Home

งานชาติพันธุ์นิพนธ์ว่าด้วยการเกา (Ethnography of Scratching) ของนักมานุษยวิทยาแนวหมอยอิสต์ (Hmoiism) ผู้นิยมลัทธิสังคังนิยม (Tinea Crurism)

หมอยเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ในกลุ่มคนที่ขนเยอะ หมอยมันจะไม่เป็นประเด็นนัก เพราะ Boundary ระหว่างหมอยกันขนอื่นๆ มันไม่มี

ถ้าหมอยโยงกับ Boundary มันก็ย่อมโยงกับ สภาวะสมอยใหม่ (Hmoidernity) ที่เส้นแบ่งของอาณาบริเวณต่างๆ เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ลองๆ อ่านงานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมดูเราจะพบว่าสำนึกเรื่องหมอยเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับรัฐชาติสมัยใหม่ในช่วงนั้น

สำหรับ Hmoidernity คือสภาวะที่คนยุโรปเกิดสำนึกแบบใหม่เกี่ยวกับขนตรงเครื่องเพศของตน สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดการแบ่งแยกว่าขนบริเวณเครื่องเพศเป็นขนต่างประเภทกับขนที่อื่นๆ จึงเกิดการ Conceptualize มันเฉพาะว่าเป็นหมอย ในฐานะที่ต่างจากขนที่อื่น

ดังจะเห็นได้ว่าเงื่อนไขของการคิดถึงหมอยคือเงื่อนไขเดียวกับการแบ่ง Public กับ Private หรือการแบ่งพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในภาวะ สมัยใหม่เช่นเดียวกัน อนึ่ง ถ้าถูกรากศัพท์จะพบว่าคำว่า Pubic ของหมอย (Pubic Hair) นั้นเป็นคำเดียวกับคำว่า Public ซึ่งปัจจุบันแปลว่าสาธารณะ แต่ดั้งเดิมหมายถึงพื้นที่นอกบ้างของผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ หรือ “มีหมอย” (Moiza 1992)

กล่าวคือในช่วงแรกๆ ของ Modernity ผู้ชายที่มีหมอยเท่านั้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะได้ (Habermhoi 1990)

อย่างไรก็ดีงานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจำนวนมากก็ระบุว่า การเข้าร่วมใน Pub (l) ic Sphere นั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องโชว์หมอยให้ดูแต่อย่างใด

ในแง่นี้หมอยจึงมีลักษณะเป็นทั้งสาธารณะ และส่วนตัวไปพร้อมๆ กัน และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความลักลั่นของตรรกะที่ฝังอยู่ในวิธีคิตของชนชั้น กลางที่ต้องการมีส่วนร่วมใน Public ไปพร้อมๆ กับที่ต้องการ Privacy (M. Ois 2001)

อาจกล่าวได้ว่าสำนึกเรื่องหมอยเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับสภาวะสหมอยใหม่และชนชั้นกลาง

อย่างไรก็ดีสำนึกดังกล่าวก็ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งมีอิทธิพลมากในศตวรรษที่ 19 เช่นกัน

กล่าวคือ ในช่วงเวลาดังกล่าว ความรู้สึกของมนุษย์ที่เป็นสิ่งที่ชีวิตเฉพาะที่พระเจ้าสร้างสรรค์มาถูกสั่น คลอนด้วยทฤษฏีวิวัฒนาการที่เสนอว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง เมื่อมนุษย์ รู้สึกว่าตนไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าสร้างมาเฉพาะ แต่เป็นเพียงลิงที่วิวัฒนาการมา มนุษย์ก็ต้องลากเส้นแบ่งระหว่างตนกับสัตว์ชัดเจนขึ้น และสิ่งหนึ่งซึ่งมนุษย์ใช้แยกตนออกจากสัตว์ก็คือการแบ่งขนตนเองเป็นขนส่วนต่างๆ ในขณะที่สำหรับสัตว์ขนก็คือขนเหมือนๆ กันหมด

มนุษย์จริงสร้าง “หมอย” และขนส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อยืนยังความเป็นมนุษย์ของคนที่มีวัฒนธรรม

ในแง่นี้แนวคิดเรื่อง หมอย จึงมีลักษณะเป็น มนุษย์นิยม (Humanism) เป็นอย่างมาก

การเกิดขึ้นมาของแนวคิดเรื่องหมอย ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกสีหมอย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของแนวคิดอาณานิควย

ในศตวรรษที่ 19 ลัทธิอาณานิควยตอบรับการแบ่งแยกหมอยออกมาจากขนส่วนอื่นๆ ด้วยการแบ่งแยกชนกลุ่มต่างๆ บนฐานของความหยิกหยอยของหมอย

ความเข้าใจผิดของคนทุกวันนี้ก็คือ การเข้าใจว่าการแบ่งแยกสีหมอยเป็นเรื่องของสีหมอย แต่จริงๆ มันไม่ใช่เพราะพื้นฐานมันเป็นเรื่องของสรีระหมอย และมองว่าหมอยที่หยิกน้อยกว่าหรือตรงกว่าเป็นหมอยของเชื้อชาติที่มีวิวัฒนาการมากกว่า (Fanoi 1985)

ทุกวันนี้หมอยได้ผ่านวิวัฒนาการทางความคิดมามหาศาลอย่างไรก็ดี ตัวมันก็ยังเชื่อมโยงกับสภาวะสมัยใหม่ ที่ต้องการแบ่งแยกอาณาบริเวณที่ชัดเจน

ปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่ยืนยันรากฐานของสภาวะสมัยใหม่ที่อยู่ในหมอยก็คือ การที่มนุษย์ในภาวะสมัยใหม่ความหวาดกลัวความคลุมเครือเส้นแบ่งของขนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอย ขนที่ง่ามขา ขนพุง ขนที่ฝีเย็บ และขนตูด

ดังนั้นประกฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ มนุษย์สมัยใหม่จำนวนมากจะทำการตัดแต่งหมอยให้เข้าทรง

ซึ่งลึกลงไปจากเหตุผลด้านประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามก็คือ ตรรกะของสภาวะสหมอยใหม่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาที่มนุษย์คิดถึงหมอย

อย่างไรก็ดีอย่างที่ทราบกันว่า ทุกวันนี้นักคิดจำนวนมาก็กล่าวว่าสังคมเราเข้าสู่ ภาวะหลังสหมอยใหม่ (Post-Hmoidernity) กันแล้ว

ดังนั้นปรากฏการที่โต้ตรรกะของสภาวะสหมอยใหม่จึงเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการโกนหมอยจนเกลี้ยง หรือ การกินหมอย

คนกลุ่มนี้เรียกรวมๆ ว่าพวก หลังสหมอยใหม่ (Post-Hmoidernist) จุดยืนพวกนี้จะต่างจากพวก หมอยอิสต์ซึ่งมองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการบรรลุเจตจำนงของหมอย และจะพยายามผลักดันการต่อสู้ของหมอยไปให้ถึงที่สุด (Mhoix,1950) อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่เป็นโพสต์หมอยอิสต์ (Post-Hmoiism) ก็จะบอกว่าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่จริง

ตรงนี้ต้องเน้นว่าโพสต์หมอยอิสต์ก็ต่างจากพรีหมอยอิสต์ (Pre-Hmoiism)ตรงที่พรีหมอยอิสต์ไม่มีมโนทัศต์เรื่องหมอย แต่โพสต์หมอยอิสต์จะบอกว่าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นวัตถุวิสัย แต่เป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างทางภาษาและวัฒนธรรม มันจึงไม่ได้ดำรงอยู่จริง

ถ้าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่จริง เจตจำนงของหมอยก็ไม่มี การเมืองโพสต์หมอยอิสต์จึงเน้นด้านการสร้างอัตลักษณ์ของขนในแบบที่หลากหลายไม่ตายตัวมากกว่า

คำกล่าวที่คัดมาจากข้อมูลภาคสนามบางส่วนน่าจะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ดี
…………………………………………….
ผู้วิจัย: เวลาคุณเป็นสังคังนี่ คุณมีการเกาหมอยอย่างไรบ้างครับ?

นาย ก. (นามสมมติ): เกาหมอยเหรอ? ผมไม่เคยเกาหมอยนะ คุณเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ว่าอะไรเป็นหมอย? สังคังมันโดยพื้นฐานเป็นเรื่องของง่ามขานะครับ ขนตรงนั้นมีลักษณะเป็นภาวะที่ก้ำกึ่งระหว่างขนบริเวณเครื่องเพศที่คนเขาจัดเป็นหมอย กับ ขนขาที่คนไม่ได้จัดเป็นหมอย ดังนั้นขนง่ามขาจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่เราจะบ่อนทำลายอำนาจของหมอยไปได้ เพราะ มันสร้างความคลุมเครือให้กับหมอย ดูง่ามขากับใข่ผมสิ คุณแยกได้หรือเปล่าว่าหมอยมันเริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน? (นาย ก. ถกเกงเกงให้ดู)

ผู้วิจัย: เอ่อ สรุปแล้วคุณเกาตรงไหนครับ? คุณเกาหมอยหรือเปล่าครับ?

นาย ก.: คุณไม่เข้าใจคำตอบผมนี่ คุณคิดแบบนั้นน่ะเป็นความคิดแบบหมอยอิสต์ มองว่าหมอยเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้เกาหมอย ไอ้หมอยน่ะมันไม่มีหรอก มันก็แค่ขนเหมือนๆ กันแหละ จะผม, จะขนจั๊กแร้, จะขนตูด มันก็ขนเหมือนๆ กัน คนไปแบ่งแยกมันเอง (นาย ก. เกาไข่ไปพลางพูดไปพลาง)

ผู้วิจัย: อืม พอเข้าใจละ แต่ที่ผมสงสัยคือ ถ้าสำหรับคุณแล้ว คุณไม่แยกขนส่วนต่างๆ ออกจากกันแล้วคุณจะทำอย่างไรเวลาคุณจะพูดถึงขนเฉพาะส่วน และคุณคิดว่าการที่คุณไม่แยกขนเป็นส่วนๆ มันเกี่ยวกับการที่สังคังมันสามารถข้ามพรมแดนได้หรือเปล่าครับ?

นาย ก.: อันนี้บางทีก็เป็นปัญหาครับ บางทีผมก็ต้องพูดถึงหมอย ผมต้องปฏิบัติราวกับว่าหมอยมันดำรงอยู่เหมือนกัน แต่ในใจก็ต้องตระหนักว่าถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้ดำรงอยู่ครับ ส่วนเรื่องข้ามพรมแดน ผมงงๆ กับคำถามน่ะครับ

ผู้วิจัย: คืองี้ครับ มันมีคนตั้งข้อสังเกตว่ากระแสหลังสหมอยใหม่นี่มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเด็นเรื่องการข้ามพรมแดนต่างๆ แล้วปรากฏการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นบ่อยในช่วงนี้ก็คือ การที่สังคังมันข้ามพรมแดนจากบริเวณหมอยไปสู่บริเวณอื่นๆ ก็มีนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่ามันเป็นเรื่องของการกลายพันธุ์ของเชื้อราน่ะครับ ตอนนี้ก็เริ่มๆ เรียกกันว่า “สังคัง 2009” กันละ อย่างไรก็ดีผมอยากรู้ความเห็นคุณในประเด็นนี้น่ะครับ

นาย ก.: สำหรับผมสังคังมันไม่เคยข้ามพรมแดนครับ เพราะ มันไม่มีพรมแดนอยู่แล้ว

ผู้วิจัย: ดูเหมือนว่าสำหรับคุณแล้วขนจะไม่มีความต่างเลยนะครับ ผมสงสัยว่าสำหรับคุณแล้ว คุณคงไม่เชื่อในเจตจำนงของหมอยอยู่แล้ว แต่คุณเชื่อในอะไรครับ?

นาย ก.: ผมเชื่อว่าคนเราสามารถเลือกรูปแบบขนของตัวเองได้ครับ จริงอยู่ขนส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่เทคโนโลยีปัจจุบันก็ทำให้เราปรับแต่งมันได้มากมาย ซึ่งพวกหมอยอิสต์ก็ได้ประโยชน์จากการแต่งขนเหมือนกันครับ สำหรับพวกนั้นการแต่งขนคือ การทำให้หมอยมีความชัดเจน แต่สำหรับพวกผมมันเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับขนส่วนอื่นๆ มากกว่า
…………………………………….
ความเห็นของนาย ก. ดูจะเป็นตัวแทนความเห็นของพวกโพสต์หมอยอิสต์โดยทั่วไป อย่างไรก็ดีในกระแสโพสต์หมอยอิสต์ก็มีความหลากหลายอยู่มากโพสต์หมอยอิสต์ที่ถึงรากถึงโคนบางพวกไม่เชื่อว่ามีขนอยู่ด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกับพวกสตรีนิยมที่ได้รับอิทธิพลต่อโพสต์หมอยอิสต์ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ในความคิดแบบโพสต์หมอยอิสต์เองก็ยังหนีไม่พ้นวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่แบบหมอยอิสต์อยู่ดี

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่โพสต์หมอยอิสต์ก็เป็นสถานะของมนุษย์จำนวนมากในปัจจุบันแม้ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และสภาวะดังกล่าวก็เอื้อให้เกิดวิธีคิดเกี่ยวกับขนที่หลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ดี ก็ด้วยตรรกะจำนวนมากที่เรารับสืบทอดมาจากภาวะสหมอยใหม่ เราก็ยังไม่ได้หลุดจากกรอบคิดแบบหมอยเป็นศูนย์กลางมากนักในระดับรากฐาน เนื่องจากถึ่งที่สุดแล้วพวกหลังสหอยใหม่ก็เพียงแทนที่หมอยด้วยขนส่วนอื่นเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดีความเข้าใจแบบนี้ก็เป็นการเขียนในแบบภาวะสหมอยใหม่ที่การพูดถึงหมอยและขนส่วนต่างๆ ยังเป็นไปได้เท่านั้น การเขียนถึงหมอยในแบบหลังสหมอยใหม่ดูจะเป็นไปไม่ได้เพราะ หลังสหมอยใหม่ไม่เชื่อว่าหมอยดำรงอยู่

Bibliography

M. Ois, Daniel, Toward Penisography, (MOI: MOI Press, 2001)

Fanoi , Franz, Black Skin, White Hmoi, (New York: Pubic Books, 1985)

Mhoix, Karl, The Mhoist Manifesto, (London: Versoi, 1975)

Moiza, Jacques, Of Penisology, (Oxfoi: Oxfoi University Press, 1992)

Habermhoi , Jurgen Habermhoi, The Structural Transformation of Pubic Sphere, Translated by Peter O’ Hum, (London: Pageant , 1990)

Althuthussoi , Louis, “Hmoiism & Humanism” in For Hmoi, (London: Versoi, 1982)