)
5.Judas Priest – All Guns Blazing (แทบจำไม่ได้)
ต่อจากนั้นไม่รู้จักเลย (ราวๆ สองถึงสามเพลง) ไม่รู้เป็นเพลงของทางวงหรือเปล่าดูจาก Riff ไม่น่าจะเป็นเพลงอื่นๆ ที่ถูก Arrange

ทางวงปิดท้ายช่วงอังกอร์ด้วยการแก้ตัวเล่น Breaking The Law ในขณะที่ไมค์ดัง

สำหรับคนดูมีหลากหลาย พวกลูกค้าประจำของร้านก็มีมากอยู่ น่าสังเกตุว่าราวๆ 20-25% จะเป็นพวก Headbanger ที่มาพร้อมกับผมยาวเสื้อดำ (อย่างไรก็ดีคนที่ดูจะมากับคนเหล่านี้บางคนก็ไม่ได้ใส่ “เครื่องแบบ” แต่อย่างใด) คิดว่าเป็นพลพรรคของวงสุดท้าย

สำหรับมิติด้านเพศจะพบว่าในงานมีผู้หญิงอยู่ราวๆ 20-30% ของคนทั้งหมดทีเดียวจัดว่าเป็นปริมาณที่มากทีเดียว

นอกจากนี้ในงานมีฝรั่งราวๆ 5-6 คน มีทั้งชายและหญิง ซึ่งรู้สึกจะแบ่งเป็นแก็งค์ละ 2-3 คน โดยนั่งรวมกับเพื่อน (เดาว่าใช่) คนไทย

ประเมินเบื้องต้นแล้วน่าจะมีคนอยู่ในบริเวณร้านถึง 100 คนเศษๆ ในช่วง Peakๆ (แต่ผมประเมินไม่เก่งนะ) ซึ่งก็คือยืนเบียดกันสุดๆ ไปเลยหน้าร้านและฟุตบาทด้านหน้าร้านก็มีคนล้นออกไป

สำหรับวัยคนในงานก็คงราวๆ 20 ต้นๆ ถึงปลายๆน่าจะรวมกันสัก 80-90% ได้ รุ่นใหญ่ๆ หน่อย (30 กลางๆ ขึ้น) ก็มีราว 10-20% ได้

ส่วนการดูนี่เบียดเสียดกันมากดังที่กล่าวมาแล้ว คนจะมาล้อมตรงหน้าเวทีเลย (อาการชัดเจนตั้งแต่ Naked เล่น) ผมยืนพิงกำแพงฝั่งทางขวาของ Counter ดูตลอดงานก็พอเห็นนะ แต่คนแน่นมากๆ อย่างไรก็ดีปัญหาคือ หลายวงจะล้อมวงกันเล่น (คือหันหน้าเข้าหาตรงกลาง) ทำให้หลายๆ Shot ผมเห็นแต่มือกลอง และหลังของนักดนตรีเท่านั้น

อนึ่งความแน่นนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการโยกของนักดนตรี ดังจะเห็นได้ว่าสองวงสุดท้ายก็โยกกันมันส์มากๆ (มีกีต้าร์ Abuse The Youth โยกยังกะเล่น Metallica อยู่ ส่วนมือเบสตอนหลังๆ ก็กระโดดด้วยซ้ำ … ส่วนมือกีต้าร์วงสำโรงก็โยกราวกับเล่น Death อยู่ในหลายๆ เพลง)

โฆษณา

On Blast Beat

กันยายน 23, 2007

มีในรอบราวๆ หนึ่งปีเศษๆ ที่ผ่านมานี่ผมพบความสงสัยเรื่อง บลาสต์บีท (Blast Beat) จากนักฟังเพลงจำนวนมาก (ถ้าท่านอ่านอยู่แล้วรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ก็ขออภัยในการเหมารวมท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย) จนทำให้ต้องตอบไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ได้เอาเก็บไว้เลย ล่าสุดพึ่งตอบไปอีกครั้ง … ซึ่งก็คิดว่าต้องตอบอีกในอนาคตจึงขอเอาคำตอบดังกล่าวมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่ออนาคตผมจะได้ “ก็อปแปะ” เพื่อที่จะตอบอย่างรวดเร็ว ซึ่งเนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์จึงเอามาลงไว้ในที่นี้ด้วย

กว่าจะมาเป็นบลาสต์บีท: พื้นฐานและการพัฒนาของจังหวะกลองในเพลงร็อคและเมทัล  

โดยพื้นฐานแล้วไลน์กลองของเพลงร็อคนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการลงกระเดื่องที่จังหวะที่หนึ่งและสาม แสนร์ที่จังหวะที่สองและสี่ (ดนตรีร็อคนั้นปกติอยู่ที่ส่วน 4/4 ทำให้หนึ่งห้องมีสี่จังหวะ) ซึ่งทำให้จังหวะพื้นฐานที่ได้ยินจะออกมาว่า “ตึก – โป๊ะ – ตึก – โป๊ะ” นี่เป็นสิ่งที่เหมือนการตอกเสาหลักให้เพลงทำให้เครื่องดนตรีอื่นๆ ไม่หลงจังหวะ เวลาเล่นกับวงถ้าจับตรงนี้ได้ก็เหยียบเท้าตามเพื่อจับจังหวะ (ซึ่งโดยทั่วๆ ไปจะสม่ำเสมอทั้งเพลง)

 จังหวะแรกก็เหยียบลง “ตึก” จังหวะที่สองก็เหยียบลง “โป๊ะ” จังหวะที่สามก็เหยียบลง “ตึก” จังหวะที่สี่ก็เหยียบลง “โป๊ะ” และก็กลับมาจังหวะที่หนึ่งของห้องใหม่ (เพลงร็อคทั่วๆ ไปอยู่ในส่วนโน๊ตแบบ 4/4 ซึ่งทำให้หนึ่งห้องมีสี่จังหวะ – พูดกันแบบหยาบๆ)

จังหวะแบบนี้สามารถเล่นพลิกแพลงได้โดยการใส่แสนร์และกระเดื่องไปส่วนอื่นๆ ของห้อง  อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือ แสนร์ในจังหวะที่ สองและสี่ ของห้อง

จังหวะการตีกลองแบบนี้เรียกรวมๆว่า Normal Time


ที่นี้มันก็มี Trick ง่ายๆ ในการเปลี่ยน Feel เพลงด้วยไลน์กลอง
คือการทำให้ Normal Time นั้นฟังดูช้าลงครึ่งหนึ่งหรือเร็วขึ้นสองเท่า (โดยไม่เปลี่ยน Tempo นะครับ)

อันแรกเรียกว่า Half-Time ส่วนอันที่สองเรียกว่า Double Time

Half-Time นั้นในทางปฏิบัติแล้วคือการไม่ลงสแนร์ในจังหวะที่สองและสี่ แต่ไปลงที่จังหวะที่สาม ซึ่งผลออกมาจำทำให้ Feel เพลงหน่วงขึ้น

ในทางกลับกัน Double-Time ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเพลงเร็วขึ้น นั้นทำโดยการ ตีสแนร์ในจังหวะยกทุกจังหวะ ซึ่งมันฟังดูเหมือนเล่น Beat แบบ Normal Time ให้เร็วขึ้นอีกเท่าตัว

ส่วนการเล่น Snare ในจังหวะตกทุกจังหวะก็ให้ความรู้สึกเร็วเช่นกัน สิ่งนี้เรียกว่า Reverse Double-Time

มุขพื้นฐาน Normal Time, Half Time, Double Time นั้นพบในเพลง Metal จำนวนมากๆ พวก Thrash นี้แทบจะพบจังหวะทั้งสามแบบในทุกๆ เพลงเลย (มุขที่เจอบ่อยมากๆ คือ เปิดด้วย Double Time ดำเนินเพลงด้วย Normal Time และใช้ Half Time เป็น Bridge)

อย่างไรก็ดีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคนพยายามไปให้ไกลกว่านั้น

ทำอย่างไรถึงจะได้เพลงที่หนักและโหดขึ้น?  (จริงๆ ต้นกำเนิด Blast Beat มีหลากหลายนะครับมีทั้งสาย Metal และสาย Punk ขอไม่เล่าในที่นี้ เอาเป็นว่าช่วงกลางๆ 1980 นั้นมีมือกลองจำนวนหนึ่งจากหลายๆ มุมโลกนั้นพร้อมใจกัน “บ้าพลัง” โดยไม่ได้นัดหมายแล้วกัน)

คำตอบในมิติของกลองคือ Blast Beat

ตรงถ้าจะอธิบาย Blast Beat ง่ายๆ มันคือ Normal Time x 4 หรือ Double Time x 2

ในทางปฎิบัติคือ มันคือการลงแสนร์ 2 ครั้ง (แต่ถ้าส่วนเป็น 12/8 อะไรทำนองนี้จะลง 3 ครั้ง) ต่อหนึ่งจังหวะ (Beat) ซึ่งโดยปกติมักจะทำควบคู่ไปกับการ “วิ่ง” กระเดื่องคู่ไปด้วย และในหลายๆ ครั้งก็จะตี ฉาบไปพร้อมๆ กับสแนร์

