Home

On Thrash Metal and Its Difference From Heavy Metal

พฤศจิกายน 5, 2008

ตอนแรกผมว่าต้อง Clear ก่อนนะครับ

ระหว่าง Hard Rock/ Heavy Metal รุ่นบุกเบิก (รุ่น Blue Cheer, Led Zep., Deep Purple, Black Sabbath)

กับพวก Heavy Metal ตอนที่มันตั้งตัวแล้วชัดเจน (ชัดสุดจะราวๆ ยุค NWOBHM)

อันแรกจะติด Blues เยอะครับ อันหลังนี่โดยทั่วไปจะไม่ติดเลย ท่อนริฟฟ์และเพลงส่วนใหญ่ก็จะไม่หลวมๆ แบบอันแรก คอร์ดรุงรังๆ (คอร์ดเต็มรูปไอ้พวกคอร์ด 7 อะไรเทือกนี้ – ซึ่งผมก็ว่าเป็นอิทธิพล Blues) ก็จะไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะซัด Power Chord กัน ปนกับริฟฟที่เป็นซิงเกิลโน๊ต (กีต้าร์ประสานนี่ยุคแรกๆ ไม่ค่อยมี) เบสนี่ก็มักจะเล่นไปตามริฟฟ์ หรือ ไม่ก็เล่นรองพื้นแบบหนาๆ (ผมนึกถึงแต่งหน้าอย่างไรไม่รู้) กลองนี่ก็จะตีแบบตรงไปตรงมามากๆ ลูกกระตุกๆ ขัดๆ ไม่ค่อยมี

โอเค ถ้าแยกได้ดังนี้แล้วเราจะไปกันต่อในการแยก Heavy Metal (อันหลังนะครับ อันแรกนี่มันต่างกันชัดเจนมากๆ จนแทบจะไม่ต้องอธิบาย) กับ Thrash Metal ล่ะนะครับ

Thrash ต่างจาก Heavy อย่างไร?

เชื่อหรือไม่ว่าผมเคยอ่านสือกีต้าร์เล่มหนึ่งพยายามจะอธิบาย (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Guitar World ปกมีกีต้าร์ Skid Row – ผมซื้อมือสองมาจากจตุจักร) และผมก็ได้ออ่านตำรา Thrash เล่มหนึ่ง (ซื้อจาก JU พันธุ์ทิพย์)

ผมกล้าพูดเลยว่าทั้งสองเล่มถ้าไม่อธิบายผิดก็ชวนให้ไขว้เขวมากๆ ในหลายๆ จุด ซึ่งผมจะแทรกๆ ไป

ปัญหาที่ผมเห็นก็คือพวกนี้มอง Thrash จากแค่วงดังๆ ไม่กี่วง ซึ่งผลก็คือ มันจะเอาลักษณะเฉพาะที่วงดนตรีไม่กี่วงมีมาเป็นลักษณะของ Thrash … ซึ่งถ้าคุณฟังพวกวงเกรด B, B+ ไปจนถึง A- เยอะๆ คุณจะไม่คิดแบบนี้ (จริงๆ ผมไม่อยากพูดนะว่าพวกนักดนตรีที่มีความรู้ทางดนตรีอย่างเป็นทางการมามากๆ มักจะมีชั่วโมงบินการฟังต่ำกว่านักฟังเพลง แต่ปัญหาคือ เวลาพูดคนทั่วๆ ไปจะเชื่อพวกแรกมากกว่า ถ้าถามผมผมว่าพวกนี้ในหลายๆ ครั้งฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดด้วยซ้ำ – ขอโทษที่พูดแรง ผมถือว่าเราๆ เป็นนักฟังเพลงกันนะเลยอยากระบายเล็กๆ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเรียนดนตรีหรือรู้ทฤษฏีเยอะๆ นี่ไม่ดีหรือไม่ใช่คนดีนะครับ จากประสบการณ์ที่ผมเจอพวกนี้จะชอบแสดงตัวว่ารู้ไปทุกเรื่องทั้งๆ ที่ฟังเพลงก็กระจึ๋งเดียว – ปริมาณการฟังไม่สามารถเทียบกับท่านๆ แถวนี้ได้เลย)

OK มาเริ่มกันดีกว่า

ความต่างที่ผมเห็นมีดังนี้ (ผมจะพูดถึงแค่พวก Old School นะครับ วงรุ่นใหม่ๆ ที่เล่น Old School ก็มักจะมีลักษณะดังนี้)

1. เสียงร้อง – พวก Thrash นั้นจะร้องกร้าวกว่าและไม่มีค่อย Melody อันนี้เป็นลักษณะที่เห็นได้ทั่วไปคิดว่าไม่ต้องอธิบายมาก แม้ว่าเสียงร้องของพวก Thrash จะหลากหลาย

บางวงตะโกนบ่นๆ (อาทิ Sacred Reich) บางวงร้องเสียงกร้านๆ หยาบๆ เละ (Coroner, Possessed, Onslaught ชุดแรกๆ, Celtic Frost – จริงๆ ผมว่าดนตรีวงนี้ประหลาดที่จะเรียกว่า Thrash อยู่ แต่ไว้ว่ากันต่อไปด้านหน้า) บ้างวงร้องกร้านๆ บ่นๆ (อาทิ นักฆ่าในตำนานอย่าง Slayer และพวกผู้ยิงใหญ่แห่งเยอรมัน Sodom, Destruction, Kreator, Tankard อย่างไรก็ดีบางวงพวกนี้ก็มีการร้องกร้านๆ หยาบๆ อยู่บ้างชุดแรกๆ ถ้าผมจำไม่ผิด – เพราะ ผมไม่ชอบยุคนั้นเท่าไร)  บางวงก็เสียงแหลมมาเลย  (Nuclear Assault, Forbidden, Flotsam & Jetsam)

แต่สิ่งที่มีร่วมกันของพวกนี้คือความกร้านและไม่ค่อยมี Melody (โดยเฉพาะ ถ้าเทียบกับ Heavy Metal) ตรงนี้โปรดสังเกตุว่าเอาจริงๆ มีวง Thrash ไม่กี่วงเท่านั้นที่ร้องพอจะมี Melody มากห่อย ตัวอย่างก็คือ Metallica, Megadeth (จริงๆ น้าเบี้ยวก็ไม่ค่อยมี Melody เท่าไรแต่พอกล้อมแกล้มอยู่หมวดนี้ได้), Anthrax, Xentrix

ตรงนี้อาจมีคนมองว่าพวก Heavy บางวงก็เริ่มมีลักษณะแบบนี้ เช่น Venom และ Motorhead … จะว่าไปพวกนี้ก็ Proto-Thrash ดีๆ นี่เองครับเพียงแต่คนไม่เรียกกัน นอกจากนี้แล้ว Thrash บางวงก็เริ่มจะร้องสำรอก อาทิ Possessed … ซึ่งนั่นก็คือ Proto-Death ดีๆ นี่เองครับ แต่คนก็ไม่ค่อยเรียกเช่นกัน (อย่างไรก็ดีบางคนก็จัดวงนี้เป็น Death ไปเลย) เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน่ออ่อนของดนตรีอีกกระแสหนึ่งนั้นปรากฏในดนตรีอีกกระแสเป็นเรื่องปกติครับ

2. ส่วนโน๊ตในริฟฟ์กีต้าร์ และ เบส – ว่ากันว่าถ้าจะอธิบายง่ายๆ Thrash ก็คือ Heavy ที่โน๊ตถี่ขึ้น ก็พอถูไถครับ แต่ยังไม่ชัดพอ

ถ้าถามผมสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ Thrash นั้นเป็น Thrash คือ โน๊ตที่ต่อเนื่องกันเป็นพรืดครับ ถ้าดู Tab นี่จะพบเลยว่ามันจะเต็มไปด้วยเขบ็ดชั้นเดียวเป็นพรืด และมักมีเขบ็ดสองชั้นแซมเป็นพักๆ  (เล่นให้ดูจะง่ายกว่า แต่ตรงนี้เราเงื่อนไขการถ่ายทอดคือการเขียน ผมจะพยายามแล้วกันนะ) และถ้าไม่เคยเล่นแล้วมาเล่นจะพบว่ามันเมื่อยมากๆ ต้องใช้พลังสูงมาก

ตรงนี้ Thrash ต่างจาก Heavy ตรงที่ Heavy นั้นส่วนพื้นฐานของ Riff นั้นจะเป็นตัวดำกับเขบ็ดชั้นเดียว โดยทั่วไปริฟฟแบบ Heavy นั้นจะไม่มีโน๊ตเป็นพรืด จะพอมีลากยาวบางตัวให้ได้พักได้ผ่อนกันบ้าง และถึงจะมียาวเป็นพรืดบ้าง (ตัวอย่างง่ายๆ เพลง Paranoid และ Neon Knight) ก็จะไม่มีเขบ็ดสองชั้นมาเพิ่มความถี่แบบพวก Thrash

ที่นี้ขอเสริมคำถามที่น่าสนใจอีกประการ Thrash ต่างจาก Speed อย่างไร?

โดยส่วนตัวผมไม่แยกนะครับเพราะ ในวงเดียวกันนี่จะมีลักษณะ Riff ทั้งสองแบบอยู่ แต่ถ้าจะให้แยกแล้ว Riff มันต่างกันตรงที่ Thrash นั้นจะเน้น Rhythm แบบเขบ็ดชั้นเดียวเป็นพรืดและมีเขบ็ดสองชั้นแซม ส่วน Speed นั้น Riff จะเป็นเขบ็ดสองชั้นเป็นพรืดยาวโลด (มักจะจบริฟฟ์ด้วยเขบ็ดชั้นเดียวประจุดสองตัวและเขบ็ดชั้นเดียวอีกตัว – มันฟังดูยุ่งครับ แต่คาดว่าเป็นส่วนที่ได้ยินกันบ่อยๆ)

ซึ่งในทางปฏิบัติพอจะพูดได้ว่า Thrash คือการสับ ส่วน Speed คือการปั่น

อย่างไรก็ดีในหลายๆ วงมันแยกยากครับ เพราะ บางเพลงก็สับบางเพลงก็ปั่น บางท่อนก็สับบางท่อนก็ปั่น โดยทั่วไปมันจึงดูจะเปล่าประโยชน์ที่จะแยกออกเป็นเพลงๆ หรือเป็นท่อนๆ

แต่ที่น่าสนใจคือมันก็มีวงบางชนิดที่ปั่นกันลูกเดียวแต่ไม่มี Riff แบบ Thrash เลย อาทิ Agent Steel น่าสังเกตุว่าคนจะเรียกพวกนี้ว่า Speed แต่จะไม่เรียก Thrash

สุดท้าย มีวงกลุ่มหนึ่งที่มี Riff แบบ Speed ในนิยามด้านบนแต่สมัยนี้เราก็มักจะไม่เรียกว่า Speed วงเหล่านี้ได้แก่วงที่เรารู้จักกันดีอย่าง Helloween, Gammaray, Blind Guardian ฯลฯ เราจะรู้จักวงเหล่านี้ในนาม Melodic, Power ไม่ก็ Melodic/ Power แต่ถ้าสังเกตุริฟฟ์ของวงเหล่านี้จะพบว่าปั่นกระจายตามนิยามด้านบนเลย (จริงๆ มีเรื่อง Tempo อีก สั้นๆ คือพวกนี้ Tempo จะช้ากว่า Thrash – แน่นอนเราไม่ได้พูดถึง Dragonforce) ซึ่งผมว่านี่คือ คำอธิบายที่ว่าทำไมในยุคสมัยหนึ่งคนมักจะรู้จักวงพวกนี้ในนาม Speed … แต่ (ดังที่กล่าวมาแล้ว) มันก็ดุจะเป็นคำเรียกที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไรในปัจจุบัน

 

3. เมโลดี้ในริฟฟ์ – Thrash ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใช้ Scale และ Mode ปกติที่มีพื้นฐานมาจาก Major กับ Minor  (นี่พูดให้ง่ายนะครับ ไม่อยากลงลึกคนรู้ทฤษฎีมาอ่านแล้วรู้สึกว่ามันผิดก็ขออภัย อย่างไรก็ดีตรงนี้ผมคิดว่าเขียนแบบนี้สื่อความง่ายกว่า) เช่นในขณะที่พวก Heavy ใช้

พวก Thrash นั้นถ้าจะว่ากันตรงๆ (พูดในฐานะคนศึกษา, คนแต่ง และคนเล่น) นั้นคิดริฟฟ์ขึ้นมาแบบไม่ได้คิดผ่าน Scale ครับ (เว้นแต่บางท่อนที่ใช้กีต้าร์ประสาน ตรงนั้นต้องคิดผ่าน Scale และใช้เสียงประสานคู่สาม – หรือประสานด้วยโน้ตสองตัวถัดไปใน Scale) ถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ Riff แบบ Thrash นี่มีเสียงศูนย์กลาง (Tonal Center) นะครับ อย่างน้อยๆ สายเปล่าสายหก (อาจเป็นโน๊ต E หรือ Eb แล้วแต่จะจูน – ทั่วไปพวก Thrash จะตั้งสายกันอยู่แค่นี้ไม่ Standard Tuning ก็ลงมาครึ่งเสียง เอาจริงๆ ตั้งลงมาหนึ่งเสียงเต็มนี่ผมก็ไม่พบในพวก Old School นะ แต่ผมอาจเช็คไม่ละเอียดพอก็ได้)  นึ่ก็เป็นเสียงศูนย์กลางของ Riff ส่วนใหญ่ใน Thrash แหละ อย่างไรก็ดีโน๊ตที่จะใช้แซมนี่แทบจะเป็นตัวอะไรก็ได้ ซึ่งนี่ทำให้ Thrash ฟังดูเป็น Chromatic (พูดง่ายๆ คือ Scale ที่มีโน๊ตทุกตัวอยู่ในนั้น ใช้ Scale นี้ก็หมายถึงเล่นอะไรก็ได้)

แต่ข้อสังเกตุของผมคือ Thrash จะไม่นิยมใช้โน๊ตตัวที่ 4 และ 6 (ซึ่งถ้าคิดบน Key E ซึ่งเป็น Key ปกติแล้ว โน๊ตตัวดังกล่าวจะอยู่ที่ Fret ที่ 4 ของสาย 5 และ 6) ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันฟังดูใสๆ ไม่ Thrash และออกทาง Major ไปมั้ง

อย่างไรทั้งหมดนี้ทำให้เพลง Thrash นั้นฟังดูแปร่งมากๆ (ไม่อยากพูดว่า Atonal เพราะ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เสียงศุนย์กลางของเพลงนั้นมีอย่างต้ำก็คือ สาย 6 สายเปล่า) และไม่สามารถระบุทิศทางของโน๊ตที่ชัดเจนได้

ซึ่งตรงนี้กลับไปอธิบายว่าทำไม Thrash ต้องร้องแบบไม่มี Melody (ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นคือไม่มีการเคลื่อนไหวของ Pitch เพราะ โดยทั่วไปไม่มีเสียงดนตรีอะไรไม่มี Melody เพราะ Melody คือ Pitch [ความสูงต่ำของเสียง] + Rhythm [ความหนักเบา, ความห่าง ไปจนถึงความเงียบของเสียง])

มันต้องร้องแบบไม่มี Melody ก็เพราะ เพลงมันไม่มี Scale ที่ชัดเจน ถ้าเพลงไม่มี Scale ขืนร้องมี Scale เสียงร้องก็ขัดกับเพลง ด้วยเงื่อนไขของโครงสร้างเสียงของเพลงแบบนี้ที่ต้องมีการร้อง หนทางที่ดีที่สุดคือ ร้องย้ำๆ อยู่ไม่กี่โน๊ต (หรือไม่กี่ Pitch) ซึ่งนั่นทำให้เพลงฟังดูไม่มี Melody

4. ความเร็วเพลง – สิ่งที่ยังไม่ได้พูดในส่วนที่ผ่านมาคือ ความเร็วเพลง

ในดนตรีสากลแบบตะวันตกนั้นเราจะนับความเร็วเพลงเป็นครั้งต่อนาที หรือ bpm [beats per minute]

เพลง Thrash โดยทั่วไปนี่ก็จะเร็ว 200 bpm ขึ้นไป มีส่วนน้อยที่จะช้ากว่านั้น และจะเป็นแบบนี้แทบทุกเพลงในอัลบั้ม

ในขณะที่เพลง Heavy นั้นขึ้นมาถึงราวๆ 180-190 bpm นี่ก็จัดว่าเร็วจัดแล้ว และก็จะเป็นอยู่ไม่กี่เพลงในอัลบั้ม

ซึ่งลองจินตนาการดูว่า โน๊ตถี่ๆ ที่ยุ่งอย่างยุ่งเหยิงเร๊วจี๋นั้นเป็นอย่างอย่างไร ไม่แปลกเลยที่ Thrash นั้นได้ชื่อว่าเป็น Extreme Metal ชนิดแรก

ที่นี้มันจะมีอีกประเด็นคือ เพลง Heavy จำนวนหนึ่งนั้น Tempo กดไป 240 bpm (เช่นงานของ Maiden) จะอธิบายมันอย่างไร?

คำตอบคือ เพลงเหล่านี้ Rhythm พื้นฐานนั้นจะเร็วเต๊มที่ที่เขบ็ดชั้นเดียว ซึ่งวิธีการเล่นก็ต้องเล่นขึ้นลงแบบ Alternate Picking

แต่สำหรับ Thrash เล่น Tempo 200 ขึ้นไปนี่ต้องเล่นเขบ็ดชั้นเดียวแบบลงอย่างเดียว ถ้าเล่นขึ้นลงเสียงมันจะไม่แน่น นอกจากนี้ การเล่นขึ้นลงต้องสงวนไว้ให้กับพวกโน๊ตเขบ็ดสองชั้นด้วย

นอกจากนี้ที่น่าสนใจก็คือเพลง Thrash จำนวนมากนั้นจะมีการเปลี่ยน Tempo ไปมาในเพลงด้วย ประมาณว่า Riff นี้ต้อง Tempo เท่านี้ (จริงๆ นี่คือคำของ Scott Ian) ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ Heavy ไม่นิยมทำเช่นกัน

5. กลองและส่วนเพลง – ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ กลองและส่วนเพลง

ประการแรกที่ผมอยากจะยกก็คือ หลายๆ คนบอกว่า Thrash นั้นจะใช้ส่วนดนตรีแปลกๆ (เช่น 7/8, 5/4 อะไรเทือกนี้) ผมว่าไม่จริงนะครับถ้าจะพูดในภาพกว้าง จริงอยู่มีบางเพลงของบางวงที่มีลักษณะแบบนี้ (เช่น Intro บางเพลงของ Metallica, Verse Riff ของ Master of Puppet, บางเพลงของ Testament) แต่ส่วนใหญ่ผมคิดว่าเราพูดได้เลยครับว่าเพลง Thrash มันก็เพลงบนส่วน 4/4 แบบเพลงร็อคทั่วๆ ไปนี่แหละ (ดังนั้นตรงนี้ไม่ใช่ความต่างระหว่าง Thrash กับ Heavy)

ส่วนกลองนี่สิน่าสนใจ กลองเพลง Rock ปกตินั้นมักจะเรียกกันว่า Normal Time ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานก็คือ การเหยียบกระเดื่องที่จังหวะ 1 และ 3 ตีแสนร์ที่จังหวะ 2 และ 4

นี่คือ Rhythm กลองพื้นฐานของเพลง Rock และ Heavy Metal ทั่วๆ ไป

สิ่งที่ Thrash เพิ่มมาคือ Double Time กับ Half Time

พูดง่ายๆ คือ ส่วนกลองที่ทำให้ฟังดูเร็วขึ้นเท่าหนึ่ง กับ ช้าลงเท่าหนึ่ง (แต่ Tempo เท่าเดิมนะครับ)

ในทางปฏิบัติโดยพื้นฐานที่สุดมันอยู่ที่การลง Snare

Double Time คือการตีแสนร์ที่จังหวะยกทุกจังหวะ ทำให้ห้องหนึ่งมีการตีแสนร์ 4 ครั้ง (ส่วนการตีแสนร์ที่จังหวะตกทุกจังหวะนั้นเรียกว่า Reverse Double Time) ซึ่งผลที่มีต่อคนฟังก็คือ จะทำให้รู้สึกว่าเพลงเร็วขึ้น

ส่วน Half-Time นั้นคือการไม่ลงสแนร์ในจังหวะที่สองและสี่ แต่ไปลงที่จังหวะที่สามเท่านั้น ซึ่งผลที่มีต่อคนฟังก็คือ จะทำให้รู้สึกว่าเพลงช้าลงและรู้สึกหน่วงๆ

การตีกลองแบบ Normal Time กับ Double Time สับไปมานั้นมักจะพบได้ทั่วไปในเพลง Thrash ส่วน Half Time นั้นโดยทั่วไปการใช้จะจำกัดอยู่แค่ท่อน Bridge ในตอนกลางเพลง พวกที่เอาส่วนแบบนี้มาใช้ในท่อนอื่นๆ นั้นไม่ค่อยมีในพวก Old School อย่างไรก็ดีมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Post-Thrash และ Groove Metal ในเวลาต่อมา

สำหรับเรื่องโครงสร้างเพลง พูดตรงๆ ว่าผมก็ไม่ค่อยได้สังเกตุเท่าไร โดยทั่วไปผมก็ว่าโครงสร้างมันก็ Standard นะ (ก็ Intro-verse-prechorus-chorus-verse-prechorus-chorus-bridge-solo-prechorus-chorus อะไรเทือกนี้) แต่คิดดูดีๆ มีวงนำนวนไม่น้อยเลยล่ะที่มีโครงสร้างเพลงที่ไม่ Standard สงสัยต้องดูอีกที อย่างไรก็ดีผมว่ามันไม่ใช่ลักษณะที่ “จำเป็น” ของ Thrash เท่าไรนะ คือ โครงสร้างเพลงธรรมดาก็ Thrash ได้อะไรทำนองนั้น

อ้อ จริงๆ อาจมีประเด็นเรื่องท่อนโซโล่ด้วย แต่เนื่องจากผมเข้าไม่ถึง (ผมเป็นคนไม่ฟังโซโล่จริงจัง เพราะ ฟังไม่ทัน) จึงไม่ขอพูดในที่นี้

คร่าวๆ ก็ราวๆ นี้แหละครับ หวังว่าจะให้คำตอบที่ชัดขึ้น

ป.ล. ตัวอย่างทั้งหมดนี่มาจากหัวทั้งนั้นนะครับ ยกพอให้เห็นภาพเฉยๆ ถ้าจะเอาเป๊ะคงต้องฟังไล่เช็คครับ สุดท้ายที่อยากให้ตระหนักคือ เส้นแบ่งของแต่ละอย่างที่ยกมามันเบาบางมากครับบางทีอะไรที่อยู่ที่เส้นแบ่งก็อย่าไปพยายามจัดประเภทมันจริงจังไปสักฝั่งเลยครับ อยากให้เข้าใจมันในฐานะสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง (in-between) มากกว่า

[มีคนถามมาแล้วผมก็ตอบไป คิดว่ามีประโยชน์จึงเอามาใส่ในนี้]

 

 

คือ Melodic Death Metal ที่ว่านี่ก็คงจะเป็นพวก Gothenberg Sound นะครับ (คืออาจมีพวกอื่นอีกแต่ก็คงต่างกันไป)

พวกนี้เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ครึ่งหลังของ 90’s และมาบูมมากๆ ตอนช่วงต้น 2000’s มีฐานหลักอยู่ที่ Fredman Studio (อาจเขียนผิด)

สำหรับพวก (New) Metalcore นึ่ที่ผมเข้าใจก็คือ การเอา Metalcore ในแบบเดิมที่เล่นๆ กันมาในช่วง 90’s ไปผสมกับ Melodic Death Metal แบบ Gothenbergแล้วมันต่างกันยังไงล่ะ?บอกตรงๆ นะครับ ตอนแรกสุดผมก็แยกไม่ค่อยออก ฟังๆ ปนๆ กันไปหมด วงที่ทุกวันนี้นับกันว่าเป็น Metalcore ได้ยินแรกๆ ผมยังฟังมันเป็น Nu-Metal อยู่เลย

 

 

อย่างไรก็ดีเมื่อฟังๆ อ่านๆ คุยๆ เยอะๆ ขึ้น (นี่คือกระบวนการเรียนรู้แนวดนตรีครับ) ก็ขอสรุปจากความเข้าใจตัวเองดังนี้สำหรับความแตกต่างสำหรับสองอย่างดังนี้ครับ ทั้งนี้ข้อเสนอเหล่านี้คือภาพรวมๆ นะครับ ในรายละเอียดน่าจะมีข้อยกเว้นบ้าง

1. การ Drop D – พวก (New) Metalcore นั้นจะตั้งสายกีต้าร์และเบสสายหกลงมาหนึ่งเสียงเต็ม ในขณะที่ที่พวก Melodic Death จะตั้งสายกีต้าร์ตามปกติ (ถ้าหย่อนสายลงมาก็หย่อนเท่ากันหมด) การตั้งดังกล่าวมีผลต่อการจัด Power Chord ครับ มันทำให้ Riff ของพวก (New) Metalcore จะมีท่อนสับ Power Chord ปนอยู่จำนวนหนึ่ง ในขณะที่พวก Melodic Death นั้นจะเน้นริฟฟ์เป็นโน๊ตๆ จะใช้เสียงประสานกีต้าร์คู่ก็ว่าไป แต่กีต้าร์ตัวหนึ่งๆ มักจะเล่นริฟฟ์ด้วยโน๊ตทีละตัว อย่างไรก็ดีลักษณะดังนี้ก็เป็นลักษณะที่ (New) Metalcore มีเช่นกัน (จริงๆ Emo บางวงก็เล่นแบบนี้นะครับ)

2. การมีท่อน Break Down – อธิบายยังไงดีล่ะ มันจะเป็นท่อนกลางๆ เพลง ที่จังหวะลดลงมาครึ่งหนึ่ง และมักจะเล่นริฟฟ์กระตุกๆ (ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน) ท่อน Break Down จารีตแบบ Hardcore แท้ๆ เลย Metal โดยทั่วไปไม่มี หน้าที่ของท่อนนี้ที่สำคัญในการแสดงสดก็คือ มันจะเป็นท่อนที่คนชอบ Mosh กัน (ผมคิดว่าผมเข้าใจถูกนะ) คือ เมื่อถึงท่อนนี้คนดูจะรู้หน้าที่ว่าต้อง Mosh อะไรประมาณนั้น

3. เสียงร้อง – โดยทั่วไป (New) Metalcore จะยังติดการร้องแบบ Hardcore อยู่ ในขณะที่พวก Melodic Death นั้นจะร้องแบบ Death คือ มันเป็นการใช้เสียงที่ไม่เหมือนกัน ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน อย่างไรก็ดีทุกวันนี้มันก็เริ่มปนๆ กันมากขึ้นแล้ว

4. Sound Texture – อันนี้โดยส่วนตัวผมคิดว่าซาวน์กีต้าร์ของ Melodic Death กับ (New) Metalcore นั้นไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดีผมว่ามันเป็นเรื่องของซาวน์แบบอเมริกัน กับ ซาวน์แบบสวีเดนมากกว่า ส่วนจะไม่เหมือนกันอย่างไร ผมจนปัญญาที่จะอธิบายจริงๆ

5. Look – อันนี้ไม่เกี่ยวกับดนตรีแต่ก็น่าสนใจ คือ อิมเมจ พวก (New) Metalcore นี่อิมเมจยังอยู่ในจารีตแบบ Hardcore อยู่ ส่วน Melodic Death นี่จะมีอิมเมจแบบเมทัลเน้นๆ คือ นักฟัง Metal ก็คงจะรู้กันว่าผมยาว เสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาว  นั้นเป็นเครื่องแบบพวก Extreme Metal อยู่แล้ว Melodic Death ก็มักจะแต่งองค์ทรงเครื่องแบบนั้น แต่พวก (New) Metalcore นี่คุณก็จะเห็นการใส่หมวกแก็บ การใส่กางเกงสามส่วน ซึ่งเป็นจารีตแบบ Hardcore นอกจากนี้ก็มีการไว้ผมทรงที่ไม่ใช่ผมยาวสยายอยู่มากมาย (จริงๆ มันก็มี Pattern ทรงผมอยู่แต่ผมไม่รู้จะเรียกยังไง) ซึ่งของพวกนี้คุณจะไม่เห็นในโลก Metal เท่าไร แต่คุณจะเห็นดาษดื่นในหมู่พวก (New) Metalcoreก็ประมาณนี้แหละครับหวังว่าจะสร้างความกระจ่างได้บ้าง

 

ป.ล. ทั้งหมดนี่ผมคงไม่ต้องอธิบายนะว่า Hardcore ที่ผมพูดถึงนั้นเป็นคนละเรื่องกับ Hardcore ในความหมายแบบไทยๆ ที่สำหรับผมและนักฟังเพลงในระดับสากลทั่วไปมันแปลว่า Nu-Metal

Fragments From The Traumatic Life I

พฤษภาคม 24, 2008

Fragments From The Traumatic Life I

 

[ข้อความต่อไปนี้เป็นอะไรที่ส่วนตัวมากๆ อ่านแล้วโปรดพิจารณา]

 

ความเจ็บป่วยได้คืบคลานเข้ามาหาข้าพเจ้าอย่างช้าๆ และเลือดเย็น ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตระหนักว่าสุราและกีต้าร์นั้นไม่สามารถบรรเทามันได้อีกต่อไป อะไรอยู่ในกายของข้าพเจ้า? ราวกับเป็นเสียงที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายแต่ไม่อาจเปล่งออกมาข้างนอกได้ I am The Negative!!! ข้าพเจ้ารู้ดีว่ารากฐานของตนนั้นเป็นเพียงรอยแยกอันเจ็บปวด ความเจ็บปวดนั้นไหลบ่ามาจากทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างไม่บันยะบันยัง อะไรคือสิ่งที่หยุดยั้งมัน? ข้าพเจ้าจัดการกับมันอย่างไร? นานมาแล้วข้าพเจ้าพบว่าการเปล่งเสียงนั้นมีความมหัศจรรย์ของมันอยู่ การเปล่งเสียงในที่นี้ไม่ใช่การปลดปล่อยเสียงที่มีรูปแบบชัดเจนในทางวัฒนธรรม แต่เป็นการเปล่งเสียงไร้รูปที่ตัดแทรกระนาบความเป็นจริงที่ถูกสร้างด้วยระบบสัญลักษณ์ต่างๆ อีกที และเสียงดังกล่าวนี่เองที่เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกับเจ็บป่วยภายใน ตรงนี้การตะหนักถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกับการที่มันออกมานั้นก็ไม่ได้แยกออกจากกัน

 

 

ไม่มีใครเข้าใจ! ไม่มีใครเข้าใจ! ไม่มีใครเคยเข้าใจ! หากเพียงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ดูจะไม่มีใครอยากเข้าใจมากกว่า ความเจ็บปวดของข้าพเจ้าเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับคนรอบข้าง ข้าพเจ้าตระหนักดี ตรงนี้ทำให้ข้าพเจ้านั้นฉาบเคลือบตรงนี้ด้วยการพยายามสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้าง และพยายามดูดซึมความเจ็บปวดของคนรอบข้างผ่านการฟัง … ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่มีคุณสมบัติแล้วหรือที่จำทำเช่นนั้น? ข้าพเจ้าไม่อาจเจ็บปวดจนรู้สึกว่าเป็นต้องหัวเราะออกมาและข้าพเจ้าก็ไม่สามารถอดทนเรื่องราวของคนอื่นๆ ได้ ใช่ ข้าพเจ้าน่าขยะแขยง ข้าพเจ้ายากจะชอบมันแต่มันทำไม่ได้จริงๆ

 

 

ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าพึงจะเข้าใจว่าคนทางรอดที่ข้าพเจ้าเลือกอีกครั้งนำข้าพเจ้ากับมาสูความตายอีกครั้ง ราวกับว่าข้าพเข้าต้องร่อนเร่ไปอย่างเจ็บปวดและไม่มีวันตายชั่วกัปชั่วกัลป์ ความตายควรจะจบทุกอย่าง หากข้าพเจ้ามีความกล้าหาญเพียงพอ แต่ความกลัวตรงนี้ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นการกลัวความตายหรือความเป็นอมตะกันแน่ AS IF WE’RE ALL UNDEAD !!!

 

 

ข้าพเจ้าสังเกตมานานแล้วว่าข้าพเจ้าจะต้องเปลี่ยนมิตรสหายที่สนิททุกๆ 2-3 ปี และนี่ก็ดูจะใกล้ถึงเวลาอีกครั้ง ชีวิตของข้าพเจ้านั้นยุ่งเหยิงภายในและถูกตีจาก อยู่ดีๆ วงเหล้าของข้าพเจ้าก็แตกพังไม่อย่างไม่มีชิ้นดี ข้าพเจ้าไม่โทษใคร อย่างไรก็ดีก็เป็นเรื่องตลกที่คนที่ใกล้ชิดข้าพเจ้ามากๆ นั้นก็ดูจะเบื่อข้าพเจ้าโดยอัตโนมัติในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ข้าพเข้าเบื่อพวกเขาเหล่านั้น หลังจากนั้นหนทางที่เราจะเป็นมิตรต่อกันอยู่ได้ก็อยู่ที่การรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเท่านั้น มิตรสหายจำนวนมากข้าพเจ้าคิดว่าควรจะพูดคุยกันยาวๆ สักปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าไม่ชอบพวกเขา (เพราะถ้าข้าพเจ้าไม่ชอบพวกเขาข้าพเจ้าก็คงไม่เสียเวลาไปยุ่ง) แต่การอยู่ใกล้กันมากๆ ทำให้คนนั้นเหม็นเบื่อกัน ไปจนถึงเกลียดกันได้ไม่ยากเลย ดังนี้ระยะห่างที่เหมาะสมก็คงเป็นคำตอบสุดท้าย อย่างไรก็ดีข้าพเจ้าก็ต้องการมิตรสหายที่ค่อนข้างสนิทตลอดเวลาอยู่ดี ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดี? หรือจะต้องทำการรีไซเคิลมิตรสหายเก่าๆ อย่างน้อยพวกเขาจำนวนมากก็ไม่รู้สึกว่าตัวตนอันหนีไม่พ้นของข้าพเจ้านั้น Disturbing เท่าไร

 

 

วงวิชาการ Corrupt ข้าพเจ้า !!! ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกคิดผิดที่เข้ามาอยู่ในวงวิชาการ ในยามแรกข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบกับผู้คนที่คล้ายคลึงกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดไม่ถูกเสียที่เดียว ข้าพเจ้าพบว่าคนไม่จำเป็นต้องชอบนักวิชาการที่ดีในฐานะนักวิชาการเสมอไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าสุดท้ายข้าพเจ้าก็เป็นมิตรกับคนนอกคอกดังเช่นที่ข้าพเจ้าเป็นมาตลอดชีวิต ข้าพเจ้าไม่ใช่นักวิชาการนอกคอก แต่เป็นคนนอกคอกที่ปังเอิญเป็นนักวิชาการก็เท่านั้น ข้าพเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนนอกคอกมากกว่านักวิชาการ ข้าพเจ้ายืนยันเสมอว่าความสัมพันธ์ของข้าพเจ้าจะทำงานได้ที่ที่สุดผ่านความเกลียดชังร่วม ข้าพเจ้าไม่ได้รักความรู้ แต่ข้าพเจ้ากระหายมันในฐานะอาวุธที่จะใช้ฟาดฟันศัตรูของข้าพเจ้า ในแง่นี้การเลือกทำประเด็นที่ชอบจึงเป็นเรื่องที่ผิดแต่แรก สิ่งที่เหมาะกับข้าพเจ้ามากกว่าคือการทำประเด็นที่ข้าพเจ้าเกลียดและอยากโจมตีมากกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นจารีตการเขียนงานวิชาการนั้นบ่อนทำลายข้าพเจ้าอย่างช้าๆ โดยข้าพเจ้าไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าเป็นคนถ่อย การที่ข้าพเจ้าต้องบีบตนให้ต้องพูดและเขียนอย่างสุดภาพนั้นทำให้มีบางอย่างหลงเหลืออยู่ซึ่งมันก็กองพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือ ข้าพเจ้าพึ่งจะตระหนักมันจริงจังพร้อมกับพบว่าข้าพเจ้านั้นเสื่อมสมรรถภาพในการเอามันออกมา

 

 

Trauma, Negative, Real, Rupture, Jouissance, Voice, Drive, Hatred, Fear, Desperation, Anxiety, Dread, Pain, Suffering or Whatever It Calls !!! In The Really Existing Experience, It’s Quite Hard To Separate These Things Apart.

เคยสงสัยมั้ยครับว่าคนโบราณนั้นฟังเพลงอะไรกัน ???

ไอ้ผมนี่ก็สงสัยมาโดยตลอดเลยว่าคนสมัยก่อนเขาฟังอะไรกัน

เท่าที่ทราบระบบการเขียนโน๊ตดนตรีแบบปัจจุบันนี้ถ้าจะไล่ไปก็ราวๆ ยุคกลางเท่านั้น

ซึ่งมันเหลือมาถึงตอนนี้มันถูกบันทึก (เขียน) เอาไว้

แล้วดนตรี (จริงๆ ถ้าจะให้ตรงกว่านั้นก็คือเสียงที่มนุษย์สร้าง เพราะ เสียงจำนวนมากที่คนสมัยปัจจุบันเป็นเป็นดนตรีคนสมัยก่อนก็ไม่ได้เห็นว่าเป็น – จริงๆ ในปัจจุบันก็มีกรณีแบบนี้ถ้ามองข้ามวัฒนธรรม อาทิ สิ่งที่ชาวตะวันตกมองว่าเป็น “เพลงของอิสลาม” นั้นชาวมุสลิมก็ไม่ได้มองว่าเป็นดนตรี) จำนวนมากที่มนุษย์เคยสร้างไว้ก่อนหน้านั้นล่ะหายไปไหน?

ทางอีกทางหนึ่งที่ดนตรีจะเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่ผ่านการเขียนก็คือ การถ่ายทอดต่อกันมาเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดีจารีตจำนวนมากก็ขาดช่วงของการส่งต่อ

อารยธรรมโบราณจำนวนมาก (ในที่นี้ผมจะมองแบบตะวันตก เพราะ ผมศึกษาสิ่งเหล่านี้มา) นั้นก็มีการขาดช่วงแบบนี้

และผมก็เข้าใจว่ามันไม่มีการบันทึกเอาไว้

นั่นหมายความว่าเราไม่มีทางรู้เลยพวกพวก สุเมเรียนโบราณ, อียิปต์โบราณ, กรีกโบราณ และ โรมันโบราณ

นั้นมีดนตรีแบบไหน?

สิ่งที่เสริมสร้างจินตนาการของเราว่าคนโบราณเหล่านี้ทำอะไรก็ได้แก่พวกเพลงประกบอสารคดี และหนังฮอลลีวูด ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกยุคโบราณ

… สรุป คือ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนโบราณนั้นมีดนตรีแบบไหน

ทว่าผมพึ่งจะรู้ว่าผมคิดผิดครับ

อันที่จริงแล้วมีบันทึกที่หลงเหลือให้คนรุ่นหลังนั้นมาแกะรอยอยู่บ้างว่าคนสมัยก่อนนั้นฟังอะไร

ของสุเมเรียน, อียิปต์ และกรีกพอมีอยู่บ้าง ในหลายๆ ครั้งเหลือผ่านบันทึกบนกระดาษปาปิรัสจากอเล็กซานเดรีย (ผมไม่แน่ใจว่าเหลือรอดมาจากหอสมุดอเล็กซานเดรียหรือเปล่า?)

แต่เหลือมาเป็นเศษๆ (Fragment) เช่นเดียวกับงานเขียนสมัยโบราณจำนวนมาก

ซึ่งก็ดีกว่าไม่เหลือ

ดู

http://en.wikipedia.org/wiki/Musical_notation

http://en.wikipedia.org/wiki/Delphic_Hymns

http://en.wikipedia.org/wiki/Music_of_ancient_Greece

http://en.wikipedia.org/wiki/Ancient_Roman_music

http://www.umich.edu/~kelseydb/Exhibits/MIRE/Introduction/FurtherRead.html

ประกอบ

งานที่มีการทำออกมาจำนวนหนึ่งนั้นเป็นการที่เอาสิ่งที่หลงเหลือ (แบบขาดๆ วิ่นๆ) มาเล่นในแบบตรงไปตรงมา

ดังนั้นพอที่จะเชื่อได้ว่ามันค่อนข้างใกล้เคียงกับที่คนสมัยก่อนฟังจริงๆ

อย่างไรก็ดีงานอื่นๆ จำนวนหนึ่งนั้นก็เป็นการเอาเศษงานที่ขาดวิ่นมาตีความและประพันธ์เพิ่ม และก็มีงานหลายๆ ชิ้นที่ประพันธ์ขึ้นมาใหม่โดยเดาเอาจากสิ่งที่รายล้อมทั้งหมด เพราะ ไม่มีโน๊ตดนตรีใดๆ จากยุคนั้นเหลือมาจากปัจจุบันเลย (เช่น ในกรณีของพวกโรมัน)

ซึ่งเท่าที่ดูคร่าวๆ งานที่เอาของเก่ามาเล่นทั้งดุ้น, เรียบเรียงใหม่ และประพันธ์ใหม่ นั้นก็น่จะมีออกมาแค่ราวๆ 10 อัลบั้มด้วยกัน

หลายๆ ชิ้นน่าสนใจมาก เพราะ Liner Note นี่น่าจะมีข้อมูลที่ทำการสืบค้นมาอย่างหนักทีเดียว

เมืองไทยจะมีขายมั้ยเนี่ย?

On Throat Singing & Tuvans’ Music

มีนาคม 15, 2008

อ่า งงล่ะสิครับว่าอะไรคือ Throat Singing

ถ้าท่านคิดว่ามันคือ การสำรอกจากคอแบบ Death ล่ะก็ …

No No No ไม่ใช่ครับ

Throat Singing มันคือการร้องเพลงแบบหนึ่ง ที่ร้องแล้วเสียงจะออกมาประหลาดๆ

… ผมจะอธิบายความประหลาดยังไงดีหว่า? คิดไปคิดมาผมอธิบายไม่ถูกแฮะ ไอ้บทความที่ผมไม่อ่านเจอมา (หนังสือของ อ. วีระ สมบูรณ์) เขาก็ไม่ได้อธิบายให้ผมเห็นภาพเท่าไรแฮะ บอกแต่ว่ามัน “มหัศจรรย์”

โอเค ผมจะเล่าเท่าที่ผมเล่าได้ละกันเนอะ

คือ ผมมีโอกาสได้อ่านบทความดังกล่าวซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับบทเพลงของชาว Tuvans (เขาสะกดว่าทิววัน) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อยู่แถวๆรอยต่อของ รัสเซีย, มองโกล, จีน

บทความกล่าวว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้มีวิธีการร้องเพลงที่ปรากฏอยู่ที่เดียวในโลก

… แน่นอนผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไร

ผมจึงเอาคำถามไปถามอาจารย์ผมท่านหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ World Music เท่าที่ผมรู้จัก (แต่จริงๆ แกก็เชี่ยวชาญหลายเรื่องอยู่)

ผมถามแกว่าไอ้การร้องดังกล่าวมันมีอยู่ที่เดียวจริงหรือเปล่า?

แกก็ไม่แน่ใจนักว่าเคยฟังหรือเปล่า แต่แกถามผมว่ามันคือThoat Singing ถ้าใช่มีอยู่ตั้งหลายที่ทำร้องแบบนี้

ผมก็งงสิว่าอะไรคือ Throat Singing หว่า?

สุดท้ายผมก็เลยพึ่งวิกิพีเดียเจ้าเก่า

ขอเอาลิงค์มาให้ดูดังนี้

http://en.wikipedia.org/wiki/Tuvans เกี่ยวกับชาว Tuvans

http://en.wikipedia.org/wiki/Music_of_Tuva เกี่ยวกับดนตรีของพวกเขา

http://en.wikipedia.org/wiki/Overtone_singing เกี่ยวกับ Throat Singing (มันมีหลายชื่อ)

อ่านแล้วก็เข้าใจได้ว่าชาว Tuvans นั้นก็ไม่ใช่ชนกลุ่มเดียวที่มีการร้องแบบ Throat Singing ชนกลุ่มอื่นๆก็มี

อย่างไรก็ดีการร้องแบบนี้ของชาว Tuvans นั้นดูจะค่อนเป็นต้นแบบที่สุด และเทคนิคในการร้องของชาว Tuvans ก็ดูจะซับซ้อนที่สุด

ถึงตรงนี้ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าอะไรคือ Thoat Singing ผมอ่านที่เขาอธิบายการขยับตัวของหลอดลม, เพดานปาก ฯลฯ เพื่อที่ทำให้เกิดเสียงไม่รู้เรื่อง

ด้วยความสงสัยผมจึงหางานเพลงพวกนี้มาฟังจนได้

หาวงที่เล่นดนตรีแบบนี้ได้มาสองวงด้วยกับนามว่า

Huun-Huur-Tu

กับ

Yat-Kha

นี่คือลิงค์

http://en.wikipedia.org/wiki/Huun-Huur-Tu

http://en.wikipedia.org/wiki/Yat-Kha

วงแรกนั้นเป็นวง Tuvans ที่เล่นเพลงแบบดั้งเดิม (จริงๆ ผมว่าอาจประยุกต์เล็กน้อย) ที่ดังที่สุด ผมเปิดฟังแล้วผมก็ถึงบางอ้อว่าอะไรคือ Throat Singing

มันคือเสียงประหลาดๆ ที่ผมเคยทำเล่นสมัยเด็กๆ และสมัยรุ่นๆ (ผมเป็นคนชอบทำเสียงประหลาดๆ อยู่แล้ว)

แต่มาคิดๆ ดูผมก็ไม่ได้ได้ยินคนเอาเสียงประหลาดดังกล่าวมาใส่ในเพลงแฮะ …

บทเพลงของ Huun-Huur-Tu นั้นฟังเผินๆ ก็อาจนึกว่าเป็นเพลงจีน แต่การร้องแบบ Throat Singing ทำให้เพลงของพวกเขานั้นมีเอกลักษณ์มาก

สำหรับผมผมทึ่งในการควบคุมเสียงดังกล่าวของพวกเขา เพราะ ถึงผมทำเสียงดังกล่าวได้ ผมก็คุมมันแทบไม่ได้เลย แต่พวกเขานั้นกลับคุมมันได้เป็นอย่างดี (รู้สึกเขาแบ่งการร้องออกเป็น 7-8 แบบด้วยซ้ำ ผมแยกไม่ออกหรอก)

โดยส่วนตัวผมกำลังมันส์กับงานของพวกเขามากๆ ผมว่าเพลงบางเพลงผมฟังแล้วมันส์ด้วยซ้ำทั้งๆ ที่มันเป็นดนตรี Acoustic

ต่อมาอีกวงคือ Yat-Kha

วงนี้เป็นวงดนตรีที่สมาชิกยุคก่อตั้งของวง Huun-Huur-Tu ออกมาทำ เพราะ เขาต้องการอะไรที่ Rock ขึ้น

ผมฟังแล้วเพลงมันก็ไม่ Rock เท่าไร แต่ก็เป็นการเอาการร้องแบบชาว Tuvans มาใส่กับดนตรีที่ร่วมสมัยขึ้น

งานที่คนฟังเพลงร็อคอาจสนใจเป็นพิเศษคือ งานชุด Re-Covers ของพวกเขาในปี 2005

ที่มีการ Cover เพลงอย่าง In-A-Gadda-Da-Vida, Love Will Tear Us Apart, Exodus, Orgasmatron, Black Magic Woman ฯลฯ

ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าเจ๋งดีแฮะ

… หลังจากผมรู้จักการร้องแบบนี้แล้ว ผมก็ลองหัดๆ ร้องตามไปเรื่อยๆ จนพอทำได้นิดหน่อย

แล้วผมก็ลองเอามาร้องในเพลงที่ผมเล่นๆ อยู่แล้วสิ ผมลองร้องดูในเพลง Black Metal ของ Venom (ที่เนื้อหามันตลกกว่าที่ผมคิด)

ผมพบว่าเข้าท่าดีแฮะ

สนุกดี คงต้องลองต่อไป

ป.ล. จริงๆ พอผมเริ่มหาพวกเพลงพื้นถิ่นนานาชาติมาฟังอย่างจริงจัง ผมเริ่มมีไอเดียในการทำเพลงใหม่ๆ แฮะ แต่ที่ตลกคือ ไอเดียในการทำเพลงมันไม่เกี่ยวกับอะไรที่ผมฟังมาเลย ริฟฟ์ใหม่ที่ผมคิดมาได้ก็เป็น Speed/ Thrash เหมือนเดิม แต่มันฟังดูเข้าท่ากว่าที่ผมวนเวียนเล่นอยู่ก่อนหน้าจมเลยแฮะ

Another Attempt at Self-Criticism: The Case of My Punk Paper 

พูดตรงๆ ว่าผมคิดว่างานชิ้นนี้ใน Version ที่ส่งปิดโครงการ (ซึ่งหลักๆ เป็น Version เดียวกับที่ใช้ในงาน Refuse – Resist) มัน ห่วย

 

ความห่วยในแง่นี้เป็นไปในแง่การไม่ได้ตอบโจทย์การ ต่อต้านที่ชัดเจน

 

แน่นอนผมรู้ตัวในประเด็นนี้อยู่แล้ว

 ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นนั้นเป็นไปในเงื่อนไขของ Priority ของงานที่ผู้เขียนคิดว่าต้อง Educate คนในวงการวิชาการในประเด็นคร่าวๆ ทั้งหมดทั้งบริบทและตัว Movement ซึ่งจำเป็นในระดับพื้นฐานต่อการเข้าใจส่วนวิเคราะห์ของงาน 

ไปๆ มาๆ ผู้เขียนจึงพบว่าตัวเองนั้นทำงานประวัติศาสตร์อยู่ ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าต้องทำให้ดีเนื่องจากมีความรู้สึกว่างานเขียนทั้งหมดที่เคยอ่านมานั้นยังไม่ได้มาตรฐาน

 

… ผู้เขียนคิดว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร? ก่อนที่เราจะเข้าใจว่ามันต่อต้านอะไร, อย่างไร ฯลฯ?

 ผู้เขียนยอมรับว่างานชิ้นนี้ล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิงในส่วนหลัง 

ซึ่งจะต้องปรับปรุงอย่างยิ่งยวดทั้งความรัดกุมในการอธิบาย และ ความหนักแน่นในทางทฤษฎี (ถ้าจะต้องมี)

 ซึ่งตัวปริมาณงานนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน และมีแนวโน้มว่าส่วนแรกทั้งหมดที่เป็นส่วนประวัติศาสตร์สมควรจะถูกตัดทิ้งทั้งสิ้น (ซึ่งก็หมายความว่าผู้เขียนต้องการส่วนนั้นกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ต่อไป) ผู้เขียน OK กับตรงนี้และเห็นว่าจำเป็นในบริบทของงานที่ควรจะมีหน้าที่จำกัด 

อย่างไรก็ดี ณ ที่นี้ขอพูดถึงประเด็นต่างๆ เล็กน้อย

 

ประการแรก ความเชื่อมโยงของงานกับ Audience และ คู่ในการถกเถียงของงาน ไปจนถึงการปรับแก้โครงสร้างงาน ผู้เขียนคิดว่างานชิ้นนี้เขียนให้คนทั่วไปที่สนใจอ่าน (ซึ่งสภาพความรู้เรื่อง Punk ของนักวิชาการทั่วไปก็ไม่น่าจะต่างจากคนทั่วไปเท่าไร) จึงต้องปูฐานมาจากระดับพื้นฐาน ทั้งหมดนี้เกิดจากการพบว่าคนทั่วๆ ไปนั้นมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ Punk Rock Movement ในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นการมองความต่อเนื่องของ New York กับ London เกินความเป็นจริง, มองว่าแนวคิดที่ทำงานอยู่ในทั้งสองแวดวงนั้นเหมือนกัน (เช่นการมองว่ามี DIY ใน Sense แบบเดียวกันทั้งสอง Scene) เป็นอาทิ … แน่นอน NY กับ London นั้นเป็นคนละสถานที่กัน Scene มันเป็นคนละ Scene อยู่แล้วปัญหาคือ คนเข้าใจว่า Element ใน Scene นั้นเหมือนกัน (อย่างน้อยๆ คนรุ่นใหม่ๆ จำนวนมากก็เป็นเช่นนั้น นี่นำไปสู่ปัญหา General Understanding ซึ่งขอไม่ลงในรายละเอียด)

 

ซึ่งทั้งหมดนี้นำมาสู่คู่ถกเถียงของงานซึ่งเป็น งานทั้งหมดที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ หรืองานของนักหนังสือพิมพ์ รายละเอียดจำนวนมากที่ยกมาในส่วนประวัติศาสตร์นั้นเป็นการพยายามตอบโต้งานที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ในระดับหนึ่งแล้วมันเป็นความผิดของผู้เขียนเองที่ไม่สร้างความชัดเจนว่ากำลังเถียงกับใครในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมันมีจำนวนมากเหลือเกิน กล่าวกันตามตรงงานทั้งหมดที่พูดถึง Punk Rock Movement โดยรวมๆ นั้นเท่าที่เห็นมาเป็นการกล่าวที่ผิดทั้งหมด เพราะ งานพวกนี้จะพยายามทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นใน New York และ London เป็นเรื่องเดียวกัน (ซึ่งงานผู้เขียนเสนอชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ผิดแน่นอน)

 

 ที่เลวร้ายมากๆ คือ งานวิชาการชิ้นสำคัญบางส่วนก็มีส่วนสำคัญในการผลิตความเข้าใจผิดเหล่านี้ ถ้าลองอ่านงาน Subculture ของ Dick Hebdige ดูจะพบว่าเขาเขียนงานของเขาด้วยสมมติฐานแบบนี้ ดังจะเห็นได้จากการดึงใน New York Scene กับ London Scene มาพูดในระนาบเดียวกัน ซึ่งด้วยการวิเคราะห์ในแบบ Semiology ของ Hebdige นั้นทำให้ Cultural Form ในแบบที่คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นทั้งสอง Scene นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนก็โต้ด้วยอธิบายในเชิงประวัติศาสตร์ว่ามันมีรากฐานและบริบทที่ต่างกัน (ซึ่งจริงๆ ตรงนี้มี Contribution กับแนวคิดเรื่องการต่อต้าน) ซึ่งปัญหากับ Hebdige ตรงนี้ก็คือ ผู้เขียนคิดว่า ความเป็น Punk” ที่ Hebdige เสนอนั้นล้มตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว เพราะจากงานของผู้เขียนสิ่งดังกล่าวไม่ได้มีอยู่จริง (ยังไม่ต้องไปพูดถึงว่ามันจะไปต่อต้านอะไร) … ถ้าผู้เขียนจะล้มเหลวก็ล้มเหลวตรงนี้ประเด็นตรงนี้ไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ดีตรรกะในการอธิบายเรื่องการต่อต้านของ Hebdige ก็เป็นอีกประเด็นที่อาจต้องทำการเถียงแยก (โดยสมมติว่าถ้าวัตถุในการสร้างทฤษฎีล้มแล้วทฤษฎียังยืนอยู่ได้) ซึ่งผู้เขียนก็ควรจะลงในรายละเอียดเพื่อที่จะตีตรงนี้ (แต่ก็ไม่ได้ทำ) … แต่พูดตรงๆ ว่าตรงนี้น่าเบื่อเพราะคนที่เล่นประเด็น Subculture ก็กลับมีตี Hebdige แทบทุกคน (ทำให้ผมนึกถึง Shot บังคับในการกลับมาตีงาน อ. ฉัตรทิพย์)

 นอกจากนั้นแล้วงานวิชาการในหลายๆ ส่วนนั้นแม้จะยืนอยู่บนฐานที่ว่า NY และ London นั้นต่างกัน (ดังจะเห็นได้จากการพูดถึงประเด็นต่างๆ อย่างมี Boundary ที่ชัดเจน กล่าวคือ ไม่พูด NY ปนกับ London อย่างหน้าตาเฉยแบบงานบางชิ้น) แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีงานชิ้นไหนพยายามจะบอกว่าจริงๆ มันต่างกันยังไง (ยังไม่ต้องพูดถึงงานของ Journalists … อย่างไรก็ดีงาน Oral History ที่ออกมาในช่วงหลังๆ นั้นก็มีเส้นแบ่งของ Scene อยู่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว คือ คุณไม่ทำ Oral History of NY Punk โดยไปถาม London Punk หรอก ผมว่าแค่ฟังก็ Pervert แล้ว) 

ผู้เขียนจึงคิดจะเติมประเด็นความแตกต่างตรงนี้เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้นซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วผู้เขียนทำเพียงแค่การต่อต้านของกระแสพังค์ร็อคในอังกฤษก็ได้ (ซึ่งจริงๆ งานอาจจะออกมาชึดเจนกว่า) อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่าไหนๆ ทำมาแล้วก็ควรจะเคลียร์ความเข้าใจผิดๆ ด้วยจึงต้องรวบทำทั้ง NY และ London พร้อมๆ กับชี้ให้เห็นความแตกต่าง (แน่นอนตรงนี้ยืนอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเข้าใจปนกันนั้นมีอยู่อย่างแพร่หลายและเป็นสิ่งที่มีปัญหา ถ้าผู้อ่านมีฐานคิดที่ต่างจากนี้ การที่เห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนทำอยู่ในงานชิ้นนี้ไม่ Make Sense ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร)

 

… อย่างไรก็ดีตรงนี้สร้างปัญหาให้งานมากๆ เพราะ มันทำให้น้ำหนักในแง่รายละเอียดนั้นแทบจะท่วมงานเลยทีเดียว ตรงนี้ต้องลองคิดดูอีกที เอาจริงๆ แล้ว อาจต้องลดงานเพื่อให้พูดถึง London Scene อย่างเดียว และลด NY Scene และความแตกต่างไปอยู่ในเชิงอรรถ

 

ซึ่งนี่อาจเป็นการดีกับขนาดของงานและเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านที่ต้องขยายต่อไป เอาจริงๆ แล้วว่าจะเพิ่มสักอย่างต่ำๆ ก็ 15 หน้า เพื่อที่จะตอบโจทย์ให้ชัด  ส่วนด้านรายละเอียดผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ต้องอ่านและเพิ่มแล้ว ต่อจากนี้ไปราวๆ 6 เดือนน่าจะเป็นช่วงเวลาของการเอารายละเอียดมาคุย/ เถียง กับทฤษฎีมากกว่า

 ถ้าให้ผู้เขียนตัดสินใจเองผู้เขียนจะทำให้ทิศทางมันเป็นแบบนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ต้องคุยกันคือ การเอาเนื้อหาส่วนที่ถอนกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ค่อนข้างซีเรียสกับประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเนื้อหาส่วนนั้นมีประโยชน์มาก และผู้เขียนต้องการจะเผยแพร่ให้กว้างที่สุด 

แม้งานนี้จะไม่ Original เลยในระดับ International ในแง่ประเด็น (เพราะใครก็พูดถึงพังค์ร็อคกับการต่อต้าน)  แต่มันจะดีในแง่การ Update ข้อมูลเชิงลึกใน Scene ที่จะกลับมาเช็คว่าทฤษฏีและคำอธิบายที่สร้างจากข้อมูลแบบผิวๆ นั้นจะมีปัญหาหรือไม่?

 สรุป คือผมจะ Rewrite มันใหม่ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลชุดเดิมมาคุยกับงานทฤษฎีที่ผมจะอ่านต่อไปในรอบ 2-3 เดือน หวังว่าจะทำให้หลายๆ ฝ่ายพอใจ 

ประการที่สอง จริงๆ แล้วงานในแบบที่เป็นอยู่ผมตั้งใจจะให้มันเป็น Cultural History หรือให้ตรงกว่านั้นคือเป็น Pop Cultural History ผมว่าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเป็นรากฐานสำคัญมากๆ ที่นักสังคมศาสตร์ควรต้องมี (ไม่ต้องสงสัยว่าผมได้รับอิทธิพลจาก อ. ธเนศ) ผมจึงให้ Priority กับตรงนี้มากกว่าส่วนอื่นๆ งานผมชิ้นนี้ในแง่หนึ่งแล้วเป็นการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต Approach ในบางแง่ก็อาจคล้ายๆ ประวัติศาสตร์ ผมพยายามจะสร้างภาพของ Punk Scene ออกมาให้มีชีวิตชีวา แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่มีเท่าไรนัก สิ่งที่ออกมามันคล้ายจะเป็น History of Event มากกว่า ในแง่หนึ่งผมควรจะทำให้มัน Annales กว่านี้ถ้าเกิดจะทำ แต่โชคร้ายที่ตอนที่ผมทำผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Annales เลย งานมันเลยอย่างมาเป็นแบบ Traditional History ที่เป็นการเล่าเหตุการณ์สำคัญต่อๆ กัน อย่างไรก็ดีคิดๆ ดูผมก็มองว่า Punk นั้นเป็น Event (ใน Sense ที่ Zizek เข้าใจ Badiou) นั้นนั้นแบบนี้อาจเหมาะกว่าก็ได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าถ้ามันออกมาแบบนี้ผมค่อนข้างพลาดมิติวัฒนธรรมไปอย่างน่าเสียดาย อย่างน้อยๆ ก็ใน Section ที่เป็นประวัติศาสตร์

 นอกจากนี้แล้วผมยังพยายามมองงานชิ้นนี้ในแง่ของงานมานุษยวิทยาที่พยายามจะสร้างภาพชุมชนดนตรีพังค์ผ่านคำบอกเล่าต่างๆ ที่มีการบันทึกไว้ (เพราะผมศึกษาเรื่องในอดีต) หรืออีกนัยน์หนึ่งความพยายามของผมก็อาจคล้ายๆ Emmanuel Le Roy Ladurie ที่ใช้คำไต่สวนของพระเพื่อที่จะสร้างงาน Montaillou (แม้ว่างานผมจะต่ำชั้นกว่ามาก) คือ งานของผมละ Le Roy เหมือนกันในแง่การอ่าน (กรณีผมคือ พยายามอ่าน) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในแบบมานุษยวิทยา ซึ่งสิ่งที่ผมพยายามหาคือ มิติการต่อต้านที่มันอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนในยุคนั้น คือ ในงานชิ้นนี้ผมสนใจการต่อต้านที่ Self-Concious เท่านั้น ผมไม่สนใจการที่นักวิชาการไม่ว่าจะเป็นสาขาอะไรมาบอกแทนคนใน Scene ว่าพวกเขากำลังต่อต้านอะไรอยู่ ผมมองว่าสิ่งเหล่านั้นจำนวนมากเป็นการ Overinterpret ไปจนถึงการ Romanticize ของนักวิชาการ (แต่ผมอาจผิดอีกที่ไม่ได้พูดประเด็นตรงนี้อย่างชัดเจน) 

OK บางคนอาจบอกว่านี่ไม่ตอบโจทย์ (ซึ่งบวกกับความอิหลักอิเหลื่อไปจนถึงไม่ยอมใช้ทฤษฎีของมันก็ไม่แปลกเลยที่จะมีการกล่าวว่างานชิ้นนี้โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่งานวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ด้วยซ้ำ – ทว่าถ้ามองงานชิ้นนี้แบบมานุษยวิทยาแล้วการไม่ Theory Oriented ของผมก็ Debatable มากๆ) แต่ผมคิดว่านี่คือวิธีที่เหมาะที่สมที่สุดที่เราจะเริ่มศึกษา Subculture หนึ่งๆ คือ ศึกษามันจากรากและใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์แบบ Cultural History และถ้ามันอาจตอบโจทย์ได้ในบางแง่ Why Not?

 อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการอ่านงานทฤษฎีเพิ่ม (เพื่อเป็นการไปเถียงกับทฤษฎี) และเอาข้อมูลที่มีอยู่ (ว่าจะไม่อ่านเพิ่มแล้ว เพราะ อ่านมาก็เกือบหมดเท่าที่หามาได้แล้ว) ไปเถียงนั้นดูจะท้าทายกว่า ผมจึงคิดว่าจะทำอย่างนั้น ผมยืนยันว่าการสร้างความชัดเจนให้กับประเด็นต่างๆ แต่ยังคงงานรูปแบบเดิมอยู่นั้นก็ทำให้งานชิ้นนี้เป็นงานวิชาการที่เหมาะสมเช่นกัน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการจมลงไปกับข้อมูลจำนวนมากๆ และกลั่นมันออกมาโดยไม่ใช้ทฤษฎีนั้นมีคุณูปการต่อการเข้าหาปรากฏการทางสังคมแบบผิวๆ และหาทฤษฎีมาจับแบบผิวๆ พอให้ได้จับ อย่างไรก็ดีผมไม่ได้บอกว่างานทฤษฎีแบบเพียวๆ ไม่ดี ผมก็ชอบและจะน่าจะต้องผลิตงานทฤษฎีเพียวๆ ออกมาสักชิ้นเร็วๆ นี้ ปัญหาของผมคือ การแถใช้ทฤษฎีกับปรากฏการณ์สังคมในแบบ จะใช้ให้ได้ไม่ใช่ปัญหาของผมกับทฤษฎี  เพราะ การใช้แบบนี้นั่นเป็นการสร้างความงุนงงมากขึ้นให้กับปรากฏการณ์สังคม นอกจากนั้นแล้วถ้าเกิดคนใช้ไม่แน่นทฤษฎีดังกล่าวมันก็จะทำให้เกิดความเข้าใจทฤษฎีเหล่านั้นอย่างสับสนอีก ด้วยเงื่อนไขด้านเวลา และ Priority ที่ผมจัด ผมจึงคิดว่าน่าจะศึกษาการต่อต้านแบบ Self-Conscious จากปากคำของคนใน Scene มากกว่า อย่างไรก็ดีปัญหาตรงนี้คือ ภาพมันไม่ชัด เหตุก็เพราะมันไม่ปรากฏ (คือ คนใน Scene หลายๆ ส่วนก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต่อต้านอะไรอยู่ – อย่างน้อยก็เท่าที่มีการบันทึกไว้และผู้เขียนเข้าถึง) ปัญหาของผมคือ ผมทำให้ Myth ของการต่อต้าน (ที่ผมเถียงอยู่) ออกมาไม่ชัด และ ผมก็ทำให้การ ไม่ปรากฏของการต่อต้านแบบ Self-Conscious ออกมาไม่ชัด ถ้าจะแก้งานในรูปแบบเดิม นี่คือสิ่งที่ผมต้อง Clear (แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมทำอีกแบบดีกว่า เพราะ แบบนี้มันไม่ค่อยท้าทาย) 

ประการสุดท้าย ความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่ผู้เขียนทำไว้ตอนจั่วบทความคือ การเขียนว่า งานชิ้นนี้ศึกษา ตัวดนตรี การจั่วครั้งนี้ทำไปเพื่อพูดถึง ตัวดนตรี ในฐานะที่มันต่างจาก กลุ่มคน, แฟชั่น ฯลฯ เพราะ คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มอง พังค์ในฐานะดนตรี ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตงาน ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่งานศึกษาคือ วัฒนธรรมดนตรีเสียมากกว่า ตัวดนตรี อย่างไรก็ดีผู้เขียนลืมกลับมาแก้ตรงนี้จึงทำให้ตัวงานทั้งหมดนั้นมีความขัดแย้งกับการจั่วหัวอย่างรุนแรง ซึ่งตรงนี้ต้องแก้แน่นอน ก็ขอขอบคุณ Reader ของงานชิ้นนี้มากๆ ที่ชี้ตรงนี้ให้เห็น (เพราะ การอ่านซ้ำของผู้เขียนก็อ่านข้ามตรงนี้ไปเช่นกัน)

 

สำหรับข้อโต้แย้งอื่นๆ ที่มีต่องานชิ้นนี้นั้นผู้เขียนก็คิดว่าน่าจะมีการตอบไปอย่างเหมาะสมกับโจทย์ อย่างไรก็ดีข้อวิจารณ์ในหลายๆ ข้อนั้นอาจเกิดจากการเลินเล่อใช้คำขยายๆ ผิดๆ ถูกๆ ขาดๆ เกินๆ จนทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความผิดด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้คำวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับปรุงงานต่อไป

 ป.ล. อาจงงๆ เล็กน้อยแต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทำให้เห็นภาพจุดประสงค์ของงานในเบื้องแรก และการปรับปรุงงานในโอกาสต่อไป

Best Of Me Best of Town 2: Best of Me Rock Present Return of Hero 06-10-07

ผมเดินทางไปสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ด้วยรถไฟใต้ดิน เมื่อผมไปถึงราวๆ เกือบบ่ายสามโมงผมก็ดุ่มๆ ไปถามคนแถวนั้นว่า โจหลุยส์ ไปทางไหน (เพราะประกาศบอกว่างานจัดใกล้ๆ “โจหลุยส์”) ซึ่งผมก็งงๆ ทางอยู่เพราะแยกมันเยอะเหลือเกิน อย่างไรก็ดีจากการสังเกตุโดยรอบก็ทำให้เห็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งน่าจะมางานเดียวกัน (ดูจากการแต่งกาย) ผมจึงเดินตามพวกเขาไป

งานนั้นจัดอยู่ใกล้ๆ โจหลุยส์จริงๆ ที่สถานที่ที่ผู้จัดขนานนามมันว่า Death Pool

Death Pool นั้นจะกล่าวง่ายๆ แล้วมันก็คือ สระน้ำที่ไม่มีน้ำถ้าจะให้ประเมินแล้วสระนั้นน่าจะมีความยาวประมาณ 50 เมตรตามแบบมาตรฐาน (ต้องขอบคุณแจ็คสำหรับข้องสังเกตุตรงนี้) ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นแล้วสระก็น่าจะมีความกว้างประมาณ 30 เมตร (จากการประเมินของผู้เขียน) อย่างไรก็ดีความลึกของสระนั้นไม่ได้เท่ากันทั้งสระพื้นที่ส่วนใหญ่ของสระนั้นมีความลึกราวๆ 1.5 เมตรในขณะที่ขอบด้านหนึ่งนั้นจะเป็นช่วงที่ลึกมากซึ่งก็จะมีการลาดเอียงลงไป ซึ่งผู้จัดก็จะมีการเอาผ้ากั้นไว้ (แต่มีช่วงว่างด้านล่างผ้าสูงราวๆ 2 ฟุต … ซึ่งหมายความว่าสามารถมองลงไปและหล่นลงไปได้ … ซึ่งถ้าหล่นก็คงดูไม่จืดทีเดียวเพราะด้านล่างมีน้ำขังอยู่และแหนลอยอยู่จำนวนมาก) ผู้เขียนกะว่าช่วงที่เริ่มลาดเอียงน่าจะประมาณ 15 เมตรจากขอบสระดังนั้นพื้นที่การชมดนตรีจะอยู่ที่ประมาณ 35 * 30 ตารางเมตร อย่างไรก็ดีในพื้นที่ดังกล่าวก็มีเต๊นอยู่สองเต๊นที่ตั้งขึ้นเพื่อขายเสื้อยืดและ CD

งานนี้มีสองเวที (Stage) ด้วยกัน (จริงๆ เวทีก็คือบริเวณขอบสระนั่นเอง ที่คนดูที่อยู่ในสระสามารมองขึ้ไปแล้วเห็นชัดเจน) ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ ความสะดวกและทุ่นเวลาในการเปลี่ยนวง การเล่นสลับกันสองเวทีทำให้วงต่อไปสามารถเข้าไปติดตั้งเครื่องดนตรีได้ในขณะที่อีกวงยังเล่นอยู่ เวทีหนึ่งนั้นอยู่ที่ริมขอบด้านที่ติดทางลาดลงไป (ทำให้การมอชหลายๆ ครั้งน่าหวาดเสียวว่าจะมีคนกลิ้งตกไปตรงทางลาด – แต่เท่าที่ผู้เขียนทราบก็ไม่มีทั้งๆ ที่เล่นมอชกันไปจนเฉียดผ้ากั้นทีเดียว) อีกเวทีหนึ่งอยู่ด้านขวา (มองในสายตาของคนดู) ตรงหัวมุมขอบสระด้านตรงข้ามกับขอบสระที่เป็นทางเข้างาน ซึ่งก็คือบันไดไม้ผุๆสามชั้น ที่ชั้นล่างสุดพังไปครึ่งหนึ่ง (อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ตอนผู้เขียนไปถึง)

เวทีแรก (ริมทางลาด) เรียกว่าฝั่ง AMP ส่วนเวทีที่สอง (ตรงหัวมุม) เรียกว่าฝั่ง Death’s End จากการสังเกตุของผูเขียนแล้วแต่ละเวทีจะมีจุดเด่นด้านเสียงที่ต่างกันคือ เวทีแรกนั้นเสียงกีต้าร์จะค่อนข้างเด่น ในขณะที่เสียงกลอง (โดยเฉพาะกระเดื่อง) จะกลางๆ ในขณะที่เวทีที่สองนั้นเสียงกลองจะคมมากๆ แต่เสียงกีต้าร์จะเบากว่าเวทีแรก อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรับ Sound ของวงแต่ละวง และ การปรับแผง Mix ใหญ่ที่ต้องสับ Sound ไปมาเมื่อมีการเปลี่ยนวงด้วย

บริเวณงานนั้นถูกโอบล้องไปด้วยร้านค้า (ที่ไม่ได้เปิดทำการ ตรงนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะตอนเย็นๆ ก็เห็นมีคน แต่ไม่แต่ใจว่าจะเป็นการ “เปิดทำการ”หรือเปล่า ???) ซึ่งสูงขึ้นไปในระยะที่ห่างออกมานั้นมีตึกโอบล้อมโดยรอบ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะช่วยให้เสียงสะท้อนในงานดีขึ้นหรือเปล่า

บริเวณหน้างานนั้นเป็นทางยาวๆที่เลียบร้านค้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าพื้นด้านล่างเล็กน้อยเพราะในโซนหมู่ตึกหน้างานนั้นมีทางลาด (เป็นหญ้า) ยกพื้นขึ้นมา ส่วนด้านตรงข้ามก็จะมีตึกยาวๆ อยู่ตึกหนึ่ง บริเวณฟุตบาทด้านหน้างานและด้านตรงข้ามงานนั้นก็เป็นที่สังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจให้กับบรรดาผู้ชมที่จับกลุ่มนังกินเบียร์กันหลายต่อหลายกลุ่ม นอกจากนี้แล้วบริเวณนี้ยังเป็นที่ขายของต่างๆ เช่น แผ่น CD และเสื้อ (ที่เริ่มปูขายกันตอนเย็นๆ) อีกด้วย

สำหรับคนที่เข้าร่วมงานนั้นผู้เขียนพบว่ามีจำนวนมาก อย่างไรก็ดีงานนี้ไม่มีการขายบัตร (คือจ่ายตังค์, รัดข้อมือ, ปั๊มมือ และก็เข้างานเลย) ทางผู้จัดจังไม่สามารถประเมินปริมาณคนได้อย่างเหมาะสม จนกว่าเขาจะเริ่มนับรายได้จากค่าเข้า (ว่ากันตามตรงผมถามเขาหลายรอบจนเขาเริ่มรำคาญเลยและ … For Academic Sake อะนะ) อย่างไรก็ดีผู้เขียนคิดว่างานนี้คงปริมาณคงไม่แพ้ Nakhon Unite 6 เลย ดังนั้นจึงประเมินคร่าวๆ ว่าคนในงานน่าจะอยู่ที่ 300 กลางๆ ถึง 400 กลางๆ

ผู้คนในงานนั้นจะว่าไปแล้วก็มีความหลากหลายมากๆ เด็ก Emo ทุกกระเบียดนิ้วจะว่าไปแล้วมีเพียงแค่ 30-40% ของงานเท่านั้น อย่างไรก็ดีเด็ก Emo แบบไม่เต็มที่ (ทรงผมไม่ได้ แต่แต่งกายได้เป็นอาทิ) นั้นก็น่าจะมีอยู่ราวๆ 20-30% ทีเดียว ที่เหลือราวๆ 40% ของงานนั้นจะเป็นอัตลักษณ์ทางดนตรีชนิดอื่น อาทิเช่น Metal (เสื้อยืดวง Metal สีดำ+ผมที่ไม่ใช่ Emo [อาจยาวรุงรัง ไปจนถึงสั้นๆ ไปเลย แต่จะไม่ยาวแต่ด้านหน้า]+กางเกงขาสั้น/ ยาว) นั้นจะว่าไปก็น่าจะมีอยู่ราวๆ 20-30% ของงานทีเดียว ที่เหลือในงานนั้นก็ได้แก่การแต่งกายแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ๊ตเสื้อโปโล, เสื้อยืดสีอื่นๆ, ไปจนถึงการแต่งกาย “ราวกับว่าจะไปเดินสยาม” ของผู้หญิงบางกลุ่มในงาน

ผู้หญิงในงานนี้นั้นจัดว่าไม่น้อยเลยมีอยู่ราวๆ 10% เห็นจะได้ ซึ่งในจำนวนนี้ก็แบ่งใหญ่ๆได้เป็นก็มีพวกที่แต่ง Emo (และกึ่ง Emo) และพวกที่แต่งราวกับว่าจะไปเดินสยาม อ่างไรก็ดีผู้หญิงในงานที่แต่งกายแบบอื่น เช่น การแต่งกายแบบลำลองธรรมดาด้วยเสื้อยืดที่ไม่ใช่สีดำและกางเกงขายาว, การแต่งกายแบบโกธ (Goth) เป็นอาทิ

สำหรับวัยของผู้คนในงานนั้นประเมินคร่าวๆ ก็คงต้องกล่าวว่าคนอายุราวๆ 15-20 ต้นๆ (หรือวัยที่ยังน่าจะเรียนปริญญาตรีอยู่) น่าจะมีปริมาณราวๆ 60% ทีเดียว (ซึ่งคร่าวๆ แล้วก็คืออัตราส่วนเดียวกับปริมาณเด็ก Emo นั่นเอง) อย่างไรก็ดีที่น่าสังเกตุก็พบกลุ่มเด็กที่ยังน่ายังอายุไม่ถึง 15 ปีราวๆ 10 คนด้วยกันซึ่งก็จัดได้ว่าเป็นผู้ชมที่เด็กสุดในงาน สำหรับในช่วงอายุราวๆ 20 กลางๆ -30 นั้นก็น่าจะมีราวๆ 35% ในงานด้วยกัน ส่วนที่เหลือที่อายุมากกว่านั้นน่าจะมีปริมาณไม่มากนักแต่ก็พอจะพบได้บ้างเช่น คุณปานเทพ สุนทรเภสัช ซึ่งเป็นพิธีกร (จริงๆ เขาเป็นพิธีการตั้งแต่งาน Rajasinga แหละแต่ผมพึ่งรู้จักชื่อ – สงสัยเหมือนกันว่าเป็นญาติกับ สุเทพ สุนทรเภสัช หรือเปล่า?) และ คุณวิทย์ ซึ่งเป็นผู้ชมรุ่นใหญ่ที่มักจะพบนั่งดื่มเบียร์อยู่ได้หน้างาน ไปจนถึงผู้ชมบางท่านที่ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ปกครองของผู้ชมท่านอื่นหรือเปล่า

… ผมไปถึงงานราวๆ 14.45 เข้าไปในงานพบว่าความหนาแน่นของคนอยู่ในระดับกลางๆ พอผมไปถึงแล้ว Immature ที่เวทีแรกก็เล่นจบพอดี (ถ้าลำดับวงตามตาราง – ซึ่งก็คิดว่าไม่มีการสลับ) คุณปานเทพเป็นพิธีกรคั่นรายการ (เรื่องที่พูดในระหว่างๆ Break ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการแนะนำวงที่จะเล่น, แจ้งข่าวคอนเสิร์ต, พูดถึงผู้จัดงาน, ชักชวนให้ซื้อแผนของวงที่มาเล่นในงานและรณรงค์ให้ซื้อแผ่นจริง – บอกตรงๆ ผม Piss Off กับการ “ยกธงขาว” ให้กับระบอบลิขสิทธ์ง่ายๆ แบบนี้ ผมคิดว่าเราต้องคิดประเด็นนี้แยกกันระหว่าง Underground กับ Mainstream ในทำนองเดียวกับการที่ For Profit Organization กับ Non-Profit Organization ไม่สมควรจะได้รับการปฏิบัติในทำนองเดียวกันจากรัฐ)

คุณปานเทพส่งเวทีให้วงที่เล่นต่อมาเป็นวงที่ 5 ของงาน (ณ เวที Death’s End) คือ Last Hopper ดนตรีเป็น (New) Metalcore (ต่อจากนี้จะเรียกย่อๆ ว่า NMC เพราะเรียกว่า “ดนตรีดังกล่าว” นั้นฟังดูงงๆ และเมื่อทิ้งไว้หลายๆ ปีมันจะทำให้คนอ่านงงมากและตีความผิดได้ง่ายๆ) ปน Emo วงนี้มีนักร้องสองคน แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีเครื่องดนตรีอะไรเท่าไร (พูดง่ายๆ คือจำไม่ได้ว่ามีกีต้าร์ตัวหรือสองตัว) เพราะ ผมง่วนๆ กับการมองหาคนรู้จักอยู่ อย่างไรก็ดีตอนวงนี้เล่นก็มีคนไปออกันหน้าเวทีและมีการเล่นทั้งมอชและบอดี้เสิร์ฟ

วงแรกที่ผมดูจริงๆ คือ Potimas ที่เวที AMP วงนี้เป็นวงสี่คน (ต่อจากนี้เวลาผมพูดเช่นนี้หมายความว่า มีนักร้องที่ไม่ได้เล่นอะไร, มือกีต้าร์, มือเบส และ มือกลอง) ที่บอกว่าพวกเขาเล่น “Southern Rock Stoner Metal” (ลองฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/potimasrock ) ซึ่งพวกเขาก็ทั้งใต้ทั้งหนืดได้ใด้ใจทีเดียว ทางวงถึงกับเอาธงของฝ่ายใต้มาติดตอนเล่น มือเบสก็ใส่เสื้อวง Lynyrd Skynyrd วงนี้เล่น Cover เพลง Paranoid และเล่นเพลงตัวเอง เพลงของวงนี้ถ้าให้นึกง่ายๆ ให้นึกประมาณวง Down+Kyuss+Catherdral อย่างไรก็ดีนักร้องวงนี้ร้องจะออกแนวตะเบ็งเสียงแตกพร่า (ยังไม่เข้าขั้นสำรอก แต่ก็ไม่ค่อยมี Melody) ดนตรีสนุกดีทีเดียว ทั้งการดันสายและการเล่นจังหวะ Shuffle มีครบ ฟังแล้วรู้สึกดีที่มีวงไทยเล่นแบบนี้ อย่างไรก็ดีคนดูก็นิ่งๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของงานนี้ที่คนจะเฮมากๆ เฉพาะมีวงเล่น NMC

วงต่อมาคือ No Penguin in Alaska วงนี้เป็นวง 4 คนเช่นกัน ตัวดนตรีจะเป็น NMC ปนกับ Grindcore วงนี้ทำให้ผมรู้สึกเลยว่าเสียงกลองฝั่ง Death’s End นั้นคมและแรงมาก ในขณะที่เสียงกีต้าร์นั้นค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับฝั่ง AMP

กลับมาที่เวที AMP วง Zabulatal เป็นวงที่ขึ้นเล่นต่อมา วงนี้เป็นวง 5 คน (หมายความว่า ร้อง, กีต้าร์สอง, เบส และกลอง) งานเป็น NMC ที่มีมือโซโล่ที่ค่อนข้างจะมีฝีมือโดดเด่น ผมเคยดูวงนี้เล่นที่งาน Rajasinga แล้ว อย่างไรกีดีวันนี้วงก็เล่นได้ไม่เลวเลย ตอนวงนี้เล่นคนเริ่มเล่มมอชกันอย่างรุนแรงจนผมรู้สึกว่าพวกมันไม่กลัวกลิ้งลงไปตามทางลาดหรือไง? อย่างไรก็ดีผมเห็นสักพักก็เริ่มชิน

วงที่ 9 ที่เล่นในงานคือ Psycho Slim (ลองฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/psychoslimthailand ) เป็นวง 4 คนที่สมาชิกแต่ละคนมีอายุอานามกันไม่น่าจะต่ำกว่าเลข 3 น่าจะเป็นวงที่ “รุ่นใหญ่” ที่สุดในงาน วงนี้เล่นดนตรีในสไตล์ แร็ปเมทัล/นูเมทัล เป็นหลักโดยจะมีการเอาเร๊กเก้มาปะปนในบางเพลง นอกจากนี้แล้วยังมีการ Cover เพลง “กัญชา” ของคาราบาวในสไตล์นูเมทัลที่สร้างความชอบอกชอบใจให้กับคนดูได้ไม่น้อย อย่างไรก็ดีคนดูก็ค่อนข้างนิ่งๆ กับวงนี้ (น่าคิดว่านักฟังเพลงรุ่นใหม่ๆ ไม่ “ขยับ” ไปกับดนตรีในสไตล์นี้ในขณะที่ถ้าเป็น 5-6 ปีที่แล้วสมัยที่นูเมทัลยังรุ่งๆ นั้นวงที่เล่นอย่าง Psycho Slim ย่อมทำให้คนโยกกันอย่างพร้อมเพรียงอย่างไม่ต้องสงสัย) ที่น่าสนใจคือ ทางวงนั้นแสดงแนวคิดทางการเมืองออกมาในบทเพลงของตนอย่างชัดเจนจนทำให้พาลนึกถึง Rage Against The Machine (จริงๆ นึกดูก็มีบางส่วนของดนตรีที่ค่อนข้างคล้ายงานของ RATM) นอกจากนี้แล้วมือกลองยังใส่เสื้อยืด เช เกวารา อีกด้วย

อย่างไรก็ดีที่น่าสังเกตุลงไปมากกว่านั้นคือจุดยืนทางการเมืองของวงนี้จะออกแนวๆ “พันธมิตร” เพราะ วาทศิลป์ในการแร็ปปรามาสศัตรูทางการเมืองนั้นฟังแล้วไพล่ให้นึกถึงกรอบความคิดแบบขวาๆ ทำนองราษฏรอาวุโส โดยเฉพาะ ประเด็นที่วนเวียนอยู่กับ “ชาติ” ไม่ว่าจะเป็นพูดถึงการรักชาติและการขายชาติ (สงสัยเหมือนกันว่าทางวงจะเคยได้ไป “กู้ชาติ” กับเขาหรือเปล่า?) ที่น่าสังเกตุคือ มือเบสของวงก็ใส่วริสต์แบนด์สีเหลืองอ๋อยไปด้วยในขณะที่เล่น … ดังนั้นสิ่งที่ Ironic มากๆ ก็คือ วงที่ดูจะเป็น “RATM เมืองไทย” ที่ดูเผินคล้าย RATM มากในหลายมิติกลับมีความเป็นขวา ในขณะที่ RATM นั้นออกจะเป็นซ้าย … อย่างไรก็ดีประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็ซับซ้อนไม่น้อย เพราะ ในระดับหนึ่งทั้งสองวงก็ดูจะต่อต้านโลกาภิวัตร์ทั้งคู่ … แต่ก็ดูจะเป็นไปด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนกลับมาให้เห็นว่า กิจกรรมที่เป็น “ซ้าย” ในระเบียบโลกร่วมสมัย เมื่อถูกนำเข้ามาไทยก็ถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมชำเราให้กลายเป็น “ขวา” ไปได้ … Amazing Thailand … Again

วงต่อมาวงคือ Stage Clear ซึ่งเป็นวง 4 คนที่นักร้องนำหรับหน้าที่เล่นกีต้าร์ด้วย งานของวงเป็น Melodic Pop Punk ที่เล่นค่อนข้างเร็ว ซึ่งเพลง Blitzkrieg Bop ของ Ramones ที่ทางวง Cover นั้นก็ออกมาเร็วจี๋ ที่น่าสนคือ นักร้องนั้นวงนี้ทำการวิจารณ์สิ่งต่างๆ ในวงการดนตรีอย่างหลากหลายและลักลั่น อาทิ การบอกว่า “อย่าลืมว่าพ่อแม่คุณก็พูดภาษาไทยนะครับ” … แต่ก็ร้องเพลงส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ หรือ การอุทิศเพลงๆ หนึ่งให้ “ไอ้พวกหน้าตัวเมีย” ในวงการดนตรี … แต่ฟังเพลงแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นการปรามาสตรงไหน เป็นอาทิ อย่างไรก็ดีวงนี้เป็นวงแรกที่ทำการล้อเลียนวง Retrospect ที่ทำ Evil Eyes ชี้เข้าตาตัวเองแล้วจึงค่อยผายไปหาคนดู (จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าภาพดังกล่าวอยู่ในมิวสิควีดีโอเพลง “ปล่อยฉัน” ของ Retrospect) ที่แปลกคือวงนี้ได้รับการตอบรับจากคนดูไม่เลวเลยทีเดียวทั้งๆ ที่เพลงก็ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับ NMC อันดูจะเป็นของโปรดของคนดูส่วนใหญ่ (และแทบทั้งหมดที่เข้าไปเล่นมอช)

เมื่อ Stage Clear ได้เคลียร์สเตจ (เป็นเล่นไปผมเห็นชื่อวงนี้ในตารางผมก็นึกว่าเขาจะเคลียร์เวที และก็สงสัยเล็กๆ ว่ามันจะเคลียร์ทำไม?) เรียบร้อยแล้วคุณปานเทพก็แนะนำวงต่อไปซึ่งเป็น “วงของผู้จัดงาน” นามว่า Zister วงนี้เป็นวงสี่ชิ้นที่นักร้องเป็นหญิง ดนตรีจะมีความหนักเบาประมาณอัลเทอร์เนทีพ ที่จะมีท่อนหน่วงๆ ลากๆ แบบพวกวงสมัยใหม่ที่เล่นติดโกธิค อย่างไรก็ดีผู้เขียนฟังเพลงของวงนี้ไปสักพักและตัดสินใจออกมาเก็บข้อมูลด้านนอกเพราะเพลงไม่ถูกโฉลกเท่าไร (อันที่จริงแล้วอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเพลงค่อนข้างชัดในระดับที่ฟังรู้เรื่อง แถมมีบางมุมให้ “แอบดู” ทางด้านในอีกด้วย)

ผู้เขียนกลับเข้าไปในงานตอนที่ Zister เล่นเสร็จ วงต่อมาคือPredict From Star (ฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/predictfromstar ) วงนี้เป็นวง 5 คนที่มีนักร้องนำเป็นหญิง และมีมือกีต้าร์คนหนึ่งรับหน้าที่ร้องสำรอกพ่วงไปด้วย วงนี้ดูจะโดดเด่นจากการถอดเสื้อเล่นของมือกีต้าร์ทั้งสองที่มีรอยสัก อย่างไรก็ดีนี่ไม่น่าจะดูขึงขังนัก แต่จะออกแนวๆ ท้วมๆ ตุ้ยนุ้ยๆ ในแบบ Brad Novell ของ Sublime (ผมว่าเขารู้ตัวนะ) เพลงวงนี้จะประมาณ Pop Punk ปนกับ Hardcore ในแบบดั้งเดิม หรือ โดยสั้นๆ แล้ววงนี้ทำเพลงมาในจารีตแบบพังค์ วงนี้เป็นอีกวงที่ล้อเลียน Retrospect ซึ่งเมื่อผู้เขียนเห็นภาพปกอัลบั้มของวงในภายหลังก็เข้าใจความเดียดฉันท์ที่วงนี้มีต่อ Retrospect มากขึ้น (หรือถ้าจะมองไปให้มากกว่านั้นก็อาจเป็นความเดียดฉันท์ที่ “วงการพังค์เมืองไทย” มีต่อวง Retrospect อย่างไรก็ดีด้วยหลักฐานเพียงเท่านี้การเคลมไปถึงขนาดนั้นคงจะเป็นสิ่งที่เลยเถิดเกินไป)

แสงอาทิตย์ค่อยๆ ริปหรี่ลงและอากาศก็ชื้นขึ้นราวกับฝนจะตก วงที่เล่นต่อมาคือSatyr ซึ่งเป็นวง 5 คนที่ประกอบไปด้วยนักร้อง (รู้สึกนักร้องคนเก่าของวงจะประสบอุบัติเหตุ), กีต้าร์, เบส, กลอง และซินธ์ ดนตรีของทางวงเป็น Mathcore+Grindcore+NMC ซึ่งวงนี้ได้เล่นในฝั่ง Death’s End พอดีจึงทำให้เสียงกลองได้แสดงแสนยานุภาพของมันออกมาอย่างเข้มข้น วงนี้เล่นได้ “เหวี่ยง” สุดๆ เลยทีเดียวอย่างไรก็ดีเท่าที่จำได้กระแสตอบรับจากคนดูที่มีต่อวงนี้ก็สู้ NMC วงอื่นๆ ไม่ค่อยได้

กลับมาที่ฝั่ง AMP พร้อมกับการตกลงของพระอาทิตย์ วง Victory of Loser (ฟังเพลงของทางวงได้ที่ http://www.myspace.com/victoryofloser ) จากนครศรีธรรมราชเล่นเป็นวงที่ 16 ของงาน วงนี้เป็นวง 5 คนที่นักร้องนำกับมือกีต้าร์ผลัดกันเล่นซินธ์ เพลงของวงนี้ก็จะเป็น Post-Hardcore ประมาณ At The Drive In จุดที่โดดเด่นของวงนี้คือลีลาการร้องของนักร้องนำหัวแอฟโร่ที่เต้นไปเต้นมาได้ดูสนุกทีเดียว วงนี้จัดว่าเล่นได้ไม่เลวทีเดียวทั้งๆ ที่ทางวงดูจะเดินทางมาไกลและไม่พักผ่อน (เห็นมีการบอกว่ามือกลองยังไม่ได้นอนเลย)

ทางผู้จัดงานทยอยติดไฟในงาน (เพราะตัวสถานที่แทบไม่มีไฟเลย) เรื่อยๆ เมื่อมืดขึ้น ดั้งนั้นแสงไฟจึงน้อยมาก ในตอนแรกแจ็คนั้นจะฝากผู้เขียนถ่ายวีดีโอตอน Ghost Story เล่นต่อจาก Victory of Loser แต่ผลออกมาแล้วก็คือ ถ่ายไม่ได้เพราะแสงไม่พอ Ghost Story นั้นผู้เขียนเคยดูพวกเขาเล่นครั้งหนึ่งที่ Noriegas แต่ผู้เขียนคิดว่าเสียงกระเดื่องนั้นเบาไปนิด คราวนี้ Ghost Story ได้เล่นฝั่ง Death’s End ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทดแทนกับครั้งก่อนได้ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ วง 5 ชิ้นที่เล่น Emo มีรายละเอียดสูงวงนี้เล่นออกมาซาวน์ดีได้ที่เลย … แต่ผู้คนกลับเฉยๆ ก็เป็นที่น่าเสียดายเช่นกัน ข้อมูลที่ได้เพิ่มเกี่ยวกับวงนี้ ก็ได้แก่ การซ้อมอาทิตย์และครั้งของทางวง, การที่ทางวงนั้นเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีร่วมกันมาก่อน และการที่มือกีต้าร์คนหนึ่งนั้นทำงานอยู่ EMI

วงที่เล่นต่อจาก Ghost Story ก็คือ Abuse The Youth ซึ่งก็เป็นวงที่ผู้เขียนคุ้นเคยเช่นกัน มิคเล่าเบื้องหลังของงานนี้ว่า พวกเขาไม่ต้อง Audition มาเล่น วงที่ต้อง Audition มาเล่นก็คือ วงหน้าใหม่ๆ ซึ่งวงเหล่านั้นจะเล่นก่อน อย่างไรก็ดีลำดับการเล่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ดูจะมีต้นกำเนิดมาจากวิจารณญาณของผู้จัดงาน … วันนี้ทริโอที่เล่นกรันจ์ร็อค (คุณปานเทพบรรยายไว้แบบนั้น) วงนี้เล่นได้ไม่เลวทีเดียว อย่างไรก็ดีถึงแม้เพลง Cover อย่าง Best of You จะดึงคนกลับเข้ามาในงานได้ แต่คนดูก็ค่อนข้างนิ่งๆ กับวงนี้ ที่น่าสังเกตคือ มีคนดูคนหนึ่งใส่เสื้องาน Tribute Nirvana มาแต่ก็นั่นดูเฉยๆ (ทั้งๆ ที่ถ้าชอบงานประมาณต้น 90 อย่าง Nirvana ก็น่าจะถูกโฉลกกับ Abuse The Youth) อย่างไรก็ดีผู้เขียนแปลกใจที่ทางวงไม่เล่นเพลง Coming Home ที่ดูจะเป็นเพลงที่เด็ดที่สุดของทางวง

สามวงต่อจากนี้คือวง She Burns, Plastic Surgury และ Eternity Box นั้นเล่น NMC คล้ายๆ กันผู้เขียนไม่ได้สังเกตการณ์อย่างละเอียด แต่เท่าที่ดูแล้วรูปแบบเดิมของการแสดงก็พอจะคาดเดาได้ว่าเพลงจะต้องมีท่อน Break Down (จริงๆ เรียกว่า “ท่อนบังคับ” ของดนตรีจำพวกนี้ก็ว่าได้) ให้คนเล่นมอชกัน ซึ่งขามอชทั้งหลายๆ หลังจากได้พักในยามเย็นและหัวค่ำแล้วก็กลับมามีแรงแท็คกันต่อในช่วงของสามวงนี้

วงสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ดูคือ Heirdom From Heaven ซึงเป็นวงที่ 20 ของงาน วงนี้เป็นวง 5 ชิ้นที่เปิดตัวมาด้วยเพลง Creeping Death ของ Metallica (จริงๆ คุณปานเทพก็ปรารภว่าชอบวงนี้เป็นพิเศษ) อย่างไรก็ดีเพลงอื่นๆ ของทางวงนี้ถึงจะกระเดียดไปทางแธรชอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในริ้วธาร (คำของสิเหร่) ของ NMC อยู่ดี นักร้องของทางวงนั้นก็สำรอกแบบมีเมโลดี้อยู่บ้างแค่เพลง Creeping Death เท่านั้น อย่างไรก็ดีวงนี้ก็เล่นได้สนุกทีเดียว

ข้อสังเกตสุดท้ายจากงานอยู่ที่การแสดงของ Heirdom From Heaven ในเพลง Creeping Death เพลงนี้จะมีหลายๆ ท่อนเปิดโอกาสให้คนชูกำปั้นกัน อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ คนนั้นชูกำปั้นเท่านั้นไม่มีใครชู Evil Eyes เลย ซึ่งถ้าเป็นงานของสาย Metal แล้วถ้ามีการเล่นเพลงนี้คนก็ต้องชู Evil Eyes อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งมื่อนึกย้อนไปแล้วก็แทบไม่เห็นสัญลักษณ์นี้ในงานนี้เลย จากการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วอาจเป็นเพราะว่าไม่มีใครในงานต้องการแสดงอัตลักษณ์แบบ Metal ออกมากก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีการปฏิเสธ Evil Eyes นั้นก็อาจเป็นเพราะ Retrospect นั้นทำให้มันแปดเปื้อนก็เป็นได้

สัมภาษณ์

แจ็ค – คนดู

แอ็บ – คนดู

หนุ่ม – คนดู

วิทย์ – คนดู

ปานเทพ สุนทรเภสัช – พิธีกร

มิค – มือกีต้าร์/ นักร้องนำวง Abused The Youth

แวน – นักร้องนำวง Ghost Story

ทีมงานผู้จัดงาน

ป.ล. Special Thanx แจ็คสำหรับข้อสังเกตุที่น่าสนใจมากๆ หลายๆ ประเด็น