Home

Best Of Me Best of Town 2: Best of Me Rock Present Return of Hero 06-10-07

ผมเดินทางไปสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ด้วยรถไฟใต้ดิน เมื่อผมไปถึงราวๆ เกือบบ่ายสามโมงผมก็ดุ่มๆ ไปถามคนแถวนั้นว่า โจหลุยส์ ไปทางไหน (เพราะประกาศบอกว่างานจัดใกล้ๆ “โจหลุยส์”) ซึ่งผมก็งงๆ ทางอยู่เพราะแยกมันเยอะเหลือเกิน อย่างไรก็ดีจากการสังเกตุโดยรอบก็ทำให้เห็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งน่าจะมางานเดียวกัน (ดูจากการแต่งกาย) ผมจึงเดินตามพวกเขาไป

งานนั้นจัดอยู่ใกล้ๆ โจหลุยส์จริงๆ ที่สถานที่ที่ผู้จัดขนานนามมันว่า Death Pool

Death Pool นั้นจะกล่าวง่ายๆ แล้วมันก็คือ สระน้ำที่ไม่มีน้ำถ้าจะให้ประเมินแล้วสระนั้นน่าจะมีความยาวประมาณ 50 เมตรตามแบบมาตรฐาน (ต้องขอบคุณแจ็คสำหรับข้องสังเกตุตรงนี้) ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นแล้วสระก็น่าจะมีความกว้างประมาณ 30 เมตร (จากการประเมินของผู้เขียน) อย่างไรก็ดีความลึกของสระนั้นไม่ได้เท่ากันทั้งสระพื้นที่ส่วนใหญ่ของสระนั้นมีความลึกราวๆ 1.5 เมตรในขณะที่ขอบด้านหนึ่งนั้นจะเป็นช่วงที่ลึกมากซึ่งก็จะมีการลาดเอียงลงไป ซึ่งผู้จัดก็จะมีการเอาผ้ากั้นไว้ (แต่มีช่วงว่างด้านล่างผ้าสูงราวๆ 2 ฟุต … ซึ่งหมายความว่าสามารถมองลงไปและหล่นลงไปได้ … ซึ่งถ้าหล่นก็คงดูไม่จืดทีเดียวเพราะด้านล่างมีน้ำขังอยู่และแหนลอยอยู่จำนวนมาก) ผู้เขียนกะว่าช่วงที่เริ่มลาดเอียงน่าจะประมาณ 15 เมตรจากขอบสระดังนั้นพื้นที่การชมดนตรีจะอยู่ที่ประมาณ 35 * 30 ตารางเมตร อย่างไรก็ดีในพื้นที่ดังกล่าวก็มีเต๊นอยู่สองเต๊นที่ตั้งขึ้นเพื่อขายเสื้อยืดและ CD

งานนี้มีสองเวที (Stage) ด้วยกัน (จริงๆ เวทีก็คือบริเวณขอบสระนั่นเอง ที่คนดูที่อยู่ในสระสามารมองขึ้ไปแล้วเห็นชัดเจน) ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ ความสะดวกและทุ่นเวลาในการเปลี่ยนวง การเล่นสลับกันสองเวทีทำให้วงต่อไปสามารถเข้าไปติดตั้งเครื่องดนตรีได้ในขณะที่อีกวงยังเล่นอยู่ เวทีหนึ่งนั้นอยู่ที่ริมขอบด้านที่ติดทางลาดลงไป (ทำให้การมอชหลายๆ ครั้งน่าหวาดเสียวว่าจะมีคนกลิ้งตกไปตรงทางลาด – แต่เท่าที่ผู้เขียนทราบก็ไม่มีทั้งๆ ที่เล่นมอชกันไปจนเฉียดผ้ากั้นทีเดียว) อีกเวทีหนึ่งอยู่ด้านขวา (มองในสายตาของคนดู) ตรงหัวมุมขอบสระด้านตรงข้ามกับขอบสระที่เป็นทางเข้างาน ซึ่งก็คือบันไดไม้ผุๆสามชั้น ที่ชั้นล่างสุดพังไปครึ่งหนึ่ง (อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ตอนผู้เขียนไปถึง)

เวทีแรก (ริมทางลาด) เรียกว่าฝั่ง AMP ส่วนเวทีที่สอง (ตรงหัวมุม) เรียกว่าฝั่ง Death’s End จากการสังเกตุของผูเขียนแล้วแต่ละเวทีจะมีจุดเด่นด้านเสียงที่ต่างกันคือ เวทีแรกนั้นเสียงกีต้าร์จะค่อนข้างเด่น ในขณะที่เสียงกลอง (โดยเฉพาะกระเดื่อง) จะกลางๆ ในขณะที่เวทีที่สองนั้นเสียงกลองจะคมมากๆ แต่เสียงกีต้าร์จะเบากว่าเวทีแรก อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรับ Sound ของวงแต่ละวง และ การปรับแผง Mix ใหญ่ที่ต้องสับ Sound ไปมาเมื่อมีการเปลี่ยนวงด้วย

บริเวณงานนั้นถูกโอบล้องไปด้วยร้านค้า (ที่ไม่ได้เปิดทำการ ตรงนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะตอนเย็นๆ ก็เห็นมีคน แต่ไม่แต่ใจว่าจะเป็นการ “เปิดทำการ”หรือเปล่า ???) ซึ่งสูงขึ้นไปในระยะที่ห่างออกมานั้นมีตึกโอบล้อมโดยรอบ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะช่วยให้เสียงสะท้อนในงานดีขึ้นหรือเปล่า

บริเวณหน้างานนั้นเป็นทางยาวๆที่เลียบร้านค้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าพื้นด้านล่างเล็กน้อยเพราะในโซนหมู่ตึกหน้างานนั้นมีทางลาด (เป็นหญ้า) ยกพื้นขึ้นมา ส่วนด้านตรงข้ามก็จะมีตึกยาวๆ อยู่ตึกหนึ่ง บริเวณฟุตบาทด้านหน้างานและด้านตรงข้ามงานนั้นก็เป็นที่สังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจให้กับบรรดาผู้ชมที่จับกลุ่มนังกินเบียร์กันหลายต่อหลายกลุ่ม นอกจากนี้แล้วบริเวณนี้ยังเป็นที่ขายของต่างๆ เช่น แผ่น CD และเสื้อ (ที่เริ่มปูขายกันตอนเย็นๆ) อีกด้วย

สำหรับคนที่เข้าร่วมงานนั้นผู้เขียนพบว่ามีจำนวนมาก อย่างไรก็ดีงานนี้ไม่มีการขายบัตร (คือจ่ายตังค์, รัดข้อมือ, ปั๊มมือ และก็เข้างานเลย) ทางผู้จัดจังไม่สามารถประเมินปริมาณคนได้อย่างเหมาะสม จนกว่าเขาจะเริ่มนับรายได้จากค่าเข้า (ว่ากันตามตรงผมถามเขาหลายรอบจนเขาเริ่มรำคาญเลยและ … For Academic Sake อะนะ) อย่างไรก็ดีผู้เขียนคิดว่างานนี้คงปริมาณคงไม่แพ้ Nakhon Unite 6 เลย ดังนั้นจึงประเมินคร่าวๆ ว่าคนในงานน่าจะอยู่ที่ 300 กลางๆ ถึง 400 กลางๆ

ผู้คนในงานนั้นจะว่าไปแล้วก็มีความหลากหลายมากๆ เด็ก Emo ทุกกระเบียดนิ้วจะว่าไปแล้วมีเพียงแค่ 30-40% ของงานเท่านั้น อย่างไรก็ดีเด็ก Emo แบบไม่เต็มที่ (ทรงผมไม่ได้ แต่แต่งกายได้เป็นอาทิ) นั้นก็น่าจะมีอยู่ราวๆ 20-30% ทีเดียว ที่เหลือราวๆ 40% ของงานนั้นจะเป็นอัตลักษณ์ทางดนตรีชนิดอื่น อาทิเช่น Metal (เสื้อยืดวง Metal สีดำ+ผมที่ไม่ใช่ Emo [อาจยาวรุงรัง ไปจนถึงสั้นๆ ไปเลย แต่จะไม่ยาวแต่ด้านหน้า]+กางเกงขาสั้น/ ยาว) นั้นจะว่าไปก็น่าจะมีอยู่ราวๆ 20-30% ของงานทีเดียว ที่เหลือในงานนั้นก็ได้แก่การแต่งกายแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ๊ตเสื้อโปโล, เสื้อยืดสีอื่นๆ, ไปจนถึงการแต่งกาย “ราวกับว่าจะไปเดินสยาม” ของผู้หญิงบางกลุ่มในงาน

ผู้หญิงในงานนี้นั้นจัดว่าไม่น้อยเลยมีอยู่ราวๆ 10% เห็นจะได้ ซึ่งในจำนวนนี้ก็แบ่งใหญ่ๆได้เป็นก็มีพวกที่แต่ง Emo (และกึ่ง Emo) และพวกที่แต่งราวกับว่าจะไปเดินสยาม อ่างไรก็ดีผู้หญิงในงานที่แต่งกายแบบอื่น เช่น การแต่งกายแบบลำลองธรรมดาด้วยเสื้อยืดที่ไม่ใช่สีดำและกางเกงขายาว, การแต่งกายแบบโกธ (Goth) เป็นอาทิ

สำหรับวัยของผู้คนในงานนั้นประเมินคร่าวๆ ก็คงต้องกล่าวว่าคนอายุราวๆ 15-20 ต้นๆ (หรือวัยที่ยังน่าจะเรียนปริญญาตรีอยู่) น่าจะมีปริมาณราวๆ 60% ทีเดียว (ซึ่งคร่าวๆ แล้วก็คืออัตราส่วนเดียวกับปริมาณเด็ก Emo นั่นเอง) อย่างไรก็ดีที่น่าสังเกตุก็พบกลุ่มเด็กที่ยังน่ายังอายุไม่ถึง 15 ปีราวๆ 10 คนด้วยกันซึ่งก็จัดได้ว่าเป็นผู้ชมที่เด็กสุดในงาน สำหรับในช่วงอายุราวๆ 20 กลางๆ -30 นั้นก็น่าจะมีราวๆ 35% ในงานด้วยกัน ส่วนที่เหลือที่อายุมากกว่านั้นน่าจะมีปริมาณไม่มากนักแต่ก็พอจะพบได้บ้างเช่น คุณปานเทพ สุนทรเภสัช ซึ่งเป็นพิธีกร (จริงๆ เขาเป็นพิธีการตั้งแต่งาน Rajasinga แหละแต่ผมพึ่งรู้จักชื่อ – สงสัยเหมือนกันว่าเป็นญาติกับ สุเทพ สุนทรเภสัช หรือเปล่า?) และ คุณวิทย์ ซึ่งเป็นผู้ชมรุ่นใหญ่ที่มักจะพบนั่งดื่มเบียร์อยู่ได้หน้างาน ไปจนถึงผู้ชมบางท่านที่ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ปกครองของผู้ชมท่านอื่นหรือเปล่า

… ผมไปถึงงานราวๆ 14.45 เข้าไปในงานพบว่าความหนาแน่นของคนอยู่ในระดับกลางๆ พอผมไปถึงแล้ว Immature ที่เวทีแรกก็เล่นจบพอดี (ถ้าลำดับวงตามตาราง – ซึ่งก็คิดว่าไม่มีการสลับ) คุณปานเทพเป็นพิธีกรคั่นรายการ (เรื่องที่พูดในระหว่างๆ Break ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการแนะนำวงที่จะเล่น, แจ้งข่าวคอนเสิร์ต, พูดถึงผู้จัดงาน, ชักชวนให้ซื้อแผนของวงที่มาเล่นในงานและรณรงค์ให้ซื้อแผ่นจริง – บอกตรงๆ ผม Piss Off กับการ “ยกธงขาว” ให้กับระบอบลิขสิทธ์ง่ายๆ แบบนี้ ผมคิดว่าเราต้องคิดประเด็นนี้แยกกันระหว่าง Underground กับ Mainstream ในทำนองเดียวกับการที่ For Profit Organization กับ Non-Profit Organization ไม่สมควรจะได้รับการปฏิบัติในทำนองเดียวกันจากรัฐ)

คุณปานเทพส่งเวทีให้วงที่เล่นต่อมาเป็นวงที่ 5 ของงาน (ณ เวที Death’s End) คือ Last Hopper ดนตรีเป็น (New) Metalcore (ต่อจากนี้จะเรียกย่อๆ ว่า NMC เพราะเรียกว่า “ดนตรีดังกล่าว” นั้นฟังดูงงๆ และเมื่อทิ้งไว้หลายๆ ปีมันจะทำให้คนอ่านงงมากและตีความผิดได้ง่ายๆ) ปน Emo วงนี้มีนักร้องสองคน แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีเครื่องดนตรีอะไรเท่าไร (พูดง่ายๆ คือจำไม่ได้ว่ามีกีต้าร์ตัวหรือสองตัว) เพราะ ผมง่วนๆ กับการมองหาคนรู้จักอยู่ อย่างไรก็ดีตอนวงนี้เล่นก็มีคนไปออกันหน้าเวทีและมีการเล่นทั้งมอชและบอดี้เสิร์ฟ

วงแรกที่ผมดูจริงๆ คือ Potimas ที่เวที AMP วงนี้เป็นวงสี่คน (ต่อจากนี้เวลาผมพูดเช่นนี้หมายความว่า มีนักร้องที่ไม่ได้เล่นอะไร, มือกีต้าร์, มือเบส และ มือกลอง) ที่บอกว่าพวกเขาเล่น “Southern Rock Stoner Metal” (ลองฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/potimasrock ) ซึ่งพวกเขาก็ทั้งใต้ทั้งหนืดได้ใด้ใจทีเดียว ทางวงถึงกับเอาธงของฝ่ายใต้มาติดตอนเล่น มือเบสก็ใส่เสื้อวง Lynyrd Skynyrd วงนี้เล่น Cover เพลง Paranoid และเล่นเพลงตัวเอง เพลงของวงนี้ถ้าให้นึกง่ายๆ ให้นึกประมาณวง Down+Kyuss+Catherdral อย่างไรก็ดีนักร้องวงนี้ร้องจะออกแนวตะเบ็งเสียงแตกพร่า (ยังไม่เข้าขั้นสำรอก แต่ก็ไม่ค่อยมี Melody) ดนตรีสนุกดีทีเดียว ทั้งการดันสายและการเล่นจังหวะ Shuffle มีครบ ฟังแล้วรู้สึกดีที่มีวงไทยเล่นแบบนี้ อย่างไรก็ดีคนดูก็นิ่งๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของงานนี้ที่คนจะเฮมากๆ เฉพาะมีวงเล่น NMC

วงต่อมาคือ No Penguin in Alaska วงนี้เป็นวง 4 คนเช่นกัน ตัวดนตรีจะเป็น NMC ปนกับ Grindcore วงนี้ทำให้ผมรู้สึกเลยว่าเสียงกลองฝั่ง Death’s End นั้นคมและแรงมาก ในขณะที่เสียงกีต้าร์นั้นค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับฝั่ง AMP

กลับมาที่เวที AMP วง Zabulatal เป็นวงที่ขึ้นเล่นต่อมา วงนี้เป็นวง 5 คน (หมายความว่า ร้อง, กีต้าร์สอง, เบส และกลอง) งานเป็น NMC ที่มีมือโซโล่ที่ค่อนข้างจะมีฝีมือโดดเด่น ผมเคยดูวงนี้เล่นที่งาน Rajasinga แล้ว อย่างไรกีดีวันนี้วงก็เล่นได้ไม่เลวเลย ตอนวงนี้เล่นคนเริ่มเล่มมอชกันอย่างรุนแรงจนผมรู้สึกว่าพวกมันไม่กลัวกลิ้งลงไปตามทางลาดหรือไง? อย่างไรก็ดีผมเห็นสักพักก็เริ่มชิน

วงที่ 9 ที่เล่นในงานคือ Psycho Slim (ลองฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/psychoslimthailand ) เป็นวง 4 คนที่สมาชิกแต่ละคนมีอายุอานามกันไม่น่าจะต่ำกว่าเลข 3 น่าจะเป็นวงที่ “รุ่นใหญ่” ที่สุดในงาน วงนี้เล่นดนตรีในสไตล์ แร็ปเมทัล/นูเมทัล เป็นหลักโดยจะมีการเอาเร๊กเก้มาปะปนในบางเพลง นอกจากนี้แล้วยังมีการ Cover เพลง “กัญชา” ของคาราบาวในสไตล์นูเมทัลที่สร้างความชอบอกชอบใจให้กับคนดูได้ไม่น้อย อย่างไรก็ดีคนดูก็ค่อนข้างนิ่งๆ กับวงนี้ (น่าคิดว่านักฟังเพลงรุ่นใหม่ๆ ไม่ “ขยับ” ไปกับดนตรีในสไตล์นี้ในขณะที่ถ้าเป็น 5-6 ปีที่แล้วสมัยที่นูเมทัลยังรุ่งๆ นั้นวงที่เล่นอย่าง Psycho Slim ย่อมทำให้คนโยกกันอย่างพร้อมเพรียงอย่างไม่ต้องสงสัย) ที่น่าสนใจคือ ทางวงนั้นแสดงแนวคิดทางการเมืองออกมาในบทเพลงของตนอย่างชัดเจนจนทำให้พาลนึกถึง Rage Against The Machine (จริงๆ นึกดูก็มีบางส่วนของดนตรีที่ค่อนข้างคล้ายงานของ RATM) นอกจากนี้แล้วมือกลองยังใส่เสื้อยืด เช เกวารา อีกด้วย

อย่างไรก็ดีที่น่าสังเกตุลงไปมากกว่านั้นคือจุดยืนทางการเมืองของวงนี้จะออกแนวๆ “พันธมิตร” เพราะ วาทศิลป์ในการแร็ปปรามาสศัตรูทางการเมืองนั้นฟังแล้วไพล่ให้นึกถึงกรอบความคิดแบบขวาๆ ทำนองราษฏรอาวุโส โดยเฉพาะ ประเด็นที่วนเวียนอยู่กับ “ชาติ” ไม่ว่าจะเป็นพูดถึงการรักชาติและการขายชาติ (สงสัยเหมือนกันว่าทางวงจะเคยได้ไป “กู้ชาติ” กับเขาหรือเปล่า?) ที่น่าสังเกตุคือ มือเบสของวงก็ใส่วริสต์แบนด์สีเหลืองอ๋อยไปด้วยในขณะที่เล่น … ดังนั้นสิ่งที่ Ironic มากๆ ก็คือ วงที่ดูจะเป็น “RATM เมืองไทย” ที่ดูเผินคล้าย RATM มากในหลายมิติกลับมีความเป็นขวา ในขณะที่ RATM นั้นออกจะเป็นซ้าย … อย่างไรก็ดีประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็ซับซ้อนไม่น้อย เพราะ ในระดับหนึ่งทั้งสองวงก็ดูจะต่อต้านโลกาภิวัตร์ทั้งคู่ … แต่ก็ดูจะเป็นไปด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนกลับมาให้เห็นว่า กิจกรรมที่เป็น “ซ้าย” ในระเบียบโลกร่วมสมัย เมื่อถูกนำเข้ามาไทยก็ถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมชำเราให้กลายเป็น “ขวา” ไปได้ … Amazing Thailand … Again

วงต่อมาวงคือ Stage Clear ซึ่งเป็นวง 4 คนที่นักร้องนำหรับหน้าที่เล่นกีต้าร์ด้วย งานของวงเป็น Melodic Pop Punk ที่เล่นค่อนข้างเร็ว ซึ่งเพลง Blitzkrieg Bop ของ Ramones ที่ทางวง Cover นั้นก็ออกมาเร็วจี๋ ที่น่าสนคือ นักร้องนั้นวงนี้ทำการวิจารณ์สิ่งต่างๆ ในวงการดนตรีอย่างหลากหลายและลักลั่น อาทิ การบอกว่า “อย่าลืมว่าพ่อแม่คุณก็พูดภาษาไทยนะครับ” … แต่ก็ร้องเพลงส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ หรือ การอุทิศเพลงๆ หนึ่งให้ “ไอ้พวกหน้าตัวเมีย” ในวงการดนตรี … แต่ฟังเพลงแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นการปรามาสตรงไหน เป็นอาทิ อย่างไรก็ดีวงนี้เป็นวงแรกที่ทำการล้อเลียนวง Retrospect ที่ทำ Evil Eyes ชี้เข้าตาตัวเองแล้วจึงค่อยผายไปหาคนดู (จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าภาพดังกล่าวอยู่ในมิวสิควีดีโอเพลง “ปล่อยฉัน” ของ Retrospect) ที่แปลกคือวงนี้ได้รับการตอบรับจากคนดูไม่เลวเลยทีเดียวทั้งๆ ที่เพลงก็ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับ NMC อันดูจะเป็นของโปรดของคนดูส่วนใหญ่ (และแทบทั้งหมดที่เข้าไปเล่นมอช)

เมื่อ Stage Clear ได้เคลียร์สเตจ (เป็นเล่นไปผมเห็นชื่อวงนี้ในตารางผมก็นึกว่าเขาจะเคลียร์เวที และก็สงสัยเล็กๆ ว่ามันจะเคลียร์ทำไม?) เรียบร้อยแล้วคุณปานเทพก็แนะนำวงต่อไปซึ่งเป็น “วงของผู้จัดงาน” นามว่า Zister วงนี้เป็นวงสี่ชิ้นที่นักร้องเป็นหญิง ดนตรีจะมีความหนักเบาประมาณอัลเทอร์เนทีพ ที่จะมีท่อนหน่วงๆ ลากๆ แบบพวกวงสมัยใหม่ที่เล่นติดโกธิค อย่างไรก็ดีผู้เขียนฟังเพลงของวงนี้ไปสักพักและตัดสินใจออกมาเก็บข้อมูลด้านนอกเพราะเพลงไม่ถูกโฉลกเท่าไร (อันที่จริงแล้วอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเพลงค่อนข้างชัดในระดับที่ฟังรู้เรื่อง แถมมีบางมุมให้ “แอบดู” ทางด้านในอีกด้วย)

ผู้เขียนกลับเข้าไปในงานตอนที่ Zister เล่นเสร็จ วงต่อมาคือPredict From Star (ฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/predictfromstar ) วงนี้เป็นวง 5 คนที่มีนักร้องนำเป็นหญิง และมีมือกีต้าร์คนหนึ่งรับหน้าที่ร้องสำรอกพ่วงไปด้วย วงนี้ดูจะโดดเด่นจากการถอดเสื้อเล่นของมือกีต้าร์ทั้งสองที่มีรอยสัก อย่างไรก็ดีนี่ไม่น่าจะดูขึงขังนัก แต่จะออกแนวๆ ท้วมๆ ตุ้ยนุ้ยๆ ในแบบ Brad Novell ของ Sublime (ผมว่าเขารู้ตัวนะ) เพลงวงนี้จะประมาณ Pop Punk ปนกับ Hardcore ในแบบดั้งเดิม หรือ โดยสั้นๆ แล้ววงนี้ทำเพลงมาในจารีตแบบพังค์ วงนี้เป็นอีกวงที่ล้อเลียน Retrospect ซึ่งเมื่อผู้เขียนเห็นภาพปกอัลบั้มของวงในภายหลังก็เข้าใจความเดียดฉันท์ที่วงนี้มีต่อ Retrospect มากขึ้น (หรือถ้าจะมองไปให้มากกว่านั้นก็อาจเป็นความเดียดฉันท์ที่ “วงการพังค์เมืองไทย” มีต่อวง Retrospect อย่างไรก็ดีด้วยหลักฐานเพียงเท่านี้การเคลมไปถึงขนาดนั้นคงจะเป็นสิ่งที่เลยเถิดเกินไป)

แสงอาทิตย์ค่อยๆ ริปหรี่ลงและอากาศก็ชื้นขึ้นราวกับฝนจะตก วงที่เล่นต่อมาคือSatyr ซึ่งเป็นวง 5 คนที่ประกอบไปด้วยนักร้อง (รู้สึกนักร้องคนเก่าของวงจะประสบอุบัติเหตุ), กีต้าร์, เบส, กลอง และซินธ์ ดนตรีของทางวงเป็น Mathcore+Grindcore+NMC ซึ่งวงนี้ได้เล่นในฝั่ง Death’s End พอดีจึงทำให้เสียงกลองได้แสดงแสนยานุภาพของมันออกมาอย่างเข้มข้น วงนี้เล่นได้ “เหวี่ยง” สุดๆ เลยทีเดียวอย่างไรก็ดีเท่าที่จำได้กระแสตอบรับจากคนดูที่มีต่อวงนี้ก็สู้ NMC วงอื่นๆ ไม่ค่อยได้

กลับมาที่ฝั่ง AMP พร้อมกับการตกลงของพระอาทิตย์ วง Victory of Loser (ฟังเพลงของทางวงได้ที่ http://www.myspace.com/victoryofloser ) จากนครศรีธรรมราชเล่นเป็นวงที่ 16 ของงาน วงนี้เป็นวง 5 คนที่นักร้องนำกับมือกีต้าร์ผลัดกันเล่นซินธ์ เพลงของวงนี้ก็จะเป็น Post-Hardcore ประมาณ At The Drive In จุดที่โดดเด่นของวงนี้คือลีลาการร้องของนักร้องนำหัวแอฟโร่ที่เต้นไปเต้นมาได้ดูสนุกทีเดียว วงนี้จัดว่าเล่นได้ไม่เลวทีเดียวทั้งๆ ที่ทางวงดูจะเดินทางมาไกลและไม่พักผ่อน (เห็นมีการบอกว่ามือกลองยังไม่ได้นอนเลย)

ทางผู้จัดงานทยอยติดไฟในงาน (เพราะตัวสถานที่แทบไม่มีไฟเลย) เรื่อยๆ เมื่อมืดขึ้น ดั้งนั้นแสงไฟจึงน้อยมาก ในตอนแรกแจ็คนั้นจะฝากผู้เขียนถ่ายวีดีโอตอน Ghost Story เล่นต่อจาก Victory of Loser แต่ผลออกมาแล้วก็คือ ถ่ายไม่ได้เพราะแสงไม่พอ Ghost Story นั้นผู้เขียนเคยดูพวกเขาเล่นครั้งหนึ่งที่ Noriegas แต่ผู้เขียนคิดว่าเสียงกระเดื่องนั้นเบาไปนิด คราวนี้ Ghost Story ได้เล่นฝั่ง Death’s End ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทดแทนกับครั้งก่อนได้ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ วง 5 ชิ้นที่เล่น Emo มีรายละเอียดสูงวงนี้เล่นออกมาซาวน์ดีได้ที่เลย … แต่ผู้คนกลับเฉยๆ ก็เป็นที่น่าเสียดายเช่นกัน ข้อมูลที่ได้เพิ่มเกี่ยวกับวงนี้ ก็ได้แก่ การซ้อมอาทิตย์และครั้งของทางวง, การที่ทางวงนั้นเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีร่วมกันมาก่อน และการที่มือกีต้าร์คนหนึ่งนั้นทำงานอยู่ EMI

วงที่เล่นต่อจาก Ghost Story ก็คือ Abuse The Youth ซึ่งก็เป็นวงที่ผู้เขียนคุ้นเคยเช่นกัน มิคเล่าเบื้องหลังของงานนี้ว่า พวกเขาไม่ต้อง Audition มาเล่น วงที่ต้อง Audition มาเล่นก็คือ วงหน้าใหม่ๆ ซึ่งวงเหล่านั้นจะเล่นก่อน อย่างไรก็ดีลำดับการเล่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ดูจะมีต้นกำเนิดมาจากวิจารณญาณของผู้จัดงาน … วันนี้ทริโอที่เล่นกรันจ์ร็อค (คุณปานเทพบรรยายไว้แบบนั้น) วงนี้เล่นได้ไม่เลวทีเดียว อย่างไรก็ดีถึงแม้เพลง Cover อย่าง Best of You จะดึงคนกลับเข้ามาในงานได้ แต่คนดูก็ค่อนข้างนิ่งๆ กับวงนี้ ที่น่าสังเกตคือ มีคนดูคนหนึ่งใส่เสื้องาน Tribute Nirvana มาแต่ก็นั่นดูเฉยๆ (ทั้งๆ ที่ถ้าชอบงานประมาณต้น 90 อย่าง Nirvana ก็น่าจะถูกโฉลกกับ Abuse The Youth) อย่างไรก็ดีผู้เขียนแปลกใจที่ทางวงไม่เล่นเพลง Coming Home ที่ดูจะเป็นเพลงที่เด็ดที่สุดของทางวง

สามวงต่อจากนี้คือวง She Burns, Plastic Surgury และ Eternity Box นั้นเล่น NMC คล้ายๆ กันผู้เขียนไม่ได้สังเกตการณ์อย่างละเอียด แต่เท่าที่ดูแล้วรูปแบบเดิมของการแสดงก็พอจะคาดเดาได้ว่าเพลงจะต้องมีท่อน Break Down (จริงๆ เรียกว่า “ท่อนบังคับ” ของดนตรีจำพวกนี้ก็ว่าได้) ให้คนเล่นมอชกัน ซึ่งขามอชทั้งหลายๆ หลังจากได้พักในยามเย็นและหัวค่ำแล้วก็กลับมามีแรงแท็คกันต่อในช่วงของสามวงนี้

วงสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ดูคือ Heirdom From Heaven ซึงเป็นวงที่ 20 ของงาน วงนี้เป็นวง 5 ชิ้นที่เปิดตัวมาด้วยเพลง Creeping Death ของ Metallica (จริงๆ คุณปานเทพก็ปรารภว่าชอบวงนี้เป็นพิเศษ) อย่างไรก็ดีเพลงอื่นๆ ของทางวงนี้ถึงจะกระเดียดไปทางแธรชอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในริ้วธาร (คำของสิเหร่) ของ NMC อยู่ดี นักร้องของทางวงนั้นก็สำรอกแบบมีเมโลดี้อยู่บ้างแค่เพลง Creeping Death เท่านั้น อย่างไรก็ดีวงนี้ก็เล่นได้สนุกทีเดียว

ข้อสังเกตสุดท้ายจากงานอยู่ที่การแสดงของ Heirdom From Heaven ในเพลง Creeping Death เพลงนี้จะมีหลายๆ ท่อนเปิดโอกาสให้คนชูกำปั้นกัน อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ คนนั้นชูกำปั้นเท่านั้นไม่มีใครชู Evil Eyes เลย ซึ่งถ้าเป็นงานของสาย Metal แล้วถ้ามีการเล่นเพลงนี้คนก็ต้องชู Evil Eyes อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งมื่อนึกย้อนไปแล้วก็แทบไม่เห็นสัญลักษณ์นี้ในงานนี้เลย จากการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วอาจเป็นเพราะว่าไม่มีใครในงานต้องการแสดงอัตลักษณ์แบบ Metal ออกมากก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีการปฏิเสธ Evil Eyes นั้นก็อาจเป็นเพราะ Retrospect นั้นทำให้มันแปดเปื้อนก็เป็นได้

สัมภาษณ์

แจ็ค – คนดู

แอ็บ – คนดู

หนุ่ม – คนดู

วิทย์ – คนดู

ปานเทพ สุนทรเภสัช – พิธีกร

มิค – มือกีต้าร์/ นักร้องนำวง Abused The Youth

แวน – นักร้องนำวง Ghost Story

ทีมงานผู้จัดงาน

ป.ล. Special Thanx แจ็คสำหรับข้อสังเกตุที่น่าสนใจมากๆ หลายๆ ประเด็น

Advertisements

Lullabar เป็นร้านเหล้าที่อยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนมหรรณพ (อยู่ใกล้ๆ แยกคอกวัว และ เสาชิงช้า) ร้านนี้เป็นบ้านไม้เล็กๆ มีสองชั้น (ในที่นี้ขอบรรยายแค่ชั้นเดียว) ด้านหน้าร้านมีโต๊ะให้นังราวๆ สองสามโต๊ะ พอเข้าไปในร้านจะพบกับบาร์ที่นั่งได้ราวๆ 4-5 คน พื้นที่แคบๆ ระหว่างบาร์กับประตูบรรจุโต๊ะเล็กๆ สำหรับคนนั่งไม่เกินสองคนได้อีกโต๊ะ ภายในร้านแบ่งเป็น 4 บริเวณ พื้นที่แรกคือ โถงกลางที่เป็นที่ตั้งของบาร์ (ที่พึ่งกล่าวไป) ด้านซ้ายจะเป็นบริเวณที่ตั้งเครื่องดนตรี ซึ่งตรงนี้มีโต๊ะตั้งอยู่สองโต๊ะนั่งได้ราวๆ โต๊ะละ 5-6 คน (ซึ่งแค่นี้นักดนตรีก็ไม่สามารถฉวัดเฉวียนได้แล้ว) ทางด้านซ้ายของบริเวณนี้ และเป็นอีกห้องที่มีเบาะและโต๊ะอีกราวๆ 3-4 โต๊ะ โซนนี้นั่งได้ราวๆ 20 คน กลับมาทางด้านขวาของบาร์จะมีอีกโซนหนึ่งที่มีโต๊ะราวๆ 3 โต๊ะ และที่นั่งที่จุคนได้ราวๆ 15-16 คน ในโซนนี้จะมีประดูออกไปทางด้านหลังร้านที่มีห้องน้ำและครัวตั้งเป็นเรื่องแยกอยู่ อย่างไรก้ดีพอออกประตูหลังร้านมาจะมีชานยาวๆ หลังบ้านที่มีโต๊ะตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งอย่างละโต๊ะซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับพวกนักดนตรี (แปลว่าไม่ใช่ที่ปกติที่แขกจะมานั่ง) ด้านหลังบาร์จะมีประตูออกมาเช่นกันซึ่งก็มีสุนัขพันธุ์บ็อกเซอร์นาม “ไทเกอร์” เฝ้าประตูอยู่ (นิสัยมันเชื่องผิดกับหน้าตาน่าดูทีเดียว) สรุปแล้วที่นั่งตามปกติที่ร้านมีให้นั้นมีราวๆ ครึ่งร้อยเศษๆ

ผมคุยกับเพื่อนไว้มันบอกว่างานเริ่มประมาณ 3 ทุ่ม ผมไปถึงราวๆ 2 ทุ่ม 45 ปรากฏว่าที่นั่งเต็มแล้วผมจึงเดินไปมาและเข้าไปยืนยึดพื้นที่บริเวณหน้าเวที (จริงๆ มันไม่ใช่เวทีเสียด้วยซ้ำ) เพื่อที่จะดูวงเล่นชัดๆ พอเวลาราวๆ 3 ทุ่ม ครึ่งวงแรกก็เริ่มเล่น

วงแรก: Desktop Error

วงนี้เล่นประจำวันเสาร์ที่ Lullabar เป็นวง 5 คนที่ประกอบด้วย นักร้อง, กีต้าร์สองตัว, เบส และ กลอง มือกลองจำผมได้ แต่ตอนแรกผมจำเขาไม่ได้ นึกไปนึกมาจึงนึกออก ถ้าจำไม่ผิดวงนี้เป็นวงที่ปกติแล้วเล่น Radiohead

เพลงที่เล่นของวงนี้มีเพียง 4 เพลงได้แก่

1. The Door – Love Me Two Times
2. Pink Floyd – Money
3. Pink Floyd – Another Brick in the Wall Part II
4. Eric Clapton – Cocain

เพลงสุดท้ายมีนักร้องวง Sunday Boys มาแจมร้องด้วย

วงที่สอง: Sunday Boys

วงนี้เล่นประจำวันอาทิตย์ที่ Lullabar ดูเหมือนจะเป็นวงเพื่อนของเจ้าของร้านสมาชิกมีราวๆ 5 คน นักร้อง/ กีต้าร์, กีต้าร์สองตัว, เบส และ กลอง อย่างไรก็ดีวงนี้มีการเปลี่ยนบทบาทกันร้องบ้างและมีนักร้องรับเชิญ ซึ่งทำให้มีคนร้องในโชว์ของวงนี้ราว 3 คนด้วยกัน

เพลงที่วงนี้เล่นก็ได้แก่

1. Wishbone Ash – Everybody needs a friend (โดนคนที่มาด้วยกันปรามาสว่าไม่รู้จักได้ไง)
2. ??? (สักเพลง คุ้นมากๆ ออกเป็น Blues Rock)
3. Black Sabbath – Iron Man
4. The Kinks – You Really Got Me
5. Led Zeppelin – Rock N’ Roll
(ลำดับอาจผิดและอาจขาดบางเพลง)

วงที่สาม: Naked

เป็นวงที่ผมดูมาสองครั้งแล้ว วงนี้มี 4 คนประกอบไปด้วย ร้อง, กีต้าร์, เบส และ กลอง

เพลงที่เล่นได้แก่

1. Black Sabbath – Paraniod
2. Black Sabbath – War Pigs
3. AC/DC – Highway To Hell
4. AC/DC – Beating Around the Bush
6. AC/DC – Girls Got Rhythm
7. AC/DC – TNT
(ลำดับอาจผิดและอาจขาดบางเพลง)

ตอนกลางๆ ถึงท้ายๆ ตะกุกตะกักมากๆ เพราะไมค์มีปัญหา อย่างไรก็ดีวงนี้เป็นวงแรกที่ทำให้คนมายืนดูกันอย่างแออัดหน้าเวที สิ่งที่หน้าสังเกตุคือ ผมจำไอ้หนุ่มคนหนึ่งได้ หมอนี่ดูเหมือนจะเป็น Fan เพลงของ Naked เพราะตามไปดูทุกงาน ผมดู Naked เล่นมาสามทีเจอไอ้หนุ่มนี่ทุกครั้ง ในตอนแรกหมอนี่ดูเป็น เด็ก Emo สุดๆ แต่งเครื่องแบบมาเลย แต่คราวนี้ผมเจอกลับกลายเป็นไอ้หนุ่ม Mohawk ไปเสียแล้ว

อัตลักษณ์ช่างลื่นไหลได้จริงๆ พับผ่า

หลังจากเสียเวลาไปกับการจัดการกับไมค์ไปราวๆ ครึ่งชั่วโมงวงต่อมาก็เริ่มเล่น

วงที่สี่: Abuse The Youth

วงนี้เป็น ทริโอ (ร้อง/ กีต้าร์, เบส และ กลอง)ค่อนข้างมีชื่อเสียง Line Up ที่มาเล่นนั้นไม่มีมือกลองของวง แต่เป็นมือกลองอีกคน (ที่เล่นได้ Sunday Boys ด้วย) คาดว่าเป็นมือกลองที่เล่นประจำสำหรับวงที่ร้านนี้ อย่างไรก็ดี Line Up ชุดนี้แม้จะไม่ได้เล่นประจำที่ Lullabar แต่ก็เอาไว้ขัดตาทัพในยามที่มีวงไม่มาเล่น

เพลงที่วงนี้เล่นได้แก่

1. T Rex – 20th Century Boy (Arrange ใหม่ให้ Metallic ขึ้นฟังแล้วโยกๆดี)
2. Misfits – Die Die My Darling (คิดว่าเป็น Version Metallica)
3. MC5 – Kick Out The Jams (เข้าใจเลือกเพลงเล่นจริงๆ)
4 กับ 5 ไปถามที่หลังได้ว่าความเป็นเพลงของ The Door กับ Silverchair แต่ยังไม่รู้ว่าเพลงอะไร (ไอ้สองเพลงนี้ก็ฟังแล้วคุ้นมากๆ แต่นึกไม่ออก)
6. Rolling Stones – Paint It Black (เป็นเวอร์ชั่นที่แปลกหูทีเดียวเพราะกีต้าร์ไม่เล่น Melody ดังกล่าวอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเพลง – ผมน่าจะเคยฟังเพลงนี้มาไม่ต่ำกว่า 20 เวอร์ชั่น คิดว่าไม่มีเวอร์ชั่นใดไม่เล่นเมโลดี้ดังกล่าวเลย)
7. Motorhead – Ace of Spades (เร็วสุดๆ สงสารมือกลอง จริงๆ พับผ่า น่าจะเกิน Speed ที่เขาเล่นได้ตามปกติ แต่ก็จัดว่าเป็นการปิดโชว์ได้มันส์มาก)

วงนี้เล่นออกมามันส์มากมีฟั่งคนหนึ่งโยกเกือบตลอดและไปช่วยตะโกนร้องที่ไมค์ด้วย ในช่วงนี้คนมาแออัดกันยิ่งขึ้นที่หน้าเวที

วงสุดท้าย: S-Rong ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คนด้วยกัน คือ ร้อง, กีต้าร์สองตัว (อย่างไรก็ดีหลังๆ รู้สึกเหลือตัวเดียว), เบส และ กลอง สมาชิกวงนี้มาจากวง Zygoatsis ยกเว้นมือเบสมาจากวง Heretic Angels (อย่างไรก็ดีได้ข่าวว่าทางวง Zygoatsis นั้นก็ได้เปลี่ยนมือเบสมาเป็นมือเบสคนนี้แล้ว)

S-Rong ค่อนข้างระเริ่มอย่างตะกุกตะกักเพราะไมค์ไม่ดัง … แต่ทว่าเมื่อผมได้ยินกระเดื่องคู่และมือกลองซ้อม Blast Beat ผมก็คิดว่าผมคงรอไม่เสียเที่ยวแล้ว ซึ่งผมก็ยืนถูกจุดอีกเพราะ ตอนวงนี้เล่นคนแน่นที่สุดแล้ว ถึงกับต้องปีนเก้าอี้กันดู

เพลงที่เล่นก็ได้แก่

1. Judas Priest – Breaking The Law (แต่มี Blast Beat แซมเป็นระยะ)
2. Black Sabbath – Paranoid (นี่ก็มี Blast Beat แซมเช่นกัน)
3. Hypocrisy – Roswell 47 (ใช้เวลาสักพักกว่าจะจำได้ และตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ยินวงเล่นเพลงนี้สดๆ เพราะ เป็นเพลงโปรดเพลงหนึ่งของ Hypocrisy)
4. Sepultura – Refused/ Resist (โยกมันมากๆ)
5.Judas Priest – All Guns Blazing (แทบจำไม่ได้)
ต่อจากนั้นไม่รู้จักเลย (ราวๆ สองถึงสามเพลง) ไม่รู้เป็นเพลงของทางวงหรือเปล่าดูจาก Riff ไม่น่าจะเป็นเพลงอื่นๆ ที่ถูก Arrange

ทางวงปิดท้ายช่วงอังกอร์ด้วยการแก้ตัวเล่น Breaking The Law ในขณะที่ไมค์ดัง

สำหรับคนดูมีหลากหลาย พวกลูกค้าประจำของร้านก็มีมากอยู่ น่าสังเกตุว่าราวๆ 20-25% จะเป็นพวก Headbanger ที่มาพร้อมกับผมยาวเสื้อดำ (อย่างไรก็ดีคนที่ดูจะมากับคนเหล่านี้บางคนก็ไม่ได้ใส่ “เครื่องแบบ” แต่อย่างใด) คิดว่าเป็นพลพรรคของวงสุดท้าย

สำหรับมิติด้านเพศจะพบว่าในงานมีผู้หญิงอยู่ราวๆ 20-30% ของคนทั้งหมดทีเดียวจัดว่าเป็นปริมาณที่มากทีเดียว

นอกจากนี้ในงานมีฝรั่งราวๆ 5-6 คน มีทั้งชายและหญิง ซึ่งรู้สึกจะแบ่งเป็นแก็งค์ละ 2-3 คน โดยนั่งรวมกับเพื่อน (เดาว่าใช่) คนไทย

ประเมินเบื้องต้นแล้วน่าจะมีคนอยู่ในบริเวณร้านถึง 100 คนเศษๆ ในช่วง Peakๆ (แต่ผมประเมินไม่เก่งนะ) ซึ่งก็คือยืนเบียดกันสุดๆ ไปเลยหน้าร้านและฟุตบาทด้านหน้าร้านก็มีคนล้นออกไป

สำหรับวัยคนในงานก็คงราวๆ 20 ต้นๆ ถึงปลายๆน่าจะรวมกันสัก 80-90% ได้ รุ่นใหญ่ๆ หน่อย (30 กลางๆ ขึ้น) ก็มีราว 10-20% ได้

ส่วนการดูนี่เบียดเสียดกันมากดังที่กล่าวมาแล้ว คนจะมาล้อมตรงหน้าเวทีเลย (อาการชัดเจนตั้งแต่ Naked เล่น) ผมยืนพิงกำแพงฝั่งทางขวาของ Counter ดูตลอดงานก็พอเห็นนะ แต่คนแน่นมากๆ อย่างไรก็ดีปัญหาคือ หลายวงจะล้อมวงกันเล่น (คือหันหน้าเข้าหาตรงกลาง) ทำให้หลายๆ Shot ผมเห็นแต่มือกลอง และหลังของนักดนตรีเท่านั้น

อนึ่งความแน่นนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการโยกของนักดนตรี ดังจะเห็นได้ว่าสองวงสุดท้ายก็โยกกันมันส์มากๆ (มีกีต้าร์ Abuse The Youth โยกยังกะเล่น Metallica อยู่ ส่วนมือเบสตอนหลังๆ ก็กระโดดด้วยซ้ำ … ส่วนมือกีต้าร์วงสำโรงก็โยกราวกับเล่น Death อยู่ในหลายๆ เพลง)

So Far East Concert 08-08-07

สิงหาคม 24, 2007

ผมไปถึงตอนราวๆ ก่อน 2 ทุ่มเล็กน้อย

วงยังไม่เริ่มเล่น ยังทำ Sound Check กันอยู่

ผมจึงไปนั่งรอก่อนดังนั้นจึงขอรายงานสภาพร้านก่อน

ร้าน Noriegas นั้นอยู่ทางขวาทางด้านซ้ายสีลมซอย 4 เป็นร้านที่มีสองชั้น หน้าร้านเป็นกระจก พอเปิดเข้าไปด้านขวาจะพบคอกดีเจขนาดราวๆ 1.5 x 3 ตารางเมตร ถัดจากคอกดีเจจะเป็นเวที (ที่ไม่ยกพื้น-คืออยู่บนพื้นระดับเดียวกับคนดู) ขนาดราวๆ 2 x 7 ตารางเมตร ถัดมาจะเป็นบันใดขึ้นไปชั้นสอง ด้านซ้ายของร้านจะเป็นบาร์ยาว ซึ่งมีเก้าอี้สูงๆ ให้นั่ง มีพื้นที่ว่างกลางร้านกว้างราวๆ 3 เมตร ให้ยืนดูได้ และมีเสาต้นเขื่องสองต้นอยู่ในพื้นที่นี้ให้พอยืนพิงได้พอไม่เมื่อย ด้านในร้านนั้นจะเป็นพื้นที่ยกระดับขึ้นราวๆ สองฟุตละมีพวกโซฟาและเบาะยาวๆ อยู่ประกอบกับโต๊ะยาวๆ ราวๆ 3 โต๊ะ ให้นั่งดูได้ในระยะไกล อีกซีกของด้านในร้านเป็นห้องน้ำชาย สำหรับชั้นสองซึ่งเป็นชั้นลองนั้นจะประกอบไปด้วยครัว และห้องน้ำหญิ่ง พื้นที่ตรงริมด้านบนเวทีเป็นรูโหว่ให้นั่งรอบๆ แล้วมองลงมาดูวงได้ ซึ่งจะเห็นตรงหัวกบาลนักดนตรีพอดี

คนที่มาดูในงานนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ผมพบว่าค่อนข้างดูสะอาดสะอ้านทีเดียว (ต้องเข้าใจปกติผมไปแต่งานพวก Metal หรือ Hardcore Punk อะไรเทือกนี้) แต่งกายหลากหลายมีตั้งแต่เสื้อยืด เสื้อเชิ๊ต ไปจนถึงแต่งการเนี๊ยบๆ แบบนักท่องราตรี คนจำนวนมากดูแล้วจะได้ Feel ตี๋ๆ เนี๊ยบๆ จากการสอบถามผู้จัดงานพบว่ามีคนซื้อบัตรราวๆ 30 คนเศษๆ แต่มีคนในงานรวมๆ 60 คนตอน Peakๆ (รวมพวกนักดนตรีและ Staff ด้วย)

ผมได้นั่งคุยกับคนที่มางานคนหนึ่งพบว่าเขาจบการศึกษาด้านสื่อมาจาก ม. บูรพา และคุยกับนักดนตรีท่านหนึ่งซึ่งจบมาจากโรงเรียนผม (เห็นว่าคุ้นจึงไปทัก) พบว่าวงเขาเป็นวงที่ตั้งมาตั้งแต่เรียนศิลปกรรมที่จุฬา ดูจากสภาพงานรวมๆ แล้วผมจะจะขอเดาสุ่มๆ ในที่นี้ว่า “ชนชั้น” ของคนในงานน่าจะเป็นประมาณชนชั้นกลางที่ค่อนข้างมีรายได้ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

เมื่อถึงเวลาราวๆ 2 ทุ่มครึ่งวงดนตรีวงแรกก็เล่น

วง Naked นั้นเป็นวงสี่คน (กีต้าร์, เบส/ ร้องเสริม, กลอง, ร้องนำ) ที่มีนักร้องเป็นผู้หญิงผมสั้นๆ ท้วมเล็กๆ (ดูๆ ไปนึกถึง Poly Styrene ของ X-Ray Spex เหมือนกัน – แต่รายนั้นแต่งตัวเวอร์กว่า) ดนตรีเป็น Garage Punk สนุกๆ ที่มีเสียงกีต้าร์แกว่งๆ (Twang – เรียกถูกมั้ย?) พังดูเพลินๆ ดีการร้องส่วนใหญ่ออกแว๊ดๆ ทำนอง Karen O ของ Yeah Yeah Yeahs (จริงๆ ผมว่า Poly ก็ร้องแบบนี้นะ เผลอเป็นพิมพ์เขียวของพวกนักร้องผู้หญิงในแนวทางแบบนี้ยุคหลังด้วยซ้ำ) ซึ่งก็เป็นอีกวงที่ทางวง Cover ด้วย คิดว่าวงนี้เล่นเพลงตัวเองและ Cover ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง

หลังจาก Naked เล่นไปได้ราว 7-8 เพลง การแสดงก็จบไปในเวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมง ซึ่งต่อจากนั้นก็เป็นช่วงคั่นเวลายาวราวๆ 10-15 นาทีที่ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แต่มีการเปิดเพลงให้ฟังไปพลางๆ รอนักดนตรีวงใหม่ Sound Check ไปพลาง (ซึ่งเป็นมาตรฐานของช่วงคั่นเวลาคอนเสิร์ตครั้งนี้)

วงต่อมาที่เล่นคือ Ghost Story เป็นวงห้าคน (กีต้าร์/ ร้องเสริม, กีต้าร์, เบส, กลอง, ร้องนำ) นักร้องวงนี้ดูจะเป็น”พ่องาน” สำหรับงานนี้ มือกีต้าร์คนนึงใช้ Les Paul คนนึงใช้ Telecaster (งงเหมือนผมไหมว่ามันไม่ควรมาอยู่ด้วยกันไงไม่รู้) เพลงของวงนั้นเป็น Emo ที่กะฉึกกะฉักน่าดูทีเดียว แทบไม่มีจังหวะนิ่งๆ นานๆ ให้หายใจหายคอกันเลย ที่แปลกคือ ไม่มีใครในวงแต่งเครื่องแบบ Emo เลย แม้แต่ทรงผมก็ไม่มี มือกลองมีการใช้กระเดื่องคู่ในเพลงแซมแต่มันไม่ค่อยแรงเอาเสียเลย (ต้องเข้าใจว่าผมพึ่งเจอแผ่นดินไหวมาอาทิตย์ที่แล้ว ในการเล่นสดของ Rajasinga) แต่ฟังดูแล้วเพลงก็จัดว่าเจ๋งเลย เผลอๆ วงนี้มีคนดูเข้ามาออกันมากสุดด้วยซ้ำ

วงที่เล่นต่อมาคือ The Love Song จาก ฮ่องกง เป็นวงสี่คน (ร้องนำ/กีต้าร์, กีต้าร์, เบส/ ร้องเสริม, กลอง) มีกีต้าร์ร้องน้ำโดดเด่นด้วยหัวที่โล้นเลี่ยน (ไม่รู้ได้รับอิทธิพลจาก Billy Corgan หรือเปล่า?) เวลาร้องต้องเอาขาชิดกันแล้วย่อเข่าเล็กๆ (จริงๆ ไมค์มันสูงได้กว่านั้นนะ) คงเป็นท่าเค้ามัง ดนตรีของทางวงก็เป็น Emo เช่นกัน แต่ค่อนข้างจะดำเนินเพลงค่อนข้างลื่น ไม่กะฉึกกะฉักแบบ Ghost Story โดยส่วนตัวผมฟังแล้วเฉยๆ นะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเลี่ยน Emo จากวงก่อนหน้า อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ยินเสียงร้อง … แต่กลับมาฟังใน Myspace แล้วดีแฮะ

วงสุดท้ายคือ Samurai Loud (วง Tookoo จากปักกิ่งมีปัญหาวีซ่าเลยไม่ได้มาน่าเสียดายอยู่ เพราะ เป็นวงที่อยากดูที่สุด) เป็นวง 5 คน (กีต้าร์, เบส/ร้องเสริม, กลอง, คีย์บอร์ด, ร้องนำ) วงนี้แต่งตัวแฟนซีมากๆ มือกีต้าร์ใส่เสื้อยืดฉีกแขนฉีกคอสีแดงและเอาโบว์สีชมพูระยิบระยับอันเบิ้อเริ่มมาติดเป็นหูกระต่าย มือเบสหัวฟูของวงนั้นไม่ใส่เสื้อแต่ใส่เอี๊ยม และใส่แขนตาข่ายสีขาวที่แขนทั้งสองข้าง และ เอาฝ้าสีชมพูระยิบระยับคาดปาก มือคีย์บอร์ดนั้นแต่งชุดแบบไดในเสาร์ตัว Mascot ตามสวนสนุกสีเขียวเหลือง (แต่ยังดีไม่เอาอะไรใส่หัว) นักร้องร่างเตี้ยนั้นใส่เสื้อนอกมันๆ สายขาวตำดูลานตา คนที่ดูเรียบร้อยสุดเห็นจะเป็นมือกลองที่ใส่เสื้อผ้าเหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป

เมื่อเริ่มเพลงแรกนักร้องก็แสดงลีลาสะดีดสะดิ้งเต็มที่มีทั้งการเตะไปเตะมา กระโดดเตะ วิ่งไปวิ่งมา เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ฯลฯ ซึ่งก็เรียกเสียงฮาและดึงความสนใจได้ไม่เลวทีเดียว เพลงของวงนี้ถ้าจะได้เรียกก็เรียกว่า Art Garage ได้มั้ง Detal ย่อยๆ ของเพลงนั้นอยู่ที่กีต้าร์เป็นหลักที่มี Funk มาปน และริฟ์ในแบบที่มัน Advance มาปนเล็กน้อย ส่วน Bass และ กลองนั้นเล่นค่อนข้างจะตรงๆ เรื่อยๆ (Straight Forward) ให้ Feel แบบพุ่งไปด้านหน้า ไม่ค่อยกระตุกเท่าไร จะมีหยุด ก็หยุดพร้อมกันทั้งวง ส่วนนักร้องนั้นไม่ได้ร้องใน Range ที่กว้างนัก มีการร้องปกติ ร้องบ่นๆ ออกเสียงเพื้ยนๆ ไปจนถึงการ หัวเราะปน ให้สีสันไม่เลว นอกจากลีลาที่ดึงความสนใจได้มากของเขา

พอวงนี้เล่นเสร็จผมก็ไปพูดคุยกับนักร้องเล็กน้อย  หลังจากนั้นผมก็เดินออกจากงานพบ CD วง The Love Song ขายอยู่ประมาณ 200 บาทกระมัง แต่ผมไม่ได้ซื้อ เพราะ ไม่ประทับใจเท่าไร

สัมภาษณ์

“แจ็ค” คนดู

“วอร์ม” นักร้องนำวง Samurai Loud

ป.ล. ปรับปรุงจาก Concertography ที่เขียนขึ้นหลังจากกลับมาจาก Concert

งานครั้งนี้จัดที่ Immortal Bar ณ ถนนข้าวสาร บัตรราคา 180  บาท ข้อมูลบอกว่าประตูเปิด 5 โมง ผมไปถึงงานประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนหนึ่งเพราะอ่านหนังสืออยู่ (เร่งส่งงานเล็กน้อย)  อีกส่วนก็เพราะคิดว่ามันเล่น Late เป็นชั่วโมงแน่ๆ

เมื่อไปถึงก็จัดแจงซื้อตั๋ว, ปั๊มแขนและรี่เข้าไปในงาน ด้านในงานพบวง ชักโครก เป็นวง 4 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์, เบส, กลอง) จากระยองกำลังเล่นอยู่ วงนี้เป็นวงเปิดวงที่สอง ตัวเพลงมันก็เป็นประมาณ Death ปน Hardcore (ซึ่งหลังๆ นิยมกันมาก) เพลงจะมีท่อนที่ฟังแล้วทุบๆ เยอะ ถ้าจำไม่ค่อยผิดจะไม่มีท่อนหน่วงๆ แบบ Groove ที่วงสมัยหลังๆ นิยมกัน ผมฟังไปได้ 2-3 เพลงกระมังทางวงก็เล่นจบ

ระหว่างเปลี่ยนวงมีพีธีกรทำรายการเป็นชายอายุราวๆ 30 เศษๆ ร่างท้วม ผมยาวๆ คนหนึ่ง ที่หน้าตาเป็นมิตร และดูท่าจะทำ Fanzine อยู่ (ผมเจอเขาหลายงานละ) เขาค่อนข้างจะดำเนินรายการได้ดีทีเดียว เพราะ พูดได้เรื่อยๆ ไปปล่อยให้บรรยากาศเงียบ (เรียก Dead Air หรือเปล่า?) สิ่งที่เขา Repeat เรื่อยๆ (ในทุกช่วงที่เปลี่ยนวง) คือ ตาราง Concert ในช่วงต่อๆ ไปราวๆ 1 เดือน ไปจนถึงงาน 10 ปี Demonic ที่จะจัดในปีหน้า

วงต่อมาคือวง Destroy เป็นวง 4 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์, เบส, กลอง) เล่นเพลงประมาณ Brutal แบบไม่เร็วเท่าไรมั้ง กัดปิ๊กกระจาย ผมว่านักร้อง Acting ดูมีเอกลักษณ์ดี ผมฟังได้ 2 เพลง ก็ออกมาหาอะไรกิน ผมเดินมาฝั่ง Burgerking เพราะจะไปแวะร้าย Shaman แต่มันดันปิดไปแล้ว (ขณะนั้นนาฬิกาผมบอกเวลาประมาณ 20.50 น.) ผมเลยกลับมาหาหมี่ผัดกิน ผมกินร้านทางซ้ายก่อนจะออกข้าวสาร (มองไปทาง Burgerking) ผัดไม่อร่อยเลยพับผ่าสิ แต่ก็พอกินได้เพราะหิว

กลับไปที่ร้าน ผมขึ้นไปล้างมือที่ชั้นสองของตึกมันเป็นห้องน้ำของผับร้าง (ตอนแรกผ่านไปน่ากลัวชิบเลย ถ้าอยู่ในหนังสยองขวัญเพลงต้องขึ้นแล้วและสักพักคงมีตัวอะไรโดดออกมา) แล้วค่อยกลับมาที่งาน

วง Destroy ยังเล่นอยู่แต่เล่นเพลงสุดท้ายแล้วก่อนส่งผ่านเวทีให้ Zabulatal

Zabulatal นั้นเป็นวง 5 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์สอง, เบส, กลอง) ที่ดนตรีที่ออกแนวๆ New Metalcore แบบสมัยนิยมที่มีความเป็น Melodic Death แบบสวีเดนมาปนมากๆ และมีหลายส่วน (มากๆ) เป็นท่อนหน่วงๆ 1/2 Time แบบพวก Groove Metal แต่บางครั้งวงนี้ก็ดูจะหน่วงไปถึง 1/4 Time (จะดูว่าหน่วงแค่ไหนให้ดูง่ายๆจากความถี่ของการลงกลองแสนร์ 1/2 Time นี่ 1 ห้องลง Snare หนึ่งครั้ง 1/4 Time นี่สองห้องลงครั้ง) อย่างไรก็ดีจุดเด่นของวงนี้คือมือลีดกีต้าร์ที่ฟังแล้วรู้สึกว่า Yngwie มาเอง คือ Sweep กันสุดๆ ทั้ง Solo ทั้งบางส่วนของ Rhythm หมอนี่เทคนิคแพรวพราวมาก ถ้าไม่คิดอะไรมากดูผีมือกีต้าร์ของหมอนี่ก็เพลินดี

Zalabutal เล่นไปหลายเพลงเหมือนกัน ก่อนส่งเวทีให้ In Vein

ดนตรี Death ในแบบค่อนข้างจะดั้งเดิม (คือปั่นกันเรียบๆ โน๊ตเดียวย้ำ ไม่ค่อยมีโน๊ตวิ่งให้มือซ้ายพริ้วพราวสวิงสวายแบบพวก Brutal) นั้นเป็นส่วนประกอบหลักของดนตรีของ In Vein นอกจากนั้นก็จะมีท่อนๆ กึ่ง Thrash กึ่ง Hardcore Punk มาปนบ้าง นอกนั้นแล้วจะมีท่อน Break กลางๆ เพลงที่เอา Riff แบบ Heavy ที่ค่อนข้างจะดั้งเดิมมาแทรก แก้เลี่ยนได้ไม่เลวทีเดียว

จนถึงตอนนี้ผมประเมินคนดูในร้านใด้ราวๆ 30 คนแผ่วๆ ซึ่งเป็นปริมาณที่ผมนั่งดูได้สบายๆ ไม่มีใครแย่งที่ คนทีมางานมีหลากหลายๆ มีทั้ง ฝรั่ง และ คนที่ดูออกแขกๆ แต่คนดูส่วนใหญ่เป็นคนไทยอยู่แล้ว ซึ่งวัยของคนดูส่วนใหญ่น่าจะอยู่ราวๆ 20 กลางๆ ถึง 30 กลางๆ (คือแทบไม่มีวัยรุ่นเลย) ส่วนใหญ่ก็แต่งเสื้อดำกันไปตามระเบียบ แต่ก็มีบางคนใส่เสื้อสีอื่นมา ที่แปลกตาที่สุดมีหนุ่มใหญ่เสื้อเหลืองนายหนึ่งยืนเหลืองโดดเด่นอยู่ในงานด้วย

ปริมาณคนนั้นจัดว่าโหรงเหรงกับสถานที่ซึ่งเป็นผับสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดไม่น่าเกิน 20 x 20 ตารางเมตรที่ด้านหน้าเป็นเวทีที่สูงกว่าพื้นประมาณ 2 ฟุตเล็กๆ ที่มีพื้นที่ด้านบนให้นักดนตรีพอยืนเล่นได้และเดินไปมาได้เล็กน้อย ตรงข้ามกับเวทีมาราวๆ 16 เมตรก็จะเป็นบาร์ของทางร้านที่สามารถยืนพิงและดูวงเล่นได้ค่อนข้างชัดสบายๆ (ผมทำอย่างนั้น) ระหว่างบาร์กับเวทีก็มีลานว่างๆ ให้ยืนดูและเล่น Mosh กันตามระเบียบ ด้านซ้ายของลานกว้างจะมีเบาะยาวๆ ให้นั่งพักได้ ส่วนทางขวาของร้านนั้นเป็นโซนที่ยกพื้นขึ้นเล็กน้อย มีราวคอนกรีต (ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอย่างไรจริงๆ) สำหรับวางแก้วและมีเก้าอี้จำนวนหนึ่งสำหรับนั่งชม

… เมื่อ In Vein เล่นเสร็จก็ถึงคิวของ Rajasinga (อ่านว่า รา-จา-ซิง-ก้า แปลว่า หนองใน อะไรประมาณนี้ – ตอนแรกผมคิดว่าแปลว่า Lion King) วงนี้มีสี่คน เช่นเดียวกับวงอื่นๆ พื้นเพจากจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เขามาแวะเล่น (และเมา) ที่เมืองไทยก่อนไปทัวร์ต่อที่สิงคโปร์ 

 นักร้องนำวงนี้มีมาดที่ดู Hardcore มากๆ ใส่กางเกงขาสั้นและใส่หมวก มือกีต้าร์เป็นชายร่างเล็กผมยาวดูนิ่งๆ (ที่แอบ Blues ในหลายๆ ที่ทั้งตอน Sound Check และในตัวเพลงบางเพลง) มือเบสหน้าตาดูบ้านๆ มาก ลองนึกภาพเสก โลโซตอนออกชุดแรกแต่ผมกว่านั้นหน่อยประกอบ หมอนี่รับบทบาทร้อง (สำรอก?)  ประสานและพูดคุยกับคนดูด้วย สุดท้ายมือกลอง หน้าตาดูแขกๆ หน่อยที่ดูดบุหรี่ (?) ไปตีกลองไปในตอนแรก (กำลังจะกล่าวถึงหมอนี่ต่อไป)

หลังจากวงทักทายคนดูเล็กน้อยก็เริ่มเล่นเพลงไปตามระเบียบ ซึ่งเพลงก็สั้นๆ ตามประสา Grindcore

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ มือกลองตีดีมากๆ วงนี้เป็นวงเดียวที่ขึ้นเล่นแล้วผมรู้สึกว่าแผ่นดินมันไหว มือกลองทั้งโยกทั้งเหวี่ยงด้วยหน้าตาที่ดูเมามันมาก แถมหมอนี่ยังเป็นคนดำเนินรายการระหว่างเพลง (แปลกที่นักร้องวงนี้ค่อนข้างเงียบกับคนดูในระหว่างเพลง แต่ก็เสียงโหดและหนาดีทีเดียว) หมอนี่บ้าจึ้ใช่เล่นในตอนแนะนำเพลง ซึ่งก็มีเพลงที่ อุทิศให้คนดูดกัญชา (ผมจึงสงสัยว่าไอ้ที่มือเบสกับมือกลองดูดอยู่มันเป็นบุหรี่จริงๆ หรือเปล่า) มีเพลงที่เขาก่อนเล่นเล่าว่า เขามากินหมูที่กรุงเทพและได้กินเครื่องในหมูมากมาย ก่อนที่จะเข้าเพลงซึ่งเกี่ยวกับเครื่องในหมู (ไม่รู้ว่าเพลงนี้จะ Radical แค่ไหนในบริบทของอินโดฯ ที่เป็นประเทศอิสลาม – อย่างไรก็ดีพึ่งได้ยินมาว่าในหลายๆ มิติอิสลามนั้นมีความเป็นอื่นในอินโดด้วยซ้ำ), มีเพลงเกี่ยวกับการ Fall in Love with Shit เป็นต้น มีช่วงหนึ่งหมอนี่ Request ให้คนดูแยกเป็นสองฝั่งก่อนขึ้นเพลงและพอขึ้นเพลงให้แท็คกันเลย ซึ่งคนดูก็เล่นด้วยดูๆ ไปก็มันดี (ยืนริมๆ ไม่โดนแท็คอยู่แล้ว)

ผมไม่แน่ใจว่าวงนี้เล่นไปสักกี่นาที ให้กะก็คงประมาณ 40 นาทีกระมังก่อนที่งานจะเลิก ซึ่งก็ราวๆ 5 ทุ่ม

เสร็จงานแล้วทางวงมีแผ่นและเสื้อมาขายผมก็อุดหนุนแผ่นไปตามระเบียบ เพราะราคาแค่ 200 บาท (เขาบอกว่าเป็น Limited Edition) ฟังแล้วก็มันดี (ความหมายชื่อวงก็ได้จากการอ่านบนแผ่นนี้แหละ)

จะว่าไปการซื้อของเหล่านี้มันก็คล้ายๆ กับการซื้อของที่ระลึกไม่น้อย แผ่น (และเสื้อ) เหล่านี้บรรจุความทรงจำของงานดนตรีใต้ดินครั้งหนึ่งๆ ไว้ ผมไม่คิดว่างานของ Rajasinga จะวิเศษอะไรขนาดนั้น แต่งานที่ผมได้มาส่วนหนึ่งก็จะ Remind ผมถึงความทรงจำของ Concert ครั้งนี้ซึ่งผมก็อาจดึงความเมามันมาจากความทรงจำได้ จะว่าไปประสบการณ์การดูดนตรี Underground นั้นต่างจาก Mainstream มากๆ ก็ตรงนี้เอง

งาน Mainstream ส่วนใหญ่คุณจะได้ฟังงานเขาก่อน และกว่าจะคุณจะได้ดู Concert เขาคุณก็ต้องดูในสเตเดียมใหญ่ๆ ที่ถ้าคุณซื้อบัตรไม่แพงก็อาจเห็นเขาอยู่ไกลลิบ และต้องพึ่งมอร์นิเตอร์แทน ส่วนงาน Underground ที่จัดในผับเล็กๆ คุณได้ใกล้ชิดกับทางวงคุณได้ดูวงชัดๆ และเมื่อคุณถูกใจผลงานเขาก็ซื้องานเขาเก็บไว้ และประสบการณ์ฟังเพลงของคุณก็จะกระตุ้นเร้าดนตรีสดในความทรงจำของคุณขึ้นมานี่จึงเป็นออร่าชนิดพิเศษของดนตรี Underground ในความเห็นของผม