สิ่งที่ได้ก็คือ เสียงกลองที่รัวมากๆ ซึ่งทำให้เพลงฟังดูเร็วมากๆ (ทั้งๆ ที่เพลง Death ยุคแรกจำนวนมาก Tempo ช้าว่าพวก Thrash ด้วยซ้ำ) โดยส่วนตัวคิดว่าการนับจังหวะนั้นยากมากๆ เพราะ ผมฟังไม่ทัน

ที่น่าสนใจก็คือ การตี Blast Beat ส่วนใหญ่นั้นคือการลงแสนร์ด้วยมือเดียว

ที่นี้ที่น่าสนกว่านั้นก็คือ การเล่น Blast Beat ใน Tempo ที่เร็วมากๆ (บางคนเรียกว่า Hyperblast – แต่ผมไม่อยากแยกเพราะมันไม่มีความชัดเจน คือ มันพูดยากว่า Tempo เกินเท่าไร Blast Beat มันถึงจะกลายเป็น Hyperblast และในที่นี้ดูจะไม่สำคัญเพราะมันตีไม่ได้ต่างกับ Blast Beat เลยเพียงแต่เร็วกว่า) นั้นผมลองคำนวนเล่นๆ ดูพบว่ามือกลองนั้นต้องลงแสนร์ได้ 7-8 ครั้งแต่ 1 วินาทีทีเดียว (คิดง่ายๆ นะครับเพลงพวก Brutal Death แบบเร็วๆ นี่ Tempo ก็ไม่ต่ำว่า 200 bpm อยู่แล้ว บางเพลงอัดไปถึง 240 bpm ซึ่งได้ 240 นี่ 1 วินาทีมันมี 4 จังหวะ [240/60] Blast Beat ต้องตี 2 สแนร์ครั้งต่อหนึ่งจังหวะ ดังนั้นจะ Blast Beat ที่ Tempo 240 bpm จึงต้องลงสแนร์ได้ 8 ครั้งต่อ 1 วินาที)

 ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับคนเล่นกลองและสังเกตุการณ์ (ไปจนถึงดูคลิปใน Youtube) บ้าง

 ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาแทบไม่ได้ใช้ข้อมือด้วยซ้ำครับ (ไม่ต้องพูดถึงข้อศอก)

 แต่พวกเขาใช้ข้อนิ้วอย่างหนักหน่วงมากๆ ดังนั้นเวลาคนใช้ Blast Beat นั้นแขนที่ทำก็แทบจะนิ่งเลยขยับน้อยมากๆ เพื่อให้ปลายไม้กลองเท่านั้นที่เคลื่อนไหว

ที่ผมเห็นเร็วสุดๆ ถ้าจำไม่ผิดจะเคยเห็นราวๆ 11 ครั้งแต่ 1 วิอะไรทำนองนี้

จัดว่าเป็นทักษะที่เหลือเชื่อจริงๆ สำหรับผมที่ไม่ได้เล่นกลอง

 ทุกวันนี้ Blast Beat ก็เป็นจังหวะที่น่าจะเร็วที่สุดที่ใช้คนตีได้

… ซึ่งจริงๆ ผมว่าวงการ Extreme Music อยู่ตรงนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว

ผมว่านี่คือส่วนหนึ่งของปลายของการพยายามหนักและเร็วอันเป็นแนวโน้มที่สำคัญของเพลงร็อคและเมทัล

อย่างไรก็ดีแนวโน้มปัจจุบันที่ Style ในแบบ Math (Math Metal และ Mathcore) นั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการ Extreme Music ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งนั้นพยายามไปเล่นกับความสุดขั้วในมิติอื่น (นอกจากหนักและเร็ว) กันมากขึ้น ซึ่งในที่นี้คือ “ความขัดหู” (รวมไปทั้งจังหวะที่ขัดและเสียงประสานที่ขัดหู)

 อย่างไรก็ดีถ้าดีผมก็คิดว่าเราใช้คนมากกว่าหนึ่งคนเล่นอะไรที่เร็วกว่า Blast Beat ได้ (ถ้าให้เวอร์กว่านั้นถ้าจะตีคนเดียวก็ต้องรอให้มีการเพิ่มแขนให้คน ไปจนถึงการทำให้คน “กลายพันธุ์” อะไรไปนั่นเลย)

ในทางทฤษฎีมันทำได้แน่ๆ

… แต่ผมคงเป็นคนหนึ่งที่ฟังไม่ทันแน่ๆ

ทว่าอาจมีคนชอบก็ได้

Fernand Braudel, Civilization and Capitalism, 15th-18th Century, V.1 The Structures of Everyday Life: The Limits of the Possible, Translated by Sian Reynolds, (New York: Harper & Row, 1982)

 

ตอนที่ส้อมนั้นเริ่มจะถูกใช้บนโต๊ะอาหาร (เริ่มจากแถบๆ เวนิซและอิตาลี) ใหม่ๆ มีนักเทศเยอรมันประนามว่าการใช้ส้อมนั้นเป็นความฟุ่มเฟือยอย่างเลวร้าย พระเจ้าคงไม่สร้างมนุษย์มีนิ้วถ้าเขาคาดหวังว่ามนุษย์จะใช้อุปกรณ์พรรค์นั้น p. 205

 

ไม่มีช้อนและส้อมปรากฏในภาพ Last Supper ก่อน 1600 p. 208อาหารหมักเกลือ (Salted Food) นั้นมีความหมายเดียวกับ อาหารศักดิ์สิทธิ์ (Holy Food) ในภาษาฮิบรูโบราณ p. 209

เนยนั้นตอนแรกเป็นของที่จำกัดอยู่เฉพาะยุโรปเหนือ พวกคนเมอร์ดิเตอเรเนี่ยนเห็นว่าเนยนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้มีคนเป็นโรคเรื้อนมากขึ้น อย่างไรก็ดีเนยนั้นก็ได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 18 p. 212

ในศตวรรษที่ 18 ชาวดัทช์เผาพริกไทยและจันทน์เทศ (Nutmeg) จำนวนมหาศาล หรือไม่ก็โยนสิ่งเหล่านี้ลงทะเลเพื่อรักษาระดับราคา p. 224

 

คนจีนไม่นิยมกินน้ำเย็น พอบาทหลวงคนหนึ่งกินน้ำเย็นบรรดาคนจีนที่อยู่ด้วยนั้นก๊ตกใจกันเป็นอย่างมากและพยายามเกลี้ยกล่อมให้หยุดพฤติกรรมอันเป็นอันตรายนั้นเสีย นอกจากนีเอกสารในราวๆกลางศตวรรษที่ 18 ยังระบุว่า ชาวจีนเห็นว่าถ้าชาวสเปนเลิกกินของเย็นๆ นั้นพวกเขาจะเจ็บไข้ได้ป่วยน้อยกว่านี้ p.254-255ราวศตวรรษที่ 17 ในฝรั่งเศสมีความเห็นของหมอหลายๆคน และข่าวลืออย่างหนาหูว่า กาแฟนั้นเป็นเครื่องดื่มที่ลดความต้องการทางเพศ (anti-aphrodisiac) และเป็น “เครื่องดื่มของขันที” p.257

 

หนังสือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย p. 401ในเปอร์เซียนั้นมีการใช้คนวิ่งส่งสารแทนที่จะใช้ม้า ซึ่งคนพวกนี้จะถูกฝึกมาเป็นพิเศษและเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาในตระกูล คนพวกนี้จะสังเกตุได้ง่ายจากรองเท้า และการติดกระดิ่งไว้ที่เอวเพื่อที่จะทำให้ตื่นอยู่ตลอด นอกจากนี้แล้วในอินเดียก็มีคนที่มีหน้าที่เฉพาะแบบนี้เช่นกัน p. 429-430

 

ป.ล. ตอนแรกผมตั้งใจจะอ่านให้จบทั้ง 3 Vol. แต่เริ่มเปลี่ยนใจแล้วเพราะตอนจะจบ Vol. แรกอ่านได้ช้ามาก

บ่น I: My Writings and Related Matters

สิงหาคม 26, 2007

บ่น I: My Writings and Related Matters 

คำเตือน: นี่คือการบ่น

 

ช่วงนี้ผมเหนื่อยมาก พูดตรงๆ แล้ว ผมค่อนข้างจะรู้สึกล้มเหลวกับความพยายามวางแผนที่จะหาตำแหน่งทางวิชาการ

 

เพราะ ผมยังไม่เห็นหนทางใดๆ ที่ ผมจะมีโอกาสเข้าไปในตำแหน่งที่ผมต้องการ ในที่ๆ ผมต้องการ

 

ในขณะเดียวกันผมก็คิดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ผมลองมาคิดดีๆ การเป็น Journalist ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร นึกดูดีๆ ผมเป็นคนชอบเขียนด้วยซ้ำ ผมไม่ชอบสอน (ดังนั้นเป็น Writer น่าจะเหมาะกับผมมากกว่าการเป็น Lecturer) สำหรับผมแล้วข้อเขียนของผมมีมาตรฐานแทบจะแบบเดียวอยู่แล้ว ผมเห็นว่าสิ่งที่มัน Matter คือตรงนั้น

 

อย่างไรก็ดีปัญหาก็คือ ผมจะสามารถใช้มาตรฐานและสไตล์ในแบบนั้นๆ ในงานเหล่านั้นได้หรือไม่? ข้อเขียนของผมไม่สู้จะสนุกสนานเท่าไร บางคนบอกว่ามันเป็น Style วิชาการ แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ยึดกับมาตรฐานวิชาการเท่าไร ผมมีมาตรฐานในการผลิตงานของตัวเอง (ที่พอจะถูไถเป็นงานวิชาการได้) และ ผมก็เห็นว่ามาตรฐานทางวิชาการในหลายๆ พื้นที่ก็ต่ำมากๆ ด้วย … แต่การเขียนแบบนี้มันจะไปอยู่ในงานของ Journalist ได้หรือไม่? ในบางระดับผมว่าได้ เพราะ มาตรฐานการเขียนของผมในระดับหนึ่งนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่างานเขียนของนักวิชาการใหญ่ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์แง่ของความเที่ยงตรงของข้อมูล (เพราะ ผมให้ความสำคัญกับตรงนี้มากๆ) อีกสิ่งที่อาจเป็นปัญหาคือ เรื่องของความ Radical ของงาน ผมอยากอยู่ในวงวิชาการเพราะ มันเป็นพื้นที่ๆ อนุญาตให้ผมมีความแทรกความ Radical ได้ ดังนั้นผมก็ไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ได้เช่นกันถ้ามันอนุญาตให้ผมแทรกความ Radical ลงไปได้ … แต่ปกติมันจะไม่ให้

 

อันนี้ผมไม่ชัวร์ว่าถ้าผมอยู่ในสถานะแบบ Journalist แล้วงานเขียนผมจะแทรกความ Radical ได้แค่ไหน? ถ้าได้ผมก็ OK มากๆ

 

ตรงนี้ลองนึกไปดูแล้วสิ่งที่ Journalist โดยทั่วไปต้องทำก็คือ สื่อสารกับคนหมู่มาก

 

ในระดับหนึ่งแล้วผมค่อนข้างจะมีแนวโน้มมาทางนี้ หลังๆ ผมเป็นพวก Anti-Technical Terms ไม่จำเป็นผมจะไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ ผมค่อนข้างจะมีทรรศนะคติที่ไม่ได้กับการใช้ของพวกนี้โดยไม่จำเป็นด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้งานเขียนหลังๆ ของผม เป็นภาษาคน มากขึ้น

 

จะว่าไปผมชอบ Educate คนด้วยข้อเขียน ผมชอบตบหน้าความคิดหลายๆ ชนิดด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มากกว่า Technical Terms ที่ผมค่อนข้างเบื่อกับมันเรื่อยๆ (ผมไม่ได้ว่ามันไม่จำเป็นนะ แต่ผมคิดว่าการใช้มันไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า) ดังนั้นแนวทางการอ่านงานของผมจึงเบนไปจากสายทฤษฎีไปเป็นพวกประวัติศาสตร์สังคม

 

สายทฤษฎีผมก็คงจะไม่ไปไกลจาก Zizek และสิ่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจริงๆ ก็คือ งานของ Lacan, งานของพวก Lacanian, งานสาย Psychoanalysis, งานสาย German Idealism– เท่าไรนัก ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าการเสริมประวัติศาสตร์สังคมทำให้ทฤษฎีพวกนี้ Firm ขึ้นในหลายๆ แง่มุม ตัวอย่างเช่นการ Claim ลอยๆ ว่าอะไรคือ Symptom นั้นจะ Firm ขึ้นมากๆ ถ้ามีข้อมูลในแบบประวัติศาสตร์สังคมมา Support (ซึ่ง Zizek ไม่มี ทำให้การ Claim หลายๆ อย่างดูอ่อน ในขณะที่คนอย่าง ผ.ศ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา นั้นในหลายๆ มิติก็ดูจะกระทำการคล้ายๆ Late Lacanian Project โดยสั้นๆ แล้วมันคือ Identify with the Sinthome แต่ข้อมูล Support Firm กว่ามาก)

 

นอกจากนี้แล้วการเสริมงานประวัติศาสตร์สังคมนั้นยังเสริมฐานความรู้ที่นำมาใช้เขียน งานที่เป็นภาษาคน ได้อีกด้วย

 

ซึ่งการเบน Line การอ่านแบบนี้ ทำให้ฐานความรู้ผมเหมาะกับ Position แบบ Journalist มากขึ้น

 

แต่ก็ต้องกลับมาคำถามเก่าๆ คือ ผมเขียนให้ใครอ่าน? แน่นอน Journalist เขียนให้คนในวงกว้างอ่าน แต่ในระดับหนึ่งมันก็มีการแยกหมวดหมู่ย่อยๆ อยู่

 

ดังนั้นถ้ามีคนสนใจอ่าน ผมก็คงพอจะเขียนได้

 

นึกไปนึกมาอาจลำบากอยู่ที่ข้อเขียนของผมจะมีคนอ่านมากขนาดที่ผมจะเป็น Journalist ได้ เต็มที่งานเขียนผมก็อาจมี Cult Following กลุ่มเล็กๆ และ ผมคงจะเป็น Cult Journalist

 

แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าผมไปอยู่ใน Position อย่างนั้นแล้ว ผมคงเปิดสงความกับพวก Journalist มากมายแน่เลย เพราะ ผมค่อนข้างจะทนเงียบไม่ได้กับข้อเขียนที่ผมเห็นว่าไม่เข้าท่า ผมต้องวิจารณ์

 

… นี่คงเป็นสาเหตุที่ผมหนีวงวิชาการไปไม่พ้นเท่าไรกระมัง เพราะ มันดูจะเป็นพื้นที่ๆ การวิจารณ์นั้นเป็นไปได้ ดู OK และ เป็นระบบที่สุด ในสังคมที่หลีกเลี่ยงการวิจารณ์แห่งนี้

 จะว่าไปผมวนเวียนอยู่ในวงวิชาการไม่ใช่เพราะ ผมชอบใน ความเป็นวิชาการ – ผมชอบการสร้างความรู้ที่เป็นระบบ แต่นั่นอาจ ไม่เป็นวิชาการ ในสายตาของนักวิชาการบางคน แต่ผมชอบคนหลายๆ คนที่รายล้อมผมอยู่ในวงวิชาการมากกว่า ผมว่าคนเหล่านี้ Thoughtful และ Radical ในระดับที่ทำให้บทสนทนากับผมเป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การอยู่กับคนเหล่านี้ยังกระตุ้นให้อยากอ่านหนังสือหา ความรู้ ไปเรื่อยๆ อีกด้วย บางทีผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ เรามีมาตรฐานในการพูดถึงสิ่งต่างๆ ใกล้เคียงกันกระมังเราจึงคุยกันได้ เป็นมิตรกันได้

So Far East Concert 08-08-07

สิงหาคม 24, 2007

ผมไปถึงตอนราวๆ ก่อน 2 ทุ่มเล็กน้อย

วงยังไม่เริ่มเล่น ยังทำ Sound Check กันอยู่

ผมจึงไปนั่งรอก่อนดังนั้นจึงขอรายงานสภาพร้านก่อน

ร้าน Noriegas นั้นอยู่ทางขวาทางด้านซ้ายสีลมซอย 4 เป็นร้านที่มีสองชั้น หน้าร้านเป็นกระจก พอเปิดเข้าไปด้านขวาจะพบคอกดีเจขนาดราวๆ 1.5 x 3 ตารางเมตร ถัดจากคอกดีเจจะเป็นเวที (ที่ไม่ยกพื้น-คืออยู่บนพื้นระดับเดียวกับคนดู) ขนาดราวๆ 2 x 7 ตารางเมตร ถัดมาจะเป็นบันใดขึ้นไปชั้นสอง ด้านซ้ายของร้านจะเป็นบาร์ยาว ซึ่งมีเก้าอี้สูงๆ ให้นั่ง มีพื้นที่ว่างกลางร้านกว้างราวๆ 3 เมตร ให้ยืนดูได้ และมีเสาต้นเขื่องสองต้นอยู่ในพื้นที่นี้ให้พอยืนพิงได้พอไม่เมื่อย ด้านในร้านนั้นจะเป็นพื้นที่ยกระดับขึ้นราวๆ สองฟุตละมีพวกโซฟาและเบาะยาวๆ อยู่ประกอบกับโต๊ะยาวๆ ราวๆ 3 โต๊ะ ให้นั่งดูได้ในระยะไกล อีกซีกของด้านในร้านเป็นห้องน้ำชาย สำหรับชั้นสองซึ่งเป็นชั้นลองนั้นจะประกอบไปด้วยครัว และห้องน้ำหญิ่ง พื้นที่ตรงริมด้านบนเวทีเป็นรูโหว่ให้นั่งรอบๆ แล้วมองลงมาดูวงได้ ซึ่งจะเห็นตรงหัวกบาลนักดนตรีพอดี

คนที่มาดูในงานนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ผมพบว่าค่อนข้างดูสะอาดสะอ้านทีเดียว (ต้องเข้าใจปกติผมไปแต่งานพวก Metal หรือ Hardcore Punk อะไรเทือกนี้) แต่งกายหลากหลายมีตั้งแต่เสื้อยืด เสื้อเชิ๊ต ไปจนถึงแต่งการเนี๊ยบๆ แบบนักท่องราตรี คนจำนวนมากดูแล้วจะได้ Feel ตี๋ๆ เนี๊ยบๆ จากการสอบถามผู้จัดงานพบว่ามีคนซื้อบัตรราวๆ 30 คนเศษๆ แต่มีคนในงานรวมๆ 60 คนตอน Peakๆ (รวมพวกนักดนตรีและ Staff ด้วย)

ผมได้นั่งคุยกับคนที่มางานคนหนึ่งพบว่าเขาจบการศึกษาด้านสื่อมาจาก ม. บูรพา และคุยกับนักดนตรีท่านหนึ่งซึ่งจบมาจากโรงเรียนผม (เห็นว่าคุ้นจึงไปทัก) พบว่าวงเขาเป็นวงที่ตั้งมาตั้งแต่เรียนศิลปกรรมที่จุฬา ดูจากสภาพงานรวมๆ แล้วผมจะจะขอเดาสุ่มๆ ในที่นี้ว่า “ชนชั้น” ของคนในงานน่าจะเป็นประมาณชนชั้นกลางที่ค่อนข้างมีรายได้ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

เมื่อถึงเวลาราวๆ 2 ทุ่มครึ่งวงดนตรีวงแรกก็เล่น

วง Naked นั้นเป็นวงสี่คน (กีต้าร์, เบส/ ร้องเสริม, กลอง, ร้องนำ) ที่มีนักร้องเป็นผู้หญิงผมสั้นๆ ท้วมเล็กๆ (ดูๆ ไปนึกถึง Poly Styrene ของ X-Ray Spex เหมือนกัน – แต่รายนั้นแต่งตัวเวอร์กว่า) ดนตรีเป็น Garage Punk สนุกๆ ที่มีเสียงกีต้าร์แกว่งๆ (Twang – เรียกถูกมั้ย?) พังดูเพลินๆ ดีการร้องส่วนใหญ่ออกแว๊ดๆ ทำนอง Karen O ของ Yeah Yeah Yeahs (จริงๆ ผมว่า Poly ก็ร้องแบบนี้นะ เผลอเป็นพิมพ์เขียวของพวกนักร้องผู้หญิงในแนวทางแบบนี้ยุคหลังด้วยซ้ำ) ซึ่งก็เป็นอีกวงที่ทางวง Cover ด้วย คิดว่าวงนี้เล่นเพลงตัวเองและ Cover ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง

หลังจาก Naked เล่นไปได้ราว 7-8 เพลง การแสดงก็จบไปในเวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมง ซึ่งต่อจากนั้นก็เป็นช่วงคั่นเวลายาวราวๆ 10-15 นาทีที่ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แต่มีการเปิดเพลงให้ฟังไปพลางๆ รอนักดนตรีวงใหม่ Sound Check ไปพลาง (ซึ่งเป็นมาตรฐานของช่วงคั่นเวลาคอนเสิร์ตครั้งนี้)

วงต่อมาที่เล่นคือ Ghost Story เป็นวงห้าคน (กีต้าร์/ ร้องเสริม, กีต้าร์, เบส, กลอง, ร้องนำ) นักร้องวงนี้ดูจะเป็น”พ่องาน” สำหรับงานนี้ มือกีต้าร์คนนึงใช้ Les Paul คนนึงใช้ Telecaster (งงเหมือนผมไหมว่ามันไม่ควรมาอยู่ด้วยกันไงไม่รู้) เพลงของวงนั้นเป็น Emo ที่กะฉึกกะฉักน่าดูทีเดียว แทบไม่มีจังหวะนิ่งๆ นานๆ ให้หายใจหายคอกันเลย ที่แปลกคือ ไม่มีใครในวงแต่งเครื่องแบบ Emo เลย แม้แต่ทรงผมก็ไม่มี มือกลองมีการใช้กระเดื่องคู่ในเพลงแซมแต่มันไม่ค่อยแรงเอาเสียเลย (ต้องเข้าใจว่าผมพึ่งเจอแผ่นดินไหวมาอาทิตย์ที่แล้ว ในการเล่นสดของ Rajasinga) แต่ฟังดูแล้วเพลงก็จัดว่าเจ๋งเลย เผลอๆ วงนี้มีคนดูเข้ามาออกันมากสุดด้วยซ้ำ

วงที่เล่นต่อมาคือ The Love Song จาก ฮ่องกง เป็นวงสี่คน (ร้องนำ/กีต้าร์, กีต้าร์, เบส/ ร้องเสริม, กลอง) มีกีต้าร์ร้องน้ำโดดเด่นด้วยหัวที่โล้นเลี่ยน (ไม่รู้ได้รับอิทธิพลจาก Billy Corgan หรือเปล่า?) เวลาร้องต้องเอาขาชิดกันแล้วย่อเข่าเล็กๆ (จริงๆ ไมค์มันสูงได้กว่านั้นนะ) คงเป็นท่าเค้ามัง ดนตรีของทางวงก็เป็น Emo เช่นกัน แต่ค่อนข้างจะดำเนินเพลงค่อนข้างลื่น ไม่กะฉึกกะฉักแบบ Ghost Story โดยส่วนตัวผมฟังแล้วเฉยๆ นะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเลี่ยน Emo จากวงก่อนหน้า อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ยินเสียงร้อง … แต่กลับมาฟังใน Myspace แล้วดีแฮะ

วงสุดท้ายคือ Samurai Loud (วง Tookoo จากปักกิ่งมีปัญหาวีซ่าเลยไม่ได้มาน่าเสียดายอยู่ เพราะ เป็นวงที่อยากดูที่สุด) เป็นวง 5 คน (กีต้าร์, เบส/ร้องเสริม, กลอง, คีย์บอร์ด, ร้องนำ) วงนี้แต่งตัวแฟนซีมากๆ มือกีต้าร์ใส่เสื้อยืดฉีกแขนฉีกคอสีแดงและเอาโบว์สีชมพูระยิบระยับอันเบิ้อเริ่มมาติดเป็นหูกระต่าย มือเบสหัวฟูของวงนั้นไม่ใส่เสื้อแต่ใส่เอี๊ยม และใส่แขนตาข่ายสีขาวที่แขนทั้งสองข้าง และ เอาฝ้าสีชมพูระยิบระยับคาดปาก มือคีย์บอร์ดนั้นแต่งชุดแบบไดในเสาร์ตัว Mascot ตามสวนสนุกสีเขียวเหลือง (แต่ยังดีไม่เอาอะไรใส่หัว) นักร้องร่างเตี้ยนั้นใส่เสื้อนอกมันๆ สายขาวตำดูลานตา คนที่ดูเรียบร้อยสุดเห็นจะเป็นมือกลองที่ใส่เสื้อผ้าเหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป

เมื่อเริ่มเพลงแรกนักร้องก็แสดงลีลาสะดีดสะดิ้งเต็มที่มีทั้งการเตะไปเตะมา กระโดดเตะ วิ่งไปวิ่งมา เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ฯลฯ ซึ่งก็เรียกเสียงฮาและดึงความสนใจได้ไม่เลวทีเดียว เพลงของวงนี้ถ้าจะได้เรียกก็เรียกว่า Art Garage ได้มั้ง Detal ย่อยๆ ของเพลงนั้นอยู่ที่กีต้าร์เป็นหลักที่มี Funk มาปน และริฟ์ในแบบที่มัน Advance มาปนเล็กน้อย ส่วน Bass และ กลองนั้นเล่นค่อนข้างจะตรงๆ เรื่อยๆ (Straight Forward) ให้ Feel แบบพุ่งไปด้านหน้า ไม่ค่อยกระตุกเท่าไร จะมีหยุด ก็หยุดพร้อมกันทั้งวง ส่วนนักร้องนั้นไม่ได้ร้องใน Range ที่กว้างนัก มีการร้องปกติ ร้องบ่นๆ ออกเสียงเพื้ยนๆ ไปจนถึงการ หัวเราะปน ให้สีสันไม่เลว นอกจากลีลาที่ดึงความสนใจได้มากของเขา

พอวงนี้เล่นเสร็จผมก็ไปพูดคุยกับนักร้องเล็กน้อย  หลังจากนั้นผมก็เดินออกจากงานพบ CD วง The Love Song ขายอยู่ประมาณ 200 บาทกระมัง แต่ผมไม่ได้ซื้อ เพราะ ไม่ประทับใจเท่าไร

สัมภาษณ์

“แจ็ค” คนดู

“วอร์ม” นักร้องนำวง Samurai Loud

ป.ล. ปรับปรุงจาก Concertography ที่เขียนขึ้นหลังจากกลับมาจาก Concert

งานครั้งนี้จัดที่ Immortal Bar ณ ถนนข้าวสาร บัตรราคา 180  บาท ข้อมูลบอกว่าประตูเปิด 5 โมง ผมไปถึงงานประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนหนึ่งเพราะอ่านหนังสืออยู่ (เร่งส่งงานเล็กน้อย)  อีกส่วนก็เพราะคิดว่ามันเล่น Late เป็นชั่วโมงแน่ๆ

เมื่อไปถึงก็จัดแจงซื้อตั๋ว, ปั๊มแขนและรี่เข้าไปในงาน ด้านในงานพบวง ชักโครก เป็นวง 4 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์, เบส, กลอง) จากระยองกำลังเล่นอยู่ วงนี้เป็นวงเปิดวงที่สอง ตัวเพลงมันก็เป็นประมาณ Death ปน Hardcore (ซึ่งหลังๆ นิยมกันมาก) เพลงจะมีท่อนที่ฟังแล้วทุบๆ เยอะ ถ้าจำไม่ค่อยผิดจะไม่มีท่อนหน่วงๆ แบบ Groove ที่วงสมัยหลังๆ นิยมกัน ผมฟังไปได้ 2-3 เพลงกระมังทางวงก็เล่นจบ

ระหว่างเปลี่ยนวงมีพีธีกรทำรายการเป็นชายอายุราวๆ 30 เศษๆ ร่างท้วม ผมยาวๆ คนหนึ่ง ที่หน้าตาเป็นมิตร และดูท่าจะทำ Fanzine อยู่ (ผมเจอเขาหลายงานละ) เขาค่อนข้างจะดำเนินรายการได้ดีทีเดียว เพราะ พูดได้เรื่อยๆ ไปปล่อยให้บรรยากาศเงียบ (เรียก Dead Air หรือเปล่า?) สิ่งที่เขา Repeat เรื่อยๆ (ในทุกช่วงที่เปลี่ยนวง) คือ ตาราง Concert ในช่วงต่อๆ ไปราวๆ 1 เดือน ไปจนถึงงาน 10 ปี Demonic ที่จะจัดในปีหน้า

วงต่อมาคือวง Destroy เป็นวง 4 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์, เบส, กลอง) เล่นเพลงประมาณ Brutal แบบไม่เร็วเท่าไรมั้ง กัดปิ๊กกระจาย ผมว่านักร้อง Acting ดูมีเอกลักษณ์ดี ผมฟังได้ 2 เพลง ก็ออกมาหาอะไรกิน ผมเดินมาฝั่ง Burgerking เพราะจะไปแวะร้าย Shaman แต่มันดันปิดไปแล้ว (ขณะนั้นนาฬิกาผมบอกเวลาประมาณ 20.50 น.) ผมเลยกลับมาหาหมี่ผัดกิน ผมกินร้านทางซ้ายก่อนจะออกข้าวสาร (มองไปทาง Burgerking) ผัดไม่อร่อยเลยพับผ่าสิ แต่ก็พอกินได้เพราะหิว

กลับไปที่ร้าน ผมขึ้นไปล้างมือที่ชั้นสองของตึกมันเป็นห้องน้ำของผับร้าง (ตอนแรกผ่านไปน่ากลัวชิบเลย ถ้าอยู่ในหนังสยองขวัญเพลงต้องขึ้นแล้วและสักพักคงมีตัวอะไรโดดออกมา) แล้วค่อยกลับมาที่งาน

วง Destroy ยังเล่นอยู่แต่เล่นเพลงสุดท้ายแล้วก่อนส่งผ่านเวทีให้ Zabulatal

Zabulatal นั้นเป็นวง 5 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์สอง, เบส, กลอง) ที่ดนตรีที่ออกแนวๆ New Metalcore แบบสมัยนิยมที่มีความเป็น Melodic Death แบบสวีเดนมาปนมากๆ และมีหลายส่วน (มากๆ) เป็นท่อนหน่วงๆ 1/2 Time แบบพวก Groove Metal แต่บางครั้งวงนี้ก็ดูจะหน่วงไปถึง 1/4 Time (จะดูว่าหน่วงแค่ไหนให้ดูง่ายๆจากความถี่ของการลงกลองแสนร์ 1/2 Time นี่ 1 ห้องลง Snare หนึ่งครั้ง 1/4 Time นี่สองห้องลงครั้ง) อย่างไรก็ดีจุดเด่นของวงนี้คือมือลีดกีต้าร์ที่ฟังแล้วรู้สึกว่า Yngwie มาเอง คือ Sweep กันสุดๆ ทั้ง Solo ทั้งบางส่วนของ Rhythm หมอนี่เทคนิคแพรวพราวมาก ถ้าไม่คิดอะไรมากดูผีมือกีต้าร์ของหมอนี่ก็เพลินดี

Zalabutal เล่นไปหลายเพลงเหมือนกัน ก่อนส่งเวทีให้ In Vein

ดนตรี Death ในแบบค่อนข้างจะดั้งเดิม (คือปั่นกันเรียบๆ โน๊ตเดียวย้ำ ไม่ค่อยมีโน๊ตวิ่งให้มือซ้ายพริ้วพราวสวิงสวายแบบพวก Brutal) นั้นเป็นส่วนประกอบหลักของดนตรีของ In Vein นอกจากนั้นก็จะมีท่อนๆ กึ่ง Thrash กึ่ง Hardcore Punk มาปนบ้าง นอกนั้นแล้วจะมีท่อน Break กลางๆ เพลงที่เอา Riff แบบ Heavy ที่ค่อนข้างจะดั้งเดิมมาแทรก แก้เลี่ยนได้ไม่เลวทีเดียว

จนถึงตอนนี้ผมประเมินคนดูในร้านใด้ราวๆ 30 คนแผ่วๆ ซึ่งเป็นปริมาณที่ผมนั่งดูได้สบายๆ ไม่มีใครแย่งที่ คนทีมางานมีหลากหลายๆ มีทั้ง ฝรั่ง และ คนที่ดูออกแขกๆ แต่คนดูส่วนใหญ่เป็นคนไทยอยู่แล้ว ซึ่งวัยของคนดูส่วนใหญ่น่าจะอยู่ราวๆ 20 กลางๆ ถึง 30 กลางๆ (คือแทบไม่มีวัยรุ่นเลย) ส่วนใหญ่ก็แต่งเสื้อดำกันไปตามระเบียบ แต่ก็มีบางคนใส่เสื้อสีอื่นมา ที่แปลกตาที่สุดมีหนุ่มใหญ่เสื้อเหลืองนายหนึ่งยืนเหลืองโดดเด่นอยู่ในงานด้วย

ปริมาณคนนั้นจัดว่าโหรงเหรงกับสถานที่ซึ่งเป็นผับสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดไม่น่าเกิน 20 x 20 ตารางเมตรที่ด้านหน้าเป็นเวทีที่สูงกว่าพื้นประมาณ 2 ฟุตเล็กๆ ที่มีพื้นที่ด้านบนให้นักดนตรีพอยืนเล่นได้และเดินไปมาได้เล็กน้อย ตรงข้ามกับเวทีมาราวๆ 16 เมตรก็จะเป็นบาร์ของทางร้านที่สามารถยืนพิงและดูวงเล่นได้ค่อนข้างชัดสบายๆ (ผมทำอย่างนั้น) ระหว่างบาร์กับเวทีก็มีลานว่างๆ ให้ยืนดูและเล่น Mosh กันตามระเบียบ ด้านซ้ายของลานกว้างจะมีเบาะยาวๆ ให้นั่งพักได้ ส่วนทางขวาของร้านนั้นเป็นโซนที่ยกพื้นขึ้นเล็กน้อย มีราวคอนกรีต (ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอย่างไรจริงๆ) สำหรับวางแก้วและมีเก้าอี้จำนวนหนึ่งสำหรับนั่งชม

… เมื่อ In Vein เล่นเสร็จก็ถึงคิวของ Rajasinga (อ่านว่า รา-จา-ซิง-ก้า แปลว่า หนองใน อะไรประมาณนี้ – ตอนแรกผมคิดว่าแปลว่า Lion King) วงนี้มีสี่คน เช่นเดียวกับวงอื่นๆ พื้นเพจากจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เขามาแวะเล่น (และเมา) ที่เมืองไทยก่อนไปทัวร์ต่อที่สิงคโปร์ 

 นักร้องนำวงนี้มีมาดที่ดู Hardcore มากๆ ใส่กางเกงขาสั้นและใส่หมวก มือกีต้าร์เป็นชายร่างเล็กผมยาวดูนิ่งๆ (ที่แอบ Blues ในหลายๆ ที่ทั้งตอน Sound Check และในตัวเพลงบางเพลง) มือเบสหน้าตาดูบ้านๆ มาก ลองนึกภาพเสก โลโซตอนออกชุดแรกแต่ผมกว่านั้นหน่อยประกอบ หมอนี่รับบทบาทร้อง (สำรอก?)  ประสานและพูดคุยกับคนดูด้วย สุดท้ายมือกลอง หน้าตาดูแขกๆ หน่อยที่ดูดบุหรี่ (?) ไปตีกลองไปในตอนแรก (กำลังจะกล่าวถึงหมอนี่ต่อไป)

หลังจากวงทักทายคนดูเล็กน้อยก็เริ่มเล่นเพลงไปตามระเบียบ ซึ่งเพลงก็สั้นๆ ตามประสา Grindcore

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ มือกลองตีดีมากๆ วงนี้เป็นวงเดียวที่ขึ้นเล่นแล้วผมรู้สึกว่าแผ่นดินมันไหว มือกลองทั้งโยกทั้งเหวี่ยงด้วยหน้าตาที่ดูเมามันมาก แถมหมอนี่ยังเป็นคนดำเนินรายการระหว่างเพลง (แปลกที่นักร้องวงนี้ค่อนข้างเงียบกับคนดูในระหว่างเพลง แต่ก็เสียงโหดและหนาดีทีเดียว) หมอนี่บ้าจึ้ใช่เล่นในตอนแนะนำเพลง ซึ่งก็มีเพลงที่ อุทิศให้คนดูดกัญชา (ผมจึงสงสัยว่าไอ้ที่มือเบสกับมือกลองดูดอยู่มันเป็นบุหรี่จริงๆ หรือเปล่า) มีเพลงที่เขาก่อนเล่นเล่าว่า เขามากินหมูที่กรุงเทพและได้กินเครื่องในหมูมากมาย ก่อนที่จะเข้าเพลงซึ่งเกี่ยวกับเครื่องในหมู (ไม่รู้ว่าเพลงนี้จะ Radical แค่ไหนในบริบทของอินโดฯ ที่เป็นประเทศอิสลาม – อย่างไรก็ดีพึ่งได้ยินมาว่าในหลายๆ มิติอิสลามนั้นมีความเป็นอื่นในอินโดด้วยซ้ำ), มีเพลงเกี่ยวกับการ Fall in Love with Shit เป็นต้น มีช่วงหนึ่งหมอนี่ Request ให้คนดูแยกเป็นสองฝั่งก่อนขึ้นเพลงและพอขึ้นเพลงให้แท็คกันเลย ซึ่งคนดูก็เล่นด้วยดูๆ ไปก็มันดี (ยืนริมๆ ไม่โดนแท็คอยู่แล้ว)

ผมไม่แน่ใจว่าวงนี้เล่นไปสักกี่นาที ให้กะก็คงประมาณ 40 นาทีกระมังก่อนที่งานจะเลิก ซึ่งก็ราวๆ 5 ทุ่ม

เสร็จงานแล้วทางวงมีแผ่นและเสื้อมาขายผมก็อุดหนุนแผ่นไปตามระเบียบ เพราะราคาแค่ 200 บาท (เขาบอกว่าเป็น Limited Edition) ฟังแล้วก็มันดี (ความหมายชื่อวงก็ได้จากการอ่านบนแผ่นนี้แหละ)

จะว่าไปการซื้อของเหล่านี้มันก็คล้ายๆ กับการซื้อของที่ระลึกไม่น้อย แผ่น (และเสื้อ) เหล่านี้บรรจุความทรงจำของงานดนตรีใต้ดินครั้งหนึ่งๆ ไว้ ผมไม่คิดว่างานของ Rajasinga จะวิเศษอะไรขนาดนั้น แต่งานที่ผมได้มาส่วนหนึ่งก็จะ Remind ผมถึงความทรงจำของ Concert ครั้งนี้ซึ่งผมก็อาจดึงความเมามันมาจากความทรงจำได้ จะว่าไปประสบการณ์การดูดนตรี Underground นั้นต่างจาก Mainstream มากๆ ก็ตรงนี้เอง

งาน Mainstream ส่วนใหญ่คุณจะได้ฟังงานเขาก่อน และกว่าจะคุณจะได้ดู Concert เขาคุณก็ต้องดูในสเตเดียมใหญ่ๆ ที่ถ้าคุณซื้อบัตรไม่แพงก็อาจเห็นเขาอยู่ไกลลิบ และต้องพึ่งมอร์นิเตอร์แทน ส่วนงาน Underground ที่จัดในผับเล็กๆ คุณได้ใกล้ชิดกับทางวงคุณได้ดูวงชัดๆ และเมื่อคุณถูกใจผลงานเขาก็ซื้องานเขาเก็บไว้ และประสบการณ์ฟังเพลงของคุณก็จะกระตุ้นเร้าดนตรีสดในความทรงจำของคุณขึ้นมานี่จึงเป็นออร่าชนิดพิเศษของดนตรี Underground ในความเห็นของผม

No New York: หลักฐานสุดระห่ำชิ้นสำคัญของกระแสโนเวฟและวงการดนตรีอันเดอร์กราวน์

 1 

ปัญหาที่สำคัญมากๆ ในการศึกษาดนตรีอันเดอร์กราวน์ (Underground) ในอดีตนั้นอยู่ที่งานดนตรีที่สุดขั้วๆ มากๆ นั้นมักไม่ได้รับการบันทึกเสียงไว้ งานบางส่วนที่เหลือรอดมากับวงดนตรีที่ขึ้นมาอยู่ บนดิน และกลายเป็นส่วนหนึ่งกระแสหลักในที่สุดนั้นก็ดูจะถูกทำให้เชื่องลงไปจนไม่น่าจะบอกได้ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่มันเคยเป็นในขณะที่มันยังอยู่ ใต้ดิน

 

 

ในหลายๆครั้งคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของแวดวงดนตรีอันเดอร์กราวน์ในสมัยก่อนนั้นก็เป็น  ร่องรอยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าวงจำนวนมากก็ไม่ได้เล่นดนตรีที่เนี้ยบเรียบร้อยเช่นเดียวกับผลงานชุดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขามาตั้งแต่แรก คำบอกเล่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวยืนยันระยะห่างขั้นต่ำ (Minimal Gap) ระหว่างสภาวะ ใต้ดิน และ บนดิน ของศิลปินคนหนึ่งๆ ที่อาจถูกหลงลืมไปภาพใช้การผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกของงานสตูดิโอที่เชื่องลงแล้วหลายๆ ชิ้นที่พาลจะทำให้คนลืมไปว่าในสมัยที่วงเหล่านั้นสร้างชื่อเสียงขึ้นมาจนได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ๆนั้น เขาไม่ได้เล่นดนตรีในแบบที่เขาออกงานชุดแรกมาด้วยซ้ำ

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการบันทึกเสียงและการเผยแพร่งานไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถูกๆ ขนาดที่วงดนตรีวงหนึ่งๆจะทำเองได้ง่ายๆ นั้นการพึ่งพาคำบอกเล่าของ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากทีเดียวในการแกะร่องรอยของงานที่เป็น ใต้ดิน มากๆ จนไม่ได้รับการบันทึกเสียงไว้  ถ้าสักวันหนึ่ง ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เหล่านี้แก่ลงไปมากๆ พวกเขาก็คงเป็นดั่ง ห้องสมุดที่กำลังไฟไหม้ (Burning Library) ของนักประวัติศาสตร์ดนตรีใต้ดิน (เช่นเดียวกับคนเฒ่าคนแก่ในสังคมที่ปราศจากการเขียนของนักมานุษยวิทยาที่สนใจประวัติศาสตร์ของสังคมเหล่านั้น) นับว่าเป็นโชคดีมากๆ ที่ในช่วงหลายปีหลังนั้นมีงานประเภท ประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) เกี่ยวกับแวดวงดนตรีใต้ดินออกมาหลายๆ ชิ้น จะบอกเป็นการกอบกู้หนังสือจากห้องสมุดที่กำลังไหม้มาอีดิท (Edit) ใหม่แล้วตีพิมพ์รวมเล่มก็พอจะได้

อย่างไรก็ดีการศึกษาดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) นั้นการได้ยินเสียงดนตรีที่กำลังศึกษานั้นก็ดูจะเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ที่สุด (ลักษณะการศึกษาที่ดูจะอิงกับ การพูด [Speech] ของดนตรีสมัยนิยมเหล่านี้ดูจะต่างจากจารีตของการศึกษาดนตรีคลาสสิคที่โดยทั่วไปนั้นอิงกับตัวบทที่เกิดจาก การเขียน [Writing] ดนตรีเป็นสำคัญ) เพราะ เสียงของดนตรีเหล่านี้ถูกไกล่เกลี่ย (Mediate) ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ทำให้ลักษณะพิเศษเกินกว่าที่จะถูกบันทึกไว้เป็นภาษาดนตรีได้อย่างเหมาะสม (อันจะทำให้การวิเคราะห์ตัวบททางดนตรีเป็นไปได้อย่างเหมาะสมตามมา) ในแง่นี้วัสดุบันทึกเสียงนั้นจึงดูจะเป็นสิ่งที่ต่างจากตัวโน๊ตบนบรรทัดห้าเส้นหรือแท็ปเลเจอร์ (Tablatures[1]) เพราะ มันดูจะเป็นสิ่งที่เป็นประเด็นของตัวงานได้ดีกว่า (อย่างไรเราก็ต้องไม่ลืมเลยว่าการฟังเพลงสดนั้นเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างกับการฟังดนตรีที่ถูกบันทึกเสียงไว้ แม้แต่บันทึกการแสดงสด- แต่การเรียกร้องผู้ศึกษาดนตรีในอดีตถึงขั้นนั้นก็ดูจะเกินไปในโลกวิชาการที่ไม่มีไทม์แมชชีน)

 2 

ในกระบวนกระแสดนตรีอันเดอร์กราวน์ของโลกแองโกลอเมริกัน (Anglo-American) ทั้งหมดนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้คนที่นิยมฟังเพลงและอ่านข้อเขียนเกี่ยวกับดนตรีนั้นมีอาการ เคยได้ยินชื่อแนว แต่ไม่เคยฟัง มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกระแสดนตรีโนเวฟ (No Wave) ที่เกิดขึ้นในนิวยอร์คตอนช่วงปลายๆ 70’s ต้นๆ 80’s … สิ่งที่ดูจะเป็นเหตุผลทำให้นักฟังเพลงจำนวนมากนั้น เคยได้ยินชื่อแนว… ก็คงจะหนีไม่พ้นกิตติศัพท์ความสุดขั้วของดนตรีในกระแสนี้ ที่นักวิจารณ์หลายๆ คนจัดว่าเป็นลูกหลานของพังค์ที่อาการหนักที่สุด (แม้ว่าจริงๆ แล้วรอยต่อของพังค์ยุคแรกในนิวยอร์คกับพวกโนเวฟนั้นดูจะพร่าเลือนอยู่) ที่มีการผลักตรรกะ ดนตรีของคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น (ถึงแม้ว่าตรงนี้น่าจะเป็นผลิตผลของวงการพังค์ในอังกฤษมากกว่าในนิวยอร์ค) ไปให้สุดขั้ว  … และเหตุผลที่ทำให้นักฟังเพลงเหล่านั้น  …แต่ไม่เคยฟัง ก็น่าจะเป็นเพราะ พวกเขาหามันมาฟังไม่ได้

ความสุดขั้วและหลุดโลกของงานโนเวฟนั้นน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แทบไม่มีการบันทึกเสียงงานเหล่านี้ออกมาเลย ในหลายๆ ส่วน นั้นมีการรายงานว่า วงดนตรีบางวงนั้นตั้งเครื่องดนตรีบนเวที 30 นาที เพียงเพื่อจะทำการเล่นเพื่อ 5 นาที และ การเล่นดนตรีจำนวนมากก็เล่นในสิ่งที่คนโดยทั่วๆ ไปยากจะจัดมันว่าเป็นดนตรีด้วยฝีมือแบบมือสมัครเล่นมากๆ นักดนตรีหลายๆ คนนั้นไร้ซึ่งทักษะพื้นฐานที่วงการดนตรีร็อคนั้นคาดหวังว่านักดนตรีพึงจะมี นักดนตรีหลายๆ คนเคยเล่นเครื่องดนตรีที่เขาขึ้นไปเล่นบนเวทีไม่กี่ครั้ง … ถ้าเขายังไม่ถึงกับได้เล่นมันเป็นครั้งแรกบนเวที (ซึ่งจะว่าไปนี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระแสพังค์อังกฤษรุ่นแรกเช่นกัน)

สิ่งที่พิเศษที่สุดของโนเวฟก็คือ มันเป็นกระแสดนตรีที่ไม่เคยเชื่องลงเลย ในขณะที่นักดนตรีพังค์รุ่นแรกของอังกฤษนั้นเริ่มเล่นดนตรีเป็นและทำอะไรที่ซับซ้อนขึ้นไปพร้อมๆ กับผสมกลมกลืนไปกลับกระแสหลัก (อย่างไรก็ดีงานโพสต์พังค์ [Post-Punk] จำนวนมากที่มาจากพวกพังค์รุ่นแรกก็ไม่ใช่อะไรที่จะฟังแล้วระรื่นหูเลยแม้แต่นิดเลย) นักดนตรีโนเวฟนั้นกลับเป็นเหมือนกลุ่มคนสภาวะความดิบของพังค์อังกฤษไว้ และไม่ยอมประนีประนอมกับกระหลักเลยจนกระแสมันจบไป แต่ความไม่เชื่องลงนี่เองที่ทำให้มันแทบไม่มีผลงานหลุดรอดมาจากยุคสมัยของมันเลยแม้แต่ของศิลปินดังๆ ในกระแส อย่างไรก็ดีวงดนตรีที่เริ่มตั้งตัวตอนปลายกระแสโนเวฟ อย่าง Sonic Youth และ Swans นั้นก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างอยู่บ้างในหมู่นักฟังเพลงโดยเฉพาะวงแรก (ทว่างานสุดรกหูสำหรับหลายๆ คนของ Sonic Youth นั้นก็เป็นที่ถูกเรียกว่าเป็นการเอาโนเวฟมาทำให้ป็อปขึ้น)

 อย่างไรก็ดีคนที่ห่ามพอที่จะพยายามนำสิ่งพวกนี้มาบันทึกเสียงก็ยังมีอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เพื่อนที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียนแบบกรณีอัลบั้ม Trout Mask Replica (1969) ของกัปตันบีฟฮาร์ท (Captain Beefheart) ที่โปรดิวซ์และจัดจำหน่ายภายใต้ร่มเงาสหายเก่าแก่อย่าง แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa) แต่อย่างใด คนที่ทำให้ความหลุดโลกเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้กลับเป็นไบรอัน อีโน (Brian Eno) นักดนตรีหัวก้าวหน้ารุ่นพี่ที่คร่ำหวอดในวงการมาตั้งแต่กระแสแกลมร็อคในอังกฤษตอนต้นทศวรรษที่ 70’s โดยอีโนไปพยายามเกลี้ยกล่อมให้ Island Records นั้นออกอัลบั้มรวมผลงานของบรรดาศิลปินหลุดโลกในนิวยอร์คในขณะนั้น 

ผลผลิตของกระบวนการของอีโนนั้นคืออัลบั้ม No New York ในปี 1978 ที่ออกกับ Antilles Records  ซึ่งเป็นค่ายลูกของ Island Records อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยผลงานของวงดนตรีจากการแสโนเวฟ สี่กลุ่มด้วยกันได้แก่ The Contortions, Teenage Jesus and The Jerks, Mars และ DNA โดยจะมีเพลงของวงเหล่านี้วงละสี่เพลงด้วยกัน ซึ่งก็นับเป็นเศษเสี้ยวอันน้อยนิดของกระแสดนตรีอันบ้าคลั่งที่ยังพอเหลือรอดมาถึงหูคนรุ่นหลัง (อย่างไรก็ดีมีงานบางชิ้นของโนเวฟที่เป็นงานแสดงสดที่พึ่งออกมาภายหลังเช่นกัน เช่นงานแสดงสดของ DNA ที่ออกโดย Avant Records ที่เป็นค่ายเพลงในญี่ปุ่นของเจ้าพ่ออวองการ์ดนิวยอร์คอย่าง จอห์น ซอร์น [John Zorn] ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ อิคุเอะ โมริ [Ikue Mori] – ซึ่งเป็นอดีตมือกลองวง DNA นั้นไปร่วมงานกับซอร์นก็ได้)

 งานหายากชิ้นนี้ตอนแรกน่าจะถูกผลิตมาเป็นแผ่นไวนีลก่อน (ในอเมริกานั้นสื่อที่ใช้บันทึกอัลบั้มที่มียอดขายมากที่สุดคือแผ่นไวนีลมาโดยตลอดศตวรรษที่ 20 – ที่เทคโนโลยีนี้ปรากฏขึ้นมา –  จุดจบของการครอบแชมป์ยอดขายของแผ่นไวนีลนั้นในช่วงทศวรรษที่ 80’s เมื่อมันแพ้ยอดขาย CD) ซึ่งราคามันก็คงไม่ใช่น้อยเลยในหมู่นักสะสม อย่างไรก็ดีปัจจุบันงานชิ้นนี้ได้ถูกผลิตซ้ำมาเป็น CD เรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่ายๆ  … แต่ด้วยเทคโนโลยีหลายๆ อย่างนั้นก็ทำให้นักฟังเพลงในประเทศโลกที่สามนั้นมีโอกาสเปิดหูอย่างกว้างขวางขึ้น 

3 

อัลบั้ม No New York นั้นไม่ใช่อัลบั้มที่เพี้ยนที่สุดที่ผมเคยฟังมา แต่มันก็เป็นงานอีกชิ้นที่ผมคาดหวังไว้มาก เป็นงานที่ผมคิดว่าตนเองน่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้ฟัง และเมื่อฟังแล้วก็ไม่ได้ผิดหวังเลยแม้แต่นิด ผมคิดว่าข้อดีที่สุดของผลงานอันเสียดแทงการรับรู้สุนทรียะทางเสียงชิ้นนี้ ก็คือ มันฟังง่าย

การฟังง่ายในที่นี้ไม่ใช่ความระรื่นหูในแบบของเพลงป็อปที่ปัจเจก (เก๊ ถ้าคุณเป็น Adornian) ที่ได้รับการประกอบสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุนทรียะทางเสียงโดยธุรกิจดนตรีใหญ่ๆ นั้นเข้าใจ และ มันก็ดูจะไม่ใช่การฟังง่ายในระบบสุนทรียะของผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะ (Cultivate) รสนิยมทางดนตรีในแบบคลาสสิคมา แต่มันเป็นการฟังง่ายในทรรศนะของคนที่ใช้ดนตรี Avant-Garde เป็น Shock Theraphy กับตัวเองมาโดยตลอด

สำหรับผมความยากในการฟังงาน Avant-Garde เบื้องต้นคือ เพลงมันยาว งานเหล่านี้จำนวนมากนั้นดูจะสร้างมาสำหรับคนที่ได้รับการฝึกฝนหูมาในแบบคลาสสิคที่ Run Amok ทว่าผมไม่ใช่คนประเภทนั้น ผมเป็นคนที่ไม่สามารถจะตั้งใจพังเพลงยาวมากๆ ได้ (พวกคลาสสิคบางคนก็คงจะเห็นว่าผมเป็นผลผลิตของยุคสมัยใหม่ที่แทบไม่มีใครนั่งเพลงเพลงยาว 20 นาทีได้อย่างตั้งใจอีกแล้ว) ขอบเขตการรับรู้ทางดนตรีผมจึงอยู่ที่ดนตรีสมัยนิยมในศตวรรษที่ 20 ที่มีรากฐานที่สำคัญมาจากโรงงานผลิตเพลงอย่าง Tin Pan Alley และเทคโนโลยีอัดเสียงตอนต้นศตวรรษที่ 20 (ถ้าผมจำไม่ผิดแผ่นไวนีลรุ่นแรกสุดในช่วง 30-40  ปีแรกของช่วงต้นทศวรรษที่ 20 นั้นโดยทั่วๆ ไปจุเสียงได้ราวๆ 3-4 นาที จริงๆ เทคโนโลยีมันทำได้มากกว่านั้นแต่มันแพงกว่ามาก แผ่นที่มีเพลงสั้นๆ แบบนี้ต้นทุนย่อมเยา เหมาะแก่การเป็นสินค้ามวลชนมากกว่า) ความยาวเฉลี่ยของเพลงที่ผมฟังตั้งใจฟังได้สบายๆ คือราวๆ 4 นาที (และอาจเพิ่มเล็กน้อยได้เป็น 6 นาที) งานที่ยาวกว่านั้นผมเปิดฟังได้แต่ตั้งใจฟังไม่ได้ตลอด งานที่ปวดกบาลมากๆ ผมอาจมีความอดทนในการฟังได้ต่ำกว่า (ผมจึงชอบงานของ Pig Destroyer ที่เอา Brutal Death มาเจือกับ Grindcore และเล่นสั้นๆ ในแบบ Grindcore) แต่งานที่ปวดกบาลจริงๆ ต่อให้ยาวเพลงละไม่กี่วินาทีก็แทบทนฟังไม่ไหวเหมือนกัน (ลองนึกถึง Naked City ชุด Torture Garden ดู) … แต่ไม่ได้หมายความว่างานมันไม่ดี

 สำหรับผมการที่เพลงที่ฟังยากๆ มากๆ ไม่ได้มีความยาวมากทำให้มันฟังง่ายขึ้น และ การที่งานทั้งหมด (จะเป็น Album, EP, etc. อะไรก็ว่าไป) มันจบลงเร็วมันก็ช่วยให้ฟังง่ายขึ้นเช่นกัน งาน No New York นั้นมีสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างดีทีเดียว อัลบั้มนั้นแบ่งเป็นสี่ส่วนอันประกอบไปด้วยเพลง 4 เพลงติดต่อกันของวงดนตรีทั้ง 4 วง ทำให้ผมสามารถแบ่งการรับรู้เป็นช่วงๆ ได้ (เหมือนฟัง EP ของแต่ละวง ทีละวง) และบทเพลงโดยเฉลี่ยก็ไม่ได้ยาวมากด้วย … ในแง่นี้ผมจึงว่ามันฟังง่าย (ถ้าเทียบกับดนตรีเพี้ยนๆ ชนิดอื่นๆ – ถ้าจะเสริมหน่อย) ผมว่าการจัดเรียงเพลงนั้นทำให้ชาญฉลาดทีเดียว การเอาเพลงที่ค่อนข้างมันของวงที่เล่นได้แสบสันต์และมีซาวนด์ค่อนข้างคมอย่าง The Contortions มาเปิดอัลบั้มเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพลงเปิดอย่าง Dish It Out นั้นแม้ว่าจะหลุดโลกไปด้วยเสียงแซ็กโซโฟนของ เจมส์ แชนซ์ (James Chance) และไลน์กีต้าร์ที่ค่อนข้างประหลาด แต่มันก็ยืนอยู่บนฐานของไลน์เบสและกลองที่มีความเป็นร็อค (แม้จะ Atonal เล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่าแหวกแนวทีเดียวในสมัยนั้น) สิ่งเหล่านี้ทำให้งานนั้นฟังง่ายเช่นกัน ต่อมางานของ Teenage Jesus and The Jerks นั้นเราจะได้ยินเสียงกีต้าร์แตกพร่าที่เล่นโน้ตไปพร้อมๆ กับเบสและกลองในจังหวะเนื่อยๆ ที่เล่นผ่อนๆ บ้าง หยุดบ้าง และ บนกำแพงเสียงเหล่านั้นก็มีเสียงที่เกือบจะโหยหวน (ผมมีคำว่า เกือบจะ แล้ว) ของ ลิเดีย ลันช์ (Lydia Lunch) งานของ Teenage Jesus and The Jerks สั้นมาก (ว่ากันว่างานรวมเพลงทุกๆ เพลงของวงนี้ที่ออกมาภายหลังนั้นก็ยาวเพียงไม่กี่สิบนาทีเท่านั้น) ไม่นานมันก็จบและส่งพื้นที่ทางเสียงต่อไปให้ Mars งานกีต้าร์ของ Mars ในหลายๆ ส่วนนั้นชวนให้นึกถึงพวกงานในสายอัลเทอร์เนทีพร็อคอเมริกันในช่วง 80 ในหลายๆ ส่วน แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจนก็คือไลน์กลองที่ค่อนข้างจะโกลาหลกว่า เพราะ มันไม่ได้เล่นยืนพื้น แต่ดูจะทำการเล่นส่งไปเรื่อยๆ อัลบั้มนี้ปิดลงด้วยงานของ DNA ที่มีความต่างคือการใช้ซินธ์เสียงกลอง (นี่น่าจะเป็นพื้นฐานในการผลิตงานของอิคุเอะ โมริต่อไป) นอกจากนั้นแล้วดูจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษหลังจากฟังงานสามวงด้านหน้าอัลบั้มมาแล้ว (จะว่าไปก็ไม่ค่อยแฟร์กับงานของ DNA แฮะ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ) 

… ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่หลังจากที่ผมฟังงานชิ้นนี้แล้ว โลกทัศน์ทางดนตรีผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่าการตะโกนจนเสียงออกมาแหบและไม่มีเมโลดี้นั้นเกิดขึ้นในวงการดนตรีสายพังค์แล้วปี 1978 (สังเกตุว่าผมไม่ได้เขียนถึงตรงส่วนนี้ด้านบน เหตุผลคือผมไม่ได้เห็นว่ามันเป็นส่วนหลักของงาน ถ้าผมเขียนถึงมันอย่างจริงยังก็ดูไม่ได้ต่างจากการพูดถึงเสียงร้องในเพลงพวก Death Metal อย่างลงรายละเอียดจนเกินงาม) อย่างไรก็ดีมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ผมไม่มีความรู้มากพอที่จะไขความกระจ่างบางส่วนจากงานชุดนี้ ผมก็คงต้องอ่านต่อไปและเขียนต่อไปเพื่อที่จะผลิตงานที่ดีกว่านี้ในสายตาของผมให้ได้ … งานชิ้นนี้ก็คงจะเป็นอีกส่วนหนึ่งของข้อเขียนที่ไม่มีวันสิ้นสุดของวัฒนธรรมการเขียนทั้งหมด … งานชิ้นนี้ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งการ เขียนดนตรีใต้ดินที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบททางดนตรีและตัวบทภาษาทั่วๆ ไป … และงานชิ้นนี้ก็คงจะเป็นอีกก้าวเดินหนึ่งของข้อเขียนของผมเกี่ยวกับประเด็นในทางดนตรีที่น่าจะมีตามมาอีกเรื่อยๆ 

ป.ล. ข้อมูลเกี่ยวกับ No Wave ทั้งหมดอ่านออนไลน์เอาตามเรื่องตามราว


[1] แท็ปเลเจอร์ (หรือเป็นที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า แท็ป [Tab]) นั้นโดยพื้นฐานเป็นวีธีในการบันทึกการเล่นดีต้าร์ไว้บนบรรทัดหกเส้นซึ่งแทนสายกีต้าร์แต่ละสาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะทำให้การอ่านสิ่งที่ถูกบันทึกนั้นสามารถทำได้ง่ายกว่าการอ่านตัวโน๊ตบนบรรทัดห้าเส้น คนเล่นกีต้าร์จำนวนมากสามารถอ่านแท็ปได้ในขณะที่อ่านโน้ตไม่ได้ การปรากฏตัวของแท็ปในนิตยสารกีต้าร์ชื่อดังเกือบทุกเล่มน่าจะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ไม่น้อย