Home

On Thrash Metal and Its Difference From Heavy Metal

พฤศจิกายน 5, 2008

ตอนแรกผมว่าต้อง Clear ก่อนนะครับ

ระหว่าง Hard Rock/ Heavy Metal รุ่นบุกเบิก (รุ่น Blue Cheer, Led Zep., Deep Purple, Black Sabbath)

กับพวก Heavy Metal ตอนที่มันตั้งตัวแล้วชัดเจน (ชัดสุดจะราวๆ ยุค NWOBHM)

อันแรกจะติด Blues เยอะครับ อันหลังนี่โดยทั่วไปจะไม่ติดเลย ท่อนริฟฟ์และเพลงส่วนใหญ่ก็จะไม่หลวมๆ แบบอันแรก คอร์ดรุงรังๆ (คอร์ดเต็มรูปไอ้พวกคอร์ด 7 อะไรเทือกนี้ – ซึ่งผมก็ว่าเป็นอิทธิพล Blues) ก็จะไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะซัด Power Chord กัน ปนกับริฟฟที่เป็นซิงเกิลโน๊ต (กีต้าร์ประสานนี่ยุคแรกๆ ไม่ค่อยมี) เบสนี่ก็มักจะเล่นไปตามริฟฟ์ หรือ ไม่ก็เล่นรองพื้นแบบหนาๆ (ผมนึกถึงแต่งหน้าอย่างไรไม่รู้) กลองนี่ก็จะตีแบบตรงไปตรงมามากๆ ลูกกระตุกๆ ขัดๆ ไม่ค่อยมี

โอเค ถ้าแยกได้ดังนี้แล้วเราจะไปกันต่อในการแยก Heavy Metal (อันหลังนะครับ อันแรกนี่มันต่างกันชัดเจนมากๆ จนแทบจะไม่ต้องอธิบาย) กับ Thrash Metal ล่ะนะครับ

Thrash ต่างจาก Heavy อย่างไร?

เชื่อหรือไม่ว่าผมเคยอ่านสือกีต้าร์เล่มหนึ่งพยายามจะอธิบาย (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Guitar World ปกมีกีต้าร์ Skid Row – ผมซื้อมือสองมาจากจตุจักร) และผมก็ได้ออ่านตำรา Thrash เล่มหนึ่ง (ซื้อจาก JU พันธุ์ทิพย์)

ผมกล้าพูดเลยว่าทั้งสองเล่มถ้าไม่อธิบายผิดก็ชวนให้ไขว้เขวมากๆ ในหลายๆ จุด ซึ่งผมจะแทรกๆ ไป

ปัญหาที่ผมเห็นก็คือพวกนี้มอง Thrash จากแค่วงดังๆ ไม่กี่วง ซึ่งผลก็คือ มันจะเอาลักษณะเฉพาะที่วงดนตรีไม่กี่วงมีมาเป็นลักษณะของ Thrash … ซึ่งถ้าคุณฟังพวกวงเกรด B, B+ ไปจนถึง A- เยอะๆ คุณจะไม่คิดแบบนี้ (จริงๆ ผมไม่อยากพูดนะว่าพวกนักดนตรีที่มีความรู้ทางดนตรีอย่างเป็นทางการมามากๆ มักจะมีชั่วโมงบินการฟังต่ำกว่านักฟังเพลง แต่ปัญหาคือ เวลาพูดคนทั่วๆ ไปจะเชื่อพวกแรกมากกว่า ถ้าถามผมผมว่าพวกนี้ในหลายๆ ครั้งฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดด้วยซ้ำ – ขอโทษที่พูดแรง ผมถือว่าเราๆ เป็นนักฟังเพลงกันนะเลยอยากระบายเล็กๆ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเรียนดนตรีหรือรู้ทฤษฏีเยอะๆ นี่ไม่ดีหรือไม่ใช่คนดีนะครับ จากประสบการณ์ที่ผมเจอพวกนี้จะชอบแสดงตัวว่ารู้ไปทุกเรื่องทั้งๆ ที่ฟังเพลงก็กระจึ๋งเดียว – ปริมาณการฟังไม่สามารถเทียบกับท่านๆ แถวนี้ได้เลย)

OK มาเริ่มกันดีกว่า

ความต่างที่ผมเห็นมีดังนี้ (ผมจะพูดถึงแค่พวก Old School นะครับ วงรุ่นใหม่ๆ ที่เล่น Old School ก็มักจะมีลักษณะดังนี้)

1. เสียงร้อง – พวก Thrash นั้นจะร้องกร้าวกว่าและไม่มีค่อย Melody อันนี้เป็นลักษณะที่เห็นได้ทั่วไปคิดว่าไม่ต้องอธิบายมาก แม้ว่าเสียงร้องของพวก Thrash จะหลากหลาย

บางวงตะโกนบ่นๆ (อาทิ Sacred Reich) บางวงร้องเสียงกร้านๆ หยาบๆ เละ (Coroner, Possessed, Onslaught ชุดแรกๆ, Celtic Frost – จริงๆ ผมว่าดนตรีวงนี้ประหลาดที่จะเรียกว่า Thrash อยู่ แต่ไว้ว่ากันต่อไปด้านหน้า) บ้างวงร้องกร้านๆ บ่นๆ (อาทิ นักฆ่าในตำนานอย่าง Slayer และพวกผู้ยิงใหญ่แห่งเยอรมัน Sodom, Destruction, Kreator, Tankard อย่างไรก็ดีบางวงพวกนี้ก็มีการร้องกร้านๆ หยาบๆ อยู่บ้างชุดแรกๆ ถ้าผมจำไม่ผิด – เพราะ ผมไม่ชอบยุคนั้นเท่าไร)  บางวงก็เสียงแหลมมาเลย  (Nuclear Assault, Forbidden, Flotsam & Jetsam)

แต่สิ่งที่มีร่วมกันของพวกนี้คือความกร้านและไม่ค่อยมี Melody (โดยเฉพาะ ถ้าเทียบกับ Heavy Metal) ตรงนี้โปรดสังเกตุว่าเอาจริงๆ มีวง Thrash ไม่กี่วงเท่านั้นที่ร้องพอจะมี Melody มากห่อย ตัวอย่างก็คือ Metallica, Megadeth (จริงๆ น้าเบี้ยวก็ไม่ค่อยมี Melody เท่าไรแต่พอกล้อมแกล้มอยู่หมวดนี้ได้), Anthrax, Xentrix

ตรงนี้อาจมีคนมองว่าพวก Heavy บางวงก็เริ่มมีลักษณะแบบนี้ เช่น Venom และ Motorhead … จะว่าไปพวกนี้ก็ Proto-Thrash ดีๆ นี่เองครับเพียงแต่คนไม่เรียกกัน นอกจากนี้แล้ว Thrash บางวงก็เริ่มจะร้องสำรอก อาทิ Possessed … ซึ่งนั่นก็คือ Proto-Death ดีๆ นี่เองครับ แต่คนก็ไม่ค่อยเรียกเช่นกัน (อย่างไรก็ดีบางคนก็จัดวงนี้เป็น Death ไปเลย) เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน่ออ่อนของดนตรีอีกกระแสหนึ่งนั้นปรากฏในดนตรีอีกกระแสเป็นเรื่องปกติครับ

2. ส่วนโน๊ตในริฟฟ์กีต้าร์ และ เบส – ว่ากันว่าถ้าจะอธิบายง่ายๆ Thrash ก็คือ Heavy ที่โน๊ตถี่ขึ้น ก็พอถูไถครับ แต่ยังไม่ชัดพอ

ถ้าถามผมสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ Thrash นั้นเป็น Thrash คือ โน๊ตที่ต่อเนื่องกันเป็นพรืดครับ ถ้าดู Tab นี่จะพบเลยว่ามันจะเต็มไปด้วยเขบ็ดชั้นเดียวเป็นพรืด และมักมีเขบ็ดสองชั้นแซมเป็นพักๆ  (เล่นให้ดูจะง่ายกว่า แต่ตรงนี้เราเงื่อนไขการถ่ายทอดคือการเขียน ผมจะพยายามแล้วกันนะ) และถ้าไม่เคยเล่นแล้วมาเล่นจะพบว่ามันเมื่อยมากๆ ต้องใช้พลังสูงมาก

ตรงนี้ Thrash ต่างจาก Heavy ตรงที่ Heavy นั้นส่วนพื้นฐานของ Riff นั้นจะเป็นตัวดำกับเขบ็ดชั้นเดียว โดยทั่วไปริฟฟแบบ Heavy นั้นจะไม่มีโน๊ตเป็นพรืด จะพอมีลากยาวบางตัวให้ได้พักได้ผ่อนกันบ้าง และถึงจะมียาวเป็นพรืดบ้าง (ตัวอย่างง่ายๆ เพลง Paranoid และ Neon Knight) ก็จะไม่มีเขบ็ดสองชั้นมาเพิ่มความถี่แบบพวก Thrash

ที่นี้ขอเสริมคำถามที่น่าสนใจอีกประการ Thrash ต่างจาก Speed อย่างไร?

โดยส่วนตัวผมไม่แยกนะครับเพราะ ในวงเดียวกันนี่จะมีลักษณะ Riff ทั้งสองแบบอยู่ แต่ถ้าจะให้แยกแล้ว Riff มันต่างกันตรงที่ Thrash นั้นจะเน้น Rhythm แบบเขบ็ดชั้นเดียวเป็นพรืดและมีเขบ็ดสองชั้นแซม ส่วน Speed นั้น Riff จะเป็นเขบ็ดสองชั้นเป็นพรืดยาวโลด (มักจะจบริฟฟ์ด้วยเขบ็ดชั้นเดียวประจุดสองตัวและเขบ็ดชั้นเดียวอีกตัว – มันฟังดูยุ่งครับ แต่คาดว่าเป็นส่วนที่ได้ยินกันบ่อยๆ)

ซึ่งในทางปฏิบัติพอจะพูดได้ว่า Thrash คือการสับ ส่วน Speed คือการปั่น

อย่างไรก็ดีในหลายๆ วงมันแยกยากครับ เพราะ บางเพลงก็สับบางเพลงก็ปั่น บางท่อนก็สับบางท่อนก็ปั่น โดยทั่วไปมันจึงดูจะเปล่าประโยชน์ที่จะแยกออกเป็นเพลงๆ หรือเป็นท่อนๆ

แต่ที่น่าสนใจคือมันก็มีวงบางชนิดที่ปั่นกันลูกเดียวแต่ไม่มี Riff แบบ Thrash เลย อาทิ Agent Steel น่าสังเกตุว่าคนจะเรียกพวกนี้ว่า Speed แต่จะไม่เรียก Thrash

สุดท้าย มีวงกลุ่มหนึ่งที่มี Riff แบบ Speed ในนิยามด้านบนแต่สมัยนี้เราก็มักจะไม่เรียกว่า Speed วงเหล่านี้ได้แก่วงที่เรารู้จักกันดีอย่าง Helloween, Gammaray, Blind Guardian ฯลฯ เราจะรู้จักวงเหล่านี้ในนาม Melodic, Power ไม่ก็ Melodic/ Power แต่ถ้าสังเกตุริฟฟ์ของวงเหล่านี้จะพบว่าปั่นกระจายตามนิยามด้านบนเลย (จริงๆ มีเรื่อง Tempo อีก สั้นๆ คือพวกนี้ Tempo จะช้ากว่า Thrash – แน่นอนเราไม่ได้พูดถึง Dragonforce) ซึ่งผมว่านี่คือ คำอธิบายที่ว่าทำไมในยุคสมัยหนึ่งคนมักจะรู้จักวงพวกนี้ในนาม Speed … แต่ (ดังที่กล่าวมาแล้ว) มันก็ดุจะเป็นคำเรียกที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไรในปัจจุบัน

 

3. เมโลดี้ในริฟฟ์ – Thrash ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใช้ Scale และ Mode ปกติที่มีพื้นฐานมาจาก Major กับ Minor  (นี่พูดให้ง่ายนะครับ ไม่อยากลงลึกคนรู้ทฤษฎีมาอ่านแล้วรู้สึกว่ามันผิดก็ขออภัย อย่างไรก็ดีตรงนี้ผมคิดว่าเขียนแบบนี้สื่อความง่ายกว่า) เช่นในขณะที่พวก Heavy ใช้

พวก Thrash นั้นถ้าจะว่ากันตรงๆ (พูดในฐานะคนศึกษา, คนแต่ง และคนเล่น) นั้นคิดริฟฟ์ขึ้นมาแบบไม่ได้คิดผ่าน Scale ครับ (เว้นแต่บางท่อนที่ใช้กีต้าร์ประสาน ตรงนั้นต้องคิดผ่าน Scale และใช้เสียงประสานคู่สาม – หรือประสานด้วยโน้ตสองตัวถัดไปใน Scale) ถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ Riff แบบ Thrash นี่มีเสียงศูนย์กลาง (Tonal Center) นะครับ อย่างน้อยๆ สายเปล่าสายหก (อาจเป็นโน๊ต E หรือ Eb แล้วแต่จะจูน – ทั่วไปพวก Thrash จะตั้งสายกันอยู่แค่นี้ไม่ Standard Tuning ก็ลงมาครึ่งเสียง เอาจริงๆ ตั้งลงมาหนึ่งเสียงเต็มนี่ผมก็ไม่พบในพวก Old School นะ แต่ผมอาจเช็คไม่ละเอียดพอก็ได้)  นึ่ก็เป็นเสียงศูนย์กลางของ Riff ส่วนใหญ่ใน Thrash แหละ อย่างไรก็ดีโน๊ตที่จะใช้แซมนี่แทบจะเป็นตัวอะไรก็ได้ ซึ่งนี่ทำให้ Thrash ฟังดูเป็น Chromatic (พูดง่ายๆ คือ Scale ที่มีโน๊ตทุกตัวอยู่ในนั้น ใช้ Scale นี้ก็หมายถึงเล่นอะไรก็ได้)

แต่ข้อสังเกตุของผมคือ Thrash จะไม่นิยมใช้โน๊ตตัวที่ 4 และ 6 (ซึ่งถ้าคิดบน Key E ซึ่งเป็น Key ปกติแล้ว โน๊ตตัวดังกล่าวจะอยู่ที่ Fret ที่ 4 ของสาย 5 และ 6) ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันฟังดูใสๆ ไม่ Thrash และออกทาง Major ไปมั้ง

อย่างไรทั้งหมดนี้ทำให้เพลง Thrash นั้นฟังดูแปร่งมากๆ (ไม่อยากพูดว่า Atonal เพราะ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เสียงศุนย์กลางของเพลงนั้นมีอย่างต้ำก็คือ สาย 6 สายเปล่า) และไม่สามารถระบุทิศทางของโน๊ตที่ชัดเจนได้

ซึ่งตรงนี้กลับไปอธิบายว่าทำไม Thrash ต้องร้องแบบไม่มี Melody (ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นคือไม่มีการเคลื่อนไหวของ Pitch เพราะ โดยทั่วไปไม่มีเสียงดนตรีอะไรไม่มี Melody เพราะ Melody คือ Pitch [ความสูงต่ำของเสียง] + Rhythm [ความหนักเบา, ความห่าง ไปจนถึงความเงียบของเสียง])

มันต้องร้องแบบไม่มี Melody ก็เพราะ เพลงมันไม่มี Scale ที่ชัดเจน ถ้าเพลงไม่มี Scale ขืนร้องมี Scale เสียงร้องก็ขัดกับเพลง ด้วยเงื่อนไขของโครงสร้างเสียงของเพลงแบบนี้ที่ต้องมีการร้อง หนทางที่ดีที่สุดคือ ร้องย้ำๆ อยู่ไม่กี่โน๊ต (หรือไม่กี่ Pitch) ซึ่งนั่นทำให้เพลงฟังดูไม่มี Melody

4. ความเร็วเพลง – สิ่งที่ยังไม่ได้พูดในส่วนที่ผ่านมาคือ ความเร็วเพลง

ในดนตรีสากลแบบตะวันตกนั้นเราจะนับความเร็วเพลงเป็นครั้งต่อนาที หรือ bpm [beats per minute]

เพลง Thrash โดยทั่วไปนี่ก็จะเร็ว 200 bpm ขึ้นไป มีส่วนน้อยที่จะช้ากว่านั้น และจะเป็นแบบนี้แทบทุกเพลงในอัลบั้ม

ในขณะที่เพลง Heavy นั้นขึ้นมาถึงราวๆ 180-190 bpm นี่ก็จัดว่าเร็วจัดแล้ว และก็จะเป็นอยู่ไม่กี่เพลงในอัลบั้ม

ซึ่งลองจินตนาการดูว่า โน๊ตถี่ๆ ที่ยุ่งอย่างยุ่งเหยิงเร๊วจี๋นั้นเป็นอย่างอย่างไร ไม่แปลกเลยที่ Thrash นั้นได้ชื่อว่าเป็น Extreme Metal ชนิดแรก

ที่นี้มันจะมีอีกประเด็นคือ เพลง Heavy จำนวนหนึ่งนั้น Tempo กดไป 240 bpm (เช่นงานของ Maiden) จะอธิบายมันอย่างไร?

คำตอบคือ เพลงเหล่านี้ Rhythm พื้นฐานนั้นจะเร็วเต๊มที่ที่เขบ็ดชั้นเดียว ซึ่งวิธีการเล่นก็ต้องเล่นขึ้นลงแบบ Alternate Picking

แต่สำหรับ Thrash เล่น Tempo 200 ขึ้นไปนี่ต้องเล่นเขบ็ดชั้นเดียวแบบลงอย่างเดียว ถ้าเล่นขึ้นลงเสียงมันจะไม่แน่น นอกจากนี้ การเล่นขึ้นลงต้องสงวนไว้ให้กับพวกโน๊ตเขบ็ดสองชั้นด้วย

นอกจากนี้ที่น่าสนใจก็คือเพลง Thrash จำนวนมากนั้นจะมีการเปลี่ยน Tempo ไปมาในเพลงด้วย ประมาณว่า Riff นี้ต้อง Tempo เท่านี้ (จริงๆ นี่คือคำของ Scott Ian) ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ Heavy ไม่นิยมทำเช่นกัน

5. กลองและส่วนเพลง – ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ กลองและส่วนเพลง

ประการแรกที่ผมอยากจะยกก็คือ หลายๆ คนบอกว่า Thrash นั้นจะใช้ส่วนดนตรีแปลกๆ (เช่น 7/8, 5/4 อะไรเทือกนี้) ผมว่าไม่จริงนะครับถ้าจะพูดในภาพกว้าง จริงอยู่มีบางเพลงของบางวงที่มีลักษณะแบบนี้ (เช่น Intro บางเพลงของ Metallica, Verse Riff ของ Master of Puppet, บางเพลงของ Testament) แต่ส่วนใหญ่ผมคิดว่าเราพูดได้เลยครับว่าเพลง Thrash มันก็เพลงบนส่วน 4/4 แบบเพลงร็อคทั่วๆ ไปนี่แหละ (ดังนั้นตรงนี้ไม่ใช่ความต่างระหว่าง Thrash กับ Heavy)

ส่วนกลองนี่สิน่าสนใจ กลองเพลง Rock ปกตินั้นมักจะเรียกกันว่า Normal Time ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานก็คือ การเหยียบกระเดื่องที่จังหวะ 1 และ 3 ตีแสนร์ที่จังหวะ 2 และ 4

นี่คือ Rhythm กลองพื้นฐานของเพลง Rock และ Heavy Metal ทั่วๆ ไป

สิ่งที่ Thrash เพิ่มมาคือ Double Time กับ Half Time

พูดง่ายๆ คือ ส่วนกลองที่ทำให้ฟังดูเร็วขึ้นเท่าหนึ่ง กับ ช้าลงเท่าหนึ่ง (แต่ Tempo เท่าเดิมนะครับ)

ในทางปฏิบัติโดยพื้นฐานที่สุดมันอยู่ที่การลง Snare

Double Time คือการตีแสนร์ที่จังหวะยกทุกจังหวะ ทำให้ห้องหนึ่งมีการตีแสนร์ 4 ครั้ง (ส่วนการตีแสนร์ที่จังหวะตกทุกจังหวะนั้นเรียกว่า Reverse Double Time) ซึ่งผลที่มีต่อคนฟังก็คือ จะทำให้รู้สึกว่าเพลงเร็วขึ้น

ส่วน Half-Time นั้นคือการไม่ลงสแนร์ในจังหวะที่สองและสี่ แต่ไปลงที่จังหวะที่สามเท่านั้น ซึ่งผลที่มีต่อคนฟังก็คือ จะทำให้รู้สึกว่าเพลงช้าลงและรู้สึกหน่วงๆ

การตีกลองแบบ Normal Time กับ Double Time สับไปมานั้นมักจะพบได้ทั่วไปในเพลง Thrash ส่วน Half Time นั้นโดยทั่วไปการใช้จะจำกัดอยู่แค่ท่อน Bridge ในตอนกลางเพลง พวกที่เอาส่วนแบบนี้มาใช้ในท่อนอื่นๆ นั้นไม่ค่อยมีในพวก Old School อย่างไรก็ดีมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Post-Thrash และ Groove Metal ในเวลาต่อมา

สำหรับเรื่องโครงสร้างเพลง พูดตรงๆ ว่าผมก็ไม่ค่อยได้สังเกตุเท่าไร โดยทั่วไปผมก็ว่าโครงสร้างมันก็ Standard นะ (ก็ Intro-verse-prechorus-chorus-verse-prechorus-chorus-bridge-solo-prechorus-chorus อะไรเทือกนี้) แต่คิดดูดีๆ มีวงนำนวนไม่น้อยเลยล่ะที่มีโครงสร้างเพลงที่ไม่ Standard สงสัยต้องดูอีกที อย่างไรก็ดีผมว่ามันไม่ใช่ลักษณะที่ “จำเป็น” ของ Thrash เท่าไรนะ คือ โครงสร้างเพลงธรรมดาก็ Thrash ได้อะไรทำนองนั้น

อ้อ จริงๆ อาจมีประเด็นเรื่องท่อนโซโล่ด้วย แต่เนื่องจากผมเข้าไม่ถึง (ผมเป็นคนไม่ฟังโซโล่จริงจัง เพราะ ฟังไม่ทัน) จึงไม่ขอพูดในที่นี้

คร่าวๆ ก็ราวๆ นี้แหละครับ หวังว่าจะให้คำตอบที่ชัดขึ้น

ป.ล. ตัวอย่างทั้งหมดนี่มาจากหัวทั้งนั้นนะครับ ยกพอให้เห็นภาพเฉยๆ ถ้าจะเอาเป๊ะคงต้องฟังไล่เช็คครับ สุดท้ายที่อยากให้ตระหนักคือ เส้นแบ่งของแต่ละอย่างที่ยกมามันเบาบางมากครับบางทีอะไรที่อยู่ที่เส้นแบ่งก็อย่าไปพยายามจัดประเภทมันจริงจังไปสักฝั่งเลยครับ อยากให้เข้าใจมันในฐานะสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง (in-between) มากกว่า

One Response to “On Thrash Metal and Its Difference From Heavy Metal”

  1. NA CRUST Says:

    ผมเห็นด้วยอย่างหนึ่งนักดนตรีฝีมือจัดนั้นเทียบไม่ได้กับนักฟังเพลง เพราะในลายละเอียดหลายๆอย่างต้องอาศัยการฟัง การศึกษา(ภาพลักษณ์ การแต่งตัว สไตล์ของปกแผ่น) อันนี้ผมพูดรวมๆนะครับไม่ได้ลงหลักปักว่าเป็น Metal หรือ Punk

    เราทุกคนคงเคยผ่านคำถามจากนักฟังเพลงใหม่ๆว่า Death กับ Black แตกต่างกันยังไง ส่วนผมเคยเจอบ่อยก็คือ Crust กับ D-Beat แตกต่างกันยังไง

    บางครั้งมันรวมผสมหรือบ่งบอกอย่างชัดเจน


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: