Home

Another Attempt at Self-Criticism: The Case of My Punk Paper 

พูดตรงๆ ว่าผมคิดว่างานชิ้นนี้ใน Version ที่ส่งปิดโครงการ (ซึ่งหลักๆ เป็น Version เดียวกับที่ใช้ในงาน Refuse – Resist) มัน ห่วย

 

ความห่วยในแง่นี้เป็นไปในแง่การไม่ได้ตอบโจทย์การ ต่อต้านที่ชัดเจน

 

แน่นอนผมรู้ตัวในประเด็นนี้อยู่แล้ว

 ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นนั้นเป็นไปในเงื่อนไขของ Priority ของงานที่ผู้เขียนคิดว่าต้อง Educate คนในวงการวิชาการในประเด็นคร่าวๆ ทั้งหมดทั้งบริบทและตัว Movement ซึ่งจำเป็นในระดับพื้นฐานต่อการเข้าใจส่วนวิเคราะห์ของงาน 

ไปๆ มาๆ ผู้เขียนจึงพบว่าตัวเองนั้นทำงานประวัติศาสตร์อยู่ ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าต้องทำให้ดีเนื่องจากมีความรู้สึกว่างานเขียนทั้งหมดที่เคยอ่านมานั้นยังไม่ได้มาตรฐาน

 

… ผู้เขียนคิดว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร? ก่อนที่เราจะเข้าใจว่ามันต่อต้านอะไร, อย่างไร ฯลฯ?

 ผู้เขียนยอมรับว่างานชิ้นนี้ล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิงในส่วนหลัง 

ซึ่งจะต้องปรับปรุงอย่างยิ่งยวดทั้งความรัดกุมในการอธิบาย และ ความหนักแน่นในทางทฤษฎี (ถ้าจะต้องมี)

 ซึ่งตัวปริมาณงานนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน และมีแนวโน้มว่าส่วนแรกทั้งหมดที่เป็นส่วนประวัติศาสตร์สมควรจะถูกตัดทิ้งทั้งสิ้น (ซึ่งก็หมายความว่าผู้เขียนต้องการส่วนนั้นกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ต่อไป) ผู้เขียน OK กับตรงนี้และเห็นว่าจำเป็นในบริบทของงานที่ควรจะมีหน้าที่จำกัด 

อย่างไรก็ดี ณ ที่นี้ขอพูดถึงประเด็นต่างๆ เล็กน้อย

 

ประการแรก ความเชื่อมโยงของงานกับ Audience และ คู่ในการถกเถียงของงาน ไปจนถึงการปรับแก้โครงสร้างงาน ผู้เขียนคิดว่างานชิ้นนี้เขียนให้คนทั่วไปที่สนใจอ่าน (ซึ่งสภาพความรู้เรื่อง Punk ของนักวิชาการทั่วไปก็ไม่น่าจะต่างจากคนทั่วไปเท่าไร) จึงต้องปูฐานมาจากระดับพื้นฐาน ทั้งหมดนี้เกิดจากการพบว่าคนทั่วๆ ไปนั้นมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ Punk Rock Movement ในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นการมองความต่อเนื่องของ New York กับ London เกินความเป็นจริง, มองว่าแนวคิดที่ทำงานอยู่ในทั้งสองแวดวงนั้นเหมือนกัน (เช่นการมองว่ามี DIY ใน Sense แบบเดียวกันทั้งสอง Scene) เป็นอาทิ … แน่นอน NY กับ London นั้นเป็นคนละสถานที่กัน Scene มันเป็นคนละ Scene อยู่แล้วปัญหาคือ คนเข้าใจว่า Element ใน Scene นั้นเหมือนกัน (อย่างน้อยๆ คนรุ่นใหม่ๆ จำนวนมากก็เป็นเช่นนั้น นี่นำไปสู่ปัญหา General Understanding ซึ่งขอไม่ลงในรายละเอียด)

 

ซึ่งทั้งหมดนี้นำมาสู่คู่ถกเถียงของงานซึ่งเป็น งานทั้งหมดที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ หรืองานของนักหนังสือพิมพ์ รายละเอียดจำนวนมากที่ยกมาในส่วนประวัติศาสตร์นั้นเป็นการพยายามตอบโต้งานที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ในระดับหนึ่งแล้วมันเป็นความผิดของผู้เขียนเองที่ไม่สร้างความชัดเจนว่ากำลังเถียงกับใครในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมันมีจำนวนมากเหลือเกิน กล่าวกันตามตรงงานทั้งหมดที่พูดถึง Punk Rock Movement โดยรวมๆ นั้นเท่าที่เห็นมาเป็นการกล่าวที่ผิดทั้งหมด เพราะ งานพวกนี้จะพยายามทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นใน New York และ London เป็นเรื่องเดียวกัน (ซึ่งงานผู้เขียนเสนอชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ผิดแน่นอน)

 

 ที่เลวร้ายมากๆ คือ งานวิชาการชิ้นสำคัญบางส่วนก็มีส่วนสำคัญในการผลิตความเข้าใจผิดเหล่านี้ ถ้าลองอ่านงาน Subculture ของ Dick Hebdige ดูจะพบว่าเขาเขียนงานของเขาด้วยสมมติฐานแบบนี้ ดังจะเห็นได้จากการดึงใน New York Scene กับ London Scene มาพูดในระนาบเดียวกัน ซึ่งด้วยการวิเคราะห์ในแบบ Semiology ของ Hebdige นั้นทำให้ Cultural Form ในแบบที่คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นทั้งสอง Scene นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนก็โต้ด้วยอธิบายในเชิงประวัติศาสตร์ว่ามันมีรากฐานและบริบทที่ต่างกัน (ซึ่งจริงๆ ตรงนี้มี Contribution กับแนวคิดเรื่องการต่อต้าน) ซึ่งปัญหากับ Hebdige ตรงนี้ก็คือ ผู้เขียนคิดว่า ความเป็น Punk” ที่ Hebdige เสนอนั้นล้มตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว เพราะจากงานของผู้เขียนสิ่งดังกล่าวไม่ได้มีอยู่จริง (ยังไม่ต้องไปพูดถึงว่ามันจะไปต่อต้านอะไร) … ถ้าผู้เขียนจะล้มเหลวก็ล้มเหลวตรงนี้ประเด็นตรงนี้ไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ดีตรรกะในการอธิบายเรื่องการต่อต้านของ Hebdige ก็เป็นอีกประเด็นที่อาจต้องทำการเถียงแยก (โดยสมมติว่าถ้าวัตถุในการสร้างทฤษฎีล้มแล้วทฤษฎียังยืนอยู่ได้) ซึ่งผู้เขียนก็ควรจะลงในรายละเอียดเพื่อที่จะตีตรงนี้ (แต่ก็ไม่ได้ทำ) … แต่พูดตรงๆ ว่าตรงนี้น่าเบื่อเพราะคนที่เล่นประเด็น Subculture ก็กลับมีตี Hebdige แทบทุกคน (ทำให้ผมนึกถึง Shot บังคับในการกลับมาตีงาน อ. ฉัตรทิพย์)

 นอกจากนั้นแล้วงานวิชาการในหลายๆ ส่วนนั้นแม้จะยืนอยู่บนฐานที่ว่า NY และ London นั้นต่างกัน (ดังจะเห็นได้จากการพูดถึงประเด็นต่างๆ อย่างมี Boundary ที่ชัดเจน กล่าวคือ ไม่พูด NY ปนกับ London อย่างหน้าตาเฉยแบบงานบางชิ้น) แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีงานชิ้นไหนพยายามจะบอกว่าจริงๆ มันต่างกันยังไง (ยังไม่ต้องพูดถึงงานของ Journalists … อย่างไรก็ดีงาน Oral History ที่ออกมาในช่วงหลังๆ นั้นก็มีเส้นแบ่งของ Scene อยู่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว คือ คุณไม่ทำ Oral History of NY Punk โดยไปถาม London Punk หรอก ผมว่าแค่ฟังก็ Pervert แล้ว) 

ผู้เขียนจึงคิดจะเติมประเด็นความแตกต่างตรงนี้เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้นซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วผู้เขียนทำเพียงแค่การต่อต้านของกระแสพังค์ร็อคในอังกฤษก็ได้ (ซึ่งจริงๆ งานอาจจะออกมาชึดเจนกว่า) อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่าไหนๆ ทำมาแล้วก็ควรจะเคลียร์ความเข้าใจผิดๆ ด้วยจึงต้องรวบทำทั้ง NY และ London พร้อมๆ กับชี้ให้เห็นความแตกต่าง (แน่นอนตรงนี้ยืนอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเข้าใจปนกันนั้นมีอยู่อย่างแพร่หลายและเป็นสิ่งที่มีปัญหา ถ้าผู้อ่านมีฐานคิดที่ต่างจากนี้ การที่เห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนทำอยู่ในงานชิ้นนี้ไม่ Make Sense ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร)

 

… อย่างไรก็ดีตรงนี้สร้างปัญหาให้งานมากๆ เพราะ มันทำให้น้ำหนักในแง่รายละเอียดนั้นแทบจะท่วมงานเลยทีเดียว ตรงนี้ต้องลองคิดดูอีกที เอาจริงๆ แล้ว อาจต้องลดงานเพื่อให้พูดถึง London Scene อย่างเดียว และลด NY Scene และความแตกต่างไปอยู่ในเชิงอรรถ

 

ซึ่งนี่อาจเป็นการดีกับขนาดของงานและเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านที่ต้องขยายต่อไป เอาจริงๆ แล้วว่าจะเพิ่มสักอย่างต่ำๆ ก็ 15 หน้า เพื่อที่จะตอบโจทย์ให้ชัด  ส่วนด้านรายละเอียดผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ต้องอ่านและเพิ่มแล้ว ต่อจากนี้ไปราวๆ 6 เดือนน่าจะเป็นช่วงเวลาของการเอารายละเอียดมาคุย/ เถียง กับทฤษฎีมากกว่า

 ถ้าให้ผู้เขียนตัดสินใจเองผู้เขียนจะทำให้ทิศทางมันเป็นแบบนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ต้องคุยกันคือ การเอาเนื้อหาส่วนที่ถอนกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ค่อนข้างซีเรียสกับประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเนื้อหาส่วนนั้นมีประโยชน์มาก และผู้เขียนต้องการจะเผยแพร่ให้กว้างที่สุด 

แม้งานนี้จะไม่ Original เลยในระดับ International ในแง่ประเด็น (เพราะใครก็พูดถึงพังค์ร็อคกับการต่อต้าน)  แต่มันจะดีในแง่การ Update ข้อมูลเชิงลึกใน Scene ที่จะกลับมาเช็คว่าทฤษฏีและคำอธิบายที่สร้างจากข้อมูลแบบผิวๆ นั้นจะมีปัญหาหรือไม่?

 สรุป คือผมจะ Rewrite มันใหม่ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลชุดเดิมมาคุยกับงานทฤษฎีที่ผมจะอ่านต่อไปในรอบ 2-3 เดือน หวังว่าจะทำให้หลายๆ ฝ่ายพอใจ 

ประการที่สอง จริงๆ แล้วงานในแบบที่เป็นอยู่ผมตั้งใจจะให้มันเป็น Cultural History หรือให้ตรงกว่านั้นคือเป็น Pop Cultural History ผมว่าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเป็นรากฐานสำคัญมากๆ ที่นักสังคมศาสตร์ควรต้องมี (ไม่ต้องสงสัยว่าผมได้รับอิทธิพลจาก อ. ธเนศ) ผมจึงให้ Priority กับตรงนี้มากกว่าส่วนอื่นๆ งานผมชิ้นนี้ในแง่หนึ่งแล้วเป็นการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต Approach ในบางแง่ก็อาจคล้ายๆ ประวัติศาสตร์ ผมพยายามจะสร้างภาพของ Punk Scene ออกมาให้มีชีวิตชีวา แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่มีเท่าไรนัก สิ่งที่ออกมามันคล้ายจะเป็น History of Event มากกว่า ในแง่หนึ่งผมควรจะทำให้มัน Annales กว่านี้ถ้าเกิดจะทำ แต่โชคร้ายที่ตอนที่ผมทำผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Annales เลย งานมันเลยอย่างมาเป็นแบบ Traditional History ที่เป็นการเล่าเหตุการณ์สำคัญต่อๆ กัน อย่างไรก็ดีคิดๆ ดูผมก็มองว่า Punk นั้นเป็น Event (ใน Sense ที่ Zizek เข้าใจ Badiou) นั้นนั้นแบบนี้อาจเหมาะกว่าก็ได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าถ้ามันออกมาแบบนี้ผมค่อนข้างพลาดมิติวัฒนธรรมไปอย่างน่าเสียดาย อย่างน้อยๆ ก็ใน Section ที่เป็นประวัติศาสตร์

 นอกจากนี้แล้วผมยังพยายามมองงานชิ้นนี้ในแง่ของงานมานุษยวิทยาที่พยายามจะสร้างภาพชุมชนดนตรีพังค์ผ่านคำบอกเล่าต่างๆ ที่มีการบันทึกไว้ (เพราะผมศึกษาเรื่องในอดีต) หรืออีกนัยน์หนึ่งความพยายามของผมก็อาจคล้ายๆ Emmanuel Le Roy Ladurie ที่ใช้คำไต่สวนของพระเพื่อที่จะสร้างงาน Montaillou (แม้ว่างานผมจะต่ำชั้นกว่ามาก) คือ งานของผมละ Le Roy เหมือนกันในแง่การอ่าน (กรณีผมคือ พยายามอ่าน) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในแบบมานุษยวิทยา ซึ่งสิ่งที่ผมพยายามหาคือ มิติการต่อต้านที่มันอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนในยุคนั้น คือ ในงานชิ้นนี้ผมสนใจการต่อต้านที่ Self-Concious เท่านั้น ผมไม่สนใจการที่นักวิชาการไม่ว่าจะเป็นสาขาอะไรมาบอกแทนคนใน Scene ว่าพวกเขากำลังต่อต้านอะไรอยู่ ผมมองว่าสิ่งเหล่านั้นจำนวนมากเป็นการ Overinterpret ไปจนถึงการ Romanticize ของนักวิชาการ (แต่ผมอาจผิดอีกที่ไม่ได้พูดประเด็นตรงนี้อย่างชัดเจน) 

OK บางคนอาจบอกว่านี่ไม่ตอบโจทย์ (ซึ่งบวกกับความอิหลักอิเหลื่อไปจนถึงไม่ยอมใช้ทฤษฎีของมันก็ไม่แปลกเลยที่จะมีการกล่าวว่างานชิ้นนี้โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่งานวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ด้วยซ้ำ – ทว่าถ้ามองงานชิ้นนี้แบบมานุษยวิทยาแล้วการไม่ Theory Oriented ของผมก็ Debatable มากๆ) แต่ผมคิดว่านี่คือวิธีที่เหมาะที่สมที่สุดที่เราจะเริ่มศึกษา Subculture หนึ่งๆ คือ ศึกษามันจากรากและใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์แบบ Cultural History และถ้ามันอาจตอบโจทย์ได้ในบางแง่ Why Not?

 อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการอ่านงานทฤษฎีเพิ่ม (เพื่อเป็นการไปเถียงกับทฤษฎี) และเอาข้อมูลที่มีอยู่ (ว่าจะไม่อ่านเพิ่มแล้ว เพราะ อ่านมาก็เกือบหมดเท่าที่หามาได้แล้ว) ไปเถียงนั้นดูจะท้าทายกว่า ผมจึงคิดว่าจะทำอย่างนั้น ผมยืนยันว่าการสร้างความชัดเจนให้กับประเด็นต่างๆ แต่ยังคงงานรูปแบบเดิมอยู่นั้นก็ทำให้งานชิ้นนี้เป็นงานวิชาการที่เหมาะสมเช่นกัน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการจมลงไปกับข้อมูลจำนวนมากๆ และกลั่นมันออกมาโดยไม่ใช้ทฤษฎีนั้นมีคุณูปการต่อการเข้าหาปรากฏการทางสังคมแบบผิวๆ และหาทฤษฎีมาจับแบบผิวๆ พอให้ได้จับ อย่างไรก็ดีผมไม่ได้บอกว่างานทฤษฎีแบบเพียวๆ ไม่ดี ผมก็ชอบและจะน่าจะต้องผลิตงานทฤษฎีเพียวๆ ออกมาสักชิ้นเร็วๆ นี้ ปัญหาของผมคือ การแถใช้ทฤษฎีกับปรากฏการณ์สังคมในแบบ จะใช้ให้ได้ไม่ใช่ปัญหาของผมกับทฤษฎี  เพราะ การใช้แบบนี้นั่นเป็นการสร้างความงุนงงมากขึ้นให้กับปรากฏการณ์สังคม นอกจากนั้นแล้วถ้าเกิดคนใช้ไม่แน่นทฤษฎีดังกล่าวมันก็จะทำให้เกิดความเข้าใจทฤษฎีเหล่านั้นอย่างสับสนอีก ด้วยเงื่อนไขด้านเวลา และ Priority ที่ผมจัด ผมจึงคิดว่าน่าจะศึกษาการต่อต้านแบบ Self-Conscious จากปากคำของคนใน Scene มากกว่า อย่างไรก็ดีปัญหาตรงนี้คือ ภาพมันไม่ชัด เหตุก็เพราะมันไม่ปรากฏ (คือ คนใน Scene หลายๆ ส่วนก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต่อต้านอะไรอยู่ – อย่างน้อยก็เท่าที่มีการบันทึกไว้และผู้เขียนเข้าถึง) ปัญหาของผมคือ ผมทำให้ Myth ของการต่อต้าน (ที่ผมเถียงอยู่) ออกมาไม่ชัด และ ผมก็ทำให้การ ไม่ปรากฏของการต่อต้านแบบ Self-Conscious ออกมาไม่ชัด ถ้าจะแก้งานในรูปแบบเดิม นี่คือสิ่งที่ผมต้อง Clear (แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมทำอีกแบบดีกว่า เพราะ แบบนี้มันไม่ค่อยท้าทาย) 

ประการสุดท้าย ความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่ผู้เขียนทำไว้ตอนจั่วบทความคือ การเขียนว่า งานชิ้นนี้ศึกษา ตัวดนตรี การจั่วครั้งนี้ทำไปเพื่อพูดถึง ตัวดนตรี ในฐานะที่มันต่างจาก กลุ่มคน, แฟชั่น ฯลฯ เพราะ คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มอง พังค์ในฐานะดนตรี ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตงาน ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่งานศึกษาคือ วัฒนธรรมดนตรีเสียมากกว่า ตัวดนตรี อย่างไรก็ดีผู้เขียนลืมกลับมาแก้ตรงนี้จึงทำให้ตัวงานทั้งหมดนั้นมีความขัดแย้งกับการจั่วหัวอย่างรุนแรง ซึ่งตรงนี้ต้องแก้แน่นอน ก็ขอขอบคุณ Reader ของงานชิ้นนี้มากๆ ที่ชี้ตรงนี้ให้เห็น (เพราะ การอ่านซ้ำของผู้เขียนก็อ่านข้ามตรงนี้ไปเช่นกัน)

 

สำหรับข้อโต้แย้งอื่นๆ ที่มีต่องานชิ้นนี้นั้นผู้เขียนก็คิดว่าน่าจะมีการตอบไปอย่างเหมาะสมกับโจทย์ อย่างไรก็ดีข้อวิจารณ์ในหลายๆ ข้อนั้นอาจเกิดจากการเลินเล่อใช้คำขยายๆ ผิดๆ ถูกๆ ขาดๆ เกินๆ จนทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความผิดด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้คำวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับปรุงงานต่อไป

 ป.ล. อาจงงๆ เล็กน้อยแต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทำให้เห็นภาพจุดประสงค์ของงานในเบื้องแรก และการปรับปรุงงานในโอกาสต่อไป

On My View of The Importance of Underground Music Culture 

ในบทสนทนาหนึ่ง (03-07-07) ที่ผมได้มีโอกาสคุยกับรุ่นพี่ในวงวิชาการท่านหนึ่งที่ผมเคย Debate ในประเด็นเกี่ยวกับดนตรีด้วย (ดูใน https://fxxknoevil.wordpress.com/2007/01/28/dialectic-of-pop-rock-taste/ ) ผมพบว่าเขาก็ยังยืนยันในสถานะที่พิเศษของเพลง Pop อยู่ และเขาก็ยังมีความคิดที่ยืนยัน ความเหมือน ของ Popular Music เช่น การบอกว่า Marilyn Manson เหมือนกับ Avril Lavigne เป็นอาทิ

 

แน่นอนในระดับหนึ่งแล้วผมก็คิดว่าเราสามารถพูดได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีความเหมือนกัน (โดยส่วนตัวสำหรับผมมันเหมือนกันในฐานะของ Mainstream เป็นเรื่องของ วิถีการผลิต [Mode of Production – ยืมคำพวก Marxist มาใช้] ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ Popular Music ของคู่สนทนาผมที่เป็นเรื่องของรูปแบบดนตรี [Musical Form] ในระดับรูปแบบดนตรีผมไม่เห็นด้วยเท่าไรนักว่ามัน) แต่เราก็สามารถพูดถึงความแตกต่างกันได้เหมือนกัน ซึ่งจุดยืนผมอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ดีผมก็เข้าใจเขามากขึ้นเมื่อคุยกันในรายละเอียดในคราวนี้

 

ในหนทางของบทสนทนาของเราก็มีการถามไถ่กันถึงประเด็นที่ผมเล่นอยู่ซึ่งผมบอกว่าผมเล่นประเด็น “Underground Music” อยู่ เขาก็ถามผมว่า Underground Music มันมีอะไรพิเศษ (จริงๆ นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นก่อนประเด็นเพลง Pop ด้านบน)

 

ผมก็พยายามอธิบายไป ผมพบว่าคำอธิบายของผมค่อนข้างแย่มากๆ ถ้าผมพูดอย่างนี้ไปกับรุ่นใหญ่ๆ ผมคงมีปัญหาแน่ๆ ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่ดีของผมที่ต้อง Clear ตรงนี้

 

ทำไม Underground ถึงสำคัญ? ผมคิดว่าคำถามนี้ตอบยากกว่า ทำไมผมถึงคิดว่า Underground สำคัญ ดังนั้นผมจึงขอตอบตรงนี้ก่อน

 

ถ้ามองย้อนไปในประวัติการฟังเพลงของผม สิ่งที่พบจะเป็นว่าผมจะอยู่กับดนตรีที่ Radical ที่สุดเท่าที่ผมจะหาได้ตลอดเวลา สำหรับผมความ Radical กับดนตรีแทบจะแยกกันไม่ออก (และ Frame นี้เองที่ผมมาใช้กับการเลือกอ่านหนังสือ) ผมโตมากับเพลง พังค์ และ เมทัล ที่มีลักษณะสำคัญร่วมกันก็มันพูดเรื่องที่ดนตรีชนิดอื่นๆ ไม่พูด และที่สำคัญที่สุด มันสามารถแสดงความเกลียดชังอย่างตรงไปตรงมาได้ สำหรับผมตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ และเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยคิดจะ Intellectualize สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมากๆ กับผมในแง่ที่ว่า มันทำหน้าที่ๆ Intellectual Culture ไม่สามารถทำให้ผมได้ ผมมองว่าความตรงไปตรงมาจนดูโง่ๆ ในบางครั้ง (ในสายตาของ Intellectual Discourse) เป็นจุดแข็งของสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ

 

มาถึงตรงนี้มันทำให้ผมนึกถึงสถานะที่พิเศษของดนตรีกับผม ผมจำประเด็นตรงนี้ (เพราะผมมักจะลืม) ได้ เมื่อผมขบคิดถึงคำถามถึงความสำคัญของ Underground และผมไม่รู้จะสื่อมันมาอย่างไร

 

สำหรับผมดนตรีเป็นสิ่งพิเศษเพราะ ผมใช้มันแสดงออก (Express) สิ่งที่ผมไม่สามารถประกอบมันเป็นออกมาเป็นภาษาได้

 

เมื่อมาถึงตรงนี้ผมก็เริ่มเข้าใจวิถีทางความคิดต่างๆ ของผมอีกครั้ง

 

จากจุดยืนดังกล่าวผมเห็นว่าดนตรีเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าคนทุกคนมีเรื่องที่ไม่รู้จะพูดมันออกมาอย่างไร เขาก็ควรจะมีดนตรีมาทดแทนตรงนั้น อย่างน้อยๆ ก็เพื่อเป็นการเอาอารมณ์ความรู้สึกข้างในออกมาข้างนอก (แน่นอนผมพูดในสมมติฐานที่ว่าถ้าเก็บมันไว้ข้างในจะทำให้อึดอัด ฯลฯ) ทุกๆ คนควรจะมีดนตรีของตัวเอง เพื่อตอบตัวเอง (ตรงนี้ผมคิดว่าคล้ายๆ Jacques Attali ผมไม่แน่ใจว่าผมคิดอย่างนี้ก่อนที่ผมจะรู้ว่าเขาคิดหรือเปล่า … นอกจากนี้แล้วแนวคิดถึงเสียงในฐานะของสิ่งที่ออกมาแทน สิ่งที่ Symbolize ไมได้ แบบนี้ยังไปเข้าทางคำอธิบายเรื่อง Lacanian Voice ของ Mladen Dalar อีก … ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าผมชอบงานของเขามาก)

 

จุดยืนตรงนี้นำมาสู่จุดยืนแบบ Aesthetic Relativism ที่โดยทั่วๆ ไปผมจะไม่พยายาม Judge งานใดๆ ทั้งสิ้น (แต่บางทีก็อดไม่ได้ แต่ก็ทำบนฐานแบบอื่น) เพราะ จากจุดยืนของผมแล้วไม่มีใครจะตอบได้ว่างานชิ้นหนึ่งดีหรือไม่ดี นอกจากเจ้าตัวเอง … เขาต้องตอบตัวเองว่างานของเขาตอบตัวเขาแค่ไหน

 

นี่คือพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ของความคิดส่วนตัวของผมกับศิลปะ

 

จากตรงนี้สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ ปัญหาเรื่อง Sincerity (ความจริงใจ)

 

คนที่ Sensitive กับความสัมพันธ์ของคนผลิตงานกับตัวเองอย่างผมย่อม Sensitive กับเรื่อง Sincerity ในการผลิตงานชิ้นหนึ่งๆ

 

คุณต้องผลิตงานอย่างที่คุณรู้สึกจริงๆ

 

ซึ่งนี่เองที่ทำให้ผมเห็นว่า Underground สำคัญ โดยพื้นฐานแล้วผมมองว่า Underground เป็นพื้นที่ๆ คนทำในสิ่งที่เขาคิดจริงๆ รู้สึกจริงๆ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขทางด้านยอดขายเข้ามาเกี่ยวข้อง … ซึ่งต่างจาก Mainstream ที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจนั้นเป็นตัวกำหนดในท้ายที่สุด (Economic As The Last Instance – ถ้าจะเอาประโยคของ Althusser มาใช้ในอีกบริบท)

 

ในแง่นี้เส้นแบ่งระหว่าง คนจริงใจ/ คนไม่จริงใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คู่ขนานไปกับ Underground/ Mainstream

 

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้พูดถึง Form ของตัวดนตรีใดๆ ทั้งสิ้น เพลง Underground อาจ Pop สุดๆ เพลง Mainstream อาจขัดหูสุดๆ หนักสุดๆ ก็ได้ … นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม ปัญหาของผมคือ Sincerity ต่อตัวงาน ซึ่งผมเชื่อว่ามัน Express มาในระดับที่ค่อนข้างสูงผ่านความเป็น Underground

 

ซึ่งตรงนี้คู่สนทนาของผมทำให้ผมหลงประเด็นไปเหมือนกัน (ซึ่งผมก็หลุดบ่อยๆ อยู่แล้วใน Face-to-Face Conversation) เพราะ เขาดูจะพูดถึง Underground ในฐานะ Form of Music ที่มัน Oppose to Pop ที่เขา Take Side อยู่

 

นอกจากนั้นแล้วอีกประเด็นที่สำคัญมากๆ แต่ผมยังไม่มีโอกาสนำเสนอก็คือประเด็นที่ว่าเราไม่สามารถศึกษา Underground และ Mainstream ด้วย Approach เดียวกันได้ (ขอไม่อธิบายในที่นี้)

 

จะว่าไปตรงนี้สิ่งที่ผมงงๆ และหลุดไปอีกอย่างก็คือ ในทางวิชาการแล้วผมไม่เคยสนใจตัวดนตรีลอยๆ ผมสนใจความสัมพันธ์ของมันกับคน ซึ่งก็ไม่ใช่คนๆใดคนหนึ่ง (แม้แต่ตัวผมเอง เพราะ มันเป็นพื้นที่ของวิชาการ 555) อาจจะกล่าวว่าเป็นกลุ่มคนก็ได้ (ไม่อยากใช้คำว่าสังคม) ผมสนใจว่ากลุ่มคนหนึ่งๆ มองดนตรีอย่างไร Judge ดนตรีอย่างไร? จำแนวดนตรีอย่างไร? ฯลฯ ด้วยฐานแบบนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า Beatles เหมือน Aerosmith เหมือน Bon Jovi เหมือน Nirvana เหมือน Linkin Park ฯลฯ ผมไม่คิดว่าผมเคยเจอคนฟังเพลงกลุ่มใดๆ ที่มีความคิดอย่างนี้ (แต่ถ้า Adorno คิดอย่างนี้ก็อีกเรื่องสำหรับเขาการมองว่า Louis Armstrong ไปจนถึง Napalm Death เหมือนกันก็เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ แต่รับได้หรือเปล่านี่เป็นอีกเรื่อง)

 

ต่อมาประเด็นที่ผมชัดเจนมาโดยตลอดก็คือ ผมมี Ethics ที่จะไม่เถียงในปัญหาทำนองว่า ศิลปินคนโน้นดีกว่าคนนี้ อัลบั้มโน้นดีกว่าอัลบั้มนี้ … แน่นอน Judgement เหล่านี้โดยส่วนตัวผมมี แต่ผมไม่ Impose ลงไปที่คนอื่นๆ ถ้าคุณคิดเหมือนผมก็ดี ถ้าคุณคิดไม่เหมือนผมก็ Fine ผมคิดว่าวิธีในการ Judge โน่นนี้เหล่านั้นในวงวิชาการเป็นวิถีของนักมนุษยศาสตร์บางพวก (ที่จริงๆ อาจไม่เห็นดนตรีที่ผมสนใจเป็นดนตรีด้วยซ้ำ) ซึ่งผม Oppose มากๆ

 

สรุปง่ายๆ คือ ในทางวิชาการแล้วจุดยืนพื้นฐานของผมคือ ผมต้องการศึกษาความสัมพันธ์ของกลุ่มคนต่างๆ ต่อดนตรี ผมไม่ได้สนใจตัวดนตรีเฉยๆ (อย่างน้อยๆ ผมก็ยังไม่มีพื้นที่ๆ เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น) ผมไม่สนใจว่างานชิ้นใดชิ้นหนึ่งดีเลวอย่างไร? แตกต่างจากชิ้นอื่นอย่างไร? โดยตัวมันเอง แต่ผมสนใจแง่มุมต่างๆ เหล่านี้ที่กลุ่มคนต่างๆ คิดถึงมัน

 

ด้วยแง่มุมเหล่านี้ในทางวิชาการแล้ว หน้าที่ในการแยก Underground กับ Mainstream มันไม่ใช่หน้าที่ของผมด้วยซ้ำ แต่เป็นหน้าที่ของกลุ่มคนที่ผมศึกษา ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่ามันมีปัญหาในการ Justify เหมือนกันถ้าผมพูดถึงเส้นแบ่งนี้ในฐานะตัวผมเอง …นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมค่อนข้างอึดอัดกับคำถาม

 นี่คือประเด็นใหญ่ๆ ที่ผมนึกออก นึกๆ ดูก็ตลกเหมือนกันที่อยู่ดีๆ ผมต้องมา Justify ความสำคัญของ Underground อย่างไรก็ดีเส้นแบ่งเหล่านี้ดูจะสำคัญสำหรับคนในทุกๆ อาณาบริเวณเพราะ ตัวคู่สนทนาของผมเองก็พูดถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบ เอาใจตลาด ในทางวิชาการ กับการทำงานทฤษฎี (ที่ดูจะขายไม่ออกเท่าไร) เขายืนยันจะทำอย่างหลังโดยไม่ทำอย่างแรก โดยอุปมาดั่ง ทันทีทันใดที่ผู้กำกับหนัง Art มาทำหนัง Hollywood คุณค่าของงานเก่าๆ ของเขาก็จะมลายหายไปสิ้น หรือ การที่แอ๊ด คาราบาว นั้นทำลายคุณค่าของบทเพลงเก่าๆ ของคาราบาวด้วยคาราบาวแดง เป็นอาทิ นี่คือ สิ่งที่เขาให้คุณค่ากับการไม่ “Sell Out ในทางวิชาการ (คำของผมเอง) 

สำหรับผมแล้วเส้นแบ่งของการ Sell Out ในทางวิชาการและในทางดนตรีก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ถ้าเกิดผมมีปฏิภาณพอผมคงจะย้อนถามเขาด้วยคำถามที่ว่า ทำไมการทำงานไม่เอาใจตลาดในทางวิชาการของเขาถึงมีความสำคัญ? … ผมคิดว่าคำตอบนั้นคงอยู่ในระนาบที่ไม่แตกต่างจากคำตอบของ ทำไม Underground ถึงสำคัญ? ของผมและคนอื่นๆ มากนัก

 ป.ล.  คิดๆ ไปแล้วการสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงสถานการณ์ที่ Jacques Ranciere เรียกว่า Dis-Agreement เลยแฮะ พูดถึงสิ่งเดียวกันด้วยความเข้าใจที่ต่างกัน … และดูจะประสานกันได้ยากเสียด้วย (แต่ Sense มันก็ต่างจาก Ranciere แน่นอน เพราะศูนย์ของการวิเคราะห์ของ Ranciere คือระบบการเมืองทั้งระบบ)

Self-Interview for The Other’s Questions I

พฤษภาคม 12, 2007

ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่เป็นส่วนตัวมากๆ อย่างไรก็ดีช่วงนี้ผมได้รับคำถามที่ปกติไม่ใคร่จะได้รับเท่าไร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ผมต้องเจอคนใหม่ๆมากอยู่อันเป็นเหตุให้ผมต้องแนะนำตัวเองในหลายๆ ประเด็น ซึ่งประเด็นเหล่านั้นบางครั้งผมก็สามารถอธิบายได้ค่อนข้างยากมากๆ เพราะ ในหลายๆ ประเด็นนั้นคนฟังต้องมีพื้นฐานมากๆ อย่างไรก็ดีในสถานการณ์แบบนั้นผมรู้สึกว่าผมเป็น Subject ที่ถูก Interpellate โดยคำตาม ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผมต้องตอบแม้ว่าผมจะไม่มีคำตอบที่เหมาะกับบริบทอย่างน้นก็ตาม ดังนั้นการซักซ้อมตอบไว้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เลวนัก ในการนำไปสู่คำตอบที่เข้าเป้าประสงค์ของทั้งผมและผู้ถาม

 ผมคิดว่า Format ในการเขียนเรื่องนี้ที่ผมคิดว่าเข้าท่าใช้ได้ที่สุดคือ การสัมภาษณ์ตัวเอง

 เอาล่ะมาเริ่มกันดีกว่า

Q: คุณอ่านหนังสือพวกนี้ไปทำไม?

A: หลายๆ คนมองไม่เห็นประโยชน์ใช้สอยของหนังสือเหล่านี้ แต่ที่จริงแล้วผมได้ใช้มันทุกวันในชีวิตประจำวันผม ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามคนเราต้องการโลกทัศน์หรือกรอบการมองโลกอะไรบางอย่าง และ ผมก็เชื่อว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะมีโลกทัศน์แบบไหน พอดีผมมีปัญหากับโลกทัศน์แบบปกติของชาวบ้านชาวช่อง ผมปฏิเสธมัน และผมก็ต้องการโลกทัศน์แบบอื่นๆ มาเสียบแทนรวมทั้งขยายมันไปด้วย งานพวกนี้ช่วยผมตรงนั้น นอกจากนี้แล้วประเด็นที่ผมจะเล่นก็ต้องอาศัยงานพวกนี้อีกแล้ว การอ่านของผมจึงใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองมิติ

Q: ทำไมคุณอ่าน Zizek? อะไรคือ Main Idea ของงานเขา?

A:  ผมรู้จักงานเขาโดยบังเอิญจากอาจารย์ที่ผมเคารพมากๆ ท่านหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมรู้สึกว่าผมต้องตัดสินใจอ่านงานใครสักคนอย่างจริงจัง พอดีผมชอบสไตล์เขา และประเด็นที่เขาพูดถึงก็ตรงใจผมหลายอย่าง ผมเลยอ่านงานเขาจริงจัง แนวความคิดหลักของเขาเหรอ? พูดยากนะถ้าจะเอาสั้นๆ ง่ายๆ เอาแบบนี้แล้วกัน งานของเขาพูดภายใต้ตรรกกะแบบ สิ่งทั้งหมด และสิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้น และเน้นการวิเคราะห์สิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้นเป็นแกน ข้อตั้ง (Premise) พื้นฐานของเขาก็คือความเป็นไปไม่ได้ของ Totalization

… งงไหม? ผมคิดว่าถ้าอธิบายละเอียดกว่านี้น่าจะงงกว่านี้อีก อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมต้องขอเน้นก็คือ ผมไม่ได้ Uncritical กับงานเขา เพียงแต่ผมยังไม่แสดงออกมาชัดเจนเท่านั้นเอง ผมคิดว่าผมยังไม่พร้อม ผมคิดว่าผมเห็นแล้วแหละถึงความไม่สม่ำเสมอในงานของเขา รวมไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของการ Apply มโนทัศน์ของเขาที่อาจเป็นไปเพราะ จุดยืนทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นของเขา แต่ผมยังไม่ชัดเจนตรงจุดนี้ขนาดจะชี้มาเป็นประเด็นๆ เลยยังไม่ทำ

อย่างไรก็ดีผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธงานของเขาง่ายๆ ทำนองข้อกล่าวหาที่ว่างานทั้งหมดของเขานั้นทำมาเมื่อรับใช้แนวคิดทางการเมืองอะไรบางอย่าง ผมว่าตรงนี้ง่ายไป เช่นเดียวกับการปฏิเสธงานของนักคิดแต่ละคนโดยเอาเรื่องจุดยืนทางการเมืองของพวกเขามาโจมตีงาน ผมคิดว่าเราสามารถสกัดตัวทฤษฎีอะไรบางอย่างที่มันไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนทางการเมืองของ Zizek มาจากงานของเขาได้ นี่คือแนวคิดพื้นฐานในการใช้งาน Zizek ของผม ผมพยายามสกัดเอาความเป็น Lacanian และ German Ideology มาจากงานของเขาและดูระบบการอธิบายของเขาเป็นหลัก และผลก็ออกมาน่าพอใจทีเดียว

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมต้องพยายามไปพร้อมๆ กันคือ ต้องพยายามจะจัดการส่วนที่มันไม่ Make Sense ออกไป และตีความงานของเขาออกมาให้มี Unity ซึ่งตรงนี้ผมก็ได้รับอิทธิพลมาจากการตีความ Bible ของเขาอีกที

อย่างไรก็ดีแม้ว่างานของเขาจะมีปัญหาอะไรก็ตามแต่ในสายตาของหลายๆ คน ผมว่าสิ่งที่ใครก็ตามที่มี Intellectual Sense ไม่น่าจะปฏิเสธในงานของเขาก็คือ Remarks ในหลายๆ ประเด็นที่แหลมคมมากๆ ประเด็นที่เขายกมา สิ่งที่เขาเอามาเทียบเคียงกันนั้น ผมว่าใครที่มี Intellectual Sense ก็ต้องรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นที่ให้นึกเองก็นึกไม่ถึง แต่มันก็เป็นประเด็น แต่ว่าตรงนี้จะเห็นด้วยกับการตีความประเด็นของเขาหรือเปล่านี่เป็นอีกเรื่อง หลายๆ ครั้งผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา ในบางครั้งผมเห็นว่าสิ่งที่กลับหัวกลับหางกับที่เขาพูดนั้นดูเข้าท่ากว่ามากๆ ด้วยซ้ำ ตรงนี้ผมต้องขอเน้นเลยว่าผมอ่านแยกระหว่างระบบของการอธิบายทฤษฎีของเขา กับการอธิบายด้วยตัวอย่างของเขา (ซึ่งก็ถือว่าเป็นการ Apply ทฤษฎี) อันแรกผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเขา แต่อันหลังนี่เห็นแย้งหลายจุดมากๆ ผมมองว่าเป็นปัญหาด้วยซ้ำแม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างใหญ่โต

Q: เห็นคุณสนใจเรื่องดนตรีด้วย คุณสนใจดนตรีประเภทไหน? ในแง่มุมแบบไหน?

A: อืม เรื่องนี้ผมพูดได้เป็นคุ้งเป็นแควมาก ผมจะพยายามให้มันสั้นๆ แล้วกันนะครับ ถ้าจะให้พูดกว้างๆ ที่สุดแล้ว ก็คงต้องเรียกว่าผมสนใจดนตรีสองชนิดเป็นหลักที่สุด อย่างแรกคือ ดนตรีร็อค (เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป) อย่างที่สองคือดนตรีแปลกๆ ที่ผมเรียกรวมๆ ว่า Avant-Garde สำหรับร็อคนี่ผมต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้สนใจทั้งหมด อายุของดนตรีร็อคตั้งแต่มันเกิดราวๆ กลางทศวรรษที่ 50 มาจนถึงปัจจุบันนั้นอายุราวๆ 50 กว่าปี ผมจะสนใจตั้งแต่ราวๆ ต้นๆ 70 และสิ่งที่นับถอยหลังไปจากปัจจุบันไปราวๆ 7-8 ปี เพราะ ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นกระแสอยู่ เพราะผมมองมันอย่างกลางๆ ไม่ได้ ในเวลาปัจจุบันนี้มีช่วงของดนตรีร็อคที่ผมสนใจอยู่ราวๆ 25-30 ปี ช่วง 15 ปีแรกผมสนใจค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เพราะ ผมไม่ค่อยชอบดนตรียุคนั้น ผมฟังแล้วไม่เพลิน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นเพราะระบบบันทึกเสียงด้วยก็ได้ เพราะ ก่อนทศวรรษที่ 70 นั้น เสียงรบกวนที่แถมมาด้วยมันเหลือรับประทานจริงๆ

ประเด็นต่อมาคือ สายย่อยๆ ที่ผมสนใจในดนตรี Rock ถ้าจะพูดสั้นๆ แล้ว ผมสนใจ Punk และ Heavy Metal ซึ่งเป็นผลผลิตของยุค 70 เหมือนกัน ดนตรีสองสายนี้ตั้งแต่มันโผล่มาแล้วมันก็ขยายกลายพันธุ์ไปมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองที่เป็นวัตถุในการศึกษาของผม

 ที่ผมสนใจสิ่งพวกนี้ไปจนถึงดนตรี Avant-Garde นั้นอาจเป็นเพราะ ผมเห็นความเป็นขบถและการต่อต้านในดนตรีเหล่านี้ ซึ่งผมว่าเป็น Sentiment ที่ใกล้เคียงกับงานที่ผมอ่านอยู่ ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อมโยงที่ประหลาดในสายตาหลายๆ คน อย่างไรก็ดีผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงเหล่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจคือ ผมต้องการพัฒนาการศึกษาเสียงในฐานะวัตถุที่สัมพันธ์กับชีวิตและวัฒนธรรมมนุษย์อย่างเป็นระบบ อันนี้ผมพึ่งเริ่มแต่ผมก็สนใจมากๆ ปัจจุบันการพูดถึงพวก Subculture ที่มีฐานทางดนตรีร็อคนั้นมีมากมาย แต่ผมพบว่าปัญหามีอยู่มากเช่น เรายังไม่มีระบบในการจัดหมวดหมู่ดนตรีร็อคอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นหลายๆ ครั้งก็คือ คนจะอ้างตรงนี้แล้วก็ทำการจัดหมวดหมู่ตามใจชอบ ซึ่งในหลายๆ ครั้งผมเห็นว่ามันไม่ Make Sense

ผมคิดว่าเราควรจะมีภาษาในการพูดถึงเสียงได้อย่างละเอียดกว่านี้ ซึ่งอาจต้องหยิบยืมเครืองมือจากพวก Musicologist มาก็ได้ ปัญหาหนึ่งที่ผมเห็นคือ มันไม่มีการวิเคราะห์ตัวบททางดนตรี (นอกจากเนื้อร้อง) ไปพร้อมๆ กับสิ่งที่รายล้อมมัน ผมว่าการศึกษาดนตรีร็อคนั้นยังขาดตรงนี้มาก เพราะ ในหลายๆ ครั้งบทบาทของดนตรีในงานที่ออกมานั้น เป็นเหมือน Background Noise เท่านั้น ซึ่งจริงๆ มันสำคัญมากมันเป็นตัว Structure Social Relation ด้วยซ้ำ ผมว่าเราต้องให้ความสัมพันธ์กับสิ่งพวกนี้มากกว่านี้ และแน่นอนเราต้องไม่ดึงตัวบททางดนตรีเหล่านี้ออกมาวิเคราะห์นอกบริบทลอยๆ สิ่งที่เราต้องทำการคือ เอาตัวบททางดนตรีเหล่านี้กับไปสนทนากับบริบทอย่างต่อเนื่อง

 สิ่งที่ท้าทายก็คือ ผมไม่แน่ใจว่างานพวกนี้จะมีใครอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า? คนในสาย Musicologist ปกตินั้นจะศึกษาดนตรีที่มัน Elite กว่านี้อย่าง Classic หรือ Jazz ส่วนใหญ่น่าจะปฏิเสธดนตรีร็อคในฐานะที่เป็นวัตถุที่ควรจะศึกษาด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันนักสังคมศาสตร์ที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับดนตรีนั้นก็มักจะไม่มีพื้นฐานทางทฤษฎีดนตรีเพียงพอที่จะอ่านภาษาดนตรี (เพราะนี่คือภาษาที่ตัวบททางดนตรีจะถูกนำเสนอได้เหมาะสมที่สุด แม้ว่ามันจะห่างไกลความสมบูรณ์ก็ตาม – อย่างไรก็ดีคำอธิบายอื่นๆ ก็น่าจะช่วยได้) รู้เรื่อง ปัญหาตรงนี้คือ ถ้าเขียนงานแบบที่ผมว่ามาแล้ว เราจะเขียนให้ใครอ่าน? Musicologist ที่เห็นประเด็นเราไม่เป็นประเด็น? หรือนักสังคมศาสตร์ที่ไม่มีพื้นฐานพอที่จะอ่านงานเราอย่างเหมาะสม? พูดตรงๆ ฝ่ายหลังมีลุ้นกว่ามาก อย่างไรก็ดีนี่เป็นปัญหาที่ผมคงจะต้อง Concern มากๆ ในการพัฒนารูปแบบงานใหม่ๆ

Dialectic of Pop-Rock Taste: ข้อคิดและวิจารณ์บางประการจากการอ่านงาน รสนิยม ป็อป ร็อคในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอาดอร์โน 

Introduction: The Encounter เมื่อช่วงตอนปลายปีที่แล้วผมได้เข้าฟังการนำเสนอเปเปอร์ในงานเวทีวิจัยมนุษย์ศาสตร์ เปเปอร์ที่ผมรู้สึกสะดุดใจมากๆ ก็คือ เปเปอร์ของคุณ ดุษฎี วรธรรมดุษฎี นามว่า รสนิยม ป็อป ร็อคในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอาดอร์โน 

ในเปเปอร์นั้นดุษฎีได้เริ่มด้วยการร่ายทฤษฎีอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของ Adorno ตรงนี้ผมไม่ตงิดเพราะไม่มีความรู้พอจะตะหงิด (ผมเพียงแค่เคยอ่านงานมือสองภาษาไทยมาบ้างและอ่านบท Culture Industry ผ่านๆ ผมว่ารู้แค่นี้แล้วไปวิจารณ์มันก็จะโปกฮาเกินไป) ต่อมาดุษฎีเริ่มพูดถึงมุมมองของ Adorno ต่อ Jazz (ซึ่งจัดเป็น Popular Music ในสมัยที่ Adorno เขียนงานตอนต้น ศตวรรษที่ 20) ตรงนี้ผมเริ่มตะหงิด (แต่ก็ตะหงิดตั้งแต่ได้อ่านมาจากที่อื่นแล้ว เคยได้ยินว่าบางคนตงิดตรงนี้ขนาดปฏิเสธงาน Adorno ไปทั้งดุ้นด้วยซ้ำ) และแล้วเปเปอร์ก็จบลงด้วยการวิเคราะห์รสนิยม ป็อป ร็อค ผ่านวิธีคิดเกี่ยวกับ Popular Music ของ Adorno ตรงนี้ผมบอกตรงๆ เลยว่าตงิดมากสุดๆ

โอเค มาเริ่มงานชิ้นนี้อย่างเป็นทางการกัน ผมจะขอวางกรอบข้อวิจารณ์และคำถามของผมต่องานชิ้นนี้ไว้สำหรับงานค่อนหลังเท่านั้น ในการวิเคราะห์ Popular Music ของ Adorno และการใช้มันวิเคราะห์รสนิยม ป็อป ร็อค ของดุษฎี

ประการแรก ผมขอกล่าวสั้นๆ (ตามประสาคนรู้น้อยแล้วไม่อยากพูดมาก) ว่า ผมคิดว่ากรอบการมอง Popular Music ของ Adorno นั้นมีแนวโน้มไปในทางตีขลุมและเหมารวมมากๆ (แม้ว่าสำหรับ Adorno นั้น Bad Music อย่าง Jazz นั้นก็ยังจะมี Good กับ Bad แยกกันอยู่) เป็นการมองอะไรที่อยู่ภายใต้ตรรกะของ อุตสาหกรรมวัฒนธรรมเหมือนๆ กันหมด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน(Standardization) ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความแตกต่างที่มาตรฐานอนุญาตให้แตกต่างเท่านั้น หรือ อีกนัยนัยน์หนึ่ง ความแตกต่างที่ไม่สร้าง ความแตกต่าง (คำของผมเอง เอามาจาก Zizek) ถ้ามองในกรอบแบบนี้ เผลอๆ Jazz ตอนต้นศตวรรษที่ 20, The Beatles, Britney Spears ไปจนถึงพวกวง Death Metal (ในยุคหนึ่ง) ก็อาจเหมือนๆ กันหมดก็ได้เพราะ ในระดับหนึ่งตกอยู่ใต้ตรรกะของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเหมือนกัน และอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน … 

… โอเค สิ่งเหล่านี้มันอาจจะเหมือนกัน (หรือมีความแตกต่างที่ไม่สร้าง ความแตกต่าง) ถ้าคุณมองมันจากบางกรอบ (เช่นของ Adorno?)  ตรงนี้ผมไม่มีปัญหา กรอบใครกรอบมันอยู่แล้ว ถ้ากรอบมันไม่มีประสิทธิภาพยิ่งนักต่อการศึกษาเรื่องหนึ่งๆ มองอะไรก็เหมือนกันหมดไม่สามารถจับความแตกต่างอันเป็นประเด็นศึกษาได้ กรอบนั้นก็ควรจะตกไป (จริงไหม?) กล่าวคือ ถ้า Adorno นั้นมอง Popular Music นั้นเหมือนๆ กันไปหมดจริง คนที่จะศึกษาสิ่งที่เรียกรวมๆ ว่า Popular Music ในรายละเอียดย่อยๆ ในฐานะที่มันแตกต่างกันนั้นจะใช้ Adorno ไปทำหมีแพนด้าอะไร จริงไหมครับ? 

อย่างไรก็ดีปัญหาของผมเป็นอีกระดับที่ต่อมาจากตรงนี้ ปัญหาคือว่า เมื่อกรอบในการมองแบบเหมารวมเหล่านี้ ได้ขยายตัวไปในวงกว้าง สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ใช่แค่มันเป็นกรอบที่ไม่มีประสิทธิภาพในการศึกษาประเด็นหนึ่งๆ แต่ว่ามันทำให้ ประเด็นนั้นๆไม่ใช่ประเด็นที่สมควรไปศึกษาด้วยซ้ำ หรือ ถ้าจะพูดไปให้มากกว่านั้นแล้วกรอบความคิดที่เหมารวมอย่างนี้นั้นสามารถนำไปใช้ในการเมืองเชิงวิชาการ (Academic Politics) ในการ Discredit ประเด็นเหล่านั้นได้อีกด้วย ทำให้มันต่ำค่าเกินกว่าจะศึกษา

แน่นอนนี่ไม่ใช่ปัญหาของคนทุกคน แต่ดูจะเป็นปัญหาของคนที่ศึกษาประเด็นเหล่านั้นในรายละเอียดเสียด้วยซ้ำ

แต่นั่นคือปัญหาของผมนี่!

Critique of Adornian Reason??? 

ในตอนสุดท้ายของเปเปอร์ดังกล่าวนั้นดุษฎีนั้นได้ร้อยเรียงความเหมือนกันของ The Beatles, Aerosmith, Bon Jovi, Nirvana และ Linkin Park เข้าไว้ด้วยกันภายใต้มโนทัศน์ รสนิยมป็อป ร็อค (ดุษฎีเน้นว่าเป็น รสนิยม ไม่ใช่แนวเพลง) ที่พอเคลือบฉาบคำอธิบายไปแล้วดนตรีของวงต่างๆ ที่กล่าวมาก็ดูเหมือนกันไปหมด (ภายใต้อุตสาหกรรมวัฒนธรรม) อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันหมด

ถ้าจะถามผมแล้ว ดนตรีและภาพลักษณ์ของทั้ง 5 วงที่กล่าวมานั้นแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย (และคนที่ฟังเพลงโดยทั่วๆ ไปก็น่าจะคิดแบบนั้น) ดังนั้นการกล่าวว่าวงพวกนี้ เหมือนกัน นั้นจึงเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดไม่น้อยเลยแม้ว่าจะมองแค่ดนตรีและภาพลักษณ์ (ยังไม่ต้องไปพูดถึงบริบทที่วงต่างๆ นั้นมีชื่อเสียง และสถานะของวงเหล่านี้ในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อค) ในแง่นี่แล้วคำถามที่ว่าดนตรีพวกนี้เหมือนกันอย่างไร จึงเป็นคำถามที่ท้าทายไม่น้อยเลยสำหรับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับดนตรีเหล่านี้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้ฟังของเปเปอร์นี้คือวงวิชาการซึ่งส่วนใหญ่ไม่น่าจะเคยได้ฟังงานดนตรีของวงข้างต้นทั้ง 5 ด้วยซ้ำ (ไม่ต้องพูดถึงมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคในระดับกว้างๆ) และส่วนใหญ่ก็อาจมองว่าของพวกนี้ดนตรีของวัยรุ่นนั้นเป็นสิ่งที่เหมือนๆ กันไปหมดด้วยซ้ำ … ด้วยพื้นฐานของผู้ฟังในทำนองนี้เปเปอร์นี้ก็ได้ทำการยืนยันทรรศนะคติหลวมๆ ทำนองเพลงวัยรุ่นก็เหมือนๆกันไปหมดได้เป็นอย่างดี … และคนเหล่านั้นก็อาจเอนกายลงอย่างสบายและผ่านประเด็นอัน เหมือนๆ กันไปหมด เหล่านี้อย่างไม่ต้องใส่ใจ เพราะ มันไม่มีอะไรให้ศึกษา หรือ อีกนัยน์หนึ่งหน้าที่ของแนวคิดทำนองนี้ทำให้ทรรศนะคติแบบเหมาร่วมที่มีอยู่แล้วของหลายๆ คนนั้นมีทฤษฎีมาสนับสนุน

ซึ่งนี่คือ สิ่งที่ผมตะหงิดที่สุด เพราะ มันเป็นการปูฐานที่ไม่เอื้อให้มีการศึกษาเรื่องพวกนี้ต่อไปแม้แต่นิด (แน่นอนผมต้องเห็นว่าเรื่องพวกนี้สำคัญและต้องศึกษา มันเป็นจริตของคนที่เล่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว)

ผมคิดว่าดุษฎีนั้นเอาแนวคิดทำนอง ไม่มีอะไรใหม่ เป็นบรรยากาศหลักของตรงส่วนนี้ แค่ตอนแรกที่มีการบอกว่า ดนตรีป็อปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเชิงอรรถของThe Beatles ก็ทำให้ผมแอบขำแล้ว (ประโยคเต็มๆ คือ ในโลกของดนตรียอดนิยม the beatles [sic] ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านดนตรี  ลุค (ลักษณะของความเป็นศิลปินดนตรี) การแสดงตลอดทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิต วงดนตรีรุ่นหลังจากนั้นเป็นเพียงเชิงอรรถ) เพราะ มันเป็นแนวคิดทำนอง เดียวกับ พวกกรีกว่าไว้หมดแล้ว ซึ่งถูกใช้เป็นข้ออ้างในการศึกษาแต่งานกรีกอย่างเดียวในทางปรัชญา ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นแล้วล้วนเป็นสิ่งจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับงานกรีก

แน่นอนถ้าเริ่มคิดว่า The Beatles ทำมาหมดแล้ว แล้วเริ่มมองดูหรือจับผิดเมโลดี้ของดนตรีอื่นๆ หลังจากนั้น ก็จะพบเมโลดี้ที่คล้ายๆ The Beatles เต็มไปหมดซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนตัวโน๊ตหน่อย เปลี่ยนจังหวะหน่อย  … ซึ่งนั่นก็คงจะเป็นสิ่งที่พูดอีกก็ยิ่งถูกอีกเพราะ ดนตรี Pop และ Rock โดยทั่วๆ ไปแล้วมีฐานจาก Major Scale อันมีโน๊ต 7 ตัวอยู่แล้ว โอกาสที่บางส่วนจะซ้ำกับงานที่มีความหลากหลายมากมายอย่าง The Beatles นั้นมีอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามองว่าความต่างที่เกิดขึ้น นั้นเป็นการ ดัดแปลง สิ่งที่ The Beatles ทำมาแล้วยิ่งแล้วใหญ่

นี่แหละครับ เงื่อนไขที่ผมเห็นว่าข้อเสนอทำนอง “The Beatles ทำมาหมดแล้ว จะยังทำงานอยู่ได้ในบริบทของตัวเมโลดี้ดนตรี ตรงนี้จะเห็นได้ว่ามโนทัศน์อย่าง ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน (หรือ ความแตกต่างที่ไม่สร้างความแตกต่าง) นั้นสามารถขยายตัวไปอธิบายได้สารพัด ภายใต้แนวคิดทำนองทุกๆ อย่างนั้นเป็นเพียงของ ดัดแปลง (Variation) ของต้นฉบับ (Original) 

อย่างไรก็ดีถ้าจะถามไปให้มันลึกลับซับซ้อนไปกว่านั้นกับประเด็นเรื่อง ความเป็นต้นฉบับ (Originality) อีกก็ต้องถามว่า The Beatles เป็นศิลปินที่ทำอย่างนั้นเป็นวงแรกจริงๆ หรือ? (ซึ่งขุดไปขุดมาอาจจะไปโผล่ที่ J.S. Bach ในที่สุดก็ได้)

ส่วนในเรื่อง ลุค (ลักษณะของความเป็นศิลปินดนตรี) การแสดงตลอดทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิต นั้นผมว่าการจะกล่าวว่าสิ่งหลังจากนั้นเป็นเพียง เชิงอรรถ ของ The Beatles นั้นก็เป็นสิ่งที่ฟังดูขัดๆ อยู่มากทีเดียว เพราะ ถึงแม้ The Beatles จะได้ผ่านยุคสมัยมามาก (ตั้งแต่ไว้ผมทรงกะละครอบอันโด่งดัง ไปจนถึงยุคที่รุงรังเป็นฮิปปี้) มันก็เป็นการเกินเลยไปจริงๆ อยู่ดีที่จะบอกว่า The Bealtles นั้นทำไว้หมด ตัวอย่างง่ายๆ ก็อย่างเช่น การเปลือยกายตอนถ่ายปกและเล่นสดของ Red Hot Chili Peppers (ซึ่งดุษฎีก็พูดถึงวงนี้ตอนพรีเซนต์เปเปอร์), การช่วยตัวเองใส่คนดูในคอนเสิร์ตของ Marilyn Manson ผมคิดว่าพวกนี้ดังและยอดนิยมพอที่จะจำเป็นต้องมาเข้าข่ายคำอธิบายอยู่แล้ว คำถามคือ ถ้าสิ่งพวกนี้เป็น เชิงอรรถ ของ The Beatles แล้ว ตัวบทของ The Beatles ที่สิ่งพวกนี้อ้างอิงนั้นอยู่ที่ไหน? แน่นอนผมหาไม่เจอ (และนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ที่นึกออกเท่านั้น) 

การพูดถึง Aerosmith และ Bon Jovi เกี่ยวกับเพลง บัลลาด (Ballad) ก็ดูจะเหมือนเป็นการเลือกเอาเพลงบางเพลงมาเป็นตัวอย่างให้เข้ากับ บรรยากาศทำนองจิ๊กโก๋อกหัก และ เพลงทำนองฉันรักเธอ เธอไม่รักฉัน (ที่ดูราวกับว่าไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งเอาจริงๆ ไม่ต้องรอ The Beatles ก็ได้เท่าที่เคยได้ยินมาเพลงพื้นบ้านจำนวนมาก็มีธีมเพลงแบบนี้) ซึ่งเอาจริงๆ แล้วเนื้อหาของเพลงของวงอย่าง Aerosmith และ Bon Jovi ก็มีมากกว่านั้น สำหรับ Aerosmith ก็เช่น Janie’s Got a Gun, Dude (Looks Like a Lady) สำหรับ Bon Jovi ก็เช่น Livin’ On a Prayer, These Days ที่ล้วนเป็นเพลงดังที่ไม่เกี่ยวกับจิ๊กโก๋อกหักแน่ๆ (แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเพลงของสองวงนี้ที่เนื้อหาไม่ได้ น้ำเน่า) นอกจากนี้แล้วเพลงในทำนองจิ๊กโก๋อกหักของวงพวกนี้นั้นยังมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง การยกประเด็น การใช้เมโลดี้ การประพันธ์ในส่วนของดนตรีมากอีกด้วย (แน่นอนผมเทียบกับเพลงตลาดไทย) เหนือไปกว่านั้นในระยะเวลา 20-30 ปีที่ทั้งสองวงนั้นได้ดำเนินการมานั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมากอีกด้วยทั้งดนตรีและภาพลักษณ์ซึ่งทำให้ปัญหาคือ เวลาพูดถึงสองวงนี้เราพูดถึงมันตอนไหน? (มีนัยยะสำคัญเพราะมีแฟนเพลงจำนวนมากหันหลังให้กับสองวงนี้หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Aerosmith ในยุคแรกนั้นทำเพลงโดยไม่พึ่งพานักแต่งเพลงเป็นร็อคแอนด์โรลโจ๊ะๆ ที่มีบัลลาดปน ในขณะที่เพลงในยุคหลังจากการแยกวงชั่วคราวนั้นมีนักแต่งเพลงอาชีพมาร่วมสังฆกรรมด้วยทั้งสิ้น Bon Jovi ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกันในสองชุดหลังไม่ว่าจะเป็นลุค หรือเพลง) หรือ ตอนไหนก็ได้ที่มันเข้ากับคำอธิบายเรื่อง รสนิยมป็อป ร็อค? อย่างไรก็ดีผู้เขียนคิดว่าคำอธิบายที่ว่า เพลงของทั้งสองวงนั้น มีลุคที่เป็นกลิ่นอายความเป็น cowboy [sic] ลูกทุ่งแบบอเมริกันนุ่งยีน ยืนหน้าบาร์ ยกเบียร์ขึ้นดื่ม พอเวลาเมาก็ต่อยกันจนถูกโยนออกมานอกร้าน ทำตัวเป็น bad boy [sic] ขับรถเก่าๆ ดูเก๋าข้ามรัฐ ในส่วนนี้ของเปเปอร์นั้น เป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผู้เขียน เพราะ ในสายตาของผู้เขียนแล้วพวกนี้เป็นร็อคสตาร์ที่น่าจะสูงเกินกว่าจะให้ภาพในแบบ บ้านๆ แบบนั้น ผู้เขียนอาจจะรู้เรื่องของวงพวกนี้มากเกินไปก็ได้จึงไม่มีจินตนาการไปทางนั้น 

สำหรับส่วนต่อไปที่พูดถึง Nirvana นั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นปัญหาที่สุด เพราะ โดยทั่วๆ ไปแล้วสำหรับคนที่ฟังเพลงและรู้เรื่องดนตรีการที่ Nirvana ขึ้นมาดังได้แทบจะเป็นการปฏิวัติวงการเลยทีเดียว มันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนรสนิยมดนตรีของมวลชวนอย่างเฉียบพลันตอนต้น 90 (ที่ทำให้พวก Hair Metal หัวฟูแห่งยุค 80 รวมทั้ง Bon Jovi นั้นระเนระนาดไปเลยทีเดียว) ปัญหาก็คือ กรณีตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนรสนิยมอย่างรวดเร็ว (แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ดนตรีตรงนี้ก็จะคิดว่า Nirvana มาจากไหนก็ไม่รู้) รสนิยมในการฟังเพลงเปลี่ยนไปแน่ (ยังไม่ต้องโยงถึงเรื่องอื่นๆ เช่นการโยง Nirvana กับ Punk ที่มันจะมีประเด็นสำคัญๆที่ต้องพูดอีกมาก) ประเด็นคือ ภายใต้แนวคิด รสนิยมป็อป ร็อค แล้วสิ่งพวกนี้เหมือนกันหมดเลยหรือ? การเป็นพวกแฟนเพลงเมทัลยุค 80 ที่เล่นกีต้าร์เร็วปรี๊ด กับการเป็นแฟนเพลง Nirvana ที่ใครๆ ก็เล่นได้นั้นเหมือนกันขนาดนั้นเลยหรือ? ถ้าเหมือนกันขนาดนั้น รสนิยมป็อป ร็อค ก็ไม่ได้ต่างไปจากสิ่งที่มวลชนชอบภายใต้ระบบธุรกิจดนตรีในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งก็คงจะต้องมาว่ากันในรายละเอียดเหมือนกันว่า รสนิยมและการบริโภคงานเหล่านั้นในแต่ละยุคมันละม้ายกันขนาดนั้นจริงๆ หรือ? และที่สำคัญมากๆ ความขบถต่อตัวอุตสาหกรรมวัฒนธรรมนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นภายในตัวมันเองได้เลยหรือ? (ดูประเด็นนี้ต่อไปด้านหน้า) และที่แปลกที่สุดก็คือ ตรงนี้ดุษฎีดุษฎีดูจะไม่ได้ทำการเชื่อมโยงลักษณะต่างๆ ของ Nirvana ให้เข้ากับ มาตรฐาน ภายใต้รสนิยมป็อป-ร็อคเลย นอกจากนี้ลักษณะต่างๆ ของ Nirvana ที่ดุษฎียกมายังดูจะสร้าง ความต่าง มากกว่า ความเหมือน ที่คำอธิบายเหล่านี้ได้กรุยทางมา ผู้เขียนจึงสงสัยยิ่งนักว่าดุษฎียกตรงนี้มาทำไม เพราะ มันทำให้คำอธิบายนั้นดูจะมีปัญหาไม่น้อยเลย 

กรณีสุดท้ายที่ดุษฎียกมาคือ Linkin Park ผู้เขียนคิดว่ามีปัญหาพอๆ กับ Nirvana เพราะ นี่คือดนตรีอีกรูปแบบหนึ่งที่มีเนื้อหาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งคำอธิบายที่ว่า มันเหมือนๆกัน ไม่น่าจะไหลไปได้ง่ายๆ โดยปราศจากคำอธิบายที่เหมาะสม  ดุษฎีบอกว่า “linkin’ park [sic] … ผสมผสานทางดนตรีโดยนำเอาสัดส่วนเพลงยอดนิยมแบบรสนิยมป็อปร็อคมาเป็นพื้นฐานโครงสร้างและทำการเรียบเรียงทำนองด้วยการเครื่อง [sic] turntable และการ sampling จากนั้นใช้การร้องแบบ rap เป็นลูกคู่ไปพร้อมกับการร้องแบบร็อคเสียงแหบและกีต้าร์เสียงแตกด้วยทำนองดนตรีที่คุ้นหูเพียงแต่รูปแบบการเล่นต่างไปบ้าง (ตัวเอียงเน้นโดยผู้เขียน) โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าประโยคที่ผู้เขียนเน้นนั้นดูจะเป็นการยืนยัน (Assert) มากกว่าการพิสูจน์ (Proof) หรือ อธิบาย (Explain) นอกจากนี้แล้วการจะบอกว่า Linkin Park นั้นเอา สัดส่วนเพลงยอดนิยมแบบรสนิยมป็อปร็อคมาเป็นพื้นฐาน และนำสิ่งอื่นๆ มาเสริมให้มันต่างออกไปนั้น ยังเป็นประโยคในทำนอง พูดอีกก็ถูกอีก ในทำนองที่ได้กล่าวมามากข้างต้นแล้ว มามันสามารถใช้ในการตีขลุมได้อย่างไรบ้าง (จริงๆ ผู้เขียนคิดว่าการจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เหมือนกันได้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดในตัวเอง แต่มันต้องการคำอธิบายที่เหมาะสม จุดที่เหมือนก็ต้องชี้ให้ชัด ไม่ใช่ให้คนอ่านนึกเอาเอง- โครงสร้างเพลงมันเหมือนกันอย่างนี้ๆ ก็ว่าไป โน๊ตมันเหมือนกันอย่างนี้ๆ ก็ว่าไป จุดที่ต่างแต่ไม่เป็นประเด็นว่า แตกต่าง ก็น่าจะได้รับคำอธิบายอย่างเหมาะสมกว่านี้ว่าทำไมมันถึงไม่ แตกต่าง) 

อย่างไรก็ดีโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าแนวคิด รสนิยมป็อป-ร็อค ของดุษฎีนั้นจะจะใช้อธิบายเพลงไทยสมัยนิยมได้เหมาะกว่ามากๆ เพราะ สิ่งเหล่านี้เองที่แทบจะเรียกได้ว่า เนื้อหา และโครงสร้างนั้น น้ำเน่า จริงๆ แพตเทรินของดนตรีสมัยนิยมเมืองไทยนั้นเรียกได้ว่า เดาได้เกือบหมดยิ่งในระดับเมโลดี้ด้วยแล้วแทบจะมีสูตรด้วยซ้ำที่คนฟังครั้งแรกก็อาจจะเดาออก เนื้อหาของเพลงก็เป็นจิ๊กโก๋อกหักเกือบ 100 ทั้ง 100 ผมว่าอย่างนี้แหละสมควรจะใช้ Adorno สมควรจะใช้กระบวนทัศน์อย่าง การทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (อย่างไรก็ดีอาจมีคนฟังเพลงไทยจริงๆ มาเถียงผมประเด็นเหล่านี้ก็ได้ ว่าผมอธิบายตีขลุมเกินไป แน่นอนผมยินดี อยากด้วยซ้ำ- ที่จะรับฟังข้อโต้แย้งที่น่าจะล้มคำอธิบายนี้) 

Ending Remarks: Spectres of Adorno and the Liberative Music 

(ตอนแรกผมคิดว่าจะเขียนส่วนนี้ลงไปเพราะ ผมได้รวบรวมประเด็นมาในระดับหนึ่ง แต่หลังจากศึกษามาเพิ่มแล้วก็พบว่าไม่เขียนดีกว่าเพราะความรู้ไม่พอเอามากๆ เลย อนึ่งมันมีดีเบตที่สำคัญของฝ่ายซ้าย -?- ในตอนที่ดนตรีร็อคปรากฏขึ้นมา ฝ่ายหนึ่งจะเห็นว่ามันเป็นดนตรีแห่งการปลดปล่อย ส่วนอีกจะเห็นว่ามันกดขี่ ผมคิดว่าถ้าผมไม่รู้ตรงนี้ผมไม่ควรจะเขียนส่วนนี้ของบทความ และกว่าผมจะรู้ก็คงจะอีกนาน นอกจากนี้แล้วตรงนี้มันก็ยังเป็นประเด็นใหญ่มากๆ จนมันอาจมีสถานะเป็นตัวบทความ หรือกระทั่งงานชิ้นหนึ่งด้วยซ้ำ … ด้วยเหตุดังนี้แล้วผมจึงขอจบบทความนี้แบบที่ทิ้งร่องรอย (Traces) ไว้อย่างนี้แหละครับ) 

From the Master’s and Unversity’s Discourse to the Class Aspects of the Issue and back to the University: A Reply to Patrapee according to His Comment on “ประกาศฯ 

เริ่มอย่างไรดีล่ะ

ประการแรก ผมยินดีเหลือเกินที่มีมิตรสหายของผมแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้

ประการที่สอง ผมต้องขอเน้นย้ำว่า สิ่งที่ผมเขียนใน ประกาศฯ นั้นในระดับที่สูงมากๆ ไม่ใช่ภาษาที่ผมใช้ในแบบปกติ มันเป็นภาษาในทำนองของการ บ่น(ซึ่งผมไม่เขียนมานานแล้ว) อย่างไรก็ดี ผมก็ละเอยเกินกว่าจะทำการบ่นและก่นด่าอย่างเปลือยเปล่า ผมจึงได้ทำการแปรรูปการบ่น ให้เข้ากับบริบทเพื่อความหรรษา (ของใครหว่า?) หรือจะเรียกว่าเป็นการบ่นแบบมีสุนทรียะก็ว่าได้ (แน่นอนสุนทรียะในความหมายกว้าง)

อย่างไรดี ผมขอสารภาพว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหาภายในตัวมันมากนัก ผมใช้เวลาในการคิดมุขไปมากกว่าเวลาในการคิดเกี่ยวกับเนื้อหาเสียอีก มีเนื้อหาหลายๆ ส่วนที่ผมคิดว่ามันสำคัญมากๆ กับ Debate ในประเด็นนี้ แต่ผมไม่สามารถหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้แก่พวกมันได้ใน ประกาศฯซึ่งเป็นที่น่าเสียด่ายยิ่งนัก 

ประการที่สาม ผมเห็นว่าว่าสถานะของ ประกาศฯ นั้นมีสถานะเป็นคำประกาศทางการเมือง ดังนั้นมันจึงถูกเขียนมาด้วย วาทศิลป์อย่างคำประกาศทางการเมือง (ซึ่งถ้าอ่านมันในแบบ วิชาการแล้ว มันก็ย่อมมีข้อที่อ่อนอยู่มากมายเป็นธรรมดา) ในหลายๆ จุดนั้น จำเป็นการเคลม จุดยืนทางการเมืองในแบบ พูดอีกก็ถูกอีกหรือ ในแบบที่ประโยคนั้นเป็นการอ้างอิงตัวมันเอง (ของอย่างนี้ในกรอบแบบ Lacanian เรียกว่า Master’s Discourse ซึ่งต่างจาก University’s Discourse ซึ่งเป็นกรอบของการพูดกันในทางวิชาการทั่วๆ ไป) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายทำเช่นกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอ้างงานวิชาการอะไรมาสนับสนุนก็ตาม

ตัวอย่างเช่น อีกฝ่ายอาจจะอ้างงานวิชาการทำนองว่า การดื่มสุราก่อนวัยเบญจเพสนั้นจะส่งผลร้ายในระยะยาว การดื่มสุราที่เหมาะสมคือการดื่มหลังวัยเบญจเพสเท่านั้น”, “การดื่มสุรานั้นเป็นภัยต่อสังคมในระยะยาวฯลฯ ถึ่งที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ บอกเราว่า อะไรเป็นอะไร เฉยๆ มันบอกเราว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีผลอย่างนี้ตามมา(แน่นอนความเป็นเหตุเป็นผลนี้ก็เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้อีก แต่นั่นเป็นอีกระดับ)

คนที่เป็นฝ่ายตัดสินเด็ดขาดว่า เราจะไม่ทำอย่างนี้คือ ฝ่ายตรงข้าม (รัฐบาล) ไม่ใช่งานวิจัย (ถ้าจะพูดในแบบ Lacanian อีกก็คือ รัฐบาลนั้นตัดสินใจใน Master’s Discourse ส่วนงานวิจัยต่างๆ นั้นก็ทำหน้าที่เป็น University Discourse เป็นห่วงโซ่ความรู้ [Chain of Knowledge] ที่คอยสนับสนุนการตัดสินใจ ของรัฐบาล สิ่งที่ต้องไม่พลาดเลยตรงนี้ก็คือ ถ้าไม่มี Master มาตัดสินว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว สถานะของ University Discourse ก็จะเป็นความรู้ลอยๆ อยู่เฉยๆ คอยบอกว่า อะไรเป็นอะไร เฉยๆ สิ่งที่บอกว่า เป็นอย่างนี้ดีหรือไม่ดี หรือ เราจะไปทางไหนนั้นเป็นการกระทำในระดับ Master’s Discourse)

เป้าหมายโจมตีของผมคือการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวงานวิจัยที่ Support มันอยู่ ในระดับหนึ่งผมไม่เถียงด้วยซ้ำ ว่าการดื่มแอลกอฮอล์นั้นทำให้สังคมนั้นเสื่อมทรามลงหรือไม่? เพราะ ผมเห็นว่าการเคลมสิ่งเหล่านี้ (สังคมเสื่อม, วัฒนธรรมแย่, เป็นภัยต่อชาติ ฯลฯ) เป็นวาทศิลป์ลอยๆ ของฝ่ายรัฐเพื่อที่จะอ้างเพื่อทำโน่นทำนี่ ห้ามโน่นห้ามนี่เท่านั้น ป่วยการที่จะไปเถียง (เพราะ ถึ่งที่สุดแล้วเขาก็มีอำนาจที่จะบอกว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้) หรือ ในอีกระดับหนึ่งแล้ว เราควรจะโต้ตอบข้ออ้างทำนองนี้ด้วยซ้ำว่า สังคมเสื่อมไป แล้วไง?” “สังคมหรือประชาชนเลือกที่จะเสื่อมลงเองไม่ได้หรือไง?” “รัฐถือดีอะไรรู้ดีมาจากไหนที่จะมาตัดสินแทนสังคมหรือประชาชนว่าอะไรนั้นดีสำหรับพวกเขา?  โดยสั้นแล้ว “Let the society commit suicide, if it wishes to.”

แน่นอนเถียงอย่างนี้มันเถื่อนไปใน ประกาศฯมันไม่ใช่สิ่งที่นิยมใช้กัน การประทะแบบนี้อาจตรงไปก็ได้ นักเคลื่อนไหวทั้งหลาย จึงหันไปใช้วาทศิลป์ (Rhetoric) เรื่อง สิทธิอัน (แน่นอน) เป็นสิ่งที่รับมาจากจารีตฝรั่งแบบเสรีนิยม และ พวกยุคแห่งความรู้แจ้ง (Enlightenment)

ถ้าจะถามว่าสิทธิพวกนี้มีอยู่จริงใหม? ผมก็คงจะตอบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะพูดกันในระดับการต่อสู้ทางการเมือง (แต่พูดกันในเชิงวิชาการก็น่าสนใจใช่เล่น) เพราะถ้านักเคลื่อนไหวนั้นมัวแต่สงสัยว่ามัน มี หรือ ไม่มี ? แล้วมานั่งเถียงกันนั้น การเคลื่อนไหวในทางการเมืองก็คงจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียว ในแง่นี้สิ่งที่พวกนี้ต้องทำก็คือ ยืนยันว่าสิทธิเหล่านี้มันมีอยู่เพื่อที่จะเป็นรากฐานต่อการต่อสู้ต่อไป (แต่การถูกโจมตีก็เป็นเรื่องปกติ) อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่า วาทศิลป์สิทธิ เหล่านี้ทวีกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะพื้นฐานของการต่อสู้ทางการเมืองของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเพราะโลกนั้นมีฉากหน้าที่ต้องทำการยอมรับความ เท่าเทียมมากขึ้นกระมัง

ในกรอบแบบนี้การใช้วาทศิลป์สิทธิ์ ของผมนั้นก็คงไม่แปลกอะไรนัก ผมคิดว่ามันเป็นการเคลมที่หนักแน่นพอที่จะเอามางัดกับอีกฝ่าย ผมเห็นว่าการใช้มันเป็นสิ่งที่แหละสมแล้วในเชิงกลยุทธ์ (ผมพูดในแบบกว้างๆ ว่าวาทศิลป์การต่อสู้ควรจะออกมาในแนวทางนี้ ส่วนรายระเอียดเป็นอย่างไรก็คงต้องว่ากันอีกทีเพราะ ถ้าจะถือจริงๆ จังกับ ประกาศฯ แล้ว เอาจริงๆผมก็ยังคิดว่าหลายส่วนนั้นอ่อนอยู่ แต่ผมเห็นว่ามันมาถูกทางแล้วในระดับพื้นฐานของแนวคิด)

นอกจากนี้การอ้างอิงถึงสิทธินั้นเป็นสิ่งที่ง่ายกว่า และเสมอสมกว่าในการต่อสู้ทางการเมือง ในบริบทที่คนนั้นปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ นั้นมาชึ้ถูกชี้ผิดกับเรื่องของเขาอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงว่าสิ่งเหล่านั้นมันลักลั่นกับแนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยที่ ทางเลือกนั้นเป็นสิ่งที่มีความความหมาย (ด้วยความเคารพ ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินให้กับเราอย่างหมดจด ว่าสังคมที่ดีคืออะไร? เราต้องเดินไปทางไหนถึงจะไปถึง? แล้วเสรีภาพแห่งการเลือกนั้นจะมีความหมายได้อย่างไร? แน่นอนผมคิดในแบบเสรีประชาธิปไตย ที่เสรีภาพในการเลือกนั้นเป็นประเด็นที่มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว)

ประเด็นต่อมา คือ สิ่งที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ที่น่าเป็นเป็น Debate ที่ดีในประเด็นนี้ มันคือประเด็นว่า ทำไมต้อง 18-24 ถ้าจะพูดกันอย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว เป้าประเด็นในของกฎหมายดังกล่าวที่ผมค่อนข้างจะใส่ใจ่โดยเฉพาะ ก็คือ ประเด็นเรื่อง การขึ้นอายุของผู้ที่สามารถบริโภคสุรา ซึ่งเอาจริงๆ แล้วในประเด็นนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ คนในวัย 18 24 เท่านั้น สิทธิบางอย่างของพวกเขาถูกลิดรอนไป

ผมคิดไปคิดมามีประเด็นหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องมากมายที่ผมไม่อาจจะไป Deal ด้วยได้หมด เช่นประเด็นเรื่องการจัดการกับ เด็กของรัฐ จะเห็นได้ว่า เด็ก นั้นไม่ได้มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ในหลายๆ ด้าน ในหลายๆ ครั้งผมรู้สึกด้วยซ้ำว่าเวลาที่เราพูดถึง ประชาชนนั้นเราไม่ได้รวม เด็ก ไปด้วย (ซึ่งจริงๆ ไม่ได้รวมหลายอย่างแต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้) ถ้าเราตั้งคำถามกับเรื่องการจัดการกับ เด็กของรัฐอย่างจริงจังแล้ว สิ่งที่เราอาจจะสงสัยเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า ทำไมรัฐต้องเอาตัวเลขอายุอย่าง 18 หรือ 20 มาเป็นเกณฑ์ในการมอบสิทธ์เต็มที่ให้กับเด็ก? เราอาจจะสงสัยว่าอายุมันจะวัดอะไรได้? ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องอายุการดื่มสุรา เสียดายที่ความรู้ของผมยังน้อยเกินกว่าจะทำการกล่าวอะไรในรายละเอียดได้จึงของข้ามประเด็นเหล่านี้ไป (แต่ถามผมแล้วโดยส่วนตัวผมคิดว่า มันต้องมีเส้นแบ่งระหว่างพลเมืองที่มีวุฒิภาวะ -ซึ่งสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้โดยสมบูรณ์- กับพลเมืองที่ไม่มี -พวกแนวคิดเสรีนิยมก็มีเส้นแบ่งตรงนี้- แต่การที่ใเส้นแบ่งดังกล่าวนั้นเป็น อายุนั้นจะเหมาะสมหรือเปล่านั้น เป็นสิ่งที่ผมกังขา อย่างไรก็ดีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันอย่างที่สุดที่จะหาได้แล้วในสังคมปัจจุบัน เพราะ อย่างน้อยๆ คนทุกผู้ในสังคมแบบนี้ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของกาลเวลาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถ้ามีการคิดค้นไทม์แมชชีนขึ้นมาก็จะทำให้ประเด็นนี้ยุ่งไปอีก … ยังไม่ต้องพูดถึงการใช้วิทยาศาสตร์ทำให้คนนั้นสามารถโตเร็วขึ้นได้)

ถ้ากลับมาประเด็นของเราก็คือว่าทำไมต้องห้ามคนอายุ 18-24 กินเหล้า เพิ่มจากเดิม คือที่ห้ามคนอายุ 0-17

ผมคิดว่าประเด็นที่ใหญ่และสำคัญมากๆ ของประเด็นนี้อาจจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับชนชั้น ผมคิดว่าถ้าเราไม่มองประเด็นนี้ในแง่นี้เราจะไม่เห็น ถึงปัญหาและ ภาระของรัฐอย่างชัดเจน (จริงเรื่องยาเสพย์ติดก็สมควรถูกวิเคราะห์ในกรอบแบบนี้ ประเด็นนี้ผมได้มาจาก อ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา) ผมคิดว่าโดยทั่วไปแล้วรัฐนั้นไม่ได้เห็นลูกหลานของชนชั้นสูงเป็นปัญหาหรือเป็นภาระอยู่แต่แรกแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเหลวแหลกเช่นไร ทางครอบครัวของพวกเขาก็สามารถแบกรับภาระได้ เมื่อพวกเขานั้นต้องเจ็บป่วยจนถึงต้องบำบัด พวกเขาก็มีปัญญาจะแบกรับค่าใช้จ่าย เมื่อพวกเขาไปก่อเรื่องก่อราวทางครอบครัวของเขาก็มีปัญญาจะชดใช้ค่าเสียหาย ฯลฯ ถ้าจะพูดกันในระดับหนึ่งแล้ว คนพวกนี้ไม่ได้เป็นภาระของ รัฐ หรือ สังคม เพราะ เขาสามารถแบกรับความเสียหายที่พวกเขาก่อไปได้ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวของพวกเขา

ต่อมาสำหรับชนชั้นกลางนั้น ในหลายๆ กรณีอาจคล้ายๆ ชนชั้นสูง (คือสามารถแบกรับปัญหาที่ตนก่อได้) บางกรณีอาจคล้ายๆ ชนชั้นล่าง ดังนั้นเราจะพูดถึงชนชั้นล่างก่อน (จริงๆ ยกชนชั้นกลางมาในบริบทแบบนี้ดูไม่ Make Sense ด้วยซ้ำ ในเมื่อเรามีแต่ ชนชั้นที่ดื่มสุราแล้วรองรับความเสียหายได้ด้วยตนเอง กับ ชนชั้นที่ทำไม่ได้ อย่างไรก็ดีชนชั้นกลางจะมีบทบาทในตอนหลังในการต่อสู้ทางการเมือง)

ชนชั้นล่างนั้นมีแนวโน้ม ที่จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของสุราเป็นอย่างที่สุด (ซึ่งโครงสร้างความคิดอย่างนี้ทำให้ โฆษณา จน … เครียด … กินเหล้านั้น Make Sense) และวงจรดังกล่าวนั้นก็นำมาสู่ปัญหาต่างๆ ที่รัฐต้องไปตามล้างตามเช็ดในที่สุด (ถ้าจะพูดให้เห็นภาพแล้วรัฐนั้นในระดับหนึ่งไม่ได้สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากสุราประเภท เด็กลูกเศรษฐีเมาแล้วต่อยกัน หรือ การที่พวกเศรษฐีนั้นเป็นพิษสุราเรื้อรัง แต่รัฐไม่ได้สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากสุราประเภทชนชั้นล่างก่ออาชญากรรมเพราะเมาขาดสติ หรือ ชนชั้นล่างต้องทดเป็นภาระของรัฐเพราะโรคต่างๆ ที่เกิดจากสุราต่างหาก)

เมื่อมองในกรอบของชนชั้นล่างที่ดูแลตัวเองไม่ได้และยิ่งกินเหล้าก็ยิ่งเกิดปัญหาแล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่รัฐนั้นจะยื่นมือไปขัดขวางการเกิดขึ้นกับปัญหาโดยการเข้มงวดมาตรการเกี่ยวกับสุรามากขึ้น แต่รัฐนั้นไม่สามารถห้ามเฉพาะการกินเหล้าเฉพาะชนชั้นล่างได้ รัฐนั้นจึงต้องห้ามไปหมด จะเรียกว่าโดนกันเป็นพวงก็ว่าได้ (จริงๆ ชนชั้นสูงก็ก่อปัญหาที่ปวดกบาลรัฐในกรณี เมาแล้วขับเช่นกัน แต่รัฐก็มีมาตรการอื่นที่ลดตรงนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามแบบเป็นพวงแบบนี้)

จะว่าก็ได้ว่าสำหรับการที่รัฐต้องการถอนรากถอนโคนการกินเหล้าที่เป็นปัญหากับรัฐออกไป รัฐนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาการกินเหล้าที่ไม่เป็นปัญหากับรัฐพ่วงออกไปด้วย

นอกจากนี้แล้วมันยังทำให้บ้านนี้เมืองดีดูมีศีลธรรมขึ้นเล็กน้อยด้วย (แต่ถ้าจะเอาให้มันสุดๆ แล้วในวิธีคิดศีลธรรมเทือกนี้ ก็ควรจะให้เลิกขายเหล้าไปเลย เพราะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ กินเหล้ามันผิดศีล 5 ที่พุทธศาสนิกชนทุกๆ คนต้องมี นอกจากนี้ก็ควรจะให้เลิกเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคเนื้อด้วย เพราะ เราจะปล่อยให้การฆ่าสัตว์นั้นอยู่ในสารบบไม่ได้ ซึ่งก็อาจทำให้คนไทยกลายเป็นสัตว์กินพืชไปหมดก็เป็นได้- ฯลฯ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ฟังดู Non-Sense แต่มันก็คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณจะทำกฎหมายให้มันสอดคล้องกับหลักศีลธรรมจริงๆ)

อย่างไรก็ดีเราจะกลับมาสู่ประเด็นที่เป็นปัญหาสุดๆ ในที่นี้ มันคือ ประเด็นของ ชนชั้นกลาง

สภาวะการดื่มสุราของชนชั้นกลางอายุ 18-24 นั้นเป็นอย่างไร?

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ผมอดนึกถึงการดื่มเหล้าชีวิตมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะ ในภาวะปกติแล้ว ลูกหลานของชนชั้นกลางของประเทศไทยในช่วงอายุดังกล่าวนั้นจะมีชีวิตอยู่ใน โรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง(จริงๆ งานของท่านนี้ผมไม่เคยอ่านจริงจังเลย แต่ผมก็คิดว่าการเรียกมหาวิทยาลัยว่าอย่างนี้ก็เท่ห์ไม่หยอกเลย) อย่างมหาวิทยาลัย

ดังนั้นการห้ามการดื่มเหล้าในช่วงดังกล่าวนั้นอาจจะเรียกได้ว่า เป็นมาตรการที่ทำให้ชีวิตของลูกหลานชนชั้นกลางนั้นปลอดเหล้าในชีวิตมหาวิทยาลัยก็เป็นได้ หรือถ้าจะมองว่าประชากรส่วนใหญ่ของนักศึกษาปริญญาตรีนั้นเป็นลูกหลานชนชั้นกลาง (ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น) แล้ว มาตรการดังกล่าวนั้นเป็นความพยายามจะทำให้ การศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นปลอดสุราด้วย

ทำไมรัฐต้องให้การศึกษาในระดับปริญญาตรีปลอดสุรา?

คำตอบแรกๆ ที่น่าจะผุดมาก็คือ รัฐนั้นเห็นว่านักศึกษาเหล่านั้นเป็นขุมพลังในการสร้างชาติในอนาคต เป็น ทรัพยากรมนุษย์ที่จะเสียไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่ได้ ในกรอบนี้แล้ว การห้ามดังกล่าวก็ Make Sense พอตัวอยู่ ในกรอบของรัฐ (แต่พูดในกรอบที่ยืนบนแนวคิดเรื่องเสรีภาพมันดูไม่เข้าท่าแน่ ฟังไม่ขึ้นแน่)

ดังนั้นเอาอาจมองนโยบายนี้ว่าเป็นมาตรการแก้ปัญหาการดื่มสุราของชนชั้นล่าง (ซึ่งจริงๆ ไม่น่าแก้ได้ แต่ถ้าพูดในทางหลักการเราก็ต้องคิดว่าถ้าแก้ได้ มันก็แบ่งเบาภาระของรัฐไปมาก) ไปพร้อมๆ กับ เป็นมาตรการป้องกันลูกหลานชนชั้นกลางในรั้วมหาวิทยาลัยอันเป็น ทรัพยากรมนุษย์ ออกไปจากวงจรสุราอันบ่อนทำลายพวกเขาอันเป็นทรัพยากรล้ำค่าของชาติด้วย

พูดง่ายๆ คือนโยบายนี้ทำให้รัฐนั้นลดค่าใช้จ่าย และ สะสมทุนไปได้พร้อมๆ กัน

ซึ่งมองจากรัฐแล้วมันก็คงจะ Make Sense ทุกอย่าง

ทว่าคนหนุ่มสาวก็อาจไม่เห็นดีเห็นงานด้วยกระมัง ถ้าพวกเขานั้นเห็นดีเห็นงามด้วยไปหมด ก็คงจะป่วยการที่จะแย้งประเด็นนี้ต่อไป เพราะ คนที่ถูกมองว่าเดือดร้อนนั้น ยังมิได้รู้สึกว่าตนเดือดร้อนเลย

อะไรคือดนตรี? คำถามนี้หาใช่ที่ข้าพเจ้าไม่เคยจะหาคำตอบ แน่นอนว่าข้าพเจ้านั้นมีคำตอบนั้นกับตนเอง ทว่าข้าพเจ้านั้นไม่สามารถจะหาคำตอบให้แก่คนอื่นๆ ได้ เพราะสำหรับข้าพเจ้าแล้ว คำตอบดังกล่าวเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้มอง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ งานดนตรี ทดลอง หรือ อวองการ์ด ที่คนทั่วไปฟังแล้วก็อาจไม่นึกว่าเป็นดนตรีด้วยซ้ำไป

ทว่างานชิ้นนี้ (เดธเมทัล!: งานเกี่ยวกับประเภทดนตรีเวอร์ชั่นทดลอง) เป็นการพยายามสร้างทฤษฎีโดยทั่วไปเกี่ยวกับการแบ่งแยกประเภทดนตรี จากประสบการณ์การอ่านบทวิจารณ์และสนทนากับผู้เกี่ยวข้องต่างๆ โดยเริ่มจากแนวดนตรีที่ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยเป็นเวลาหลายปี ซึ่งการสร้างทฤษฎีดังกล่าวนั้นหวังผลทางการปฏิบัติ กล่าวคือ หาคำตอบที่ครอบคลุมที่สุดให้กับคำถามที่ว่า “แนวดนตรีหนึ่งๆ นั้นคืออะไร” เพราะ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะคิดว่า สิ่งไดๆก็ตามนั้นมันจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับจากที่คนนั้นจะไปเรียกมันอย่างนั้น แม้ว่าการเรียกดังกล่าวนั้น อาจมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วก็ตาม ข้าพเจ้าคิดว่าในแวดวงที่จำกัดนั้น เราอาจหากฏเกณฑ์โดยคร่าวๆ กับการเรียกดังกล่าวได้ กล่าวคือเป็นการสรุปกฏเกณฑ์โดยทั่วไปของสิ่งที่ปรากฏแบบมีกรอบ เพราะ หากเรารวมการใช้ทั้งหมดที่เป็นไปได้แล้ว เราก็คงจะไม่พ้น นิยามที่ว่า ใดๆ ก็แล้วแต่มันจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับการที่คนเรียกมัน

เดธเมทัลนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว การใช้โดยทั่วไปจึงไม่เป็นที่หลากหลายนัก พอจะมีจุดร่วมกันและศึกษาได้ … ทว่าคำว่าดนตรีนั้นเป็นที่ใช้กันทั่วไป และ หลากหลาย ถ้าจะพยายามรวบยอดความหมายแล้ว ผลที่ตามมาก็ คงจะเป็นว่า ทุกอย่างก็คงเป็นดนตรี คล้ายกับที่นักประพันธ์ John Cage นั้นกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่เราทำก็คือดนตรี” แต่เอาเข้าจริงแล้วนั่นแทบจะไม่บอกอะไรกับเราเลยอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งมองในแง่หนึ่งแล้ว มันก็เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับบทเพลงแห่งความเงียบนาม 4’33” ของเขาที่ผู้เล่นนั้นต้องนั่นนิ่งหน้าเปียโนนาน 4 นาที 33 วินาทีอย่างพอดิบพอดี

อาจเป็นได้ว่านี่เกียวข้องอะไรกับเซนที่ Cage นั้นนับถือ แต่ถ้าตัดตรงนั้นออกไปแล้วพิจารณานั้นในฐานะเสียงดนตรีแล้ว ก็คงต้องสรุปว่าอะไรมันก็คงเป็นดนตรีไปหมดจริงๆ นั่นเหลาะ เพราะ “ความเงียบ” นั้นก็ยังเป็นดนตรีเลย อย่าว่าแต่ เสียงลม ก้อนหิน หรือ ท่อไอเสียเลย ไม่แปลกเลยที่นักดนตรีทดลองมากมายนับถือ John Cage มากเพราะ เขานั้นได้สร้างพื้นที่ทางดนตรีให้กับการสร้างสรรค์ทางเสียงทุกอย่าง

แต่นี่ก็คงจะไม่ใช่ความเห็นของคนทั่วไปเพราะ ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปนั้นก็คงไม่เห็นว่า การเอาหวีมาครูดไมโครโฟน การนั่งนิ่งหน้าเปียใน การทำเสียงแปลกๆ หรือ กระทั่งเดธเมทัล นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ดนตรี” ข้าพเจ้าไม่สามารถบังคับให้พวกเขานั้นเห็นในสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นดนตรีเป็นดนตรีได้ ข้าพเจ้าได้แต่เพียงบอกว่ามันมีคนกลุ่มหนึ่งในโลกนะที่เห็นสิ่งที่พวกนี้เป็นดนตรี ซึ่งนั่นเป็นเหตุที่ข้าพเจ้านั้นคงจะไม่เขียนบทความว่า อะไรคือ ดนตรี ในแง่ที่ว่าอะไรคือ ดนตรีสำหรับทุกคน ข้าพเจ้ายังต่อต้านการบอกว่าดนตรีนั้นเป็นภาษาสากล เพราะ ถ้านิยามอย่างนั้นออกไปแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ ว่า อะไรไม่ใช่ ภาษาสากลนั้นไม่ใช่ดนตรี ซึ่งผู้ที่จะไม่ใช่ดนตรีพวกแรกๆ นั้นก็คือ พวกดนตรีชายขอบที่มีความเฉพาะ เจาะจง มากๆ ส่วนพวกที่จะยังเป็นดนตรีได้อย่างรอดปลอดภัยก็คือ พวก เวิร์ลดมิวสิก (World Music) ที่โดยทั่วๆ ไปแล้วพยายามทำเพลงให้ผู้คนทุกมุกโลกนั้นฟังอยู่แล้ว

ดังนั้นการนิยามว่าอะไรคือดนตรีนั้น เป็นการเข้าไปยื้อแย่งในการนิยามความเป็นดนตรี ถ้าจะกล่าวแบบฟูโกต์เดียนเก๊ให้ทันสมัยหน่อยก็คือ การพยายามสถาปนาวาทกรรมดนตรีของตนให้เป็นวาทกรรมหลัก ซึ่งข้าพเจ้านั้นไม่ต้องการจะเข้ายึดอำนาจส่วนกลางอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการการยอมรับในการดำรงอยู่เท่านั้น (ฟังดูเป็นการเมืองหลังสมัยใหม่สิ้นดีเลยให้ตายสิ)

เมื่อ คำถามดังกล่าวนั้นสร้างปัญหามาก ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าแต่ละคนนั้นก็ควรจะตอบตัวเองจึงเป็นการดีที่สุด ว่าดนตรี คือ อะไร ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบนั้นอาจนำไปสูโลกทัศน์และปฏิบัติการทางดนตรีที่ต่างกัน อย่างไรก็ดีบทความนี้ดูจะเป็นงานที่กลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นนักวิจารณ์มากกว่าคนที่ไม่เข้าใจและไม่ได้ทำการแบ่งประเภททางดนตรีบ่อยๆ เพราะ ผมอยากจะถามนักวิจารณ์ ทั้งหลาย เหลือเกินว่า ไอ้การที่คุณนั้นแบ่งประเภทว่าอะไรเป็นแบล็ค เดธ พาวเวอร์ ดูม โกธิค สโตเนอร์ โปรเกรสซีฟ ฯลฯ นั้นคุณมีเกณฑ์อะไร หรือ มันก็แค่การเรียกตามๆ กันมา ที่คุณไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลย

อย่างที่ผมน่าจะเขียนไว้ในงานผมบางชิ้นแล้วว่าการจัดประเภทดนตรีเมทัลนั้นเป็นเรื่องน่าศึกษา เพราะความรู้นั้นมันไม่ได้ออกมาจากสถาบันทางวิชาการอย่างการจัดประเภทเพลงคลาสสิก (หรือ ถ้าออกมาก็คงแทบไม่มีใครสนใจเท่าไร) หรือ การจัดประเภทวรรณกรรมที่มีสถาบันการศึกษาหนุนหลัง (ที่คุณพีรพัฒน์เคยถามผมว่า “เรื่องสั้นคืออะไร” นั้นผมก็ว่ามันก็มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดประเภทดนตรีของผม ) การแข่งนั้นเท่าที่ผมรู้แล้วโดยทั่วไปมันก็ไม่มีการแข่งเมทัลอย่างแยกประเภท (ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอย่าง “สรุปว่ามะหมี่นั้นเป็น นักแสดงสมทบ หรือ แสดงนำ” อย่างกรณีของรางวัลสุพรรณหงส์) การแบ่งประเภทดนตรีเมทัลนั้นจึงเกิดจากการบวนการจัดประเภทของมือสมัครเล่น หรือ มืออาชีพก็ตามแต่ ที่ไม่มีวุฒิทางการศึกษาทางนี้มาโดยตรงทั้งสิ้น (เพราะมันไม่มีการศึกษา)

มาตรงนี้แล้วคำถามของผมก็อย่างที่กล่าวคือ ว่าในเมื่อมันไร้ศูนย์กลางและไร้ระเบียบเช่นนี้ แต่คนนั้นก็สื่อสารกันและมีความเข้าใจร่วมกันได้ ดังนั้นมันน่าจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่ มันจึงบังเกิดมาเป็นบทความนี้ ซึ่งปัญหาว่าดนตรีคืออะไรนั้น ผมก็คงจะตอบสั้นๆ ว่าอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมันก็เป็นสำหรับผม เมื่อก่อนผมชอบฟังเสียงเครื่องรถเมล์ตอนนั่ง มันก็คงจะเป็นดนตรีสำหรับผมกระมัง แต่เอาข้าจริงแล้วผมก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็นดนตรี เช่นเดียวกับงานทุกชิ้นที่ผมฟัง เพราะผมคิดว่า ไอ้คำว่าดนตรีนั้นมันไม่จำเป็นแม้แต่นิดสำหรับการสื่อสารกับตัวผมเอง ผมพยายามรับรู้เสียงต่างๆ และอารมณ์ของมัน ก็เท่านั้น ผมพยายามรับรู้สุนทรียะของเสียงโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องใช้คอนเซ็ปต์ดนตรีด้วยซ้ำไป แต่แน่นอนเวลาผมพูดกับคนอื่นผมก็ต้องใช้คำว่าดนตรีบ้าง แต่ก็ใช้หลวมๆ ตามที่ชาวบ้านเขาใช้กัน ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะ ถึงผมจะไม่คิดว่ามนุษย์นั้นจำต้องเป็นสัตว์สังคม แต่ผมคงไม่ใช่ข้อยกเว้น ดังนั้นการเข้ามาอยู่ในสังคมแล้วมันก็คงต้องมีบ้างที่เรานั้นจะใช้คำต่างๆ เพียงเพราะว่า “เขาเรียกกันมาอย่างนั้น” หรือ “ใครๆเขาก็เรียกกัน” นี่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างน้อยก็ในกรอบคิดแบบ Zizekian ของผม และ ผมก็คิดว่าในแง่หนึ่งแล้วมันก็เปล่าประโยชน์ที่จะหาคำตอบของคำถามว่า ดนตรีคืออะไร จากการใช้เพราะมันหลากหลายอย่างที่บอก และ ก็ยากที่จะหาคนที่มีนิยามอย่างหนักแน่นในการใช้คำว่าดนตรี หรือ ถึงมีมันก็คงจะเป็นเรื่องที่เฉพาะตัว หรือ เฉพาะกลุ่มเป็นอย่างยิ่ง เช่นในกรณีของ John Cage

นี่กระมังที่ทำให้ผมไม่เขียนบทความถึงความเป็นดนตรี