Home

Another Attempt at Self-Criticism: The Case of My Punk Paper

ตุลาคม 29, 2007

Another Attempt at Self-Criticism: The Case of My Punk Paper 

พูดตรงๆ ว่าผมคิดว่างานชิ้นนี้ใน Version ที่ส่งปิดโครงการ (ซึ่งหลักๆ เป็น Version เดียวกับที่ใช้ในงาน Refuse – Resist) มัน ห่วย

 

ความห่วยในแง่นี้เป็นไปในแง่การไม่ได้ตอบโจทย์การ ต่อต้านที่ชัดเจน

 

แน่นอนผมรู้ตัวในประเด็นนี้อยู่แล้ว

 ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นนั้นเป็นไปในเงื่อนไขของ Priority ของงานที่ผู้เขียนคิดว่าต้อง Educate คนในวงการวิชาการในประเด็นคร่าวๆ ทั้งหมดทั้งบริบทและตัว Movement ซึ่งจำเป็นในระดับพื้นฐานต่อการเข้าใจส่วนวิเคราะห์ของงาน 

ไปๆ มาๆ ผู้เขียนจึงพบว่าตัวเองนั้นทำงานประวัติศาสตร์อยู่ ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าต้องทำให้ดีเนื่องจากมีความรู้สึกว่างานเขียนทั้งหมดที่เคยอ่านมานั้นยังไม่ได้มาตรฐาน

 

… ผู้เขียนคิดว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร? ก่อนที่เราจะเข้าใจว่ามันต่อต้านอะไร, อย่างไร ฯลฯ?

 ผู้เขียนยอมรับว่างานชิ้นนี้ล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิงในส่วนหลัง 

ซึ่งจะต้องปรับปรุงอย่างยิ่งยวดทั้งความรัดกุมในการอธิบาย และ ความหนักแน่นในทางทฤษฎี (ถ้าจะต้องมี)

 ซึ่งตัวปริมาณงานนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน และมีแนวโน้มว่าส่วนแรกทั้งหมดที่เป็นส่วนประวัติศาสตร์สมควรจะถูกตัดทิ้งทั้งสิ้น (ซึ่งก็หมายความว่าผู้เขียนต้องการส่วนนั้นกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ต่อไป) ผู้เขียน OK กับตรงนี้และเห็นว่าจำเป็นในบริบทของงานที่ควรจะมีหน้าที่จำกัด 

อย่างไรก็ดี ณ ที่นี้ขอพูดถึงประเด็นต่างๆ เล็กน้อย

 

ประการแรก ความเชื่อมโยงของงานกับ Audience และ คู่ในการถกเถียงของงาน ไปจนถึงการปรับแก้โครงสร้างงาน ผู้เขียนคิดว่างานชิ้นนี้เขียนให้คนทั่วไปที่สนใจอ่าน (ซึ่งสภาพความรู้เรื่อง Punk ของนักวิชาการทั่วไปก็ไม่น่าจะต่างจากคนทั่วไปเท่าไร) จึงต้องปูฐานมาจากระดับพื้นฐาน ทั้งหมดนี้เกิดจากการพบว่าคนทั่วๆ ไปนั้นมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ Punk Rock Movement ในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นการมองความต่อเนื่องของ New York กับ London เกินความเป็นจริง, มองว่าแนวคิดที่ทำงานอยู่ในทั้งสองแวดวงนั้นเหมือนกัน (เช่นการมองว่ามี DIY ใน Sense แบบเดียวกันทั้งสอง Scene) เป็นอาทิ … แน่นอน NY กับ London นั้นเป็นคนละสถานที่กัน Scene มันเป็นคนละ Scene อยู่แล้วปัญหาคือ คนเข้าใจว่า Element ใน Scene นั้นเหมือนกัน (อย่างน้อยๆ คนรุ่นใหม่ๆ จำนวนมากก็เป็นเช่นนั้น นี่นำไปสู่ปัญหา General Understanding ซึ่งขอไม่ลงในรายละเอียด)

 

ซึ่งทั้งหมดนี้นำมาสู่คู่ถกเถียงของงานซึ่งเป็น งานทั้งหมดที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ หรืองานของนักหนังสือพิมพ์ รายละเอียดจำนวนมากที่ยกมาในส่วนประวัติศาสตร์นั้นเป็นการพยายามตอบโต้งานที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ในระดับหนึ่งแล้วมันเป็นความผิดของผู้เขียนเองที่ไม่สร้างความชัดเจนว่ากำลังเถียงกับใครในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมันมีจำนวนมากเหลือเกิน กล่าวกันตามตรงงานทั้งหมดที่พูดถึง Punk Rock Movement โดยรวมๆ นั้นเท่าที่เห็นมาเป็นการกล่าวที่ผิดทั้งหมด เพราะ งานพวกนี้จะพยายามทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นใน New York และ London เป็นเรื่องเดียวกัน (ซึ่งงานผู้เขียนเสนอชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ผิดแน่นอน)

 

 ที่เลวร้ายมากๆ คือ งานวิชาการชิ้นสำคัญบางส่วนก็มีส่วนสำคัญในการผลิตความเข้าใจผิดเหล่านี้ ถ้าลองอ่านงาน Subculture ของ Dick Hebdige ดูจะพบว่าเขาเขียนงานของเขาด้วยสมมติฐานแบบนี้ ดังจะเห็นได้จากการดึงใน New York Scene กับ London Scene มาพูดในระนาบเดียวกัน ซึ่งด้วยการวิเคราะห์ในแบบ Semiology ของ Hebdige นั้นทำให้ Cultural Form ในแบบที่คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นทั้งสอง Scene นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนก็โต้ด้วยอธิบายในเชิงประวัติศาสตร์ว่ามันมีรากฐานและบริบทที่ต่างกัน (ซึ่งจริงๆ ตรงนี้มี Contribution กับแนวคิดเรื่องการต่อต้าน) ซึ่งปัญหากับ Hebdige ตรงนี้ก็คือ ผู้เขียนคิดว่า ความเป็น Punk” ที่ Hebdige เสนอนั้นล้มตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว เพราะจากงานของผู้เขียนสิ่งดังกล่าวไม่ได้มีอยู่จริง (ยังไม่ต้องไปพูดถึงว่ามันจะไปต่อต้านอะไร) … ถ้าผู้เขียนจะล้มเหลวก็ล้มเหลวตรงนี้ประเด็นตรงนี้ไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ดีตรรกะในการอธิบายเรื่องการต่อต้านของ Hebdige ก็เป็นอีกประเด็นที่อาจต้องทำการเถียงแยก (โดยสมมติว่าถ้าวัตถุในการสร้างทฤษฎีล้มแล้วทฤษฎียังยืนอยู่ได้) ซึ่งผู้เขียนก็ควรจะลงในรายละเอียดเพื่อที่จะตีตรงนี้ (แต่ก็ไม่ได้ทำ) … แต่พูดตรงๆ ว่าตรงนี้น่าเบื่อเพราะคนที่เล่นประเด็น Subculture ก็กลับมีตี Hebdige แทบทุกคน (ทำให้ผมนึกถึง Shot บังคับในการกลับมาตีงาน อ. ฉัตรทิพย์)

 นอกจากนั้นแล้วงานวิชาการในหลายๆ ส่วนนั้นแม้จะยืนอยู่บนฐานที่ว่า NY และ London นั้นต่างกัน (ดังจะเห็นได้จากการพูดถึงประเด็นต่างๆ อย่างมี Boundary ที่ชัดเจน กล่าวคือ ไม่พูด NY ปนกับ London อย่างหน้าตาเฉยแบบงานบางชิ้น) แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีงานชิ้นไหนพยายามจะบอกว่าจริงๆ มันต่างกันยังไง (ยังไม่ต้องพูดถึงงานของ Journalists … อย่างไรก็ดีงาน Oral History ที่ออกมาในช่วงหลังๆ นั้นก็มีเส้นแบ่งของ Scene อยู่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว คือ คุณไม่ทำ Oral History of NY Punk โดยไปถาม London Punk หรอก ผมว่าแค่ฟังก็ Pervert แล้ว) 

ผู้เขียนจึงคิดจะเติมประเด็นความแตกต่างตรงนี้เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้นซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วผู้เขียนทำเพียงแค่การต่อต้านของกระแสพังค์ร็อคในอังกฤษก็ได้ (ซึ่งจริงๆ งานอาจจะออกมาชึดเจนกว่า) อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่าไหนๆ ทำมาแล้วก็ควรจะเคลียร์ความเข้าใจผิดๆ ด้วยจึงต้องรวบทำทั้ง NY และ London พร้อมๆ กับชี้ให้เห็นความแตกต่าง (แน่นอนตรงนี้ยืนอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเข้าใจปนกันนั้นมีอยู่อย่างแพร่หลายและเป็นสิ่งที่มีปัญหา ถ้าผู้อ่านมีฐานคิดที่ต่างจากนี้ การที่เห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนทำอยู่ในงานชิ้นนี้ไม่ Make Sense ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร)

 

… อย่างไรก็ดีตรงนี้สร้างปัญหาให้งานมากๆ เพราะ มันทำให้น้ำหนักในแง่รายละเอียดนั้นแทบจะท่วมงานเลยทีเดียว ตรงนี้ต้องลองคิดดูอีกที เอาจริงๆ แล้ว อาจต้องลดงานเพื่อให้พูดถึง London Scene อย่างเดียว และลด NY Scene และความแตกต่างไปอยู่ในเชิงอรรถ

 

ซึ่งนี่อาจเป็นการดีกับขนาดของงานและเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านที่ต้องขยายต่อไป เอาจริงๆ แล้วว่าจะเพิ่มสักอย่างต่ำๆ ก็ 15 หน้า เพื่อที่จะตอบโจทย์ให้ชัด  ส่วนด้านรายละเอียดผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ต้องอ่านและเพิ่มแล้ว ต่อจากนี้ไปราวๆ 6 เดือนน่าจะเป็นช่วงเวลาของการเอารายละเอียดมาคุย/ เถียง กับทฤษฎีมากกว่า

 ถ้าให้ผู้เขียนตัดสินใจเองผู้เขียนจะทำให้ทิศทางมันเป็นแบบนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ต้องคุยกันคือ การเอาเนื้อหาส่วนที่ถอนกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ค่อนข้างซีเรียสกับประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเนื้อหาส่วนนั้นมีประโยชน์มาก และผู้เขียนต้องการจะเผยแพร่ให้กว้างที่สุด 

แม้งานนี้จะไม่ Original เลยในระดับ International ในแง่ประเด็น (เพราะใครก็พูดถึงพังค์ร็อคกับการต่อต้าน)  แต่มันจะดีในแง่การ Update ข้อมูลเชิงลึกใน Scene ที่จะกลับมาเช็คว่าทฤษฏีและคำอธิบายที่สร้างจากข้อมูลแบบผิวๆ นั้นจะมีปัญหาหรือไม่?

 สรุป คือผมจะ Rewrite มันใหม่ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลชุดเดิมมาคุยกับงานทฤษฎีที่ผมจะอ่านต่อไปในรอบ 2-3 เดือน หวังว่าจะทำให้หลายๆ ฝ่ายพอใจ 

ประการที่สอง จริงๆ แล้วงานในแบบที่เป็นอยู่ผมตั้งใจจะให้มันเป็น Cultural History หรือให้ตรงกว่านั้นคือเป็น Pop Cultural History ผมว่าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเป็นรากฐานสำคัญมากๆ ที่นักสังคมศาสตร์ควรต้องมี (ไม่ต้องสงสัยว่าผมได้รับอิทธิพลจาก อ. ธเนศ) ผมจึงให้ Priority กับตรงนี้มากกว่าส่วนอื่นๆ งานผมชิ้นนี้ในแง่หนึ่งแล้วเป็นการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต Approach ในบางแง่ก็อาจคล้ายๆ ประวัติศาสตร์ ผมพยายามจะสร้างภาพของ Punk Scene ออกมาให้มีชีวิตชีวา แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่มีเท่าไรนัก สิ่งที่ออกมามันคล้ายจะเป็น History of Event มากกว่า ในแง่หนึ่งผมควรจะทำให้มัน Annales กว่านี้ถ้าเกิดจะทำ แต่โชคร้ายที่ตอนที่ผมทำผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Annales เลย งานมันเลยอย่างมาเป็นแบบ Traditional History ที่เป็นการเล่าเหตุการณ์สำคัญต่อๆ กัน อย่างไรก็ดีคิดๆ ดูผมก็มองว่า Punk นั้นเป็น Event (ใน Sense ที่ Zizek เข้าใจ Badiou) นั้นนั้นแบบนี้อาจเหมาะกว่าก็ได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าถ้ามันออกมาแบบนี้ผมค่อนข้างพลาดมิติวัฒนธรรมไปอย่างน่าเสียดาย อย่างน้อยๆ ก็ใน Section ที่เป็นประวัติศาสตร์

 นอกจากนี้แล้วผมยังพยายามมองงานชิ้นนี้ในแง่ของงานมานุษยวิทยาที่พยายามจะสร้างภาพชุมชนดนตรีพังค์ผ่านคำบอกเล่าต่างๆ ที่มีการบันทึกไว้ (เพราะผมศึกษาเรื่องในอดีต) หรืออีกนัยน์หนึ่งความพยายามของผมก็อาจคล้ายๆ Emmanuel Le Roy Ladurie ที่ใช้คำไต่สวนของพระเพื่อที่จะสร้างงาน Montaillou (แม้ว่างานผมจะต่ำชั้นกว่ามาก) คือ งานของผมละ Le Roy เหมือนกันในแง่การอ่าน (กรณีผมคือ พยายามอ่าน) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในแบบมานุษยวิทยา ซึ่งสิ่งที่ผมพยายามหาคือ มิติการต่อต้านที่มันอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนในยุคนั้น คือ ในงานชิ้นนี้ผมสนใจการต่อต้านที่ Self-Concious เท่านั้น ผมไม่สนใจการที่นักวิชาการไม่ว่าจะเป็นสาขาอะไรมาบอกแทนคนใน Scene ว่าพวกเขากำลังต่อต้านอะไรอยู่ ผมมองว่าสิ่งเหล่านั้นจำนวนมากเป็นการ Overinterpret ไปจนถึงการ Romanticize ของนักวิชาการ (แต่ผมอาจผิดอีกที่ไม่ได้พูดประเด็นตรงนี้อย่างชัดเจน) 

OK บางคนอาจบอกว่านี่ไม่ตอบโจทย์ (ซึ่งบวกกับความอิหลักอิเหลื่อไปจนถึงไม่ยอมใช้ทฤษฎีของมันก็ไม่แปลกเลยที่จะมีการกล่าวว่างานชิ้นนี้โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่งานวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ด้วยซ้ำ – ทว่าถ้ามองงานชิ้นนี้แบบมานุษยวิทยาแล้วการไม่ Theory Oriented ของผมก็ Debatable มากๆ) แต่ผมคิดว่านี่คือวิธีที่เหมาะที่สมที่สุดที่เราจะเริ่มศึกษา Subculture หนึ่งๆ คือ ศึกษามันจากรากและใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์แบบ Cultural History และถ้ามันอาจตอบโจทย์ได้ในบางแง่ Why Not?

 อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการอ่านงานทฤษฎีเพิ่ม (เพื่อเป็นการไปเถียงกับทฤษฎี) และเอาข้อมูลที่มีอยู่ (ว่าจะไม่อ่านเพิ่มแล้ว เพราะ อ่านมาก็เกือบหมดเท่าที่หามาได้แล้ว) ไปเถียงนั้นดูจะท้าทายกว่า ผมจึงคิดว่าจะทำอย่างนั้น ผมยืนยันว่าการสร้างความชัดเจนให้กับประเด็นต่างๆ แต่ยังคงงานรูปแบบเดิมอยู่นั้นก็ทำให้งานชิ้นนี้เป็นงานวิชาการที่เหมาะสมเช่นกัน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการจมลงไปกับข้อมูลจำนวนมากๆ และกลั่นมันออกมาโดยไม่ใช้ทฤษฎีนั้นมีคุณูปการต่อการเข้าหาปรากฏการทางสังคมแบบผิวๆ และหาทฤษฎีมาจับแบบผิวๆ พอให้ได้จับ อย่างไรก็ดีผมไม่ได้บอกว่างานทฤษฎีแบบเพียวๆ ไม่ดี ผมก็ชอบและจะน่าจะต้องผลิตงานทฤษฎีเพียวๆ ออกมาสักชิ้นเร็วๆ นี้ ปัญหาของผมคือ การแถใช้ทฤษฎีกับปรากฏการณ์สังคมในแบบ จะใช้ให้ได้ไม่ใช่ปัญหาของผมกับทฤษฎี  เพราะ การใช้แบบนี้นั่นเป็นการสร้างความงุนงงมากขึ้นให้กับปรากฏการณ์สังคม นอกจากนั้นแล้วถ้าเกิดคนใช้ไม่แน่นทฤษฎีดังกล่าวมันก็จะทำให้เกิดความเข้าใจทฤษฎีเหล่านั้นอย่างสับสนอีก ด้วยเงื่อนไขด้านเวลา และ Priority ที่ผมจัด ผมจึงคิดว่าน่าจะศึกษาการต่อต้านแบบ Self-Conscious จากปากคำของคนใน Scene มากกว่า อย่างไรก็ดีปัญหาตรงนี้คือ ภาพมันไม่ชัด เหตุก็เพราะมันไม่ปรากฏ (คือ คนใน Scene หลายๆ ส่วนก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต่อต้านอะไรอยู่ – อย่างน้อยก็เท่าที่มีการบันทึกไว้และผู้เขียนเข้าถึง) ปัญหาของผมคือ ผมทำให้ Myth ของการต่อต้าน (ที่ผมเถียงอยู่) ออกมาไม่ชัด และ ผมก็ทำให้การ ไม่ปรากฏของการต่อต้านแบบ Self-Conscious ออกมาไม่ชัด ถ้าจะแก้งานในรูปแบบเดิม นี่คือสิ่งที่ผมต้อง Clear (แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมทำอีกแบบดีกว่า เพราะ แบบนี้มันไม่ค่อยท้าทาย) 

ประการสุดท้าย ความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่ผู้เขียนทำไว้ตอนจั่วบทความคือ การเขียนว่า งานชิ้นนี้ศึกษา ตัวดนตรี การจั่วครั้งนี้ทำไปเพื่อพูดถึง ตัวดนตรี ในฐานะที่มันต่างจาก กลุ่มคน, แฟชั่น ฯลฯ เพราะ คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มอง พังค์ในฐานะดนตรี ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตงาน ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่งานศึกษาคือ วัฒนธรรมดนตรีเสียมากกว่า ตัวดนตรี อย่างไรก็ดีผู้เขียนลืมกลับมาแก้ตรงนี้จึงทำให้ตัวงานทั้งหมดนั้นมีความขัดแย้งกับการจั่วหัวอย่างรุนแรง ซึ่งตรงนี้ต้องแก้แน่นอน ก็ขอขอบคุณ Reader ของงานชิ้นนี้มากๆ ที่ชี้ตรงนี้ให้เห็น (เพราะ การอ่านซ้ำของผู้เขียนก็อ่านข้ามตรงนี้ไปเช่นกัน)

 

สำหรับข้อโต้แย้งอื่นๆ ที่มีต่องานชิ้นนี้นั้นผู้เขียนก็คิดว่าน่าจะมีการตอบไปอย่างเหมาะสมกับโจทย์ อย่างไรก็ดีข้อวิจารณ์ในหลายๆ ข้อนั้นอาจเกิดจากการเลินเล่อใช้คำขยายๆ ผิดๆ ถูกๆ ขาดๆ เกินๆ จนทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความผิดด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้คำวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับปรุงงานต่อไป

 ป.ล. อาจงงๆ เล็กน้อยแต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทำให้เห็นภาพจุดประสงค์ของงานในเบื้องแรก และการปรับปรุงงานในโอกาสต่อไป

3 Responses to “Another Attempt at Self-Criticism: The Case of My Punk Paper”

  1. fxxknoevil Says:

    ขอเสริมสุดท้าย

    บอกตรงๆ ว่าผมไม่ค่อยพอใจนัก (แต่ก็เข้าใจได้) ที่มีการมองว่างานชิ้นนี้ไม่ใช่งานวิชาการที่เหมาะสม

    ผมคิดว่านี่เป็นเพราะฐานคิดที่ต่างกัน ผมอาจข้าม Shot ไปหน่อยที่ใช้ Annales + Anthopology ในประเด็นที่มันเคยอยู่ในร่มเงาของ Cultural Studies อยู่เสมอ โดยที่ไม่ได้กล่าวให้ชัดเจน (ซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้มองงานของผมจากฐานแบบ Cultural Studies – ซึ่งมันอาจจะออกมาว่างานของผม Non-Sense)

    พูดตรงๆ ผมมีปัญหากับหลายๆ ส่วนของ Cultural Studies และผมมองว่าจุดยืนทางทฤษฎีของผมกับพวกนั้นต่างกันเกินไปจนผมไม่สามารถสร้าง Productive Comment ได้ (สั้นๆ แล้วผมคิดว่าการใช้หลักฐานมาสนับสนุน Argument ของพวกนี้อ่อนมากๆ และพวกนี้ก็ตีความได้เลยเถิมและสร้างทฤษฎีได้ตื้นเขินมากๆ (ในกรณีของหลายๆ คนที่เอาแนวคิดฝรั่งเศสมาใช้แบบ Oversimplify) – Reaction ของผมคือ ใช้หลักฐานและข้อมูลจำนวนมาก และปฏิเสธที่จะใช้คำอธิบายเหล่านั้นทั้งหมด)

    ผมจึงเลี่ยงที่จะ Deal กับพวกนั้นตรงๆ

    ที่นี้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ คนอ่านก็อาจไม่รู้จะอ่านงานผมยังไง (ซึ่งผมก็ผิดอีกที่ไม่บอกชัดๆ ว่าควรจะอ่านยังไง) ซึ่งถ้าอ่านแบบ Cultural Studies แล้วงงแน่ๆ เพราะ สิ่งที่ผมทำผมทำด้วยพื้นฐานวิธีคิดที่ว่าควรจะให้นักมานุษยวิทยาลงไปศึกษา Subculture และวิเคราะห์แบบมานุษยวิทยา แต่พอดีเรื่องที่ผมทำมันอยู่ในอดีตผมเลยต้องใช้แนวคิดแบบ Annales ที่ทำการวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์แบบมานุษยวิทยา

    ซึ่งบางทีสิ่งเหล่านี้อาจข้าม Shot ไปก็ได้ (อย่างไรก็ดีผมไม่ได้คิดเอง แนวคิดพื้นฐานนั้นมาจาก Alan O’Conner ที่วิจารณ์ “วิธีวิทยา” ที่มีต่อประเด็น Subculture ที่แล้วๆ มาอย่างถึงรากถึงโคน -โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ Punk- ซึ่งในมิตินี้ผมเห็นด้วยกับเขา)

    อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ดูจะหน่วงนำให้ผมอยากทำการเช็คบิล Cultural Studies ทำให้ผมเห็นจะต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในมืออัดพวก Cultural Studies (ที่สร้างภาพพังค์ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์, นิตยสาร และฟังแผ่นเสียง) ให้ไส้แตกกันไปข้าง … จะได้เห็นกันเสียทีว่าการศึกษาแบบนี้มีปัญหาขนาดไหน (จริงๆ ผมไม่อยากจะพูดในทำนอง Anthropology Can Do Better. เลย … แต่ผมคิดเช่นนั้น) จริงๆ สรุปตอนนี้เลยก็ได้ว่า Punk Rock Movement ลูกแรกในอังกฤษนั้นไม่ได้ต่อต้านอะไรเลย ปัญหาทั้งหมดคือ ผมจะทุบแนวคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้ต่อต้านให้หมดไปอย่างไรมากกว่า

    สุดท้าย ผมคิดว่างานผมใน Version ปัจจุบันนั้นถึงแม้มันจะไม่ตอบโจทย์แต่มันสร้างความเข้าใจ Punk Rock Movement ได้อย่างชัดเจนกว่างานอย่าง Subculture ของ Hebdige แน่ๆ (ยังไม่พูดถึงข้อบกพร่องในการใช้หลักฐานจำนวนมากของงานชิ้นนี้)

  2. พี่โจ้นะ Says:

    คุณทำงานได้ดีในระดับหนึ่งนะ แต่ปัญหาที่กล่าวในทางทฤษฎีน่ะ วางมันไปก่อน ในเมื่อเราไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยกับสิ่งที่เราศึกษา คุณทำได้ดีแล้ว ในขณะที่ ถ้ามองว่ามันสิ่งที่ร่วมสมัยกับเราล่ะ คุณจะตอบโจทย์อย่างไร จากนั้น เราค่อยๆ ดูการคลี่คลายจากสิ่งที่คุณเรียบเรียงมาจากการนำเสนอในงานวันนั้น

    แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า NY-LON มี missing link

    ที่สำคัญมันคนละประเทศกัน อังกฤษมองอเมริกาว่ามันคือต่างประเทศ ถึงแม้จะใช้ภาษาเดียวกัน และสามารถสื่อสารกันในในระดับ intra language

    ดังนั้น มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในการดูหมิ่นงานของตนเอง

  3. fxxknoevil Says:

    ขอบคุณครับสำหรับ Comment

    ตอนนี้ผมคิดว่าปัญหาที่ผมเห็นเลยก็คือ ผมไม่สามารถใช้สิ่งที่ผมได้อ่านไปอย่างเต็มที่

    ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเลย เพราะ เวลาที่ผมต้องปั่นงานส่งมันน้อยมากทำให้ผมอ่านงานแต่ละชิ้นได้รอบเดียวและผมเป็นคนที่ต้องอ่านหนังสืออย่างต่ำสองรอบถึงจะรู้เรื่องและจำได้ (ไม่ว่ามันจะยากง่ายแค่ไหน)

    เงื่อนไจแบบนี้ผมไม่แปลกใจเลยในความหละหลวมของงาน (ตรงนี้ยอมรับเต็มๆ เลย)

    ตอนนี้เลยมีทางเลือกสองอย่าง

    1. อ่านซ้ำให้ละเอียดขึ้น – งานอยู่ในทิศทางแบบเดิม

    2. อ่านเพิ่ม – เปลี่ยนทิศทางงาน

    ซึ่งผมตัดสินใจเลือกอันสองด้วยเหตุผลสองประการ

    1. แทบไม่มีใครในวงวิชาการ Appreciate ในความละเอียดของงานผม – คือ ผมละเอียดขึ้นคนก็ไม่ Get ว่าผมทำอะไรอยู่ เท่าที่นอกรอบคุยกันดูท่าทางเขาจะอยากได้ Debate ทฤษฎีมากกว่า
    2. ผมเบื่องานพวกนั้นแล้ว – ผมหมกตัวกับพวกมันอยู่หลายเดือน จนเมื่อผมทำเสร็จ ผมไม่ยุ่งอะไรเกี่ยวกับ Punk ในยุคแรกเลย (ตอนนี้ก็ยังไม่ยุ่ง อย่างไรก็ดีตอนนี้ผมกำลังบ้าวง Pop-Punk ญึ่ปุ่นนาน Asian Kung-Fu Generation อยู่ … ซึ่งถามผมผมว่ามันไม่เกี่ยวกับ Classic Punk เลย)

    คือในเมื่อในภาพรวมแล้วไม่มีใคร (ทั้งวงวิชาการโดยทั่วไปและตัวผม) Happy กับการพุ่งไปข้างหน้าในทิศทางเดิม การเปลี่ยนทิศทางน่าจะ Work กว่าครับ

    ก็ดีผมจะได้อ่านงานเพิ่มด้วย

    อย่างไรก็ดีขอบคุณอีกครั้งสำหรับ Comment ครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: