Home

บ่น I: My Writings and Related Matters

สิงหาคม 26, 2007

บ่น I: My Writings and Related Matters 

คำเตือน: นี่คือการบ่น

 

ช่วงนี้ผมเหนื่อยมาก พูดตรงๆ แล้ว ผมค่อนข้างจะรู้สึกล้มเหลวกับความพยายามวางแผนที่จะหาตำแหน่งทางวิชาการ

 

เพราะ ผมยังไม่เห็นหนทางใดๆ ที่ ผมจะมีโอกาสเข้าไปในตำแหน่งที่ผมต้องการ ในที่ๆ ผมต้องการ

 

ในขณะเดียวกันผมก็คิดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ผมลองมาคิดดีๆ การเป็น Journalist ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร นึกดูดีๆ ผมเป็นคนชอบเขียนด้วยซ้ำ ผมไม่ชอบสอน (ดังนั้นเป็น Writer น่าจะเหมาะกับผมมากกว่าการเป็น Lecturer) สำหรับผมแล้วข้อเขียนของผมมีมาตรฐานแทบจะแบบเดียวอยู่แล้ว ผมเห็นว่าสิ่งที่มัน Matter คือตรงนั้น

 

อย่างไรก็ดีปัญหาก็คือ ผมจะสามารถใช้มาตรฐานและสไตล์ในแบบนั้นๆ ในงานเหล่านั้นได้หรือไม่? ข้อเขียนของผมไม่สู้จะสนุกสนานเท่าไร บางคนบอกว่ามันเป็น Style วิชาการ แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ยึดกับมาตรฐานวิชาการเท่าไร ผมมีมาตรฐานในการผลิตงานของตัวเอง (ที่พอจะถูไถเป็นงานวิชาการได้) และ ผมก็เห็นว่ามาตรฐานทางวิชาการในหลายๆ พื้นที่ก็ต่ำมากๆ ด้วย … แต่การเขียนแบบนี้มันจะไปอยู่ในงานของ Journalist ได้หรือไม่? ในบางระดับผมว่าได้ เพราะ มาตรฐานการเขียนของผมในระดับหนึ่งนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่างานเขียนของนักวิชาการใหญ่ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์แง่ของความเที่ยงตรงของข้อมูล (เพราะ ผมให้ความสำคัญกับตรงนี้มากๆ) อีกสิ่งที่อาจเป็นปัญหาคือ เรื่องของความ Radical ของงาน ผมอยากอยู่ในวงวิชาการเพราะ มันเป็นพื้นที่ๆ อนุญาตให้ผมมีความแทรกความ Radical ได้ ดังนั้นผมก็ไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ได้เช่นกันถ้ามันอนุญาตให้ผมแทรกความ Radical ลงไปได้ … แต่ปกติมันจะไม่ให้

 

อันนี้ผมไม่ชัวร์ว่าถ้าผมอยู่ในสถานะแบบ Journalist แล้วงานเขียนผมจะแทรกความ Radical ได้แค่ไหน? ถ้าได้ผมก็ OK มากๆ

 

ตรงนี้ลองนึกไปดูแล้วสิ่งที่ Journalist โดยทั่วไปต้องทำก็คือ สื่อสารกับคนหมู่มาก

 

ในระดับหนึ่งแล้วผมค่อนข้างจะมีแนวโน้มมาทางนี้ หลังๆ ผมเป็นพวก Anti-Technical Terms ไม่จำเป็นผมจะไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ ผมค่อนข้างจะมีทรรศนะคติที่ไม่ได้กับการใช้ของพวกนี้โดยไม่จำเป็นด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้งานเขียนหลังๆ ของผม เป็นภาษาคน มากขึ้น

 

จะว่าไปผมชอบ Educate คนด้วยข้อเขียน ผมชอบตบหน้าความคิดหลายๆ ชนิดด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มากกว่า Technical Terms ที่ผมค่อนข้างเบื่อกับมันเรื่อยๆ (ผมไม่ได้ว่ามันไม่จำเป็นนะ แต่ผมคิดว่าการใช้มันไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า) ดังนั้นแนวทางการอ่านงานของผมจึงเบนไปจากสายทฤษฎีไปเป็นพวกประวัติศาสตร์สังคม

 

สายทฤษฎีผมก็คงจะไม่ไปไกลจาก Zizek และสิ่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจริงๆ ก็คือ งานของ Lacan, งานของพวก Lacanian, งานสาย Psychoanalysis, งานสาย German Idealism– เท่าไรนัก ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าการเสริมประวัติศาสตร์สังคมทำให้ทฤษฎีพวกนี้ Firm ขึ้นในหลายๆ แง่มุม ตัวอย่างเช่นการ Claim ลอยๆ ว่าอะไรคือ Symptom นั้นจะ Firm ขึ้นมากๆ ถ้ามีข้อมูลในแบบประวัติศาสตร์สังคมมา Support (ซึ่ง Zizek ไม่มี ทำให้การ Claim หลายๆ อย่างดูอ่อน ในขณะที่คนอย่าง ผ.ศ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา นั้นในหลายๆ มิติก็ดูจะกระทำการคล้ายๆ Late Lacanian Project โดยสั้นๆ แล้วมันคือ Identify with the Sinthome แต่ข้อมูล Support Firm กว่ามาก)

 

นอกจากนี้แล้วการเสริมงานประวัติศาสตร์สังคมนั้นยังเสริมฐานความรู้ที่นำมาใช้เขียน งานที่เป็นภาษาคน ได้อีกด้วย

 

ซึ่งการเบน Line การอ่านแบบนี้ ทำให้ฐานความรู้ผมเหมาะกับ Position แบบ Journalist มากขึ้น

 

แต่ก็ต้องกลับมาคำถามเก่าๆ คือ ผมเขียนให้ใครอ่าน? แน่นอน Journalist เขียนให้คนในวงกว้างอ่าน แต่ในระดับหนึ่งมันก็มีการแยกหมวดหมู่ย่อยๆ อยู่

 

ดังนั้นถ้ามีคนสนใจอ่าน ผมก็คงพอจะเขียนได้

 

นึกไปนึกมาอาจลำบากอยู่ที่ข้อเขียนของผมจะมีคนอ่านมากขนาดที่ผมจะเป็น Journalist ได้ เต็มที่งานเขียนผมก็อาจมี Cult Following กลุ่มเล็กๆ และ ผมคงจะเป็น Cult Journalist

 

แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าผมไปอยู่ใน Position อย่างนั้นแล้ว ผมคงเปิดสงความกับพวก Journalist มากมายแน่เลย เพราะ ผมค่อนข้างจะทนเงียบไม่ได้กับข้อเขียนที่ผมเห็นว่าไม่เข้าท่า ผมต้องวิจารณ์

 

… นี่คงเป็นสาเหตุที่ผมหนีวงวิชาการไปไม่พ้นเท่าไรกระมัง เพราะ มันดูจะเป็นพื้นที่ๆ การวิจารณ์นั้นเป็นไปได้ ดู OK และ เป็นระบบที่สุด ในสังคมที่หลีกเลี่ยงการวิจารณ์แห่งนี้

 จะว่าไปผมวนเวียนอยู่ในวงวิชาการไม่ใช่เพราะ ผมชอบใน ความเป็นวิชาการ – ผมชอบการสร้างความรู้ที่เป็นระบบ แต่นั่นอาจ ไม่เป็นวิชาการ ในสายตาของนักวิชาการบางคน แต่ผมชอบคนหลายๆ คนที่รายล้อมผมอยู่ในวงวิชาการมากกว่า ผมว่าคนเหล่านี้ Thoughtful และ Radical ในระดับที่ทำให้บทสนทนากับผมเป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การอยู่กับคนเหล่านี้ยังกระตุ้นให้อยากอ่านหนังสือหา ความรู้ ไปเรื่อยๆ อีกด้วย บางทีผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ เรามีมาตรฐานในการพูดถึงสิ่งต่างๆ ใกล้เคียงกันกระมังเราจึงคุยกันได้ เป็นมิตรกันได้

Advertisements

Self-Interview for The Other’s Questions I

พฤษภาคม 12, 2007

ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่เป็นส่วนตัวมากๆ อย่างไรก็ดีช่วงนี้ผมได้รับคำถามที่ปกติไม่ใคร่จะได้รับเท่าไร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ผมต้องเจอคนใหม่ๆมากอยู่อันเป็นเหตุให้ผมต้องแนะนำตัวเองในหลายๆ ประเด็น ซึ่งประเด็นเหล่านั้นบางครั้งผมก็สามารถอธิบายได้ค่อนข้างยากมากๆ เพราะ ในหลายๆ ประเด็นนั้นคนฟังต้องมีพื้นฐานมากๆ อย่างไรก็ดีในสถานการณ์แบบนั้นผมรู้สึกว่าผมเป็น Subject ที่ถูก Interpellate โดยคำตาม ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผมต้องตอบแม้ว่าผมจะไม่มีคำตอบที่เหมาะกับบริบทอย่างน้นก็ตาม ดังนั้นการซักซ้อมตอบไว้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เลวนัก ในการนำไปสู่คำตอบที่เข้าเป้าประสงค์ของทั้งผมและผู้ถาม

 ผมคิดว่า Format ในการเขียนเรื่องนี้ที่ผมคิดว่าเข้าท่าใช้ได้ที่สุดคือ การสัมภาษณ์ตัวเอง

 เอาล่ะมาเริ่มกันดีกว่า

Q: คุณอ่านหนังสือพวกนี้ไปทำไม?

A: หลายๆ คนมองไม่เห็นประโยชน์ใช้สอยของหนังสือเหล่านี้ แต่ที่จริงแล้วผมได้ใช้มันทุกวันในชีวิตประจำวันผม ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามคนเราต้องการโลกทัศน์หรือกรอบการมองโลกอะไรบางอย่าง และ ผมก็เชื่อว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะมีโลกทัศน์แบบไหน พอดีผมมีปัญหากับโลกทัศน์แบบปกติของชาวบ้านชาวช่อง ผมปฏิเสธมัน และผมก็ต้องการโลกทัศน์แบบอื่นๆ มาเสียบแทนรวมทั้งขยายมันไปด้วย งานพวกนี้ช่วยผมตรงนั้น นอกจากนี้แล้วประเด็นที่ผมจะเล่นก็ต้องอาศัยงานพวกนี้อีกแล้ว การอ่านของผมจึงใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองมิติ

Q: ทำไมคุณอ่าน Zizek? อะไรคือ Main Idea ของงานเขา?

A:  ผมรู้จักงานเขาโดยบังเอิญจากอาจารย์ที่ผมเคารพมากๆ ท่านหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมรู้สึกว่าผมต้องตัดสินใจอ่านงานใครสักคนอย่างจริงจัง พอดีผมชอบสไตล์เขา และประเด็นที่เขาพูดถึงก็ตรงใจผมหลายอย่าง ผมเลยอ่านงานเขาจริงจัง แนวความคิดหลักของเขาเหรอ? พูดยากนะถ้าจะเอาสั้นๆ ง่ายๆ เอาแบบนี้แล้วกัน งานของเขาพูดภายใต้ตรรกกะแบบ สิ่งทั้งหมด และสิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้น และเน้นการวิเคราะห์สิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้นเป็นแกน ข้อตั้ง (Premise) พื้นฐานของเขาก็คือความเป็นไปไม่ได้ของ Totalization

… งงไหม? ผมคิดว่าถ้าอธิบายละเอียดกว่านี้น่าจะงงกว่านี้อีก อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมต้องขอเน้นก็คือ ผมไม่ได้ Uncritical กับงานเขา เพียงแต่ผมยังไม่แสดงออกมาชัดเจนเท่านั้นเอง ผมคิดว่าผมยังไม่พร้อม ผมคิดว่าผมเห็นแล้วแหละถึงความไม่สม่ำเสมอในงานของเขา รวมไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของการ Apply มโนทัศน์ของเขาที่อาจเป็นไปเพราะ จุดยืนทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นของเขา แต่ผมยังไม่ชัดเจนตรงจุดนี้ขนาดจะชี้มาเป็นประเด็นๆ เลยยังไม่ทำ

อย่างไรก็ดีผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธงานของเขาง่ายๆ ทำนองข้อกล่าวหาที่ว่างานทั้งหมดของเขานั้นทำมาเมื่อรับใช้แนวคิดทางการเมืองอะไรบางอย่าง ผมว่าตรงนี้ง่ายไป เช่นเดียวกับการปฏิเสธงานของนักคิดแต่ละคนโดยเอาเรื่องจุดยืนทางการเมืองของพวกเขามาโจมตีงาน ผมคิดว่าเราสามารถสกัดตัวทฤษฎีอะไรบางอย่างที่มันไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนทางการเมืองของ Zizek มาจากงานของเขาได้ นี่คือแนวคิดพื้นฐานในการใช้งาน Zizek ของผม ผมพยายามสกัดเอาความเป็น Lacanian และ German Ideology มาจากงานของเขาและดูระบบการอธิบายของเขาเป็นหลัก และผลก็ออกมาน่าพอใจทีเดียว

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมต้องพยายามไปพร้อมๆ กันคือ ต้องพยายามจะจัดการส่วนที่มันไม่ Make Sense ออกไป และตีความงานของเขาออกมาให้มี Unity ซึ่งตรงนี้ผมก็ได้รับอิทธิพลมาจากการตีความ Bible ของเขาอีกที

อย่างไรก็ดีแม้ว่างานของเขาจะมีปัญหาอะไรก็ตามแต่ในสายตาของหลายๆ คน ผมว่าสิ่งที่ใครก็ตามที่มี Intellectual Sense ไม่น่าจะปฏิเสธในงานของเขาก็คือ Remarks ในหลายๆ ประเด็นที่แหลมคมมากๆ ประเด็นที่เขายกมา สิ่งที่เขาเอามาเทียบเคียงกันนั้น ผมว่าใครที่มี Intellectual Sense ก็ต้องรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นที่ให้นึกเองก็นึกไม่ถึง แต่มันก็เป็นประเด็น แต่ว่าตรงนี้จะเห็นด้วยกับการตีความประเด็นของเขาหรือเปล่านี่เป็นอีกเรื่อง หลายๆ ครั้งผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา ในบางครั้งผมเห็นว่าสิ่งที่กลับหัวกลับหางกับที่เขาพูดนั้นดูเข้าท่ากว่ามากๆ ด้วยซ้ำ ตรงนี้ผมต้องขอเน้นเลยว่าผมอ่านแยกระหว่างระบบของการอธิบายทฤษฎีของเขา กับการอธิบายด้วยตัวอย่างของเขา (ซึ่งก็ถือว่าเป็นการ Apply ทฤษฎี) อันแรกผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเขา แต่อันหลังนี่เห็นแย้งหลายจุดมากๆ ผมมองว่าเป็นปัญหาด้วยซ้ำแม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างใหญ่โต

Q: เห็นคุณสนใจเรื่องดนตรีด้วย คุณสนใจดนตรีประเภทไหน? ในแง่มุมแบบไหน?

A: อืม เรื่องนี้ผมพูดได้เป็นคุ้งเป็นแควมาก ผมจะพยายามให้มันสั้นๆ แล้วกันนะครับ ถ้าจะให้พูดกว้างๆ ที่สุดแล้ว ก็คงต้องเรียกว่าผมสนใจดนตรีสองชนิดเป็นหลักที่สุด อย่างแรกคือ ดนตรีร็อค (เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป) อย่างที่สองคือดนตรีแปลกๆ ที่ผมเรียกรวมๆ ว่า Avant-Garde สำหรับร็อคนี่ผมต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้สนใจทั้งหมด อายุของดนตรีร็อคตั้งแต่มันเกิดราวๆ กลางทศวรรษที่ 50 มาจนถึงปัจจุบันนั้นอายุราวๆ 50 กว่าปี ผมจะสนใจตั้งแต่ราวๆ ต้นๆ 70 และสิ่งที่นับถอยหลังไปจากปัจจุบันไปราวๆ 7-8 ปี เพราะ ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นกระแสอยู่ เพราะผมมองมันอย่างกลางๆ ไม่ได้ ในเวลาปัจจุบันนี้มีช่วงของดนตรีร็อคที่ผมสนใจอยู่ราวๆ 25-30 ปี ช่วง 15 ปีแรกผมสนใจค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เพราะ ผมไม่ค่อยชอบดนตรียุคนั้น ผมฟังแล้วไม่เพลิน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นเพราะระบบบันทึกเสียงด้วยก็ได้ เพราะ ก่อนทศวรรษที่ 70 นั้น เสียงรบกวนที่แถมมาด้วยมันเหลือรับประทานจริงๆ

ประเด็นต่อมาคือ สายย่อยๆ ที่ผมสนใจในดนตรี Rock ถ้าจะพูดสั้นๆ แล้ว ผมสนใจ Punk และ Heavy Metal ซึ่งเป็นผลผลิตของยุค 70 เหมือนกัน ดนตรีสองสายนี้ตั้งแต่มันโผล่มาแล้วมันก็ขยายกลายพันธุ์ไปมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองที่เป็นวัตถุในการศึกษาของผม

 ที่ผมสนใจสิ่งพวกนี้ไปจนถึงดนตรี Avant-Garde นั้นอาจเป็นเพราะ ผมเห็นความเป็นขบถและการต่อต้านในดนตรีเหล่านี้ ซึ่งผมว่าเป็น Sentiment ที่ใกล้เคียงกับงานที่ผมอ่านอยู่ ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อมโยงที่ประหลาดในสายตาหลายๆ คน อย่างไรก็ดีผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงเหล่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจคือ ผมต้องการพัฒนาการศึกษาเสียงในฐานะวัตถุที่สัมพันธ์กับชีวิตและวัฒนธรรมมนุษย์อย่างเป็นระบบ อันนี้ผมพึ่งเริ่มแต่ผมก็สนใจมากๆ ปัจจุบันการพูดถึงพวก Subculture ที่มีฐานทางดนตรีร็อคนั้นมีมากมาย แต่ผมพบว่าปัญหามีอยู่มากเช่น เรายังไม่มีระบบในการจัดหมวดหมู่ดนตรีร็อคอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นหลายๆ ครั้งก็คือ คนจะอ้างตรงนี้แล้วก็ทำการจัดหมวดหมู่ตามใจชอบ ซึ่งในหลายๆ ครั้งผมเห็นว่ามันไม่ Make Sense

ผมคิดว่าเราควรจะมีภาษาในการพูดถึงเสียงได้อย่างละเอียดกว่านี้ ซึ่งอาจต้องหยิบยืมเครืองมือจากพวก Musicologist มาก็ได้ ปัญหาหนึ่งที่ผมเห็นคือ มันไม่มีการวิเคราะห์ตัวบททางดนตรี (นอกจากเนื้อร้อง) ไปพร้อมๆ กับสิ่งที่รายล้อมมัน ผมว่าการศึกษาดนตรีร็อคนั้นยังขาดตรงนี้มาก เพราะ ในหลายๆ ครั้งบทบาทของดนตรีในงานที่ออกมานั้น เป็นเหมือน Background Noise เท่านั้น ซึ่งจริงๆ มันสำคัญมากมันเป็นตัว Structure Social Relation ด้วยซ้ำ ผมว่าเราต้องให้ความสัมพันธ์กับสิ่งพวกนี้มากกว่านี้ และแน่นอนเราต้องไม่ดึงตัวบททางดนตรีเหล่านี้ออกมาวิเคราะห์นอกบริบทลอยๆ สิ่งที่เราต้องทำการคือ เอาตัวบททางดนตรีเหล่านี้กับไปสนทนากับบริบทอย่างต่อเนื่อง

 สิ่งที่ท้าทายก็คือ ผมไม่แน่ใจว่างานพวกนี้จะมีใครอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า? คนในสาย Musicologist ปกตินั้นจะศึกษาดนตรีที่มัน Elite กว่านี้อย่าง Classic หรือ Jazz ส่วนใหญ่น่าจะปฏิเสธดนตรีร็อคในฐานะที่เป็นวัตถุที่ควรจะศึกษาด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันนักสังคมศาสตร์ที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับดนตรีนั้นก็มักจะไม่มีพื้นฐานทางทฤษฎีดนตรีเพียงพอที่จะอ่านภาษาดนตรี (เพราะนี่คือภาษาที่ตัวบททางดนตรีจะถูกนำเสนอได้เหมาะสมที่สุด แม้ว่ามันจะห่างไกลความสมบูรณ์ก็ตาม – อย่างไรก็ดีคำอธิบายอื่นๆ ก็น่าจะช่วยได้) รู้เรื่อง ปัญหาตรงนี้คือ ถ้าเขียนงานแบบที่ผมว่ามาแล้ว เราจะเขียนให้ใครอ่าน? Musicologist ที่เห็นประเด็นเราไม่เป็นประเด็น? หรือนักสังคมศาสตร์ที่ไม่มีพื้นฐานพอที่จะอ่านงานเราอย่างเหมาะสม? พูดตรงๆ ฝ่ายหลังมีลุ้นกว่ามาก อย่างไรก็ดีนี่เป็นปัญหาที่ผมคงจะต้อง Concern มากๆ ในการพัฒนารูปแบบงานใหม่ๆ

ท่านๆ อาจเห็นว่าหลังๆ นั้นผมไม่ค่อยได้ Update Blog ใหม่ Update ทีก็เล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ดีอันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่เขียน (พิมพ์ – To Be Precise) โน่นเขียนนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นพวกหยุดเขียนไม่ได้ไปแล้วในรอบราวๆ เกือบสองปีที่ผ่านมา ข้อเขียนของผมส่วนใหญ่จะเป็นการ Debate ประเด็นต่างๆ บน Webboard ไปจนถึงการตอบคำถามต่างๆ ที่มีคนตั้งไว้ ไอ้การจะนั่งดุ่มๆ สร้างข้อเขียนขึ้นมาสักชิ้นเพื่อจะตีพิมพ์แบบ Exclusively ลงบน Blog นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เว้นแต่จะเป็นการ Reply Comment บางอย่างโดยเฉพาะ หรือเป็นประเด็นที่ไม่รู้จะไปพล่ามบ่นตามเรื่องตามราวที่ไหน

 อย่างไรก็ดีกระบวนการคัดเลือกบทความ (ถ้าจะพอเรียกอย่างนั้นได้) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในที่อื่นมาตีพิมพ์ลงบน Blog ของผมนั้น มันจะต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่การคัดเลือกงานเขียนที่ดีที่สุดในช่วงนั้น, กระบวนการตั้งชื่อบทความ (ผมซีเรียสกับมันนะ เป็นเล่นไป) ไปจนถึง กระบวนการ Edit แล้ว Edit อีก (หรือ จะเรียกว่ากระบวนการ Edit ซ้ำ [ซาก] ให้มันพ้องกับ กระบวนการผลิตซ้ำ [ซาก] ก็ได้) ซึ่งทั้งกระบวนการนั้นกินเวลาหลายวันที่เดียวเป็นอย่างเร็ว และมันอาจกินเวลาเกือบเดือนเป็นอย่างช้า

 ผมเองนึกถึงตัวกระบวนการก็เหนื่อยแล้ว เลยไม่ค่อยได้ Up บทความใหม่

 อย่างไรก็ดีอย่างที่ผมบอกว่าผมก็ยังเขียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมนึกไปนึกมาผมอาจปราณีตเกินไปสำหรับบทความที่ตีพิมพ์ลง Blog ก็ได้ ผมจึงขอประกาศว่า

 1. บทความต่อๆ ไปที่จะตีพิมพ์ตั้งแต่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามรวมไปถึงข้อเขียนอื่นๆ ใน Webboard ที่ผมทำอยู่เป็นประจำ

2. กระบวนการ Edit ผมจะทำให้ดิบขึ้นโดยการคัดมาคร่าวๆ และทำการ Edit รอบเดียวแล้วตีพิมพ์เลย

 ซึ่งทั้งหมดนี้มันจะทำให้งานนั้น “ดิบ” ขึ้นเป็นแน่ อนึ่ง เป้าประสงค์แรกของ Blog นี้ก็คือ การเป็นศูนย์ Archive ของข้อเขียนรายทางของผมที่มันจะนำไปสู่งานเขียนใหญ่ๆ สักชิ้น (ซึ่งยังไม่มี) เป็น “เบื้องหลัง” กระบวนการฝึกซ้อมเขียนและคิดของผม ที่คนมาดูอาจปะติดปะต่อ Line ความคิดอะไรได้ และพัฒนาการทางความคิดของผม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นเอาจริงๆ ไม่ควรจะมี Refined Writing ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมพยายามปราณีตงานที่เอามาลงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทำให้เสีย Spirit แรกเริ่มของ Blog นี้ไป

 ดังนั้นผมขอประกาศถึงการ Back to The Original Spirit (มันต่างจาก Absolute Spirit หรือเปล่าหน่า)  ของ Blog นี้ ณ ที่นี้

 ข่าวอื่นๆ ที่จะขอแจ้ง ณ ที่นี้ก็เป็นเรื่องความตายของนักปรัชญาฝรั่งเศษสองท่านในปีนี้ (2007) คือ 

1. Philippe Lacoue-Labarthe เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

2. Jean Baudrillard เมื่อวันที่ 6. มี.ค.

เพื่อบางท่านจะยังไม่ทราบ

อย่างไรก็ดีอีกคนที่มีชีวิตอยู่และแก่มากๆ คือ Levi-Strauss ซึ่งจะอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 28 พ.ย. ปีหน้า (2008) คาดว่าน่าจะมีการเฉลิมฉลองอยู่ ผมก็ว่าจะใช้โอกาสนี้ในการจัดงานทำนอง Rethinking Structuralism

ขอจบการแถลงการแต่เพียงเท่านี้

ไม่ได้ Up Blog มาพักใหญ่ละ เอาบทความที่แปลมาใส่พลางๆแล้วกัน

 ทั้งนี้ผมส่งบทความนี้ไปสองที่ด้วยกันคือที่ มหาลัยเที่ยงคืน กับ Openonline

 ดูได้ที่ Link

 http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999734.html

 และ

http://www.onopen.com/2007/02/1689

 ตามลำดับ

คำถามครับ บทความทั้ง 2 นี่ต่างกันอย่างไร

 เท่าที่ผมอ่านอันที่ลง ม. เทียงคืนไม่เหมือนเดิมแน่ๆ ผมอ่านแล้วรู้สึก Feel เปลี่ยนมาก รู้สึกมีการเปลี่ยน Wording บางส่วน (ซึ่งก็แฟร์พอเพราะเขาเขียนบอกไว้ – แน่นอนเขาไม่ได้แจ้งผมก่อน แต่ก็ OK ผมเห็นว่าแฟร์อยู่ดี) ยังไม่รวมถึง Format ที่รู้สึกว่าทำให้มันอ่านยากขึ้นอีก

 ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกทำนองนี้ (ทั้งที่บทความนี้เป็นบทความที่สองที่ถูกตีพิมพ์) อาจเป็นเพราะว่าผมอ่านบทความนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ได้ (น่าเบื่อน่าดู)

 ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงประเด็นที่ว่า Appearance Really Matters

 เพราะการเปลี่ยน Appearance นั้นสามารถ Radically Change Essence ได้

 นี่เป็นไปภายใต้แนวคิดทำนอง Essence is nothing but the inadequacy of Appearance.

 ซึ่งสำหรับผมสิ่งเหล่านี้คือ Hegel’s Lesson เน้นๆ เลย

 แน่นอนสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Zizek นั้น “สกัด” (Extract) มาจาก Hegel และคนอื่นๆ เป็นจุดที่เขาเน้นเป็นพิเศษ ซึ่งผลก็คือ ประเด็นอื่นๆ นั้นจะถูกทำให้ความสำคัญลดลงไป จนถึงไม่ได้ความสำคัญ

แต่ผมว่านั่นเป็นธรรมชาติของ Thinker ใหญ่ๆ อยู่แล้วที่จะยืนอยู่บนบ่าของคนรุ่นก่อน เอาบางส่วนของงานของคนรุ่นก่อนหลายๆคนมาใช้ ดึงประเด็นให้มันใหญ่โต สร้าง Narrative Line ขึ้นมาใหม่

 ประมาณ “เห็นมั้ย นี่คือการเดินทางของ Concept นี้ในประวัติศาสตร์ความคิด”

 แน่นอนผมก็พยายามจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มี Skill พอ

ในที่สุด!!!

กันยายน 12, 2006

ในที่สุดผมก็ทนความไม่เสถียรของ Blogspot ไม่ไหว และ ย้ายสำมะโนงานเขียนมาไว้ที่ WordPress แห่งนี้ ตอนแรกผมนั่นโพสต์ใหม่ทีละอัน … แต่สักพักผมลงไปกดๆ ตรง Import ดูปรากฏว่ามัน Import ทั้ง Post ทั้ง Comment ของทาง Blogspot มาได้ เยี่ยม Good สุดๆ (ดีนะเนี่ยที่พึ่งโพสต์ไปไม่กี่อันตอนเจอ) อย่างไรก็ดีผมมีการ Update บางบทความไว้ และ บางอันก็โพสต์ใหม่เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น … แถลงข่าวแค่นี้แล้วกันเนอะ

ผมเซ็งมากเลยโพสต์บทความตั้งไม่รู้กี่ครังก็หายหมด ตั้งแต่บทความวิจารณ์นรเศรษฐ, บทความเรื่องจากเชซุปเปอร์ฮีโร่, บทความเรื่องดนตรีอเมริกัน ผมไม่โพสต์มันเป็นครั้งที่ 5 หรือ 6 ละ เพราะมันก็ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น

เอาลิงค์บทความวิจารณ์นรเศรษฐใน Open ไปแล้วกัน

http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/391

แล้วก็ลิงค์เพลงผมเป็น Midi ใช้คลิกขวาที่ลิงค์และกด Save As

http://ia300238.us.archive.org/2/items/Dark_Tranquility__Nevermore_Influence/DarkTranquilityNevermoreInfluence.mid http://ia300235.us.archive.org/1/items/Arch_Enemy_and_Power_Metal_Influence/ArchEnemyandPowerMetalInfluence.mid http://ia300227.us.archive.org/1/items/Post_New_Year_2006_1/PostNewYear2006.mid http://ia300215.us.archive.org/1/items/Spiritual_Beggars_Influence/SpiritualBeggarsInfluence.mid
http://ia300237.us.archive.org/0/items/E_Dorian_Metal_Song/EDorianMetalSong.mid

Greeting!!!

พฤศจิกายน 22, 2005

This may be just another place that you could view most of my articles and my posts. Although the blog name say this is the socio-cultural place for the non-anti relativism , recent most of the works here will encircle on the celebration of extreme relativism which is my previous position. You may not like it, so do I. But I don’t think that my clumsy works are not that meaningless. As long as, they dare to touch the crucial issue people are not likely to take and debate and they stimulate you some idea whether you agree with me or not, I think they worth existing. The blog name do not try to naively represent the pseudo-Hegelian double negation. The furture question that should be rise is “Whose dialectic is it anyway?”. It’s my dialectic which try to open the new space that could escape the binary logic which only A and Not-A exist and Not-Not A is simply A. In this frame work, to double negate A open a new way, a path from A and Not-A. You may call it the third way, but as long as the third way is so established it will move to the forth way, fifth way and so on.