Home

The Politics of P2P Music Sharing

พฤศจิกายน 5, 2008

The Politics of P2P Music Sharing

 

                ความคิดของผู้คนที่ทำให้ผมเซ็งที่สุดความคิดหนึ่งในรอบหลายปีมานี้คือความคิดที่ว่า การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรีในสายตาผมความคิดแบบนี้มันดูจะไร้เดียงสาอยู่มาก โดยส่วนใหญ่คนจะเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นทางศีลธรรม แต่สำหรับผมประเด็นนี้มันเป็นประเด็นทางการเมืองโดยแท้ ตรงนี้ถ้าคุณต้องการข้อเท็จจริงและมุมมองที่ต่างๆ ออกไปจากความเชื่อทั่วๆ ไปโปรดตามผมมาครับ

 

แนวคิดนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อไร?

 

                สำหรับนักฟังเพลงรุ่นใหม่นั้นเขาอาจมีความรู้สึกว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็มาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่เอื้อให้ดาวน์โหลดดนตรีผ่านคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (จากนี้ไปขอเรียกย่อๆ ว่า P2P) อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าคุณกลับไปพลิกดูที่หน้า 45 ของนิตยสาร Com Music ฉบับที่ 10 ปี 2001 คุณจะพบว่าในคอลัมน์แนะนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของหนังสือเล่มนี้มีการแนะนำ P2P ที่โด่งดังมากๆ ช่วงนั้นอย่างโปรแกรม Audiogalaxy อยู่ด้วย การที่หนังสือของ Prart Music Group นั้นมีการแนะนำแบบนี้อยู่ทำให้เห็นว่าในสมัยนั้นความคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี ยังไม่แพร่หลาย  ในสมัยนั้นโปรแกรมพวกนี้เป็นตัวแทนของการหาดนตรีแปลกๆ มาฟังมากกว่า

                ถ้าจะกลับมามองอเมริกาในสมัยนั้นพวกค่ายเพลงใหญ่เริ่มระแคะระคายโปรแกรมเหล่านี้แล้ว การฟ้อง Napster ในปี 2000 นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการไปปราบปรามโปรแกรมเหล่านี้และนั่นก็เป็นจุดหักเหสำคัญในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญา ในอเมริกานั้นธุรกิจดนตรีใหญ่นั้นรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมากๆ และกลุ่มบริษัทเหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญในการจ่ายเงินล็อบบี้รัฐในการออกกฎหมาย (นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้อย่างถูกกฏหมายในอเมริกา) จึงไม่แปลกเลยที่กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตจำนวนมากนั้นเกิดขึ้นจากการผลัดดันของสมาคมธุรกิจดนตรีในสหรัฐ และกฏหมายเหล่านั้นก็ก่อตัวมาพร้อมๆ กับแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี

 

งานวิจัยเกี่ยวกับผลของ P2P ต่อธุรกิจดนตรี

 

            ถ้าเราจะกลับมาดูงานวิจัยแล้วเราจะพบว่า การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี นั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยบางชิ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดีถ้าดูในรายละเอียดแล้วงานหลายๆ ชิ้นไม่ได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสองสิ่งนี้อย่างหนักแน่น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือตั้งแต่ช่วงราวๆ 2000 ปีเป็นต้นมานั้นยอดขาย CD ของธุรกิจดนตรีนั้นลดลง ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ งานหลายๆ ชิ้นก็เลยสรุปว่า ยอดขาย CD นั้นลดลงก็เพราะมีการดาวน์โหลดเพลงผ่านระบบ P2P มากขึ้น เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่โตขึ้นมามากๆ ช่วงนั้นเช่นเดียวกัน ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของสองสิ่งนี้ มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

                แม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ยืนยันแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี แต่งานวิจัยอีกจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว งานวิจัยจำนวนหนึ่งก็ชี้ว่า P2P นั้นไม่ได้ส่งผลดีผลร้ายกับยอดขาย CD งานอีกจำนวนหนึ่งก็บอกว่า P2P มีผลบวกกับยอดขาย CD ด้วยซ้ำ งานบางชิ้นก็ชี้ว่า P2P จะส่งผลบวกหรือลบกับยอดขายนั้นก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของผู้ใช้ถ้าผู้ใช้มีช่วงอายุที่สูงนั้น P2P ก็มีผลบวก ถ้าผู้ใช้มีช่วงอายุที่น้อย P2P ก็มีผลลบ

                สรุปคือ ก็ยังไม่มีการยืนยันในทางวิชาการที่ชัดเจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำหรับผลของ P2P ต่อวงการเพลง

 

ความเห็นเชิงวิพากษ์ของผู้เขียน

 

                ในส่วนนี้ผู้เขียนจะนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ผู้เขียนมีต่อแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี ที่ผู้เขียนได้ขบคิดมายาวนานมากๆ

 

  1. ปัญหา P2P เป็นปัญหาที่มีรากฐานทางชนชั้นและแนวดนตรี หลายๆ คนมองว่าปัญหานี้เป็นกลางแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันเป็นปัญหาของชนชั้นกลางกับดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) เป็นหลัก ชนชั้นสูงไม่มีปัญหาแบบนี้เพราะพวกเขานั้นมีเงินพอที่จะซื้อแผ่นเสียง ชนชั้นล่างนั้นไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะใช้ P2P ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ชนชั้นกลางที่เข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้และไม่มีงบประมาณพอที่จะซื้อ CD มากตามที่ต้องการ แนวดนตรีนั้นก็เชื่อมโยงกับปัญหานี้อย่างแนบแน่นถ้าจะลองสังเกตดีๆ แล้ว การรณรงค์เรื่องเหล่านี้จะอยู่ในแวดวงเพลงป็อปและร็อคเป็นหลัก (ทางด้านฮิบฮอปผู้เขียนไม่แน่ใจ) ทางด้านเพลงคลาสสิคและแจ็ส หรือพวกเพลงลูกทุ่งนั้นจะไม่มีปัญหาแบบนี้ คำอธิบายนั้นนอกจากจะเชื่อมโยงกับชนชั้นแล้วยังเชื่อมโยงถึงวิถีการเสพงานดนตรีด้วย ดนตรีคลาสสิคและแจ็สนั้นโดยทั่วไปแล้วฐานผู้ฝังเป็นพวกชนชั้นสูงที่มีงบประมาณมาก (ลองดูราคาบัตรคอนเสิร์ตของดนตรีพวกนี้ดูแล้วก็คงจะเห็นรากฐานทางชนชั้นของฐานแฟนเพลง) คนเหล่านี้สามารถจ่ายได้มหาศาลเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี (มากกว่าเพียงนิด???) ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่สนใจที่จะเสพดนตรีจาก mp3 อยู่แล้ว นอกจากนี้ แล้วข้อเท็จจริงก็คือธรรมชาติของดนตรีเหล่านี้จะประกอบไปด้วยระดับเสียงที่ซับซ้อนหลายชั้นอยู่แล้ว (ลองเทียบกับดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีเพียง 3-4 ชิ้นที่เล่นไปในทิศทางเดียวกันดู) ดังนั้นจึงพอจะสมเหตุสมผลอยู่ที่คนนั้นจะจ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่ละเอียดขึ้น ทางด้านเพลงลูกทุ่งนั้นเป็นเพลงที่เชื่อมโยงกับชนชั้นล่างที่มักจะเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วดังนั้นปัญหาของธุรกิจดนตรีจึงไม่ได้อยู่ที่ P2P แต่อาจอยู่ที่เทปผี CD เถื่อนมากกว่า
  2. P2P นั้นทำให้คนเข้าถึงดนตรีได้อย่างเท่าเทียมกัน ผมแปลกใจมากเลยที่ไม่มีคนยกประเด็นตรงนี้ ผมว่านี่เป็นครั้งแรกที่คนในประเทศโลกที่สามที่พอจะมีอินเตอร์เน็ตนั้นจะสามารถหาเพลงมาฟังได้อย่างหลากหลายพอๆ กับคนในประเทศโลกที่หนึ่ง คนที่มีอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะรวยหรือจนก็หาเพลงมาฟังได้เท่าๆ กัน ถ้าคุณลองไปดูในประวัติศาสตร์คุณก็จะพบได้ไม่ยากว่า คนที่ฟังเพลงที่หลากหลายนั้นก็มีแนวโน้มในการสร้างสรรค์ทางดนตรีได้เยอะกว่า นอกจากนั้นแล้วการเข้าถึงดนตรีจำนวนมากในต้นทุนที่ถูกนั้นยังทำให้คนนั้นสามารถสร้าง หูทางวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น เพลงหายากบางชนิดในสมัยก่อนคุณต้องเก็บเงินเป็นเดือนๆ ซื้อ แต่เดี๋ยวนี้คุณโหลดแล้วก็ฟังได้เลย ซึ่งผลดีในระดับท้องถิ่นก็คือ มันทำให้คนฟังเพลงในรูปแบบนั้นมากขึ้น ดังนั้นวงท้องถิ่นที่จะเล่นดนตรีแบบนั้นก็มีฐานคนฟังเพลงที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ดังนั้นพวกเขาควรจะดีใจด้วยซ้ำ สรุปคือ คนฟังเพลงเยอะขึ้นมันผิดตรงไหน?ผมมองว่าส่วนหนึ่งแล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบดั้งเดิมสั่นคลอนลงไปในสมัยก่อนนั้นนักฟังเพลงรุ่นใหม่ต้องพึ่งพานักฟังเพลงรุ่นเก่าในฐานะของผู้รู้และผู้ที่ฟังเพลงมามาก แต่มาในสมัยนี้นักฟังเพลงรุ่นใหม่สามารถพัฒนาประสบการณ์ของตนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่นักฟังเพลงรุ่นเก่าประสบก็คือ สิ่งที่เขาพัฒนามาด้วยต้นทุนและเวลามหาศาลนั้นถูกเทียบเคียงด้วยการพัฒนาต้นทุนต่ำของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ … ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาเหล่านั้นจะไม่มีความสุขนักกับสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือ นักฟังเพลงรุ่นเก่าจำนวนมากก็พัฒนาการฟังเพลงของตนมากับเทปผี ซึ่งนี่ก็เป็นไปด้วยตรรกะของการหาของที่ถูกที่สุดมาเพื่อให้ฟังเพลงได้เยอะที่สุดอันไม่ต่างจากนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่ดาวน์โหลดเพลงผ่าน P2P เช่นกัน สรุปคือ การต่อต้าน P2P นั้นเป็นการต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกันและผู้ที่ต่อต้านมันก็คือผู้ที่ต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกัน แน่นอนว่ามีผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงดนตรีอย่างไม่เท่าเทียมกัน ตรงนี้เข้าใจได้ว่าพวกเขาจะต่อต้าน … สิ่งที่ตลกก็คือ ผู้ที่ดูจะเสียเปรียบในความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าวจำนวนไม่น้อยนั้นก็ต่อต้าน P2P เช่นกัน
  3. P2P นั้นทำให้ไม่ขาดดุลการค้า – จริงๆ ตรงนี้อาจมองได้ว่าการโหลดเพลงของประเทศโลกที่สามนั้นเป็นการต่อต้านความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกับประเทศโลกที่หนึ่งด้วย เวลาคนมองวงการเพลงคนมักไม่มองว่าถึงที่สุดแล้วเราถูกสร้างความคิดในต้องบริโภคของจากประเทศโลกที่หนึ่ง เราถูกปลูกฟังว่างานดนตรีของโลกที่หนึ่งนั้นดี และเราก็ต้องซื้องานพวกนี้มาฟัง และสุดท้ายคนที่ได้เงินก็คือพวกค่ายใหญ่ๆ ในต่างประเทศ (ในหลายกรณีศิลปินเจ้าของเพลงนั้นตายไปด้วยด้วยซ้ำ) มองบนฐานแบบนี้ P2P นั้นทำให้เราได้สิ่งที่ปกติเราต้องจ่ายเงินให้ประเทศโลกที่หนึ่งมาฟรีๆ ตรงนี้ทำให้เราไม่ขาดดุลการค้า ตรงนี้ถ้ามองแบบท้องถิ่นนิยมแล้ว P2P กับผลงานจากต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งดีทีเดียว และดูจะดียิ่งขึ้นถ้าเราเอาส่วนที่ขยักไว้ดังกล่าวมาสนับสนุนแวดวงในระดับท้องถิ่น
  4. คอนเซ็ปต์เรื่อง วงการดนตรี นั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางเลย เวลาเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า วงการดนตรี ในแง่นี้เรากำลังพูดถึงกลุ่มผลประโยชน์ การที่เราพูดถึงมันรวมๆ ได้แสดงว่าเรามีสมมติฐานว่าทั้งหมดมีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น อย่างน้อยๆ แล้วความขัดแย้งระหว่างค่ายเพลงเล็กและค่ายเพลงใหญ่นั้นก็เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนตั้งแต่ช่วง 80’s เป็นต้นมา (จะให้ตรงกว่านั้นก็คือหลังจากยุครุ่งเรืองของพังค์ในอังกฤษเป็นต้นมาก) ทุกวันนี้การเกลียดค่ายใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องปกติของค่ายเล็กเป็นเรื่องปกติของค่ายเพลงนอกกระแสทั่วไปในโลก สุกี้เคยเล่าว่าในหนังสือ Bakery And I ว่าตอนเขาไปประชุมกับค่ายเพลงอินดี้ทั่วโลกนั้นมีเขาเพียงคนเดียวที่ไม่เกลียดค่ายเพลงใหญ่ ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่าหยาบๆ ว่าไม่มีค่ายเพลงใต้ดินหรืออินดี้ค่ายใดในโลก (ยกเว้นเบเกอรี่) ที่จะไม่เกลียดค่ายใหญ่ ปัญหาคือ เราจะเรียกเห็นว่าค่ายเล็กและค่ายใหญ่นั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันและเรียกมันรวมๆ ว่า วงการดนตรี ได้หรือ? ผู้เขียนมีความคิดว่ากระทั่งแนวคิด วงการดนตรีเองนั้นก็เป็นภาษาของพวกค่ายใหญ่ที่พยายามทำให้ผลประโยชน์ (และปัญหา) ของตนเองนั้นเป็นผลประโยชน์ (และปัญหา) ของคนที่ข้องแวะกับดนตรีทั้งหมด … ซึ่งถ้าคิดหน่อยผมว่าแนวคิดแบบนี้ Non Sense มากๆ
  5. P2P ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเผยแพร่ดนตรี ถ้าเป้าหมายของค่ายใหญ่ก็คือ ผลกำไรสูงสุด เป้าหมายของค่ายเล็กและวงดนตรีจำนวนมาก (ผมขอเน้นว่าไม่ใช่ทั้งหมดจะคิดแบบนี้) ก็คือ การเผยแพร่งานไปในวงกว้างที่สุด นี่คือสองเป้าหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในระบบเทคโนโลยีแบบเก่านั้นการเผยแพร่งานดนตรีนั้นต้องทำผ่านเทคโนโลยีการผลิตซ้ำในแบบที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็นแผ่นไวนีล, เทปคาสเซตต์ หรือ CD ธุรกิจดนตรีใหญ่นั้นก็หารายได้จากการขายสิ่งเหล่านี้ ค่ายเล็กๆ จำนวนมากนั้นก็ต้องเผยแพร่งานผ่านทางนี้ เพราะ ไม่มีทางอื่นให้เผยแพร่ (ข้อยกเว้นที่สำคัญคือ Tape Trading) ทั้งๆ ที่คนทางการเผยแพร่แบบนี้ต้องลงทุนมากและมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนไม่น้อยเช่นกัน (และแน่นอนว่ากิจกรรมของค่ายเล็กๆ จำนวนมากนั้นเป็นสิ่งที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิงในทางเศรษฐกิจ เพราะ แม้จะไม่ขาดทุนการลงทุนลงแรงดังกล่าวก็ให้กำไรที่ไม่คุ้มค่าอยู่ดี) อย่างไรก็ดีคำถามก็คือ เทคโนโลยีอย่างอินเตอร์เน็ตนั้นไม่ทำให้เผยแพร่งานง่ายขึ้นหรือ? มันไม่ดีตรงไหนที่คนทั้งโลก (ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต) นั้นสามารถเข้าถึงงานดนตรีคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องลงทุนอะไรในการเผยแพร่เลย? ผมคิดว่าวงใต้ดินทั้งหมดที่จะปั๊มแผ่นมาทีก็ต้องลุ้นละว่าจะขายได้คุ้มค่าปั๊มหรือเปล่า (ยังไม่ต้องไปคิดถึงการถอนทุนค่าห้องอัด) ควรจะคิดตรงนี้ให้จงหนัก สรุปว่าสุดท้ายแล้วคุณต้องการแค่ออกแผ่น CD มาและให้คนซื้อ CD คุณ? หรือว่าคุณต้องการให้คนฟังเพลงคุณอย่างแพร่หลาย? เทคโนโลยี P2P นั้นทำให้สองสิ่งนี้เป็นเรื่องแตกต่างกันอย่างชัดเจน และก็มีวงดนตรีจำนวนไม่น้อยที่เผยแพร่งานทางเครือข่าย P2P เป็นหลักแล้วด้วย ผมมองว่าเทคโลยีเหล่านี้มีส่วนในการช่วยเผยแพร่งานของวงดนตรีเล็กๆ และค่ายเล็กๆ จำนวนมากไปในระดับโลกด้วยซ้ำ คือ ผมว่าถ้าคุณมีความคิดที่ว่าคุณอยากทำเพลงให้คนฟังเป็นหลักคุณไม่ควรจะมีปัญหากับสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าคุณมองว่างานดนตรีนั้นสุดท้ายต้องเป็นของซื้อของขายผมก็ว่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
  6. P2P กับปัญหาเรื่องการสนับสนุนศิลปิน หลายๆ คนอาจมองว่า P2P นั้นฆ่าวงการดนตรีเพราะมันไม่มีช่องทางสนับสนุนศิลปินในระบบมันเลย คำถามผมคือมันจะตายได้อย่างไรในเมื่อมันก็ยังมีคนจำนวนมากทำเพลงและเล่นดนตรีกันอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีใครสนับสนุน? ที่จะตายน่ะใครกันแน่ วงการดนตรีของมนุษยชาติ? หรือระบบค่ายเพลงใหญ่? แน่นอนว่ามันจะต้องมีคนตกงานอีกมากมาย นั่นเป็นสิ่งที่สงสารได้แต่ต้องแยกให้ชัดเจน เพราะ การซื้อ CD ให้เม็ดเงินไปเข้าค่ายเพลงใหญ่นั้นถึงที่สุดก็เป็นการที่เงินไหลไปให้บรรษัท ไม่ใช่การสนับสนุนศิลปิน แน่นอนว่าศิลปินนั้นก็ได้เงินส่วนหนึ่ง (เต็มที่ก็ไม่กี่ %) แต่งบหลายๆ ส่วนก็ต้องไปเป็นค่าโฆษณา ค่าทำมิวสิควีดีโอ ฯลฯ การที่ CD ลดยอดลงคนพวกนี้เดือดร้อนแน่ๆ แต่ก็อย่างที่ผมบอกว่าการสนับสนุนศิลปินนั้นเป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนคนในธุรกิจดนตรีอีกพวงใหญ่ ดังนั้นคุณต้องคิดดีๆ อย่างไรก็ดีสำหรับผมสิ่งที่ดูจะ Non Sense ที่สุดคือการซื้องานของคนที่ตายไปแล้ว หรือวงที่แตกไปแล้ว แล้วบอกว่าสนับสนุนศิลปิน … ในกรณีเหล่านั้นคุณซื้อไปเท่าไรเขาก็คงไม่ผลิตงานเพิ่ม เงินนั้นก็จะไปเข้าแต่กับค่ายใหญ่ๆ ที่หากินกับคนตายกับวงแตกจนร่ำรวย … นี่มันสนับสนุนศิลปินตรงไหน? ผมมองว่าวิธีคิดว่าต้องสนับสนุนศิลปินต้องซื้อ CD มันเป็นแนวความคิดที่ถูกเน้นย้ำโดยค่ายใหญ่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนมากกว่า จริงมีการสนับสนุนศิลปินอีกตั้งเยอะ การไปดูศิลปินเล่นสดก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะให้เงินไหลไปที่ศิลปินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซื้อ CD

นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนคิดออกคร่าวๆ จริงๆ ยังมีประเด็นอีกเช่นประเด็นเรื่องทำไมคนนั้นเห็นดีเห็นงามกับ Youtube แต่กลับต่อต้าน P2P แต่ยังไม่รู้จะเอาไปที่ไหน อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้เขียนนั้นตั้งคำถามมาทั้งหมดก็หวังให้หลายๆ คนนั้นกลับมาทบทวนกับสิ่งที่ตนนั้นเชื่ออยู่ทำอยู่ ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้ทำก็คือ มันมีมุมมองจำนวนมากที่ความเชื่อทั่วไปกดทับไว้ และมันก็มีมิติของผลประโยชน์ของหลายๆ ฝ่ายนั้นเร้นกายอยู่ท่ามกลางประเด็นที่ฟังดูเป็นกลางๆ หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเชิญชวนให้ท่านๆ ได้ขบคิดถึงปัญหาแบบนี้อย่างหลากหลายขึ้น

On Thrash Metal and Its Difference From Heavy Metal

พฤศจิกายน 5, 2008

ตอนแรกผมว่าต้อง Clear ก่อนนะครับ

ระหว่าง Hard Rock/ Heavy Metal รุ่นบุกเบิก (รุ่น Blue Cheer, Led Zep., Deep Purple, Black Sabbath)

กับพวก Heavy Metal ตอนที่มันตั้งตัวแล้วชัดเจน (ชัดสุดจะราวๆ ยุค NWOBHM)

อันแรกจะติด Blues เยอะครับ อันหลังนี่โดยทั่วไปจะไม่ติดเลย ท่อนริฟฟ์และเพลงส่วนใหญ่ก็จะไม่หลวมๆ แบบอันแรก คอร์ดรุงรังๆ (คอร์ดเต็มรูปไอ้พวกคอร์ด 7 อะไรเทือกนี้ – ซึ่งผมก็ว่าเป็นอิทธิพล Blues) ก็จะไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะซัด Power Chord กัน ปนกับริฟฟที่เป็นซิงเกิลโน๊ต (กีต้าร์ประสานนี่ยุคแรกๆ ไม่ค่อยมี) เบสนี่ก็มักจะเล่นไปตามริฟฟ์ หรือ ไม่ก็เล่นรองพื้นแบบหนาๆ (ผมนึกถึงแต่งหน้าอย่างไรไม่รู้) กลองนี่ก็จะตีแบบตรงไปตรงมามากๆ ลูกกระตุกๆ ขัดๆ ไม่ค่อยมี

โอเค ถ้าแยกได้ดังนี้แล้วเราจะไปกันต่อในการแยก Heavy Metal (อันหลังนะครับ อันแรกนี่มันต่างกันชัดเจนมากๆ จนแทบจะไม่ต้องอธิบาย) กับ Thrash Metal ล่ะนะครับ

Thrash ต่างจาก Heavy อย่างไร?

เชื่อหรือไม่ว่าผมเคยอ่านสือกีต้าร์เล่มหนึ่งพยายามจะอธิบาย (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Guitar World ปกมีกีต้าร์ Skid Row – ผมซื้อมือสองมาจากจตุจักร) และผมก็ได้ออ่านตำรา Thrash เล่มหนึ่ง (ซื้อจาก JU พันธุ์ทิพย์)

ผมกล้าพูดเลยว่าทั้งสองเล่มถ้าไม่อธิบายผิดก็ชวนให้ไขว้เขวมากๆ ในหลายๆ จุด ซึ่งผมจะแทรกๆ ไป

ปัญหาที่ผมเห็นก็คือพวกนี้มอง Thrash จากแค่วงดังๆ ไม่กี่วง ซึ่งผลก็คือ มันจะเอาลักษณะเฉพาะที่วงดนตรีไม่กี่วงมีมาเป็นลักษณะของ Thrash … ซึ่งถ้าคุณฟังพวกวงเกรด B, B+ ไปจนถึง A- เยอะๆ คุณจะไม่คิดแบบนี้ (จริงๆ ผมไม่อยากพูดนะว่าพวกนักดนตรีที่มีความรู้ทางดนตรีอย่างเป็นทางการมามากๆ มักจะมีชั่วโมงบินการฟังต่ำกว่านักฟังเพลง แต่ปัญหาคือ เวลาพูดคนทั่วๆ ไปจะเชื่อพวกแรกมากกว่า ถ้าถามผมผมว่าพวกนี้ในหลายๆ ครั้งฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดด้วยซ้ำ – ขอโทษที่พูดแรง ผมถือว่าเราๆ เป็นนักฟังเพลงกันนะเลยอยากระบายเล็กๆ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเรียนดนตรีหรือรู้ทฤษฏีเยอะๆ นี่ไม่ดีหรือไม่ใช่คนดีนะครับ จากประสบการณ์ที่ผมเจอพวกนี้จะชอบแสดงตัวว่ารู้ไปทุกเรื่องทั้งๆ ที่ฟังเพลงก็กระจึ๋งเดียว – ปริมาณการฟังไม่สามารถเทียบกับท่านๆ แถวนี้ได้เลย)

OK มาเริ่มกันดีกว่า

ความต่างที่ผมเห็นมีดังนี้ (ผมจะพูดถึงแค่พวก Old School นะครับ วงรุ่นใหม่ๆ ที่เล่น Old School ก็มักจะมีลักษณะดังนี้)

1. เสียงร้อง – พวก Thrash นั้นจะร้องกร้าวกว่าและไม่มีค่อย Melody อันนี้เป็นลักษณะที่เห็นได้ทั่วไปคิดว่าไม่ต้องอธิบายมาก แม้ว่าเสียงร้องของพวก Thrash จะหลากหลาย

บางวงตะโกนบ่นๆ (อาทิ Sacred Reich) บางวงร้องเสียงกร้านๆ หยาบๆ เละ (Coroner, Possessed, Onslaught ชุดแรกๆ, Celtic Frost – จริงๆ ผมว่าดนตรีวงนี้ประหลาดที่จะเรียกว่า Thrash อยู่ แต่ไว้ว่ากันต่อไปด้านหน้า) บ้างวงร้องกร้านๆ บ่นๆ (อาทิ นักฆ่าในตำนานอย่าง Slayer และพวกผู้ยิงใหญ่แห่งเยอรมัน Sodom, Destruction, Kreator, Tankard อย่างไรก็ดีบางวงพวกนี้ก็มีการร้องกร้านๆ หยาบๆ อยู่บ้างชุดแรกๆ ถ้าผมจำไม่ผิด – เพราะ ผมไม่ชอบยุคนั้นเท่าไร)  บางวงก็เสียงแหลมมาเลย  (Nuclear Assault, Forbidden, Flotsam & Jetsam)

แต่สิ่งที่มีร่วมกันของพวกนี้คือความกร้านและไม่ค่อยมี Melody (โดยเฉพาะ ถ้าเทียบกับ Heavy Metal) ตรงนี้โปรดสังเกตุว่าเอาจริงๆ มีวง Thrash ไม่กี่วงเท่านั้นที่ร้องพอจะมี Melody มากห่อย ตัวอย่างก็คือ Metallica, Megadeth (จริงๆ น้าเบี้ยวก็ไม่ค่อยมี Melody เท่าไรแต่พอกล้อมแกล้มอยู่หมวดนี้ได้), Anthrax, Xentrix

ตรงนี้อาจมีคนมองว่าพวก Heavy บางวงก็เริ่มมีลักษณะแบบนี้ เช่น Venom และ Motorhead … จะว่าไปพวกนี้ก็ Proto-Thrash ดีๆ นี่เองครับเพียงแต่คนไม่เรียกกัน นอกจากนี้แล้ว Thrash บางวงก็เริ่มจะร้องสำรอก อาทิ Possessed … ซึ่งนั่นก็คือ Proto-Death ดีๆ นี่เองครับ แต่คนก็ไม่ค่อยเรียกเช่นกัน (อย่างไรก็ดีบางคนก็จัดวงนี้เป็น Death ไปเลย) เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน่ออ่อนของดนตรีอีกกระแสหนึ่งนั้นปรากฏในดนตรีอีกกระแสเป็นเรื่องปกติครับ

2. ส่วนโน๊ตในริฟฟ์กีต้าร์ และ เบส – ว่ากันว่าถ้าจะอธิบายง่ายๆ Thrash ก็คือ Heavy ที่โน๊ตถี่ขึ้น ก็พอถูไถครับ แต่ยังไม่ชัดพอ

ถ้าถามผมสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ Thrash นั้นเป็น Thrash คือ โน๊ตที่ต่อเนื่องกันเป็นพรืดครับ ถ้าดู Tab นี่จะพบเลยว่ามันจะเต็มไปด้วยเขบ็ดชั้นเดียวเป็นพรืด และมักมีเขบ็ดสองชั้นแซมเป็นพักๆ  (เล่นให้ดูจะง่ายกว่า แต่ตรงนี้เราเงื่อนไขการถ่ายทอดคือการเขียน ผมจะพยายามแล้วกันนะ) และถ้าไม่เคยเล่นแล้วมาเล่นจะพบว่ามันเมื่อยมากๆ ต้องใช้พลังสูงมาก

ตรงนี้ Thrash ต่างจาก Heavy ตรงที่ Heavy นั้นส่วนพื้นฐานของ Riff นั้นจะเป็นตัวดำกับเขบ็ดชั้นเดียว โดยทั่วไปริฟฟแบบ Heavy นั้นจะไม่มีโน๊ตเป็นพรืด จะพอมีลากยาวบางตัวให้ได้พักได้ผ่อนกันบ้าง และถึงจะมียาวเป็นพรืดบ้าง (ตัวอย่างง่ายๆ เพลง Paranoid และ Neon Knight) ก็จะไม่มีเขบ็ดสองชั้นมาเพิ่มความถี่แบบพวก Thrash

ที่นี้ขอเสริมคำถามที่น่าสนใจอีกประการ Thrash ต่างจาก Speed อย่างไร?

โดยส่วนตัวผมไม่แยกนะครับเพราะ ในวงเดียวกันนี่จะมีลักษณะ Riff ทั้งสองแบบอยู่ แต่ถ้าจะให้แยกแล้ว Riff มันต่างกันตรงที่ Thrash นั้นจะเน้น Rhythm แบบเขบ็ดชั้นเดียวเป็นพรืดและมีเขบ็ดสองชั้นแซม ส่วน Speed นั้น Riff จะเป็นเขบ็ดสองชั้นเป็นพรืดยาวโลด (มักจะจบริฟฟ์ด้วยเขบ็ดชั้นเดียวประจุดสองตัวและเขบ็ดชั้นเดียวอีกตัว – มันฟังดูยุ่งครับ แต่คาดว่าเป็นส่วนที่ได้ยินกันบ่อยๆ)

ซึ่งในทางปฏิบัติพอจะพูดได้ว่า Thrash คือการสับ ส่วน Speed คือการปั่น

อย่างไรก็ดีในหลายๆ วงมันแยกยากครับ เพราะ บางเพลงก็สับบางเพลงก็ปั่น บางท่อนก็สับบางท่อนก็ปั่น โดยทั่วไปมันจึงดูจะเปล่าประโยชน์ที่จะแยกออกเป็นเพลงๆ หรือเป็นท่อนๆ

แต่ที่น่าสนใจคือมันก็มีวงบางชนิดที่ปั่นกันลูกเดียวแต่ไม่มี Riff แบบ Thrash เลย อาทิ Agent Steel น่าสังเกตุว่าคนจะเรียกพวกนี้ว่า Speed แต่จะไม่เรียก Thrash

สุดท้าย มีวงกลุ่มหนึ่งที่มี Riff แบบ Speed ในนิยามด้านบนแต่สมัยนี้เราก็มักจะไม่เรียกว่า Speed วงเหล่านี้ได้แก่วงที่เรารู้จักกันดีอย่าง Helloween, Gammaray, Blind Guardian ฯลฯ เราจะรู้จักวงเหล่านี้ในนาม Melodic, Power ไม่ก็ Melodic/ Power แต่ถ้าสังเกตุริฟฟ์ของวงเหล่านี้จะพบว่าปั่นกระจายตามนิยามด้านบนเลย (จริงๆ มีเรื่อง Tempo อีก สั้นๆ คือพวกนี้ Tempo จะช้ากว่า Thrash – แน่นอนเราไม่ได้พูดถึง Dragonforce) ซึ่งผมว่านี่คือ คำอธิบายที่ว่าทำไมในยุคสมัยหนึ่งคนมักจะรู้จักวงพวกนี้ในนาม Speed … แต่ (ดังที่กล่าวมาแล้ว) มันก็ดุจะเป็นคำเรียกที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไรในปัจจุบัน

 

3. เมโลดี้ในริฟฟ์ – Thrash ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใช้ Scale และ Mode ปกติที่มีพื้นฐานมาจาก Major กับ Minor  (นี่พูดให้ง่ายนะครับ ไม่อยากลงลึกคนรู้ทฤษฎีมาอ่านแล้วรู้สึกว่ามันผิดก็ขออภัย อย่างไรก็ดีตรงนี้ผมคิดว่าเขียนแบบนี้สื่อความง่ายกว่า) เช่นในขณะที่พวก Heavy ใช้

พวก Thrash นั้นถ้าจะว่ากันตรงๆ (พูดในฐานะคนศึกษา, คนแต่ง และคนเล่น) นั้นคิดริฟฟ์ขึ้นมาแบบไม่ได้คิดผ่าน Scale ครับ (เว้นแต่บางท่อนที่ใช้กีต้าร์ประสาน ตรงนั้นต้องคิดผ่าน Scale และใช้เสียงประสานคู่สาม – หรือประสานด้วยโน้ตสองตัวถัดไปใน Scale) ถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ Riff แบบ Thrash นี่มีเสียงศูนย์กลาง (Tonal Center) นะครับ อย่างน้อยๆ สายเปล่าสายหก (อาจเป็นโน๊ต E หรือ Eb แล้วแต่จะจูน – ทั่วไปพวก Thrash จะตั้งสายกันอยู่แค่นี้ไม่ Standard Tuning ก็ลงมาครึ่งเสียง เอาจริงๆ ตั้งลงมาหนึ่งเสียงเต็มนี่ผมก็ไม่พบในพวก Old School นะ แต่ผมอาจเช็คไม่ละเอียดพอก็ได้)  นึ่ก็เป็นเสียงศูนย์กลางของ Riff ส่วนใหญ่ใน Thrash แหละ อย่างไรก็ดีโน๊ตที่จะใช้แซมนี่แทบจะเป็นตัวอะไรก็ได้ ซึ่งนี่ทำให้ Thrash ฟังดูเป็น Chromatic (พูดง่ายๆ คือ Scale ที่มีโน๊ตทุกตัวอยู่ในนั้น ใช้ Scale นี้ก็หมายถึงเล่นอะไรก็ได้)

แต่ข้อสังเกตุของผมคือ Thrash จะไม่นิยมใช้โน๊ตตัวที่ 4 และ 6 (ซึ่งถ้าคิดบน Key E ซึ่งเป็น Key ปกติแล้ว โน๊ตตัวดังกล่าวจะอยู่ที่ Fret ที่ 4 ของสาย 5 และ 6) ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันฟังดูใสๆ ไม่ Thrash และออกทาง Major ไปมั้ง

อย่างไรทั้งหมดนี้ทำให้เพลง Thrash นั้นฟังดูแปร่งมากๆ (ไม่อยากพูดว่า Atonal เพราะ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เสียงศุนย์กลางของเพลงนั้นมีอย่างต้ำก็คือ สาย 6 สายเปล่า) และไม่สามารถระบุทิศทางของโน๊ตที่ชัดเจนได้

ซึ่งตรงนี้กลับไปอธิบายว่าทำไม Thrash ต้องร้องแบบไม่มี Melody (ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นคือไม่มีการเคลื่อนไหวของ Pitch เพราะ โดยทั่วไปไม่มีเสียงดนตรีอะไรไม่มี Melody เพราะ Melody คือ Pitch [ความสูงต่ำของเสียง] + Rhythm [ความหนักเบา, ความห่าง ไปจนถึงความเงียบของเสียง])

มันต้องร้องแบบไม่มี Melody ก็เพราะ เพลงมันไม่มี Scale ที่ชัดเจน ถ้าเพลงไม่มี Scale ขืนร้องมี Scale เสียงร้องก็ขัดกับเพลง ด้วยเงื่อนไขของโครงสร้างเสียงของเพลงแบบนี้ที่ต้องมีการร้อง หนทางที่ดีที่สุดคือ ร้องย้ำๆ อยู่ไม่กี่โน๊ต (หรือไม่กี่ Pitch) ซึ่งนั่นทำให้เพลงฟังดูไม่มี Melody

4. ความเร็วเพลง – สิ่งที่ยังไม่ได้พูดในส่วนที่ผ่านมาคือ ความเร็วเพลง

ในดนตรีสากลแบบตะวันตกนั้นเราจะนับความเร็วเพลงเป็นครั้งต่อนาที หรือ bpm [beats per minute]

เพลง Thrash โดยทั่วไปนี่ก็จะเร็ว 200 bpm ขึ้นไป มีส่วนน้อยที่จะช้ากว่านั้น และจะเป็นแบบนี้แทบทุกเพลงในอัลบั้ม

ในขณะที่เพลง Heavy นั้นขึ้นมาถึงราวๆ 180-190 bpm นี่ก็จัดว่าเร็วจัดแล้ว และก็จะเป็นอยู่ไม่กี่เพลงในอัลบั้ม

ซึ่งลองจินตนาการดูว่า โน๊ตถี่ๆ ที่ยุ่งอย่างยุ่งเหยิงเร๊วจี๋นั้นเป็นอย่างอย่างไร ไม่แปลกเลยที่ Thrash นั้นได้ชื่อว่าเป็น Extreme Metal ชนิดแรก

ที่นี้มันจะมีอีกประเด็นคือ เพลง Heavy จำนวนหนึ่งนั้น Tempo กดไป 240 bpm (เช่นงานของ Maiden) จะอธิบายมันอย่างไร?

คำตอบคือ เพลงเหล่านี้ Rhythm พื้นฐานนั้นจะเร็วเต๊มที่ที่เขบ็ดชั้นเดียว ซึ่งวิธีการเล่นก็ต้องเล่นขึ้นลงแบบ Alternate Picking

แต่สำหรับ Thrash เล่น Tempo 200 ขึ้นไปนี่ต้องเล่นเขบ็ดชั้นเดียวแบบลงอย่างเดียว ถ้าเล่นขึ้นลงเสียงมันจะไม่แน่น นอกจากนี้ การเล่นขึ้นลงต้องสงวนไว้ให้กับพวกโน๊ตเขบ็ดสองชั้นด้วย

นอกจากนี้ที่น่าสนใจก็คือเพลง Thrash จำนวนมากนั้นจะมีการเปลี่ยน Tempo ไปมาในเพลงด้วย ประมาณว่า Riff นี้ต้อง Tempo เท่านี้ (จริงๆ นี่คือคำของ Scott Ian) ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ Heavy ไม่นิยมทำเช่นกัน

5. กลองและส่วนเพลง – ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ กลองและส่วนเพลง

ประการแรกที่ผมอยากจะยกก็คือ หลายๆ คนบอกว่า Thrash นั้นจะใช้ส่วนดนตรีแปลกๆ (เช่น 7/8, 5/4 อะไรเทือกนี้) ผมว่าไม่จริงนะครับถ้าจะพูดในภาพกว้าง จริงอยู่มีบางเพลงของบางวงที่มีลักษณะแบบนี้ (เช่น Intro บางเพลงของ Metallica, Verse Riff ของ Master of Puppet, บางเพลงของ Testament) แต่ส่วนใหญ่ผมคิดว่าเราพูดได้เลยครับว่าเพลง Thrash มันก็เพลงบนส่วน 4/4 แบบเพลงร็อคทั่วๆ ไปนี่แหละ (ดังนั้นตรงนี้ไม่ใช่ความต่างระหว่าง Thrash กับ Heavy)

ส่วนกลองนี่สิน่าสนใจ กลองเพลง Rock ปกตินั้นมักจะเรียกกันว่า Normal Time ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานก็คือ การเหยียบกระเดื่องที่จังหวะ 1 และ 3 ตีแสนร์ที่จังหวะ 2 และ 4

นี่คือ Rhythm กลองพื้นฐานของเพลง Rock และ Heavy Metal ทั่วๆ ไป

สิ่งที่ Thrash เพิ่มมาคือ Double Time กับ Half Time

พูดง่ายๆ คือ ส่วนกลองที่ทำให้ฟังดูเร็วขึ้นเท่าหนึ่ง กับ ช้าลงเท่าหนึ่ง (แต่ Tempo เท่าเดิมนะครับ)

ในทางปฏิบัติโดยพื้นฐานที่สุดมันอยู่ที่การลง Snare

Double Time คือการตีแสนร์ที่จังหวะยกทุกจังหวะ ทำให้ห้องหนึ่งมีการตีแสนร์ 4 ครั้ง (ส่วนการตีแสนร์ที่จังหวะตกทุกจังหวะนั้นเรียกว่า Reverse Double Time) ซึ่งผลที่มีต่อคนฟังก็คือ จะทำให้รู้สึกว่าเพลงเร็วขึ้น

ส่วน Half-Time นั้นคือการไม่ลงสแนร์ในจังหวะที่สองและสี่ แต่ไปลงที่จังหวะที่สามเท่านั้น ซึ่งผลที่มีต่อคนฟังก็คือ จะทำให้รู้สึกว่าเพลงช้าลงและรู้สึกหน่วงๆ

การตีกลองแบบ Normal Time กับ Double Time สับไปมานั้นมักจะพบได้ทั่วไปในเพลง Thrash ส่วน Half Time นั้นโดยทั่วไปการใช้จะจำกัดอยู่แค่ท่อน Bridge ในตอนกลางเพลง พวกที่เอาส่วนแบบนี้มาใช้ในท่อนอื่นๆ นั้นไม่ค่อยมีในพวก Old School อย่างไรก็ดีมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Post-Thrash และ Groove Metal ในเวลาต่อมา

สำหรับเรื่องโครงสร้างเพลง พูดตรงๆ ว่าผมก็ไม่ค่อยได้สังเกตุเท่าไร โดยทั่วไปผมก็ว่าโครงสร้างมันก็ Standard นะ (ก็ Intro-verse-prechorus-chorus-verse-prechorus-chorus-bridge-solo-prechorus-chorus อะไรเทือกนี้) แต่คิดดูดีๆ มีวงนำนวนไม่น้อยเลยล่ะที่มีโครงสร้างเพลงที่ไม่ Standard สงสัยต้องดูอีกที อย่างไรก็ดีผมว่ามันไม่ใช่ลักษณะที่ “จำเป็น” ของ Thrash เท่าไรนะ คือ โครงสร้างเพลงธรรมดาก็ Thrash ได้อะไรทำนองนั้น

อ้อ จริงๆ อาจมีประเด็นเรื่องท่อนโซโล่ด้วย แต่เนื่องจากผมเข้าไม่ถึง (ผมเป็นคนไม่ฟังโซโล่จริงจัง เพราะ ฟังไม่ทัน) จึงไม่ขอพูดในที่นี้

คร่าวๆ ก็ราวๆ นี้แหละครับ หวังว่าจะให้คำตอบที่ชัดขึ้น

ป.ล. ตัวอย่างทั้งหมดนี่มาจากหัวทั้งนั้นนะครับ ยกพอให้เห็นภาพเฉยๆ ถ้าจะเอาเป๊ะคงต้องฟังไล่เช็คครับ สุดท้ายที่อยากให้ตระหนักคือ เส้นแบ่งของแต่ละอย่างที่ยกมามันเบาบางมากครับบางทีอะไรที่อยู่ที่เส้นแบ่งก็อย่าไปพยายามจัดประเภทมันจริงจังไปสักฝั่งเลยครับ อยากให้เข้าใจมันในฐานะสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง (in-between) มากกว่า