Home

The Politics of P2P Music Sharing

พฤศจิกายน 5, 2008

The Politics of P2P Music Sharing

 

                ความคิดของผู้คนที่ทำให้ผมเซ็งที่สุดความคิดหนึ่งในรอบหลายปีมานี้คือความคิดที่ว่า การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรีในสายตาผมความคิดแบบนี้มันดูจะไร้เดียงสาอยู่มาก โดยส่วนใหญ่คนจะเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นทางศีลธรรม แต่สำหรับผมประเด็นนี้มันเป็นประเด็นทางการเมืองโดยแท้ ตรงนี้ถ้าคุณต้องการข้อเท็จจริงและมุมมองที่ต่างๆ ออกไปจากความเชื่อทั่วๆ ไปโปรดตามผมมาครับ

 

แนวคิดนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อไร?

 

                สำหรับนักฟังเพลงรุ่นใหม่นั้นเขาอาจมีความรู้สึกว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็มาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่เอื้อให้ดาวน์โหลดดนตรีผ่านคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (จากนี้ไปขอเรียกย่อๆ ว่า P2P) อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าคุณกลับไปพลิกดูที่หน้า 45 ของนิตยสาร Com Music ฉบับที่ 10 ปี 2001 คุณจะพบว่าในคอลัมน์แนะนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของหนังสือเล่มนี้มีการแนะนำ P2P ที่โด่งดังมากๆ ช่วงนั้นอย่างโปรแกรม Audiogalaxy อยู่ด้วย การที่หนังสือของ Prart Music Group นั้นมีการแนะนำแบบนี้อยู่ทำให้เห็นว่าในสมัยนั้นความคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี ยังไม่แพร่หลาย  ในสมัยนั้นโปรแกรมพวกนี้เป็นตัวแทนของการหาดนตรีแปลกๆ มาฟังมากกว่า

                ถ้าจะกลับมามองอเมริกาในสมัยนั้นพวกค่ายเพลงใหญ่เริ่มระแคะระคายโปรแกรมเหล่านี้แล้ว การฟ้อง Napster ในปี 2000 นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการไปปราบปรามโปรแกรมเหล่านี้และนั่นก็เป็นจุดหักเหสำคัญในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญา ในอเมริกานั้นธุรกิจดนตรีใหญ่นั้นรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมากๆ และกลุ่มบริษัทเหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญในการจ่ายเงินล็อบบี้รัฐในการออกกฎหมาย (นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้อย่างถูกกฏหมายในอเมริกา) จึงไม่แปลกเลยที่กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตจำนวนมากนั้นเกิดขึ้นจากการผลัดดันของสมาคมธุรกิจดนตรีในสหรัฐ และกฏหมายเหล่านั้นก็ก่อตัวมาพร้อมๆ กับแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี

 

งานวิจัยเกี่ยวกับผลของ P2P ต่อธุรกิจดนตรี

 

            ถ้าเราจะกลับมาดูงานวิจัยแล้วเราจะพบว่า การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี นั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยบางชิ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดีถ้าดูในรายละเอียดแล้วงานหลายๆ ชิ้นไม่ได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสองสิ่งนี้อย่างหนักแน่น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือตั้งแต่ช่วงราวๆ 2000 ปีเป็นต้นมานั้นยอดขาย CD ของธุรกิจดนตรีนั้นลดลง ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ งานหลายๆ ชิ้นก็เลยสรุปว่า ยอดขาย CD นั้นลดลงก็เพราะมีการดาวน์โหลดเพลงผ่านระบบ P2P มากขึ้น เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่โตขึ้นมามากๆ ช่วงนั้นเช่นเดียวกัน ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของสองสิ่งนี้ มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

                แม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ยืนยันแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี แต่งานวิจัยอีกจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว งานวิจัยจำนวนหนึ่งก็ชี้ว่า P2P นั้นไม่ได้ส่งผลดีผลร้ายกับยอดขาย CD งานอีกจำนวนหนึ่งก็บอกว่า P2P มีผลบวกกับยอดขาย CD ด้วยซ้ำ งานบางชิ้นก็ชี้ว่า P2P จะส่งผลบวกหรือลบกับยอดขายนั้นก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของผู้ใช้ถ้าผู้ใช้มีช่วงอายุที่สูงนั้น P2P ก็มีผลบวก ถ้าผู้ใช้มีช่วงอายุที่น้อย P2P ก็มีผลลบ

                สรุปคือ ก็ยังไม่มีการยืนยันในทางวิชาการที่ชัดเจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำหรับผลของ P2P ต่อวงการเพลง

 

ความเห็นเชิงวิพากษ์ของผู้เขียน

 

                ในส่วนนี้ผู้เขียนจะนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ผู้เขียนมีต่อแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี ที่ผู้เขียนได้ขบคิดมายาวนานมากๆ

 

  1. ปัญหา P2P เป็นปัญหาที่มีรากฐานทางชนชั้นและแนวดนตรี หลายๆ คนมองว่าปัญหานี้เป็นกลางแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันเป็นปัญหาของชนชั้นกลางกับดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) เป็นหลัก ชนชั้นสูงไม่มีปัญหาแบบนี้เพราะพวกเขานั้นมีเงินพอที่จะซื้อแผ่นเสียง ชนชั้นล่างนั้นไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะใช้ P2P ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ชนชั้นกลางที่เข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้และไม่มีงบประมาณพอที่จะซื้อ CD มากตามที่ต้องการ แนวดนตรีนั้นก็เชื่อมโยงกับปัญหานี้อย่างแนบแน่นถ้าจะลองสังเกตดีๆ แล้ว การรณรงค์เรื่องเหล่านี้จะอยู่ในแวดวงเพลงป็อปและร็อคเป็นหลัก (ทางด้านฮิบฮอปผู้เขียนไม่แน่ใจ) ทางด้านเพลงคลาสสิคและแจ็ส หรือพวกเพลงลูกทุ่งนั้นจะไม่มีปัญหาแบบนี้ คำอธิบายนั้นนอกจากจะเชื่อมโยงกับชนชั้นแล้วยังเชื่อมโยงถึงวิถีการเสพงานดนตรีด้วย ดนตรีคลาสสิคและแจ็สนั้นโดยทั่วไปแล้วฐานผู้ฝังเป็นพวกชนชั้นสูงที่มีงบประมาณมาก (ลองดูราคาบัตรคอนเสิร์ตของดนตรีพวกนี้ดูแล้วก็คงจะเห็นรากฐานทางชนชั้นของฐานแฟนเพลง) คนเหล่านี้สามารถจ่ายได้มหาศาลเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี (มากกว่าเพียงนิด???) ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่สนใจที่จะเสพดนตรีจาก mp3 อยู่แล้ว นอกจากนี้ แล้วข้อเท็จจริงก็คือธรรมชาติของดนตรีเหล่านี้จะประกอบไปด้วยระดับเสียงที่ซับซ้อนหลายชั้นอยู่แล้ว (ลองเทียบกับดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีเพียง 3-4 ชิ้นที่เล่นไปในทิศทางเดียวกันดู) ดังนั้นจึงพอจะสมเหตุสมผลอยู่ที่คนนั้นจะจ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่ละเอียดขึ้น ทางด้านเพลงลูกทุ่งนั้นเป็นเพลงที่เชื่อมโยงกับชนชั้นล่างที่มักจะเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วดังนั้นปัญหาของธุรกิจดนตรีจึงไม่ได้อยู่ที่ P2P แต่อาจอยู่ที่เทปผี CD เถื่อนมากกว่า
  2. P2P นั้นทำให้คนเข้าถึงดนตรีได้อย่างเท่าเทียมกัน ผมแปลกใจมากเลยที่ไม่มีคนยกประเด็นตรงนี้ ผมว่านี่เป็นครั้งแรกที่คนในประเทศโลกที่สามที่พอจะมีอินเตอร์เน็ตนั้นจะสามารถหาเพลงมาฟังได้อย่างหลากหลายพอๆ กับคนในประเทศโลกที่หนึ่ง คนที่มีอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะรวยหรือจนก็หาเพลงมาฟังได้เท่าๆ กัน ถ้าคุณลองไปดูในประวัติศาสตร์คุณก็จะพบได้ไม่ยากว่า คนที่ฟังเพลงที่หลากหลายนั้นก็มีแนวโน้มในการสร้างสรรค์ทางดนตรีได้เยอะกว่า นอกจากนั้นแล้วการเข้าถึงดนตรีจำนวนมากในต้นทุนที่ถูกนั้นยังทำให้คนนั้นสามารถสร้าง หูทางวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น เพลงหายากบางชนิดในสมัยก่อนคุณต้องเก็บเงินเป็นเดือนๆ ซื้อ แต่เดี๋ยวนี้คุณโหลดแล้วก็ฟังได้เลย ซึ่งผลดีในระดับท้องถิ่นก็คือ มันทำให้คนฟังเพลงในรูปแบบนั้นมากขึ้น ดังนั้นวงท้องถิ่นที่จะเล่นดนตรีแบบนั้นก็มีฐานคนฟังเพลงที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ดังนั้นพวกเขาควรจะดีใจด้วยซ้ำ สรุปคือ คนฟังเพลงเยอะขึ้นมันผิดตรงไหน?ผมมองว่าส่วนหนึ่งแล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบดั้งเดิมสั่นคลอนลงไปในสมัยก่อนนั้นนักฟังเพลงรุ่นใหม่ต้องพึ่งพานักฟังเพลงรุ่นเก่าในฐานะของผู้รู้และผู้ที่ฟังเพลงมามาก แต่มาในสมัยนี้นักฟังเพลงรุ่นใหม่สามารถพัฒนาประสบการณ์ของตนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่นักฟังเพลงรุ่นเก่าประสบก็คือ สิ่งที่เขาพัฒนามาด้วยต้นทุนและเวลามหาศาลนั้นถูกเทียบเคียงด้วยการพัฒนาต้นทุนต่ำของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ … ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาเหล่านั้นจะไม่มีความสุขนักกับสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือ นักฟังเพลงรุ่นเก่าจำนวนมากก็พัฒนาการฟังเพลงของตนมากับเทปผี ซึ่งนี่ก็เป็นไปด้วยตรรกะของการหาของที่ถูกที่สุดมาเพื่อให้ฟังเพลงได้เยอะที่สุดอันไม่ต่างจากนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่ดาวน์โหลดเพลงผ่าน P2P เช่นกัน สรุปคือ การต่อต้าน P2P นั้นเป็นการต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกันและผู้ที่ต่อต้านมันก็คือผู้ที่ต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกัน แน่นอนว่ามีผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงดนตรีอย่างไม่เท่าเทียมกัน ตรงนี้เข้าใจได้ว่าพวกเขาจะต่อต้าน … สิ่งที่ตลกก็คือ ผู้ที่ดูจะเสียเปรียบในความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าวจำนวนไม่น้อยนั้นก็ต่อต้าน P2P เช่นกัน
  3. P2P นั้นทำให้ไม่ขาดดุลการค้า – จริงๆ ตรงนี้อาจมองได้ว่าการโหลดเพลงของประเทศโลกที่สามนั้นเป็นการต่อต้านความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกับประเทศโลกที่หนึ่งด้วย เวลาคนมองวงการเพลงคนมักไม่มองว่าถึงที่สุดแล้วเราถูกสร้างความคิดในต้องบริโภคของจากประเทศโลกที่หนึ่ง เราถูกปลูกฟังว่างานดนตรีของโลกที่หนึ่งนั้นดี และเราก็ต้องซื้องานพวกนี้มาฟัง และสุดท้ายคนที่ได้เงินก็คือพวกค่ายใหญ่ๆ ในต่างประเทศ (ในหลายกรณีศิลปินเจ้าของเพลงนั้นตายไปด้วยด้วยซ้ำ) มองบนฐานแบบนี้ P2P นั้นทำให้เราได้สิ่งที่ปกติเราต้องจ่ายเงินให้ประเทศโลกที่หนึ่งมาฟรีๆ ตรงนี้ทำให้เราไม่ขาดดุลการค้า ตรงนี้ถ้ามองแบบท้องถิ่นนิยมแล้ว P2P กับผลงานจากต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งดีทีเดียว และดูจะดียิ่งขึ้นถ้าเราเอาส่วนที่ขยักไว้ดังกล่าวมาสนับสนุนแวดวงในระดับท้องถิ่น
  4. คอนเซ็ปต์เรื่อง วงการดนตรี นั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางเลย เวลาเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า วงการดนตรี ในแง่นี้เรากำลังพูดถึงกลุ่มผลประโยชน์ การที่เราพูดถึงมันรวมๆ ได้แสดงว่าเรามีสมมติฐานว่าทั้งหมดมีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น อย่างน้อยๆ แล้วความขัดแย้งระหว่างค่ายเพลงเล็กและค่ายเพลงใหญ่นั้นก็เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนตั้งแต่ช่วง 80’s เป็นต้นมา (จะให้ตรงกว่านั้นก็คือหลังจากยุครุ่งเรืองของพังค์ในอังกฤษเป็นต้นมาก) ทุกวันนี้การเกลียดค่ายใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องปกติของค่ายเล็กเป็นเรื่องปกติของค่ายเพลงนอกกระแสทั่วไปในโลก สุกี้เคยเล่าว่าในหนังสือ Bakery And I ว่าตอนเขาไปประชุมกับค่ายเพลงอินดี้ทั่วโลกนั้นมีเขาเพียงคนเดียวที่ไม่เกลียดค่ายเพลงใหญ่ ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่าหยาบๆ ว่าไม่มีค่ายเพลงใต้ดินหรืออินดี้ค่ายใดในโลก (ยกเว้นเบเกอรี่) ที่จะไม่เกลียดค่ายใหญ่ ปัญหาคือ เราจะเรียกเห็นว่าค่ายเล็กและค่ายใหญ่นั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันและเรียกมันรวมๆ ว่า วงการดนตรี ได้หรือ? ผู้เขียนมีความคิดว่ากระทั่งแนวคิด วงการดนตรีเองนั้นก็เป็นภาษาของพวกค่ายใหญ่ที่พยายามทำให้ผลประโยชน์ (และปัญหา) ของตนเองนั้นเป็นผลประโยชน์ (และปัญหา) ของคนที่ข้องแวะกับดนตรีทั้งหมด … ซึ่งถ้าคิดหน่อยผมว่าแนวคิดแบบนี้ Non Sense มากๆ
  5. P2P ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเผยแพร่ดนตรี ถ้าเป้าหมายของค่ายใหญ่ก็คือ ผลกำไรสูงสุด เป้าหมายของค่ายเล็กและวงดนตรีจำนวนมาก (ผมขอเน้นว่าไม่ใช่ทั้งหมดจะคิดแบบนี้) ก็คือ การเผยแพร่งานไปในวงกว้างที่สุด นี่คือสองเป้าหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในระบบเทคโนโลยีแบบเก่านั้นการเผยแพร่งานดนตรีนั้นต้องทำผ่านเทคโนโลยีการผลิตซ้ำในแบบที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็นแผ่นไวนีล, เทปคาสเซตต์ หรือ CD ธุรกิจดนตรีใหญ่นั้นก็หารายได้จากการขายสิ่งเหล่านี้ ค่ายเล็กๆ จำนวนมากนั้นก็ต้องเผยแพร่งานผ่านทางนี้ เพราะ ไม่มีทางอื่นให้เผยแพร่ (ข้อยกเว้นที่สำคัญคือ Tape Trading) ทั้งๆ ที่คนทางการเผยแพร่แบบนี้ต้องลงทุนมากและมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนไม่น้อยเช่นกัน (และแน่นอนว่ากิจกรรมของค่ายเล็กๆ จำนวนมากนั้นเป็นสิ่งที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิงในทางเศรษฐกิจ เพราะ แม้จะไม่ขาดทุนการลงทุนลงแรงดังกล่าวก็ให้กำไรที่ไม่คุ้มค่าอยู่ดี) อย่างไรก็ดีคำถามก็คือ เทคโนโลยีอย่างอินเตอร์เน็ตนั้นไม่ทำให้เผยแพร่งานง่ายขึ้นหรือ? มันไม่ดีตรงไหนที่คนทั้งโลก (ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต) นั้นสามารถเข้าถึงงานดนตรีคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องลงทุนอะไรในการเผยแพร่เลย? ผมคิดว่าวงใต้ดินทั้งหมดที่จะปั๊มแผ่นมาทีก็ต้องลุ้นละว่าจะขายได้คุ้มค่าปั๊มหรือเปล่า (ยังไม่ต้องไปคิดถึงการถอนทุนค่าห้องอัด) ควรจะคิดตรงนี้ให้จงหนัก สรุปว่าสุดท้ายแล้วคุณต้องการแค่ออกแผ่น CD มาและให้คนซื้อ CD คุณ? หรือว่าคุณต้องการให้คนฟังเพลงคุณอย่างแพร่หลาย? เทคโนโลยี P2P นั้นทำให้สองสิ่งนี้เป็นเรื่องแตกต่างกันอย่างชัดเจน และก็มีวงดนตรีจำนวนไม่น้อยที่เผยแพร่งานทางเครือข่าย P2P เป็นหลักแล้วด้วย ผมมองว่าเทคโลยีเหล่านี้มีส่วนในการช่วยเผยแพร่งานของวงดนตรีเล็กๆ และค่ายเล็กๆ จำนวนมากไปในระดับโลกด้วยซ้ำ คือ ผมว่าถ้าคุณมีความคิดที่ว่าคุณอยากทำเพลงให้คนฟังเป็นหลักคุณไม่ควรจะมีปัญหากับสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าคุณมองว่างานดนตรีนั้นสุดท้ายต้องเป็นของซื้อของขายผมก็ว่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
  6. P2P กับปัญหาเรื่องการสนับสนุนศิลปิน หลายๆ คนอาจมองว่า P2P นั้นฆ่าวงการดนตรีเพราะมันไม่มีช่องทางสนับสนุนศิลปินในระบบมันเลย คำถามผมคือมันจะตายได้อย่างไรในเมื่อมันก็ยังมีคนจำนวนมากทำเพลงและเล่นดนตรีกันอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีใครสนับสนุน? ที่จะตายน่ะใครกันแน่ วงการดนตรีของมนุษยชาติ? หรือระบบค่ายเพลงใหญ่? แน่นอนว่ามันจะต้องมีคนตกงานอีกมากมาย นั่นเป็นสิ่งที่สงสารได้แต่ต้องแยกให้ชัดเจน เพราะ การซื้อ CD ให้เม็ดเงินไปเข้าค่ายเพลงใหญ่นั้นถึงที่สุดก็เป็นการที่เงินไหลไปให้บรรษัท ไม่ใช่การสนับสนุนศิลปิน แน่นอนว่าศิลปินนั้นก็ได้เงินส่วนหนึ่ง (เต็มที่ก็ไม่กี่ %) แต่งบหลายๆ ส่วนก็ต้องไปเป็นค่าโฆษณา ค่าทำมิวสิควีดีโอ ฯลฯ การที่ CD ลดยอดลงคนพวกนี้เดือดร้อนแน่ๆ แต่ก็อย่างที่ผมบอกว่าการสนับสนุนศิลปินนั้นเป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนคนในธุรกิจดนตรีอีกพวงใหญ่ ดังนั้นคุณต้องคิดดีๆ อย่างไรก็ดีสำหรับผมสิ่งที่ดูจะ Non Sense ที่สุดคือการซื้องานของคนที่ตายไปแล้ว หรือวงที่แตกไปแล้ว แล้วบอกว่าสนับสนุนศิลปิน … ในกรณีเหล่านั้นคุณซื้อไปเท่าไรเขาก็คงไม่ผลิตงานเพิ่ม เงินนั้นก็จะไปเข้าแต่กับค่ายใหญ่ๆ ที่หากินกับคนตายกับวงแตกจนร่ำรวย … นี่มันสนับสนุนศิลปินตรงไหน? ผมมองว่าวิธีคิดว่าต้องสนับสนุนศิลปินต้องซื้อ CD มันเป็นแนวความคิดที่ถูกเน้นย้ำโดยค่ายใหญ่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนมากกว่า จริงมีการสนับสนุนศิลปินอีกตั้งเยอะ การไปดูศิลปินเล่นสดก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะให้เงินไหลไปที่ศิลปินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซื้อ CD

นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนคิดออกคร่าวๆ จริงๆ ยังมีประเด็นอีกเช่นประเด็นเรื่องทำไมคนนั้นเห็นดีเห็นงามกับ Youtube แต่กลับต่อต้าน P2P แต่ยังไม่รู้จะเอาไปที่ไหน อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้เขียนนั้นตั้งคำถามมาทั้งหมดก็หวังให้หลายๆ คนนั้นกลับมาทบทวนกับสิ่งที่ตนนั้นเชื่ออยู่ทำอยู่ ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้ทำก็คือ มันมีมุมมองจำนวนมากที่ความเชื่อทั่วไปกดทับไว้ และมันก็มีมิติของผลประโยชน์ของหลายๆ ฝ่ายนั้นเร้นกายอยู่ท่ามกลางประเด็นที่ฟังดูเป็นกลางๆ หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเชิญชวนให้ท่านๆ ได้ขบคิดถึงปัญหาแบบนี้อย่างหลากหลายขึ้น

10 Responses to “The Politics of P2P Music Sharing”

  1. DEFY-ID Says:

    เขียนยาวนะครับ จริงๆ มีประเด็นอะไรอยากถกหลายประเด็น แต่ด้วยสันดานเดิมคือขี้เกียจเลยจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสั้นๆ
    ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้มีรากฐานจากแนวดนตรี (โอเค จากชนชั้นนั้นอาจจะใช่ เพราะตอนนี้เรามีปัญหาเรื่อง digital divides ที่กลุ่มคนบางกลุ่มจะเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ทและเทคโนโลยี่ p2p แต่เรื่องของดนตรีคลาสสิค กับแจ๊ส มันไม่เกี่ยวกับฐานคนฟังชั้นสูงที่เงินหนา…แต่เป็นเพราะส่วนแบ่งทางการตลาดที่ต่ำเป็นปกติมากกว่า ไม่เหมือนป๊อป กับร๊อคที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมาก…นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีปฏิกิริยามาก
    P2P จะทำให้คนเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมได้อย่างไรในเมื่อมี digital divides? การที่คุณ Fxxk บอกว่า “สรุปคือ การต่อต้าน P2P นั้นเป็นการต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกันและผู้ที่ต่อต้านมันก็คือผู้ที่ต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกัน แน่นอนว่ามีผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงดนตรีอย่างไม่เท่าเทียมกัน” ผมว่าไม่ใช่ การต่อต้าน P2P คือการต่อต้าน piracy ครับ ผมไม่รังเกียจ P2P ถ้ามันจะไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่น
    ส่วนที่คุณบอกว่า “อย่างไรก็ดีสำหรับผมสิ่งที่ดูจะ Non Sense ที่สุดคือการซื้องานของคนที่ตายไปแล้ว หรือวงที่แตกไปแล้ว แล้วบอกว่าสนับสนุนศิลปิน … ในกรณีเหล่านั้นคุณซื้อไปเท่าไรเขาก็คงไม่ผลิตงานเพิ่ม เงินนั้นก็จะไปเข้าแต่กับค่ายใหญ่ๆ ที่หากินกับคนตายกับวงแตกจนร่ำรวย … นี่มันสนับสนุนศิลปินตรงไหน?”
    แล้วไม่คิดว่าค่าลิขสิทธิ์จะไปถึงมือลูกหลานของเขาบ้างหรือครับ?
    ผมจะได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ผมเคยถามคำถามแบบนี้ อาจจะเป็นคำถามที่เห็นแก่ตัวเองเสียหน่อย คือตอนนั้นกำลังเริ่มใช้กฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธ์งานเขียน ว่า ผ่านไป 50 ปีหลังจากผู้เขียนตาย ให้งานนั้นเป็นสมบัติสาธารณะ ผมเลยถามว่า แล้วไอ้ที่ผมเขียนไปเนี่ย มันเป็นมรดกให้ลูกหลานผมไม่ได้หรือ? อย่างบ้าน ที่ดิน หรือภาพวาด ที่ผมวาดขึ้น ต่อให้ผมตายไปไม่ว่ากี่ปี มันก็จะตกเป็นของลูกหลานของผมไปตลอด ทำไมงานที่ผมใช้สมองคิดมา มันถึงไม่อยู่ได้ยาวๆ ขนาดนั้น
    แต่ก็อย่างว่า …เขาบอกว่ามันเป็นกฎสากล…

    คือถ้าแลกเปลี่ยนความคิดผิดประเด็นก็ขออภัย ตอนนี้ผมยังไม่หายป่วยดีนัก เลยอ่านที่คุณ Fxxk เขียนแค่รอบเดียวแล้วตอบเลย จริงๆ น่าจะอ่านให้ละเอียด แต่ก็ยอมรับละครับว่าอ่านไม่ไหว

    จริงๆ ผมหมั่นไส้ p2p มากๆ เดี๋ยวนี้มีคนสะสม mp3 กันเยอะ…สะสมกันเป็นหลายร้อยหลายหมื่น Gig แต่จะฟังกันจริงๆ กี่เพลง มันทำให้ได้อะไรมาง่ายๆ จนเหมือนไร้ค่า

  2. fxxknoevil Says:

    ขอบคุณมากครับที่แลกเปลี่ยน

    ผมขอแลกเปลี่ยนต่อดังนี้

    1. การที่ผมมองว่าเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับชนชั้นและแนวดนตรีนี่ ผมได้จากการพูดคุยกับคนฟัง Classic กับ Jazz ครับ ผมได้ข้อสรุปคร่าวๆ ว่าคนพวกนี้มีการรับรู้รายละเอียดเสียงที่ต่างจากผมมาก คนพวกนี้ฟังเพลงละเอียดมากๆ เก็บทุกเม็ด และดนตรีเหล่านั้นก็มีรายละเอียดให้เก็บ

    และสำหรับคนพวกนี้การฟังสื่อบันทึกเสียงที่มีคุณภาพและความละเอียดเสียงสูงนั้นเป็นประเด็นมากๆ

    ดังนั้นคนพวกนี้จะไม่ชอบ mp3 แต่ไม่ใช่ด้วยสาเหตุที่ว่ามันละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ด้วยสาเหตุที่ว่าคุณภาพเสียงมันไม่ดีพอที่จะสร้างอรรถรสในการฟังเพลงของพวกเขาได้เพียงพอ หรือ ว่าเพราะ “เสียงมันห่วย” ถ้าจะพูดในภาษาที่ผมได้ยินบ่อยๆ จากการสนทนาประเด็นเหล่านี้กับคนพวกนี้

    ที่นี้การที่คนจะพัฒนารสนิยมฟังเพลงไปขนาดนั้นโดยทั่วไปต้องมีเวลาว่างมากครับ อันนี้ผมว่าชัดเจนอยู่ ว่าการผีกฟังเพลงโครงสร้างซับซ้อนที่มีเครื่องดนตรีหลายสิบชิ้นให้ได้ยินหมดทุกชิ้นและสามารถแยกฟังเสียงประสานได้ นั้นย่อมต่างจากการฟังเพลงที่มีเครื่องดนตรี 3-4 ชิ้น ที่มีแต่ท่อนซ้ำๆ

    กล่าวง่ายๆ คือ ยิ่งฟังเพลงที่ฟังยาก คุณก็ยิ่งต้องเป็นคนที่มีเวลาในการฟังน่ะครับ

    ตรงนี้ผมว่าคิดต่อได้ไม่ยากเลยว่า คนที่จะมีเวลามากๆ แบบนั้นก็ย่อมเป็นชนชั้นสูงและคนที่มีอันจะกิน ซึ่งนี่จะยิ่งจริงมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมที่ไม่ได้มีของแบบนี้อยู่ในสายเลือดแบบที่ชาวบ้านร้านตลาดก็ฟังเพลงคลาสสิค (ซึ่งหลายๆ ที่ในยุโรปนั้นเป็นในระดับหนึ่ง)

    กลุ่มชนชั้นที่มีเวลาว่างมากๆ นี่ในทุกๆ สังคมย่อมมีน้อยครับ มวลชนนั้นต้องทำงานหนักและมีเวลาน้อยดังนั้นโดยทั่วไปจึงหันไปหาความบันเทิงราคาถูกแบบเพลง Pop

    ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ตลาดของเพลงฟังยากจะเล็กว่าตลาดเพลงที่ฟังง่ายมากๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับโครงสร้างทางชนชั้น

    ตรงนี้เรื่องส่วนแบ่งการตลาดก็จริงครับ แต่ผมว่ามันมีรากฐานมาจากชนชั้นอยู่ดี

  3. fxxknoevil Says:

    2. เรื่องอายุลิขสิทธิ์ – ตอนแรกผมว่าต้องถามก่อนว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยส่วนใหญ่แล้วงานของพวกค่ายใหญ่นี่ค่ายเป็นเจ้าของทั้งนั้นครับ ดังนั้นลงเงินไปเท่าไรเข้าค่ายหมด

    ถามว่าเงินอาจไปถึงลูกหลานของพวกเขาหรือไม่? ผมว่าเป็นไปได้ครับ แต่ผมคิดว่าไม่มากเท่าไร และมองว่าระยะเวลา 50 ปีมันมากไปอยู่ดี คือ แทนที่มันจะเป็นของสาธารณะ ให้คนใช้ประโยชน์มันกลับไปเป็นประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ

    จริงๆ นี่ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ เลยครับ คนที่ทำงานมาก็อยากให้มันมีมูลค่ามากที่สุด ส่วนคนที่อยากใช้มันก็อยากให้มันเป็นของสาธารณะเร็วที่สุด

    และจริงๆ กระแสต้านการส่งไปถึงลูกหลานมันก็มี อย่างแนวคิดเรื่อง ภาษีมรดกไงครับ ซึ่งในทางหลักการมันก็จะทำให้ในระยะยาวนั้นผู้คนโดยรวมมีสถานะทางเศรษฐกิจเท่าเทียมขึ้น

    ทั้งหมดนี่ประเด็นการเมืองเน้นๆ เลยครับ พูดยากว่าฝ่ายไหนถูก

    อย่างไรก็ดีประเด็นพวกนี้ซับซ้อนครับ เวลาพูดถึงลิขสิทธิ์คุณพูดถึงทุกอย่างเลยไม่ใช่แค่งานดนตรี ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่คิดว่ามันควรจะเท่ากันเนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละภาคการผลิตเหล่านี้ ดนตรีผมอาจจะรู้สึกว่าควรให้หมดลิขสิทธิ์แค่ 20 ปีหลังผลิต แต่วงการหลังสือผมอาจจะรู้สึกว่าน่าจะคุ้มครองไปตลอดชีวิต เป็นต้น

    อย่างไรก็ดีผมตระหนักดีว่าผมให้ลำดับก่อนหลังอะไร และผมก็เห็นว่าที่มีอยู่นี่มันนานไปผมจึงเสนอดังนี้

    จริงๆ เรื่องการขยายอายุลิขสิทธิ์เรื่อยๆ มันมาจากอเมริกาครับ มันเป็นการขยายเพื่อครอบคลุมผลประโยชน์ของสินค้าลิขสิทธิ์ที่มีค่ามากๆ พวกบรรษัทใหญ่ในอเมริกานั้น Lobby นักการเมืองกระจายอยู่แล้ว และเอาจริงๆ นี่ที่ในอเมริกานั้นเลื่อนจาก 50 ปี มาเป็น 70 ปี ก็เพราะ Mickey Mouse จะหมดลิขสิทธิ์ครับ

  4. fxxknoevil Says:

    จริงๆ ประเด็นความเท่าเทียมที่ผมกล่าวมันก็จริงว่ามีเรื่อง Digital Divide อยู่ อย่างไรก็ผมก็มองว่าแนวโน้มระยะยาวนั้นคนจะเข้าถึง Internet ขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดบนฐานแบบนี้

    จริงๆ งานชิ้นนี้เขียนไม่ค่อยดีครับ มีอะไรอยู่ในหัวเยอะเลยเขียนๆ มาเขียนเสร็จก็ไม่พอใจเท่าไร เก็บไว้ก็เสียดาย

    ผมไม่ได้แจงรายละเอียดในหลายๆ ประเด็นมันมีเรื่องของหลักกฏหมายอย่าง Fair Use ที่จะมาสนับสนุน P2P ด้วย เพราะ ลิขสิทธิ์นั้นก็มีข้อยกเว้นคือ Fair Use ซึ่งเป็นการใช้ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ครับ

    ทั้งหมดนี้ผมเขียนบนฐานของการต้านกระแสบังคับใช้ลิขสิทธิ์อย่างเข้มข้นซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลประโยชน์ของทุนใหญ่ครับ ผมมองว่ามันไม่เป็นผลที่ในภาคการผลิตสร้างสรรค์จำนวนมาก (จริงๆ ให้พวกทำ Creative Commons มาพูดก็คงจะยกตัวอย่างได้มาก)

    โดยพื้นผมคิดอะไรไม่ซับซ้อนครับ ผมก็แค่อยากให้คนฟังเพลงและเข้าถึงเพลงให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ เท่านั้นเลยครับ สำหรับผมอะไรที่มาขวางผมก็คงจะเขียนต้านหมดถ้ามีเวลา

    อย่างไรก็ดีผมศึกษาๆ ไปผมก็พบว่านอกจากว่ามันจะเป็น Common Sense ว่าการฟังเพลงมากๆ นั้นจะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ทางดนตรีที่มากกว่าแล้ว งานบางชิ้นยังยืนยันอย่างนั้นอีก

    ผมก็ยิ่งพยายามให้คนฟังเพลงมากๆ

    และผมมองว่ายังไง p2p นั้นก็เป็นช่องทางที่ดีมากๆ ที่จะนำไปสู่ตรงนี้ อย่างน้อยๆ ผมว่ามัน bridge the gap การฟังเพลงของคนโลกที่หนึ่งและโลกที่สามได้มหาศาลเลย (แม้ว่ามันอาจจะจำกัดแค่ชนชั้นกลาง – ซึ่งผมก็เชื่ออีกว่าชนชั้นกลางจะขยายตัวเรื่อยๆ)

    จริงๆ มีอีกสองเรื่องไม่รู้ผมเสนอหรือยังเขอเสนอดังนี้

    1. P2P นั้นเป็นการ Sample – จริงๆ นี่ก็ข้อโต้แย้งปกติแหละครับ แต่อีกฝ่ายก็จะแย้งมาว่าฟังตัวอย่างไปก็ไม่ซื้อ อย่างไรก็ดีผมอยากจะขยายประเด็นว่า แง่การ Sample นี่มันมีประโยชน์มากๆ สำหรับการขยายพรมแดนดนตรีที่เราไม่รู้จัก

    ผมคิดว่าคนจำนวนมากที่อยู่ดีๆ อยากฟังเพลงในแนวทางที่ไม่เคยรู้จักคงเคยมีประสบการณ์ให้การเปิดพรมแดนเพลงใหม่

    และคงรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เสี่ยงมากๆ ต้องซื้ออะไรสุ่มๆ ซึ่งก็เปลืองมากๆ อีก

    P2P ช่วยเราตรงนี้ด้วยครับ ทำให้เราได้ยินดนตรีที่เราอาจไม่มีปัญญาซื้อมาลอง (หรือคำนวนแล้วว่าไม่คุ้มที่จะเสียง)

    ดังนั้นนอกจากจะทำให้ฟังเพลงลึกแล้วยังทำให้ฟังเพลงกว้างได้ด้วยครับ

    ตรงนี้ผมว่ามีประโยชน์มากๆ ผมกล้าพูดเลยว่าถ้าไม่มี P2P ผมคงไม่ได้ฟังเพลงจำนวนมากที่ผมฟังอยู่ตอนนี้ เพราะ ผมคงไม่กล้า Import ของหายากพวกนี้สุ่มๆ มาลอง

    2. P2P นั้นเป็นการเพิ่ม “ทางเลือก” – อันนี้สำคัญครับ สมมติว่าคุณหาทุกอย่างได้จาก P2P เวลาที่คุณจะซื้ออะไรนี่คุณทำไปเพื่อ Support ศิลปินจริงๆ และเนื่องจากคุณหางานมาฟังได้ง่ายขึ้น ก็ก็มีทางเลือกที่จะ Support ศิลปินได้มากขึ้นในเงินก้อนเดียวกัน

    ในฐานแบบนี้โดยทั่วไปผมจะสนับสนุนงานของวงที่ยังเล่นอยู่เป็นหลัก

    เพราะ ผมคิดว่าผมสนับสนุนไปเพื่อให้เขามีกำลังใจจะทำงานต่อ อยากให้เขารู้ว่ามีคนฟังเพลงเขา เขาจะได้มีกำลังใจ

    ซึ่งผมว่านี่ดี เพราะ เมื่อก่อนนั้นคนทางการฟังเพลงแบบมาตรฐานจะบังคับให้คุณนั้นซื้องานพวกวง Classic จำนวนมากก่อน หลังจากมี P2P คุณเลี่ยงคอร์สบังคับแบบนี้มา Support พวกวงที่เล่นอยู่ได้เลย

    ประมาณนี้แหละครับ

    อ้อ ทั้งหมดนี้ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของ “การจัดการทรัพยากร” ล้วนๆ เลยนะครับ ลิขสิทธ์ ในสายตาผมไม่ใช่เรื่องกฏหมาย เรื่องศีลธรรมอะไรทั้งนั้น เป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากร ดังนั้นผมจึงไม่ได้มองว่ามันผิดหรือไม่ผิดในแง่กฏหมายหรือศีลธรรม แต่ผมจะมองมันในแง่ที่ว่ามันเอื้อให้จัดสรรค์ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมหรือไม่? มากกว่า

    ซึ่งตรงนี้ผมมองว่ามันไม่เป็นธรรมครับ กฏเกณฑ์ที่เป็นอยู่เอื้อให้ฝ่ายที่ถือกรรมสิทธิ์มากไป สมดุลควรจะกลับมาด้านประโยชน์สาธารณะมากขึ้น

    อย่างไรก็ดีผมก็ไม่ใช่พวก Copyleft แบบเพียวๆ ผมยังเชื่อใน Attribution อยู่ คือ งานอาจจะเผยแพร่ไปเรื่อยๆ ได้ แต่สุดท้ายชื่อของคนที่ผลิตมันต้องอยู่ (ซึ่งตรงนี้จริงๆ กฏหมายลิขสิทธิ์ก็ไม่รองรับนะครับเท่าที่รู้ คือถ้าเกิดมันเป็นของสาธารณะมันก็เป็นของทุกคน ดังนั้นถ้าใครคนใดคนหนึ่งแบบอ้างเป็นของตัวเองก็คงจะฟ้องไม่ได้ แต่ถ้าจะให้มันกลับมามีลิขสิทธิ์อีกครั้งนี่อาจมีปัญหาครับ)

    อย่างไรก็ดีขอบคุณมากๆ เลยครับที่มาแลกเปลี่ยน

  5. NA CRUST Says:

    เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันไปทั่ว แต่ก็มีหลายกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้นั่นคือแวดวงใต้ดินที่เป็นที่รู้จักในวงแคบๆ ในสมัยก่อนการมาถึงขออินเตอร์เน็ตนั้นแวดวงใต้ดินใช้การติดต่อและการขายทางจดหมาย การแลกเปลี่ยน ทำหนังสือ fanzine ให้ผู้อ่านได้ติดต่อไปที่ตัวศิลปินและค่ายเพลงโดยตรง และเมื่อมาถึงยุคอินเตอร์เน็ตวิธีการแบบนี้ก็ยังคงอยู่เพียงแต่การติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตจะรวดเร็วกว่ามาก จากเวลาเป็นอาทิตย์ๆมนการส่งจดหมายติดต่อข้าวทวีปในแต่ละครั้งกลายมาเป็นเพียงวินาทีเดียวที่ติดต่อกันผ่านทาง MSN ทั้งเรื่องการติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซื้อขายแลกเปลี่ยน หาที่แสดงโชว์ 9ล9

    และอีกอย่างผลงานในหลายๆแวดวงนั้นหายากและมีจำนวนจำกัดการใช้อินเตอร์เน็ตในการเผยแพร่ แนะนำและให้ดาวโหลดนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบุคคลต่างๆที่แทบไม่มีโอกาสหาผลงานบางวงฟัง(วงเก่า ชื่อระดับกลาง ปั้มแผ่นครั้งเดียวไม่มีค่ายไหนทำซ้ำ หาไม่ได้เลยแม้กระทั่งในเวป ebay ) นี่คือประโยชน์ของแวดวงใต้ดิน & อินดี้ที่ได้รับจากยุคอินเตอร์เน็ต

    ในเรื่องของวงดนตรีในประเทศที่มีแวดวงเล็กๆอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์ในการเผยแพร่เช่นกันโดยเฉพาะ Myspace ที่กลายเป็นเวปหลักของคนดนตรีเรารู้จักวงดนตรีใหม่ๆ โนเนมมากมายที่น่าสนใจและเราก็สามารถนำเสนอผลงสนให้คนทั่วโลกฟังได้ด้วยเช่นกัน

    นักดนตรีและวงดนตรีหลายๆวงไม่ได้เดือดร้อนกับยอดขายอะไรเลย มีแต่ไอ้พวกธุรกิจดนตรีที่อ้างว่าทำมาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยธุรกิจนี้ คนอีกเป็นล้านที่อยู่ในแวดวงดนตรีที่รักดนตรีทำงานดนตรีด้วยตนเองไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรเลย หนำซ้ำยังเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขาในการกระจายผลงานไปทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆทั่วโลก

    สำหรับผมงานดนตรีมีไว้ฟังไม่ได้มีไว้ขาย แต่ถ้าอยากได้ผลงานอยากได้แผ่นเก็บไว้ก็ติดต่อซื้อขายกัน และคนทั่วโลกเขาก็ซื้อแผ่นมาฟังมาเก็บกันแต่หลายๆวงมันอาจหาไม่ได้เลย หรืองานบู๊ตเลคต่างๆที่หายาก วิดิโอ ต่างๆที่หายากการดาวโหลดคือวิธีเดียวที่คุณได้ได้สมัพัสกับมัน

    ส่วนตัวผมไม่ได้ถึงกับเป็นนักสะสมตัวยงแต่ก็ติดต่อซื้อแผ่นเป็นระยะๆตามสถานะจะอำนวย(ทำงานอิสระรายได้ไม่แน่นอน หรือเรียกง่ายๆว่าศิลปินไส้แห้ง)

    หากจะพูดถึงอินเตอร์เนตและการดาวโหลดนั้นช่างเหมาะสมกับวัฒนธรรม D.I.Y และชาวอนาธิปไตยยิ่งนัก

    คิดว่าหลายคนคงจะเคยอ่านงานของนาโอมิ ไคลน์กันนะครับ เธอมีความคิดเห็นในเรื่องนี้ค่อนข้างจะชัดเจน


  6. ตามมาอ่าน แต่ล่ะเม้นนี่ยามจริงๆ


  7. ไม่ได้แวะเวียนเข้ามานาน
    มาอ่านแล้ว ค่อนข้างจะถูกใจในหัวข้อนี้เป็นอย่างมากครับ
    เนื่องจากหัวข้ออื่นๆเป็นการพูดถึงแนวดนตรีเชิงลึกซึ่งผม ไม่ค่อยประสีประสามากนัก

    ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแอบต่อต้าน การ download อยู่ลึกๆน่ะครับ
    ผมว่าจริงๆแล้วมึนต้องมองเป็น 2 แง่น่ะครับ

    แง่แรกในด้านการเผยแพร่ อย่างที่คุณ NA CRUST ได้กล่าวไว้ว่า “ดนตรีมีไว้ฟัง”
    ผมว่าการที่มี internet ทำให้มีการฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีครับ

    แต่การ download เอาไปดื้อๆผมว่าอย่างไรมันก็ขโมยอยู่ดีน่ะครับ
    คิดง่ายๆว่าถ้าเราเป็นศิลปิน ผมว่าถึงจะ อาติส อย่างไรก็ต้องกินดื่มน่ะครับ

    ผมว่ามันน่าจะมีช่องทางที่ยืดหนุ่นกว่านี้น่ะครับ เช่น พวก imemm อะไรนี่ผมว่าก็ดีทีเดียวน่ะครับ เผยแพร่แต่ไม่ให้ไปฟรีๆ itune อะไรอย่างนี้

    แต่ผมเองก็ไม่เคยซื้อเพลงผ่านเนตน่ะครับ ขโมยเอาดุ้นๆเหมือนกัน

    อ่าว ……………

    แต่ชอบบทความนี้ครับคุณตุลย์ มันมีแง่งามดีครับ

  8. Chayanin Says:

    ขอแลกเปลี่ยนความเห็นนะครับ

    ผมมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะตัดสินใจแทนเจ้าของงานน่ะครับ วงใต้ดินหรือวงที่ต้องการเพียงให้คนฟังมากๆ สามารถใช้ P2P เป็นช่องทางในการเผยแพร่งานได้เร็ว แต่ถ้านักดนตรีเหล่านี้ “เลือก” จะขายงานให้ค่ายเพลงใหญ่ แล้วเราจะบอกว่า คนฟังมากขึ้นไม่น่าดีใจตรงไหน ดูจะเป็นการคิดแทนมากไปหน่อย ใช่ครับ มันเป็นผลประโยชน์ของค่ายใหญ่ แต่ถามว่า แล้วศิลปินที่ไปสังกัดค่ายใหญ่ ก็ได้ประโยชน์จากค่ายเหล่านี้

    ไม่มีกฎหมายลิขสิทธิ์อันไหนที่บอกว่า ศิลปินห้ามแจกงานของตัวเองฟรีๆ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเป็นตัวปิดกั้นเลยถ้าพวกเขาจะปล่อยเพลงให้ดาวน์โหลดฟรีแทนที่จะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ และการเลือกเซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ ศิลปินก็ต้องได้รับผลประโยชน์ที่เขาเห็นว่า “คุ้ม” จึงจะทำแล้วเหมือนกัน

    ผมออกจะเห็นด้วยครับว่า จริงๆ แล้วมันออกจะเป็นผลประโยชน์ของค่ายใหญ่มากกว่า แต่ถามว่า แล้วทำไมผลประโยชน์ของค่ายใหญ่ถึงต้องถูกมองว่า unfair?

  9. FxxkNoEvil Says:

    ผมเขียนงานนี้นานละ ตอนนี้จุดยืนผมก็เปลี่ยนไปในรายละเอียดหลายๆ อย่าง ขอตอบแบบปัจจุบันแทนจะที่ไป “ป้องกัน” งานชิ้นนี้ก็แล้วกันนะครับ

    ประการแรก ผมไม่ได้คิดจะ “ห้าม” เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่นะครับ แต่แค่อยากเชื้อเชิญว่า อย่าทำดีกว่า ก็จัดเป็นการโฆษณาชวนเชื่อแบบหนึ่ง คือ ผมว่าคนจำนวนไม่น้อยอยู่ในวิธีคิดเกี่ยวกับหนทางดนตรีที่จะต้องไต่ไปเซ็นสัญญาให้ได้น่ะครับ ผมว่ามันไม่จำเป็น ผมเลยโจมตีอุดมการณ์ชุดนี้

    ส่วนในส่วนของจุดมุ่งหมายในการทำดนตรีเพราะอยาก “ให้คนฟังเยอะๆ” นี่ผมได้จากการทำงานภาคสนามครับ เท่าที่ผมรู้คนทำงานใต้ดินมาจุดมุ่งหมายหลักก็คือ การให้เพลงอย่างที่มันเป็นไปถึงคนฟังให้มากที่สุด (ซึ่งต่างจากการอยากให้คนฟังมากที่สุดแต่ทำอะไรก็ได้)ผมเสนอจากฐานความต้องการที่ผมเห็นตรงนี้ครับ คือประมาณว่าถ้าคุณต้องการแบบนี้ ที่ทำอยู่มันก็ไม่ถูก

    ประการที่สอง ผมคิดว่าความแฟร์นี่เป็นเป็นสิ่งที่โต้แย้งได้ไม่มีความเป็นสากลมันถูกกำหนดโดยอุดมการณ์ในแต่ละยุคสมัย คือมันไม่ใช่แค่กฏหมายนะครับที่สัมพัทธ์ ความยุติธรรมมันก็สัมพัทธ์ด้วย สิ่งที่ผมทำก็คือ พยายามจะทำให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตามกฏหมายมันไม่แฟร์ อีกฝ่ายก็อาจเถียงผมได้ว่ามันแฟร์ ก็ต้องถกกันไป สำหรับผม ผมมองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในวัฒนธรรมดนตรีมากกว่า ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่จะ Better Off จากสิ่งที่ผมเสนอ ซึ่งนี่ก็ถกเถียงได้เช่นกันครับ

    อย่างไรก็ดี ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนครับ นึกว่าจะไม่มีคนมาอ่านแล้วนะเนี่ย เหอะๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: