Home

Notes on My Framework

ธันวาคม 5, 2009

ช่วงหลังๆ มานี้ผมพยายามจะทำความเข้าใจและหาตำแหน่งแห่งที่ของสิ่งที่ผมคิดและทำมาตลอดชีวิตในฐานะของกรอบการมองโลกและกรอบในการทำงานวิจัยทางสังคมศาสตร์

สิ่งที่ผมพบคือ ผมมีมุมมองที่ประหลาดมากๆ ซึ่งไม่สามารถจะเข้าใจได้ในกรอบความคิดโดยทั่วๆ ไป

ประการแรก ผมมองว่า “ความขัดแย้ง” เป็นพื้นฐานของประสบการณ์ของมนุษย์ ดังนั้นผมจึงปฏิเสธ Model ในแบบ Functionalism (Durkheim, Structural Functionalism ในมานุษยวิทยา ฯลฯ) ทั้งหมดที่มองสังคมเป็นองคาพยพที่ส่วนต่างๆ ของสังคมทำงานร่วมกันแบบอวัยวะในร่างกาย เนื่องจากกรอบแบบนี้มองไม่เห็นความขัดแย้ง ผมไม่เคยมองสังคมและวัฒนธรรมในฐานะสิ่งที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว เพราะ นั่นขัดกับประสบการณ์ชีวิตของผม ที่ถูกปฏิเสธจากสังคมชนชั้นกลาง และต้องต่อสู้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ครั้นรวมตัวกับเพื่อนๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมเฉพาะมาได้ ก็โดนประนามว่าไม่ใช่วัฒนธรรมอีก (ดังนั้นสำหรับผมนักวิชาการทุกคนที่สร้างความชอบธรรมให้วัฒนธรรมที่ใหญ่กว่ามาตัดสินวัฒนธรรมย่อย จึงเป็น Conservatism ทั้งสิ้น และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผม Piss off กับนักมานุษยวิทยาที่ถือ Cultural Relativism มาก เพราะ Relativism ของพวกนี้ยังไปไกลไม่พอ)

ประการที่สอง ไอ้ “ความขัดแย้ง” ของผมนี่มันไม่ใช่ความขัดแย้งที่มีัฐานมากจากสิ่งใดปัจจุยหนึ่งที่นักทฤษฎีทั่วๆ ไปนิยมจะมอง เช่น เรื่องชนชั้น (Marxism), เพศ (Feminism), เชื้อชาติ ฯลฯ ผมมองว่าความความขัดแย้งมีหลายระนาบ แต่ละระนาบมีความเป็นเอกเทศต่อกัน เราไม่สามารถลดทอนความขัดแย้งใดความขัดแย้งหนึ่งให้เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งได้

ประการที่สาม ผมไม่ได้มองว่า “ความขัดแย้ง” มันฟุ้งกระจายไปทั่วและไม่มีศูนย์กลางโดยสิ้นเชิง อย่างที่พวก Post-ทั้งหลายแหล่จะมอง ผมมองว่ามุมมองแบบนี้อันตรายโคตรๆ และสุดท้ายมันจะกลับมาสนับสนุนโครงสร้างที่ทำรงอยู่ คือ ถ้าคุณบอกว่าทำอาจมันกระจายไปทั่วและการต่อต้านก็มีอยู่ทั่ว สุดท้ายคุณก็แค่ Transform คอนเซ็ปต์เรื่องสังคมและวัฒนธรรมในแบบดั้งเดิม และพูดมันใหม่ผ่านกรอบของอำนาจเท่านั้น (นี่คือความเข้าใจของผมว่าทำไมคนถึงมองพวกนี้ว่าเป็น Functionalism แบบหนึ่ง) ถ้าคุณพูดถึง “การต่อต้าน” และไม่พูดถึงความเป็นไปได้ของ “การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง” สุดท้ายคุณกำลังพูดถึงการต่อต้านในฐานะของส่วนหนึ่งของการทำงานของระบบทั้งหมด

จุดยืนของผมคือ เราต้องเข้าใจมนุษย์ในฐานะของสิ่งที่โครงสร้างหลายๆ โครงสร้างตัดข้าม ซึ่งมนุษย์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขัดแย้งกับโครงสร้างเหล่านั้น การวิเคราะห์มนุษย์ต้องทำผ่านมิติทางประสบการณ์ที่เฉพาะ เราต้องเข้าใจว่ามิติทางประสบการณ์นั้นๆ มีโครงสร้างแบบใดตัดข้ามบ้าง และเราก็ต้องเข้าใจมิติทางประสบการณ์นั้นๆ ในฐานะที่มันมีโครงสร้างของตัวมันเองด้วย

เมื่อพูดถึงการต่อต้านหรือการต่อสู้ ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างแต่ละโครงสร้างจะต้องถูกพูดถึงด้วย การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเกิดขึ้นได้ในระดับที่ต่างๆ กันในแต่ละโครงสร้าง และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ต้องรวมไปถึง การสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาแทนโครงสร้างเดิมด้วย (นี่คือความหมายที่ว่าทำไม Punk Rock Movement ในยุคแรกถึงเป็นการปฏิวัติ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: