Home

Another Attempt at Self-Criticism: The Case of My Punk Paper 

พูดตรงๆ ว่าผมคิดว่างานชิ้นนี้ใน Version ที่ส่งปิดโครงการ (ซึ่งหลักๆ เป็น Version เดียวกับที่ใช้ในงาน Refuse – Resist) มัน ห่วย

 

ความห่วยในแง่นี้เป็นไปในแง่การไม่ได้ตอบโจทย์การ ต่อต้านที่ชัดเจน

 

แน่นอนผมรู้ตัวในประเด็นนี้อยู่แล้ว

 ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นนั้นเป็นไปในเงื่อนไขของ Priority ของงานที่ผู้เขียนคิดว่าต้อง Educate คนในวงการวิชาการในประเด็นคร่าวๆ ทั้งหมดทั้งบริบทและตัว Movement ซึ่งจำเป็นในระดับพื้นฐานต่อการเข้าใจส่วนวิเคราะห์ของงาน 

ไปๆ มาๆ ผู้เขียนจึงพบว่าตัวเองนั้นทำงานประวัติศาสตร์อยู่ ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่าต้องทำให้ดีเนื่องจากมีความรู้สึกว่างานเขียนทั้งหมดที่เคยอ่านมานั้นยังไม่ได้มาตรฐาน

 

… ผู้เขียนคิดว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร? ก่อนที่เราจะเข้าใจว่ามันต่อต้านอะไร, อย่างไร ฯลฯ?

 ผู้เขียนยอมรับว่างานชิ้นนี้ล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิงในส่วนหลัง 

ซึ่งจะต้องปรับปรุงอย่างยิ่งยวดทั้งความรัดกุมในการอธิบาย และ ความหนักแน่นในทางทฤษฎี (ถ้าจะต้องมี)

 ซึ่งตัวปริมาณงานนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน และมีแนวโน้มว่าส่วนแรกทั้งหมดที่เป็นส่วนประวัติศาสตร์สมควรจะถูกตัดทิ้งทั้งสิ้น (ซึ่งก็หมายความว่าผู้เขียนต้องการส่วนนั้นกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ต่อไป) ผู้เขียน OK กับตรงนี้และเห็นว่าจำเป็นในบริบทของงานที่ควรจะมีหน้าที่จำกัด 

อย่างไรก็ดี ณ ที่นี้ขอพูดถึงประเด็นต่างๆ เล็กน้อย

 

ประการแรก ความเชื่อมโยงของงานกับ Audience และ คู่ในการถกเถียงของงาน ไปจนถึงการปรับแก้โครงสร้างงาน ผู้เขียนคิดว่างานชิ้นนี้เขียนให้คนทั่วไปที่สนใจอ่าน (ซึ่งสภาพความรู้เรื่อง Punk ของนักวิชาการทั่วไปก็ไม่น่าจะต่างจากคนทั่วไปเท่าไร) จึงต้องปูฐานมาจากระดับพื้นฐาน ทั้งหมดนี้เกิดจากการพบว่าคนทั่วๆ ไปนั้นมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ Punk Rock Movement ในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นการมองความต่อเนื่องของ New York กับ London เกินความเป็นจริง, มองว่าแนวคิดที่ทำงานอยู่ในทั้งสองแวดวงนั้นเหมือนกัน (เช่นการมองว่ามี DIY ใน Sense แบบเดียวกันทั้งสอง Scene) เป็นอาทิ … แน่นอน NY กับ London นั้นเป็นคนละสถานที่กัน Scene มันเป็นคนละ Scene อยู่แล้วปัญหาคือ คนเข้าใจว่า Element ใน Scene นั้นเหมือนกัน (อย่างน้อยๆ คนรุ่นใหม่ๆ จำนวนมากก็เป็นเช่นนั้น นี่นำไปสู่ปัญหา General Understanding ซึ่งขอไม่ลงในรายละเอียด)

 

ซึ่งทั้งหมดนี้นำมาสู่คู่ถกเถียงของงานซึ่งเป็น งานทั้งหมดที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ หรืองานของนักหนังสือพิมพ์ รายละเอียดจำนวนมากที่ยกมาในส่วนประวัติศาสตร์นั้นเป็นการพยายามตอบโต้งานที่ผลิตความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้ ในระดับหนึ่งแล้วมันเป็นความผิดของผู้เขียนเองที่ไม่สร้างความชัดเจนว่ากำลังเถียงกับใครในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมันมีจำนวนมากเหลือเกิน กล่าวกันตามตรงงานทั้งหมดที่พูดถึง Punk Rock Movement โดยรวมๆ นั้นเท่าที่เห็นมาเป็นการกล่าวที่ผิดทั้งหมด เพราะ งานพวกนี้จะพยายามทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นใน New York และ London เป็นเรื่องเดียวกัน (ซึ่งงานผู้เขียนเสนอชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ผิดแน่นอน)

 

 ที่เลวร้ายมากๆ คือ งานวิชาการชิ้นสำคัญบางส่วนก็มีส่วนสำคัญในการผลิตความเข้าใจผิดเหล่านี้ ถ้าลองอ่านงาน Subculture ของ Dick Hebdige ดูจะพบว่าเขาเขียนงานของเขาด้วยสมมติฐานแบบนี้ ดังจะเห็นได้จากการดึงใน New York Scene กับ London Scene มาพูดในระนาบเดียวกัน ซึ่งด้วยการวิเคราะห์ในแบบ Semiology ของ Hebdige นั้นทำให้ Cultural Form ในแบบที่คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นทั้งสอง Scene นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนก็โต้ด้วยอธิบายในเชิงประวัติศาสตร์ว่ามันมีรากฐานและบริบทที่ต่างกัน (ซึ่งจริงๆ ตรงนี้มี Contribution กับแนวคิดเรื่องการต่อต้าน) ซึ่งปัญหากับ Hebdige ตรงนี้ก็คือ ผู้เขียนคิดว่า ความเป็น Punk” ที่ Hebdige เสนอนั้นล้มตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว เพราะจากงานของผู้เขียนสิ่งดังกล่าวไม่ได้มีอยู่จริง (ยังไม่ต้องไปพูดถึงว่ามันจะไปต่อต้านอะไร) … ถ้าผู้เขียนจะล้มเหลวก็ล้มเหลวตรงนี้ประเด็นตรงนี้ไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ดีตรรกะในการอธิบายเรื่องการต่อต้านของ Hebdige ก็เป็นอีกประเด็นที่อาจต้องทำการเถียงแยก (โดยสมมติว่าถ้าวัตถุในการสร้างทฤษฎีล้มแล้วทฤษฎียังยืนอยู่ได้) ซึ่งผู้เขียนก็ควรจะลงในรายละเอียดเพื่อที่จะตีตรงนี้ (แต่ก็ไม่ได้ทำ) … แต่พูดตรงๆ ว่าตรงนี้น่าเบื่อเพราะคนที่เล่นประเด็น Subculture ก็กลับมีตี Hebdige แทบทุกคน (ทำให้ผมนึกถึง Shot บังคับในการกลับมาตีงาน อ. ฉัตรทิพย์)

 นอกจากนั้นแล้วงานวิชาการในหลายๆ ส่วนนั้นแม้จะยืนอยู่บนฐานที่ว่า NY และ London นั้นต่างกัน (ดังจะเห็นได้จากการพูดถึงประเด็นต่างๆ อย่างมี Boundary ที่ชัดเจน กล่าวคือ ไม่พูด NY ปนกับ London อย่างหน้าตาเฉยแบบงานบางชิ้น) แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีงานชิ้นไหนพยายามจะบอกว่าจริงๆ มันต่างกันยังไง (ยังไม่ต้องพูดถึงงานของ Journalists … อย่างไรก็ดีงาน Oral History ที่ออกมาในช่วงหลังๆ นั้นก็มีเส้นแบ่งของ Scene อยู่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว คือ คุณไม่ทำ Oral History of NY Punk โดยไปถาม London Punk หรอก ผมว่าแค่ฟังก็ Pervert แล้ว) 

ผู้เขียนจึงคิดจะเติมประเด็นความแตกต่างตรงนี้เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้นซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วผู้เขียนทำเพียงแค่การต่อต้านของกระแสพังค์ร็อคในอังกฤษก็ได้ (ซึ่งจริงๆ งานอาจจะออกมาชึดเจนกว่า) อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่าไหนๆ ทำมาแล้วก็ควรจะเคลียร์ความเข้าใจผิดๆ ด้วยจึงต้องรวบทำทั้ง NY และ London พร้อมๆ กับชี้ให้เห็นความแตกต่าง (แน่นอนตรงนี้ยืนอยู่บนฐานความคิดที่ว่าการเข้าใจปนกันนั้นมีอยู่อย่างแพร่หลายและเป็นสิ่งที่มีปัญหา ถ้าผู้อ่านมีฐานคิดที่ต่างจากนี้ การที่เห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนทำอยู่ในงานชิ้นนี้ไม่ Make Sense ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร)

 

… อย่างไรก็ดีตรงนี้สร้างปัญหาให้งานมากๆ เพราะ มันทำให้น้ำหนักในแง่รายละเอียดนั้นแทบจะท่วมงานเลยทีเดียว ตรงนี้ต้องลองคิดดูอีกที เอาจริงๆ แล้ว อาจต้องลดงานเพื่อให้พูดถึง London Scene อย่างเดียว และลด NY Scene และความแตกต่างไปอยู่ในเชิงอรรถ

 

ซึ่งนี่อาจเป็นการดีกับขนาดของงานและเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านที่ต้องขยายต่อไป เอาจริงๆ แล้วว่าจะเพิ่มสักอย่างต่ำๆ ก็ 15 หน้า เพื่อที่จะตอบโจทย์ให้ชัด  ส่วนด้านรายละเอียดผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ต้องอ่านและเพิ่มแล้ว ต่อจากนี้ไปราวๆ 6 เดือนน่าจะเป็นช่วงเวลาของการเอารายละเอียดมาคุย/ เถียง กับทฤษฎีมากกว่า

 ถ้าให้ผู้เขียนตัดสินใจเองผู้เขียนจะทำให้ทิศทางมันเป็นแบบนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ต้องคุยกันคือ การเอาเนื้อหาส่วนที่ถอนกลับมาเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ค่อนข้างซีเรียสกับประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเนื้อหาส่วนนั้นมีประโยชน์มาก และผู้เขียนต้องการจะเผยแพร่ให้กว้างที่สุด 

แม้งานนี้จะไม่ Original เลยในระดับ International ในแง่ประเด็น (เพราะใครก็พูดถึงพังค์ร็อคกับการต่อต้าน)  แต่มันจะดีในแง่การ Update ข้อมูลเชิงลึกใน Scene ที่จะกลับมาเช็คว่าทฤษฏีและคำอธิบายที่สร้างจากข้อมูลแบบผิวๆ นั้นจะมีปัญหาหรือไม่?

 สรุป คือผมจะ Rewrite มันใหม่ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลชุดเดิมมาคุยกับงานทฤษฎีที่ผมจะอ่านต่อไปในรอบ 2-3 เดือน หวังว่าจะทำให้หลายๆ ฝ่ายพอใจ 

ประการที่สอง จริงๆ แล้วงานในแบบที่เป็นอยู่ผมตั้งใจจะให้มันเป็น Cultural History หรือให้ตรงกว่านั้นคือเป็น Pop Cultural History ผมว่าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเป็นรากฐานสำคัญมากๆ ที่นักสังคมศาสตร์ควรต้องมี (ไม่ต้องสงสัยว่าผมได้รับอิทธิพลจาก อ. ธเนศ) ผมจึงให้ Priority กับตรงนี้มากกว่าส่วนอื่นๆ งานผมชิ้นนี้ในแง่หนึ่งแล้วเป็นการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต Approach ในบางแง่ก็อาจคล้ายๆ ประวัติศาสตร์ ผมพยายามจะสร้างภาพของ Punk Scene ออกมาให้มีชีวิตชีวา แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่มีเท่าไรนัก สิ่งที่ออกมามันคล้ายจะเป็น History of Event มากกว่า ในแง่หนึ่งผมควรจะทำให้มัน Annales กว่านี้ถ้าเกิดจะทำ แต่โชคร้ายที่ตอนที่ผมทำผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Annales เลย งานมันเลยอย่างมาเป็นแบบ Traditional History ที่เป็นการเล่าเหตุการณ์สำคัญต่อๆ กัน อย่างไรก็ดีคิดๆ ดูผมก็มองว่า Punk นั้นเป็น Event (ใน Sense ที่ Zizek เข้าใจ Badiou) นั้นนั้นแบบนี้อาจเหมาะกว่าก็ได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าถ้ามันออกมาแบบนี้ผมค่อนข้างพลาดมิติวัฒนธรรมไปอย่างน่าเสียดาย อย่างน้อยๆ ก็ใน Section ที่เป็นประวัติศาสตร์

 นอกจากนี้แล้วผมยังพยายามมองงานชิ้นนี้ในแง่ของงานมานุษยวิทยาที่พยายามจะสร้างภาพชุมชนดนตรีพังค์ผ่านคำบอกเล่าต่างๆ ที่มีการบันทึกไว้ (เพราะผมศึกษาเรื่องในอดีต) หรืออีกนัยน์หนึ่งความพยายามของผมก็อาจคล้ายๆ Emmanuel Le Roy Ladurie ที่ใช้คำไต่สวนของพระเพื่อที่จะสร้างงาน Montaillou (แม้ว่างานผมจะต่ำชั้นกว่ามาก) คือ งานของผมละ Le Roy เหมือนกันในแง่การอ่าน (กรณีผมคือ พยายามอ่าน) ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในแบบมานุษยวิทยา ซึ่งสิ่งที่ผมพยายามหาคือ มิติการต่อต้านที่มันอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนในยุคนั้น คือ ในงานชิ้นนี้ผมสนใจการต่อต้านที่ Self-Concious เท่านั้น ผมไม่สนใจการที่นักวิชาการไม่ว่าจะเป็นสาขาอะไรมาบอกแทนคนใน Scene ว่าพวกเขากำลังต่อต้านอะไรอยู่ ผมมองว่าสิ่งเหล่านั้นจำนวนมากเป็นการ Overinterpret ไปจนถึงการ Romanticize ของนักวิชาการ (แต่ผมอาจผิดอีกที่ไม่ได้พูดประเด็นตรงนี้อย่างชัดเจน) 

OK บางคนอาจบอกว่านี่ไม่ตอบโจทย์ (ซึ่งบวกกับความอิหลักอิเหลื่อไปจนถึงไม่ยอมใช้ทฤษฎีของมันก็ไม่แปลกเลยที่จะมีการกล่าวว่างานชิ้นนี้โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่งานวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ด้วยซ้ำ – ทว่าถ้ามองงานชิ้นนี้แบบมานุษยวิทยาแล้วการไม่ Theory Oriented ของผมก็ Debatable มากๆ) แต่ผมคิดว่านี่คือวิธีที่เหมาะที่สมที่สุดที่เราจะเริ่มศึกษา Subculture หนึ่งๆ คือ ศึกษามันจากรากและใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์แบบ Cultural History และถ้ามันอาจตอบโจทย์ได้ในบางแง่ Why Not?

 อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการอ่านงานทฤษฎีเพิ่ม (เพื่อเป็นการไปเถียงกับทฤษฎี) และเอาข้อมูลที่มีอยู่ (ว่าจะไม่อ่านเพิ่มแล้ว เพราะ อ่านมาก็เกือบหมดเท่าที่หามาได้แล้ว) ไปเถียงนั้นดูจะท้าทายกว่า ผมจึงคิดว่าจะทำอย่างนั้น ผมยืนยันว่าการสร้างความชัดเจนให้กับประเด็นต่างๆ แต่ยังคงงานรูปแบบเดิมอยู่นั้นก็ทำให้งานชิ้นนี้เป็นงานวิชาการที่เหมาะสมเช่นกัน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการจมลงไปกับข้อมูลจำนวนมากๆ และกลั่นมันออกมาโดยไม่ใช้ทฤษฎีนั้นมีคุณูปการต่อการเข้าหาปรากฏการทางสังคมแบบผิวๆ และหาทฤษฎีมาจับแบบผิวๆ พอให้ได้จับ อย่างไรก็ดีผมไม่ได้บอกว่างานทฤษฎีแบบเพียวๆ ไม่ดี ผมก็ชอบและจะน่าจะต้องผลิตงานทฤษฎีเพียวๆ ออกมาสักชิ้นเร็วๆ นี้ ปัญหาของผมคือ การแถใช้ทฤษฎีกับปรากฏการณ์สังคมในแบบ จะใช้ให้ได้ไม่ใช่ปัญหาของผมกับทฤษฎี  เพราะ การใช้แบบนี้นั่นเป็นการสร้างความงุนงงมากขึ้นให้กับปรากฏการณ์สังคม นอกจากนั้นแล้วถ้าเกิดคนใช้ไม่แน่นทฤษฎีดังกล่าวมันก็จะทำให้เกิดความเข้าใจทฤษฎีเหล่านั้นอย่างสับสนอีก ด้วยเงื่อนไขด้านเวลา และ Priority ที่ผมจัด ผมจึงคิดว่าน่าจะศึกษาการต่อต้านแบบ Self-Conscious จากปากคำของคนใน Scene มากกว่า อย่างไรก็ดีปัญหาตรงนี้คือ ภาพมันไม่ชัด เหตุก็เพราะมันไม่ปรากฏ (คือ คนใน Scene หลายๆ ส่วนก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต่อต้านอะไรอยู่ – อย่างน้อยก็เท่าที่มีการบันทึกไว้และผู้เขียนเข้าถึง) ปัญหาของผมคือ ผมทำให้ Myth ของการต่อต้าน (ที่ผมเถียงอยู่) ออกมาไม่ชัด และ ผมก็ทำให้การ ไม่ปรากฏของการต่อต้านแบบ Self-Conscious ออกมาไม่ชัด ถ้าจะแก้งานในรูปแบบเดิม นี่คือสิ่งที่ผมต้อง Clear (แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมทำอีกแบบดีกว่า เพราะ แบบนี้มันไม่ค่อยท้าทาย) 

ประการสุดท้าย ความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่ผู้เขียนทำไว้ตอนจั่วบทความคือ การเขียนว่า งานชิ้นนี้ศึกษา ตัวดนตรี การจั่วครั้งนี้ทำไปเพื่อพูดถึง ตัวดนตรี ในฐานะที่มันต่างจาก กลุ่มคน, แฟชั่น ฯลฯ เพราะ คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มอง พังค์ในฐานะดนตรี ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตงาน ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่งานศึกษาคือ วัฒนธรรมดนตรีเสียมากกว่า ตัวดนตรี อย่างไรก็ดีผู้เขียนลืมกลับมาแก้ตรงนี้จึงทำให้ตัวงานทั้งหมดนั้นมีความขัดแย้งกับการจั่วหัวอย่างรุนแรง ซึ่งตรงนี้ต้องแก้แน่นอน ก็ขอขอบคุณ Reader ของงานชิ้นนี้มากๆ ที่ชี้ตรงนี้ให้เห็น (เพราะ การอ่านซ้ำของผู้เขียนก็อ่านข้ามตรงนี้ไปเช่นกัน)

 

สำหรับข้อโต้แย้งอื่นๆ ที่มีต่องานชิ้นนี้นั้นผู้เขียนก็คิดว่าน่าจะมีการตอบไปอย่างเหมาะสมกับโจทย์ อย่างไรก็ดีข้อวิจารณ์ในหลายๆ ข้อนั้นอาจเกิดจากการเลินเล่อใช้คำขยายๆ ผิดๆ ถูกๆ ขาดๆ เกินๆ จนทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความผิดด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้คำวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับปรุงงานต่อไป

 ป.ล. อาจงงๆ เล็กน้อยแต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทำให้เห็นภาพจุดประสงค์ของงานในเบื้องแรก และการปรับปรุงงานในโอกาสต่อไป

Best Of Me Best of Town 2: Best of Me Rock Present Return of Hero 06-10-07

ผมเดินทางไปสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ด้วยรถไฟใต้ดิน เมื่อผมไปถึงราวๆ เกือบบ่ายสามโมงผมก็ดุ่มๆ ไปถามคนแถวนั้นว่า โจหลุยส์ ไปทางไหน (เพราะประกาศบอกว่างานจัดใกล้ๆ “โจหลุยส์”) ซึ่งผมก็งงๆ ทางอยู่เพราะแยกมันเยอะเหลือเกิน อย่างไรก็ดีจากการสังเกตุโดยรอบก็ทำให้เห็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งน่าจะมางานเดียวกัน (ดูจากการแต่งกาย) ผมจึงเดินตามพวกเขาไป

งานนั้นจัดอยู่ใกล้ๆ โจหลุยส์จริงๆ ที่สถานที่ที่ผู้จัดขนานนามมันว่า Death Pool

Death Pool นั้นจะกล่าวง่ายๆ แล้วมันก็คือ สระน้ำที่ไม่มีน้ำถ้าจะให้ประเมินแล้วสระนั้นน่าจะมีความยาวประมาณ 50 เมตรตามแบบมาตรฐาน (ต้องขอบคุณแจ็คสำหรับข้องสังเกตุตรงนี้) ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นแล้วสระก็น่าจะมีความกว้างประมาณ 30 เมตร (จากการประเมินของผู้เขียน) อย่างไรก็ดีความลึกของสระนั้นไม่ได้เท่ากันทั้งสระพื้นที่ส่วนใหญ่ของสระนั้นมีความลึกราวๆ 1.5 เมตรในขณะที่ขอบด้านหนึ่งนั้นจะเป็นช่วงที่ลึกมากซึ่งก็จะมีการลาดเอียงลงไป ซึ่งผู้จัดก็จะมีการเอาผ้ากั้นไว้ (แต่มีช่วงว่างด้านล่างผ้าสูงราวๆ 2 ฟุต … ซึ่งหมายความว่าสามารถมองลงไปและหล่นลงไปได้ … ซึ่งถ้าหล่นก็คงดูไม่จืดทีเดียวเพราะด้านล่างมีน้ำขังอยู่และแหนลอยอยู่จำนวนมาก) ผู้เขียนกะว่าช่วงที่เริ่มลาดเอียงน่าจะประมาณ 15 เมตรจากขอบสระดังนั้นพื้นที่การชมดนตรีจะอยู่ที่ประมาณ 35 * 30 ตารางเมตร อย่างไรก็ดีในพื้นที่ดังกล่าวก็มีเต๊นอยู่สองเต๊นที่ตั้งขึ้นเพื่อขายเสื้อยืดและ CD

งานนี้มีสองเวที (Stage) ด้วยกัน (จริงๆ เวทีก็คือบริเวณขอบสระนั่นเอง ที่คนดูที่อยู่ในสระสามารมองขึ้ไปแล้วเห็นชัดเจน) ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ ความสะดวกและทุ่นเวลาในการเปลี่ยนวง การเล่นสลับกันสองเวทีทำให้วงต่อไปสามารถเข้าไปติดตั้งเครื่องดนตรีได้ในขณะที่อีกวงยังเล่นอยู่ เวทีหนึ่งนั้นอยู่ที่ริมขอบด้านที่ติดทางลาดลงไป (ทำให้การมอชหลายๆ ครั้งน่าหวาดเสียวว่าจะมีคนกลิ้งตกไปตรงทางลาด – แต่เท่าที่ผู้เขียนทราบก็ไม่มีทั้งๆ ที่เล่นมอชกันไปจนเฉียดผ้ากั้นทีเดียว) อีกเวทีหนึ่งอยู่ด้านขวา (มองในสายตาของคนดู) ตรงหัวมุมขอบสระด้านตรงข้ามกับขอบสระที่เป็นทางเข้างาน ซึ่งก็คือบันไดไม้ผุๆสามชั้น ที่ชั้นล่างสุดพังไปครึ่งหนึ่ง (อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ตอนผู้เขียนไปถึง)

เวทีแรก (ริมทางลาด) เรียกว่าฝั่ง AMP ส่วนเวทีที่สอง (ตรงหัวมุม) เรียกว่าฝั่ง Death’s End จากการสังเกตุของผูเขียนแล้วแต่ละเวทีจะมีจุดเด่นด้านเสียงที่ต่างกันคือ เวทีแรกนั้นเสียงกีต้าร์จะค่อนข้างเด่น ในขณะที่เสียงกลอง (โดยเฉพาะกระเดื่อง) จะกลางๆ ในขณะที่เวทีที่สองนั้นเสียงกลองจะคมมากๆ แต่เสียงกีต้าร์จะเบากว่าเวทีแรก อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรับ Sound ของวงแต่ละวง และ การปรับแผง Mix ใหญ่ที่ต้องสับ Sound ไปมาเมื่อมีการเปลี่ยนวงด้วย

บริเวณงานนั้นถูกโอบล้องไปด้วยร้านค้า (ที่ไม่ได้เปิดทำการ ตรงนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะตอนเย็นๆ ก็เห็นมีคน แต่ไม่แต่ใจว่าจะเป็นการ “เปิดทำการ”หรือเปล่า ???) ซึ่งสูงขึ้นไปในระยะที่ห่างออกมานั้นมีตึกโอบล้อมโดยรอบ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะช่วยให้เสียงสะท้อนในงานดีขึ้นหรือเปล่า

บริเวณหน้างานนั้นเป็นทางยาวๆที่เลียบร้านค้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าพื้นด้านล่างเล็กน้อยเพราะในโซนหมู่ตึกหน้างานนั้นมีทางลาด (เป็นหญ้า) ยกพื้นขึ้นมา ส่วนด้านตรงข้ามก็จะมีตึกยาวๆ อยู่ตึกหนึ่ง บริเวณฟุตบาทด้านหน้างานและด้านตรงข้ามงานนั้นก็เป็นที่สังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจให้กับบรรดาผู้ชมที่จับกลุ่มนังกินเบียร์กันหลายต่อหลายกลุ่ม นอกจากนี้แล้วบริเวณนี้ยังเป็นที่ขายของต่างๆ เช่น แผ่น CD และเสื้อ (ที่เริ่มปูขายกันตอนเย็นๆ) อีกด้วย

สำหรับคนที่เข้าร่วมงานนั้นผู้เขียนพบว่ามีจำนวนมาก อย่างไรก็ดีงานนี้ไม่มีการขายบัตร (คือจ่ายตังค์, รัดข้อมือ, ปั๊มมือ และก็เข้างานเลย) ทางผู้จัดจังไม่สามารถประเมินปริมาณคนได้อย่างเหมาะสม จนกว่าเขาจะเริ่มนับรายได้จากค่าเข้า (ว่ากันตามตรงผมถามเขาหลายรอบจนเขาเริ่มรำคาญเลยและ … For Academic Sake อะนะ) อย่างไรก็ดีผู้เขียนคิดว่างานนี้คงปริมาณคงไม่แพ้ Nakhon Unite 6 เลย ดังนั้นจึงประเมินคร่าวๆ ว่าคนในงานน่าจะอยู่ที่ 300 กลางๆ ถึง 400 กลางๆ

ผู้คนในงานนั้นจะว่าไปแล้วก็มีความหลากหลายมากๆ เด็ก Emo ทุกกระเบียดนิ้วจะว่าไปแล้วมีเพียงแค่ 30-40% ของงานเท่านั้น อย่างไรก็ดีเด็ก Emo แบบไม่เต็มที่ (ทรงผมไม่ได้ แต่แต่งกายได้เป็นอาทิ) นั้นก็น่าจะมีอยู่ราวๆ 20-30% ทีเดียว ที่เหลือราวๆ 40% ของงานนั้นจะเป็นอัตลักษณ์ทางดนตรีชนิดอื่น อาทิเช่น Metal (เสื้อยืดวง Metal สีดำ+ผมที่ไม่ใช่ Emo [อาจยาวรุงรัง ไปจนถึงสั้นๆ ไปเลย แต่จะไม่ยาวแต่ด้านหน้า]+กางเกงขาสั้น/ ยาว) นั้นจะว่าไปก็น่าจะมีอยู่ราวๆ 20-30% ของงานทีเดียว ที่เหลือในงานนั้นก็ได้แก่การแต่งกายแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ๊ตเสื้อโปโล, เสื้อยืดสีอื่นๆ, ไปจนถึงการแต่งกาย “ราวกับว่าจะไปเดินสยาม” ของผู้หญิงบางกลุ่มในงาน

ผู้หญิงในงานนี้นั้นจัดว่าไม่น้อยเลยมีอยู่ราวๆ 10% เห็นจะได้ ซึ่งในจำนวนนี้ก็แบ่งใหญ่ๆได้เป็นก็มีพวกที่แต่ง Emo (และกึ่ง Emo) และพวกที่แต่งราวกับว่าจะไปเดินสยาม อ่างไรก็ดีผู้หญิงในงานที่แต่งกายแบบอื่น เช่น การแต่งกายแบบลำลองธรรมดาด้วยเสื้อยืดที่ไม่ใช่สีดำและกางเกงขายาว, การแต่งกายแบบโกธ (Goth) เป็นอาทิ

สำหรับวัยของผู้คนในงานนั้นประเมินคร่าวๆ ก็คงต้องกล่าวว่าคนอายุราวๆ 15-20 ต้นๆ (หรือวัยที่ยังน่าจะเรียนปริญญาตรีอยู่) น่าจะมีปริมาณราวๆ 60% ทีเดียว (ซึ่งคร่าวๆ แล้วก็คืออัตราส่วนเดียวกับปริมาณเด็ก Emo นั่นเอง) อย่างไรก็ดีที่น่าสังเกตุก็พบกลุ่มเด็กที่ยังน่ายังอายุไม่ถึง 15 ปีราวๆ 10 คนด้วยกันซึ่งก็จัดได้ว่าเป็นผู้ชมที่เด็กสุดในงาน สำหรับในช่วงอายุราวๆ 20 กลางๆ -30 นั้นก็น่าจะมีราวๆ 35% ในงานด้วยกัน ส่วนที่เหลือที่อายุมากกว่านั้นน่าจะมีปริมาณไม่มากนักแต่ก็พอจะพบได้บ้างเช่น คุณปานเทพ สุนทรเภสัช ซึ่งเป็นพิธีกร (จริงๆ เขาเป็นพิธีการตั้งแต่งาน Rajasinga แหละแต่ผมพึ่งรู้จักชื่อ – สงสัยเหมือนกันว่าเป็นญาติกับ สุเทพ สุนทรเภสัช หรือเปล่า?) และ คุณวิทย์ ซึ่งเป็นผู้ชมรุ่นใหญ่ที่มักจะพบนั่งดื่มเบียร์อยู่ได้หน้างาน ไปจนถึงผู้ชมบางท่านที่ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ปกครองของผู้ชมท่านอื่นหรือเปล่า

… ผมไปถึงงานราวๆ 14.45 เข้าไปในงานพบว่าความหนาแน่นของคนอยู่ในระดับกลางๆ พอผมไปถึงแล้ว Immature ที่เวทีแรกก็เล่นจบพอดี (ถ้าลำดับวงตามตาราง – ซึ่งก็คิดว่าไม่มีการสลับ) คุณปานเทพเป็นพิธีกรคั่นรายการ (เรื่องที่พูดในระหว่างๆ Break ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการแนะนำวงที่จะเล่น, แจ้งข่าวคอนเสิร์ต, พูดถึงผู้จัดงาน, ชักชวนให้ซื้อแผนของวงที่มาเล่นในงานและรณรงค์ให้ซื้อแผ่นจริง – บอกตรงๆ ผม Piss Off กับการ “ยกธงขาว” ให้กับระบอบลิขสิทธ์ง่ายๆ แบบนี้ ผมคิดว่าเราต้องคิดประเด็นนี้แยกกันระหว่าง Underground กับ Mainstream ในทำนองเดียวกับการที่ For Profit Organization กับ Non-Profit Organization ไม่สมควรจะได้รับการปฏิบัติในทำนองเดียวกันจากรัฐ)

คุณปานเทพส่งเวทีให้วงที่เล่นต่อมาเป็นวงที่ 5 ของงาน (ณ เวที Death’s End) คือ Last Hopper ดนตรีเป็น (New) Metalcore (ต่อจากนี้จะเรียกย่อๆ ว่า NMC เพราะเรียกว่า “ดนตรีดังกล่าว” นั้นฟังดูงงๆ และเมื่อทิ้งไว้หลายๆ ปีมันจะทำให้คนอ่านงงมากและตีความผิดได้ง่ายๆ) ปน Emo วงนี้มีนักร้องสองคน แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีเครื่องดนตรีอะไรเท่าไร (พูดง่ายๆ คือจำไม่ได้ว่ามีกีต้าร์ตัวหรือสองตัว) เพราะ ผมง่วนๆ กับการมองหาคนรู้จักอยู่ อย่างไรก็ดีตอนวงนี้เล่นก็มีคนไปออกันหน้าเวทีและมีการเล่นทั้งมอชและบอดี้เสิร์ฟ

วงแรกที่ผมดูจริงๆ คือ Potimas ที่เวที AMP วงนี้เป็นวงสี่คน (ต่อจากนี้เวลาผมพูดเช่นนี้หมายความว่า มีนักร้องที่ไม่ได้เล่นอะไร, มือกีต้าร์, มือเบส และ มือกลอง) ที่บอกว่าพวกเขาเล่น “Southern Rock Stoner Metal” (ลองฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/potimasrock ) ซึ่งพวกเขาก็ทั้งใต้ทั้งหนืดได้ใด้ใจทีเดียว ทางวงถึงกับเอาธงของฝ่ายใต้มาติดตอนเล่น มือเบสก็ใส่เสื้อวง Lynyrd Skynyrd วงนี้เล่น Cover เพลง Paranoid และเล่นเพลงตัวเอง เพลงของวงนี้ถ้าให้นึกง่ายๆ ให้นึกประมาณวง Down+Kyuss+Catherdral อย่างไรก็ดีนักร้องวงนี้ร้องจะออกแนวตะเบ็งเสียงแตกพร่า (ยังไม่เข้าขั้นสำรอก แต่ก็ไม่ค่อยมี Melody) ดนตรีสนุกดีทีเดียว ทั้งการดันสายและการเล่นจังหวะ Shuffle มีครบ ฟังแล้วรู้สึกดีที่มีวงไทยเล่นแบบนี้ อย่างไรก็ดีคนดูก็นิ่งๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของงานนี้ที่คนจะเฮมากๆ เฉพาะมีวงเล่น NMC

วงต่อมาคือ No Penguin in Alaska วงนี้เป็นวง 4 คนเช่นกัน ตัวดนตรีจะเป็น NMC ปนกับ Grindcore วงนี้ทำให้ผมรู้สึกเลยว่าเสียงกลองฝั่ง Death’s End นั้นคมและแรงมาก ในขณะที่เสียงกีต้าร์นั้นค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับฝั่ง AMP

กลับมาที่เวที AMP วง Zabulatal เป็นวงที่ขึ้นเล่นต่อมา วงนี้เป็นวง 5 คน (หมายความว่า ร้อง, กีต้าร์สอง, เบส และกลอง) งานเป็น NMC ที่มีมือโซโล่ที่ค่อนข้างจะมีฝีมือโดดเด่น ผมเคยดูวงนี้เล่นที่งาน Rajasinga แล้ว อย่างไรกีดีวันนี้วงก็เล่นได้ไม่เลวเลย ตอนวงนี้เล่นคนเริ่มเล่มมอชกันอย่างรุนแรงจนผมรู้สึกว่าพวกมันไม่กลัวกลิ้งลงไปตามทางลาดหรือไง? อย่างไรก็ดีผมเห็นสักพักก็เริ่มชิน

วงที่ 9 ที่เล่นในงานคือ Psycho Slim (ลองฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/psychoslimthailand ) เป็นวง 4 คนที่สมาชิกแต่ละคนมีอายุอานามกันไม่น่าจะต่ำกว่าเลข 3 น่าจะเป็นวงที่ “รุ่นใหญ่” ที่สุดในงาน วงนี้เล่นดนตรีในสไตล์ แร็ปเมทัล/นูเมทัล เป็นหลักโดยจะมีการเอาเร๊กเก้มาปะปนในบางเพลง นอกจากนี้แล้วยังมีการ Cover เพลง “กัญชา” ของคาราบาวในสไตล์นูเมทัลที่สร้างความชอบอกชอบใจให้กับคนดูได้ไม่น้อย อย่างไรก็ดีคนดูก็ค่อนข้างนิ่งๆ กับวงนี้ (น่าคิดว่านักฟังเพลงรุ่นใหม่ๆ ไม่ “ขยับ” ไปกับดนตรีในสไตล์นี้ในขณะที่ถ้าเป็น 5-6 ปีที่แล้วสมัยที่นูเมทัลยังรุ่งๆ นั้นวงที่เล่นอย่าง Psycho Slim ย่อมทำให้คนโยกกันอย่างพร้อมเพรียงอย่างไม่ต้องสงสัย) ที่น่าสนใจคือ ทางวงนั้นแสดงแนวคิดทางการเมืองออกมาในบทเพลงของตนอย่างชัดเจนจนทำให้พาลนึกถึง Rage Against The Machine (จริงๆ นึกดูก็มีบางส่วนของดนตรีที่ค่อนข้างคล้ายงานของ RATM) นอกจากนี้แล้วมือกลองยังใส่เสื้อยืด เช เกวารา อีกด้วย

อย่างไรก็ดีที่น่าสังเกตุลงไปมากกว่านั้นคือจุดยืนทางการเมืองของวงนี้จะออกแนวๆ “พันธมิตร” เพราะ วาทศิลป์ในการแร็ปปรามาสศัตรูทางการเมืองนั้นฟังแล้วไพล่ให้นึกถึงกรอบความคิดแบบขวาๆ ทำนองราษฏรอาวุโส โดยเฉพาะ ประเด็นที่วนเวียนอยู่กับ “ชาติ” ไม่ว่าจะเป็นพูดถึงการรักชาติและการขายชาติ (สงสัยเหมือนกันว่าทางวงจะเคยได้ไป “กู้ชาติ” กับเขาหรือเปล่า?) ที่น่าสังเกตุคือ มือเบสของวงก็ใส่วริสต์แบนด์สีเหลืองอ๋อยไปด้วยในขณะที่เล่น … ดังนั้นสิ่งที่ Ironic มากๆ ก็คือ วงที่ดูจะเป็น “RATM เมืองไทย” ที่ดูเผินคล้าย RATM มากในหลายมิติกลับมีความเป็นขวา ในขณะที่ RATM นั้นออกจะเป็นซ้าย … อย่างไรก็ดีประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็ซับซ้อนไม่น้อย เพราะ ในระดับหนึ่งทั้งสองวงก็ดูจะต่อต้านโลกาภิวัตร์ทั้งคู่ … แต่ก็ดูจะเป็นไปด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนกลับมาให้เห็นว่า กิจกรรมที่เป็น “ซ้าย” ในระเบียบโลกร่วมสมัย เมื่อถูกนำเข้ามาไทยก็ถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมชำเราให้กลายเป็น “ขวา” ไปได้ … Amazing Thailand … Again

วงต่อมาวงคือ Stage Clear ซึ่งเป็นวง 4 คนที่นักร้องนำหรับหน้าที่เล่นกีต้าร์ด้วย งานของวงเป็น Melodic Pop Punk ที่เล่นค่อนข้างเร็ว ซึ่งเพลง Blitzkrieg Bop ของ Ramones ที่ทางวง Cover นั้นก็ออกมาเร็วจี๋ ที่น่าสนคือ นักร้องนั้นวงนี้ทำการวิจารณ์สิ่งต่างๆ ในวงการดนตรีอย่างหลากหลายและลักลั่น อาทิ การบอกว่า “อย่าลืมว่าพ่อแม่คุณก็พูดภาษาไทยนะครับ” … แต่ก็ร้องเพลงส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ หรือ การอุทิศเพลงๆ หนึ่งให้ “ไอ้พวกหน้าตัวเมีย” ในวงการดนตรี … แต่ฟังเพลงแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นการปรามาสตรงไหน เป็นอาทิ อย่างไรก็ดีวงนี้เป็นวงแรกที่ทำการล้อเลียนวง Retrospect ที่ทำ Evil Eyes ชี้เข้าตาตัวเองแล้วจึงค่อยผายไปหาคนดู (จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าภาพดังกล่าวอยู่ในมิวสิควีดีโอเพลง “ปล่อยฉัน” ของ Retrospect) ที่แปลกคือวงนี้ได้รับการตอบรับจากคนดูไม่เลวเลยทีเดียวทั้งๆ ที่เพลงก็ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับ NMC อันดูจะเป็นของโปรดของคนดูส่วนใหญ่ (และแทบทั้งหมดที่เข้าไปเล่นมอช)

เมื่อ Stage Clear ได้เคลียร์สเตจ (เป็นเล่นไปผมเห็นชื่อวงนี้ในตารางผมก็นึกว่าเขาจะเคลียร์เวที และก็สงสัยเล็กๆ ว่ามันจะเคลียร์ทำไม?) เรียบร้อยแล้วคุณปานเทพก็แนะนำวงต่อไปซึ่งเป็น “วงของผู้จัดงาน” นามว่า Zister วงนี้เป็นวงสี่ชิ้นที่นักร้องเป็นหญิง ดนตรีจะมีความหนักเบาประมาณอัลเทอร์เนทีพ ที่จะมีท่อนหน่วงๆ ลากๆ แบบพวกวงสมัยใหม่ที่เล่นติดโกธิค อย่างไรก็ดีผู้เขียนฟังเพลงของวงนี้ไปสักพักและตัดสินใจออกมาเก็บข้อมูลด้านนอกเพราะเพลงไม่ถูกโฉลกเท่าไร (อันที่จริงแล้วอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเพลงค่อนข้างชัดในระดับที่ฟังรู้เรื่อง แถมมีบางมุมให้ “แอบดู” ทางด้านในอีกด้วย)

ผู้เขียนกลับเข้าไปในงานตอนที่ Zister เล่นเสร็จ วงต่อมาคือPredict From Star (ฟังเพลงของวงนี้ได้ที่ http://www.myspace.com/predictfromstar ) วงนี้เป็นวง 5 คนที่มีนักร้องนำเป็นหญิง และมีมือกีต้าร์คนหนึ่งรับหน้าที่ร้องสำรอกพ่วงไปด้วย วงนี้ดูจะโดดเด่นจากการถอดเสื้อเล่นของมือกีต้าร์ทั้งสองที่มีรอยสัก อย่างไรก็ดีนี่ไม่น่าจะดูขึงขังนัก แต่จะออกแนวๆ ท้วมๆ ตุ้ยนุ้ยๆ ในแบบ Brad Novell ของ Sublime (ผมว่าเขารู้ตัวนะ) เพลงวงนี้จะประมาณ Pop Punk ปนกับ Hardcore ในแบบดั้งเดิม หรือ โดยสั้นๆ แล้ววงนี้ทำเพลงมาในจารีตแบบพังค์ วงนี้เป็นอีกวงที่ล้อเลียน Retrospect ซึ่งเมื่อผู้เขียนเห็นภาพปกอัลบั้มของวงในภายหลังก็เข้าใจความเดียดฉันท์ที่วงนี้มีต่อ Retrospect มากขึ้น (หรือถ้าจะมองไปให้มากกว่านั้นก็อาจเป็นความเดียดฉันท์ที่ “วงการพังค์เมืองไทย” มีต่อวง Retrospect อย่างไรก็ดีด้วยหลักฐานเพียงเท่านี้การเคลมไปถึงขนาดนั้นคงจะเป็นสิ่งที่เลยเถิดเกินไป)

แสงอาทิตย์ค่อยๆ ริปหรี่ลงและอากาศก็ชื้นขึ้นราวกับฝนจะตก วงที่เล่นต่อมาคือSatyr ซึ่งเป็นวง 5 คนที่ประกอบไปด้วยนักร้อง (รู้สึกนักร้องคนเก่าของวงจะประสบอุบัติเหตุ), กีต้าร์, เบส, กลอง และซินธ์ ดนตรีของทางวงเป็น Mathcore+Grindcore+NMC ซึ่งวงนี้ได้เล่นในฝั่ง Death’s End พอดีจึงทำให้เสียงกลองได้แสดงแสนยานุภาพของมันออกมาอย่างเข้มข้น วงนี้เล่นได้ “เหวี่ยง” สุดๆ เลยทีเดียวอย่างไรก็ดีเท่าที่จำได้กระแสตอบรับจากคนดูที่มีต่อวงนี้ก็สู้ NMC วงอื่นๆ ไม่ค่อยได้

กลับมาที่ฝั่ง AMP พร้อมกับการตกลงของพระอาทิตย์ วง Victory of Loser (ฟังเพลงของทางวงได้ที่ http://www.myspace.com/victoryofloser ) จากนครศรีธรรมราชเล่นเป็นวงที่ 16 ของงาน วงนี้เป็นวง 5 คนที่นักร้องนำกับมือกีต้าร์ผลัดกันเล่นซินธ์ เพลงของวงนี้ก็จะเป็น Post-Hardcore ประมาณ At The Drive In จุดที่โดดเด่นของวงนี้คือลีลาการร้องของนักร้องนำหัวแอฟโร่ที่เต้นไปเต้นมาได้ดูสนุกทีเดียว วงนี้จัดว่าเล่นได้ไม่เลวทีเดียวทั้งๆ ที่ทางวงดูจะเดินทางมาไกลและไม่พักผ่อน (เห็นมีการบอกว่ามือกลองยังไม่ได้นอนเลย)

ทางผู้จัดงานทยอยติดไฟในงาน (เพราะตัวสถานที่แทบไม่มีไฟเลย) เรื่อยๆ เมื่อมืดขึ้น ดั้งนั้นแสงไฟจึงน้อยมาก ในตอนแรกแจ็คนั้นจะฝากผู้เขียนถ่ายวีดีโอตอน Ghost Story เล่นต่อจาก Victory of Loser แต่ผลออกมาแล้วก็คือ ถ่ายไม่ได้เพราะแสงไม่พอ Ghost Story นั้นผู้เขียนเคยดูพวกเขาเล่นครั้งหนึ่งที่ Noriegas แต่ผู้เขียนคิดว่าเสียงกระเดื่องนั้นเบาไปนิด คราวนี้ Ghost Story ได้เล่นฝั่ง Death’s End ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทดแทนกับครั้งก่อนได้ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ วง 5 ชิ้นที่เล่น Emo มีรายละเอียดสูงวงนี้เล่นออกมาซาวน์ดีได้ที่เลย … แต่ผู้คนกลับเฉยๆ ก็เป็นที่น่าเสียดายเช่นกัน ข้อมูลที่ได้เพิ่มเกี่ยวกับวงนี้ ก็ได้แก่ การซ้อมอาทิตย์และครั้งของทางวง, การที่ทางวงนั้นเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีร่วมกันมาก่อน และการที่มือกีต้าร์คนหนึ่งนั้นทำงานอยู่ EMI

วงที่เล่นต่อจาก Ghost Story ก็คือ Abuse The Youth ซึ่งก็เป็นวงที่ผู้เขียนคุ้นเคยเช่นกัน มิคเล่าเบื้องหลังของงานนี้ว่า พวกเขาไม่ต้อง Audition มาเล่น วงที่ต้อง Audition มาเล่นก็คือ วงหน้าใหม่ๆ ซึ่งวงเหล่านั้นจะเล่นก่อน อย่างไรก็ดีลำดับการเล่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ดูจะมีต้นกำเนิดมาจากวิจารณญาณของผู้จัดงาน … วันนี้ทริโอที่เล่นกรันจ์ร็อค (คุณปานเทพบรรยายไว้แบบนั้น) วงนี้เล่นได้ไม่เลวทีเดียว อย่างไรก็ดีถึงแม้เพลง Cover อย่าง Best of You จะดึงคนกลับเข้ามาในงานได้ แต่คนดูก็ค่อนข้างนิ่งๆ กับวงนี้ ที่น่าสังเกตคือ มีคนดูคนหนึ่งใส่เสื้องาน Tribute Nirvana มาแต่ก็นั่นดูเฉยๆ (ทั้งๆ ที่ถ้าชอบงานประมาณต้น 90 อย่าง Nirvana ก็น่าจะถูกโฉลกกับ Abuse The Youth) อย่างไรก็ดีผู้เขียนแปลกใจที่ทางวงไม่เล่นเพลง Coming Home ที่ดูจะเป็นเพลงที่เด็ดที่สุดของทางวง

สามวงต่อจากนี้คือวง She Burns, Plastic Surgury และ Eternity Box นั้นเล่น NMC คล้ายๆ กันผู้เขียนไม่ได้สังเกตการณ์อย่างละเอียด แต่เท่าที่ดูแล้วรูปแบบเดิมของการแสดงก็พอจะคาดเดาได้ว่าเพลงจะต้องมีท่อน Break Down (จริงๆ เรียกว่า “ท่อนบังคับ” ของดนตรีจำพวกนี้ก็ว่าได้) ให้คนเล่นมอชกัน ซึ่งขามอชทั้งหลายๆ หลังจากได้พักในยามเย็นและหัวค่ำแล้วก็กลับมามีแรงแท็คกันต่อในช่วงของสามวงนี้

วงสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ดูคือ Heirdom From Heaven ซึงเป็นวงที่ 20 ของงาน วงนี้เป็นวง 5 ชิ้นที่เปิดตัวมาด้วยเพลง Creeping Death ของ Metallica (จริงๆ คุณปานเทพก็ปรารภว่าชอบวงนี้เป็นพิเศษ) อย่างไรก็ดีเพลงอื่นๆ ของทางวงนี้ถึงจะกระเดียดไปทางแธรชอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในริ้วธาร (คำของสิเหร่) ของ NMC อยู่ดี นักร้องของทางวงนั้นก็สำรอกแบบมีเมโลดี้อยู่บ้างแค่เพลง Creeping Death เท่านั้น อย่างไรก็ดีวงนี้ก็เล่นได้สนุกทีเดียว

ข้อสังเกตสุดท้ายจากงานอยู่ที่การแสดงของ Heirdom From Heaven ในเพลง Creeping Death เพลงนี้จะมีหลายๆ ท่อนเปิดโอกาสให้คนชูกำปั้นกัน อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ คนนั้นชูกำปั้นเท่านั้นไม่มีใครชู Evil Eyes เลย ซึ่งถ้าเป็นงานของสาย Metal แล้วถ้ามีการเล่นเพลงนี้คนก็ต้องชู Evil Eyes อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งมื่อนึกย้อนไปแล้วก็แทบไม่เห็นสัญลักษณ์นี้ในงานนี้เลย จากการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วอาจเป็นเพราะว่าไม่มีใครในงานต้องการแสดงอัตลักษณ์แบบ Metal ออกมากก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีการปฏิเสธ Evil Eyes นั้นก็อาจเป็นเพราะ Retrospect นั้นทำให้มันแปดเปื้อนก็เป็นได้

สัมภาษณ์

แจ็ค – คนดู

แอ็บ – คนดู

หนุ่ม – คนดู

วิทย์ – คนดู

ปานเทพ สุนทรเภสัช – พิธีกร

มิค – มือกีต้าร์/ นักร้องนำวง Abused The Youth

แวน – นักร้องนำวง Ghost Story

ทีมงานผู้จัดงาน

ป.ล. Special Thanx แจ็คสำหรับข้อสังเกตุที่น่าสนใจมากๆ หลายๆ ประเด็น

Lullabar เป็นร้านเหล้าที่อยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนมหรรณพ (อยู่ใกล้ๆ แยกคอกวัว และ เสาชิงช้า) ร้านนี้เป็นบ้านไม้เล็กๆ มีสองชั้น (ในที่นี้ขอบรรยายแค่ชั้นเดียว) ด้านหน้าร้านมีโต๊ะให้นังราวๆ สองสามโต๊ะ พอเข้าไปในร้านจะพบกับบาร์ที่นั่งได้ราวๆ 4-5 คน พื้นที่แคบๆ ระหว่างบาร์กับประตูบรรจุโต๊ะเล็กๆ สำหรับคนนั่งไม่เกินสองคนได้อีกโต๊ะ ภายในร้านแบ่งเป็น 4 บริเวณ พื้นที่แรกคือ โถงกลางที่เป็นที่ตั้งของบาร์ (ที่พึ่งกล่าวไป) ด้านซ้ายจะเป็นบริเวณที่ตั้งเครื่องดนตรี ซึ่งตรงนี้มีโต๊ะตั้งอยู่สองโต๊ะนั่งได้ราวๆ โต๊ะละ 5-6 คน (ซึ่งแค่นี้นักดนตรีก็ไม่สามารถฉวัดเฉวียนได้แล้ว) ทางด้านซ้ายของบริเวณนี้ และเป็นอีกห้องที่มีเบาะและโต๊ะอีกราวๆ 3-4 โต๊ะ โซนนี้นั่งได้ราวๆ 20 คน กลับมาทางด้านขวาของบาร์จะมีอีกโซนหนึ่งที่มีโต๊ะราวๆ 3 โต๊ะ และที่นั่งที่จุคนได้ราวๆ 15-16 คน ในโซนนี้จะมีประดูออกไปทางด้านหลังร้านที่มีห้องน้ำและครัวตั้งเป็นเรื่องแยกอยู่ อย่างไรก้ดีพอออกประตูหลังร้านมาจะมีชานยาวๆ หลังบ้านที่มีโต๊ะตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งอย่างละโต๊ะซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับพวกนักดนตรี (แปลว่าไม่ใช่ที่ปกติที่แขกจะมานั่ง) ด้านหลังบาร์จะมีประตูออกมาเช่นกันซึ่งก็มีสุนัขพันธุ์บ็อกเซอร์นาม “ไทเกอร์” เฝ้าประตูอยู่ (นิสัยมันเชื่องผิดกับหน้าตาน่าดูทีเดียว) สรุปแล้วที่นั่งตามปกติที่ร้านมีให้นั้นมีราวๆ ครึ่งร้อยเศษๆ

ผมคุยกับเพื่อนไว้มันบอกว่างานเริ่มประมาณ 3 ทุ่ม ผมไปถึงราวๆ 2 ทุ่ม 45 ปรากฏว่าที่นั่งเต็มแล้วผมจึงเดินไปมาและเข้าไปยืนยึดพื้นที่บริเวณหน้าเวที (จริงๆ มันไม่ใช่เวทีเสียด้วยซ้ำ) เพื่อที่จะดูวงเล่นชัดๆ พอเวลาราวๆ 3 ทุ่ม ครึ่งวงแรกก็เริ่มเล่น

วงแรก: Desktop Error

วงนี้เล่นประจำวันเสาร์ที่ Lullabar เป็นวง 5 คนที่ประกอบด้วย นักร้อง, กีต้าร์สองตัว, เบส และ กลอง มือกลองจำผมได้ แต่ตอนแรกผมจำเขาไม่ได้ นึกไปนึกมาจึงนึกออก ถ้าจำไม่ผิดวงนี้เป็นวงที่ปกติแล้วเล่น Radiohead

เพลงที่เล่นของวงนี้มีเพียง 4 เพลงได้แก่

1. The Door – Love Me Two Times
2. Pink Floyd – Money
3. Pink Floyd – Another Brick in the Wall Part II
4. Eric Clapton – Cocain

เพลงสุดท้ายมีนักร้องวง Sunday Boys มาแจมร้องด้วย

วงที่สอง: Sunday Boys

วงนี้เล่นประจำวันอาทิตย์ที่ Lullabar ดูเหมือนจะเป็นวงเพื่อนของเจ้าของร้านสมาชิกมีราวๆ 5 คน นักร้อง/ กีต้าร์, กีต้าร์สองตัว, เบส และ กลอง อย่างไรก็ดีวงนี้มีการเปลี่ยนบทบาทกันร้องบ้างและมีนักร้องรับเชิญ ซึ่งทำให้มีคนร้องในโชว์ของวงนี้ราว 3 คนด้วยกัน

เพลงที่วงนี้เล่นก็ได้แก่

1. Wishbone Ash – Everybody needs a friend (โดนคนที่มาด้วยกันปรามาสว่าไม่รู้จักได้ไง)
2. ??? (สักเพลง คุ้นมากๆ ออกเป็น Blues Rock)
3. Black Sabbath – Iron Man
4. The Kinks – You Really Got Me
5. Led Zeppelin – Rock N’ Roll
(ลำดับอาจผิดและอาจขาดบางเพลง)

วงที่สาม: Naked

เป็นวงที่ผมดูมาสองครั้งแล้ว วงนี้มี 4 คนประกอบไปด้วย ร้อง, กีต้าร์, เบส และ กลอง

เพลงที่เล่นได้แก่

1. Black Sabbath – Paraniod
2. Black Sabbath – War Pigs
3. AC/DC – Highway To Hell
4. AC/DC – Beating Around the Bush
6. AC/DC – Girls Got Rhythm
7. AC/DC – TNT
(ลำดับอาจผิดและอาจขาดบางเพลง)

ตอนกลางๆ ถึงท้ายๆ ตะกุกตะกักมากๆ เพราะไมค์มีปัญหา อย่างไรก็ดีวงนี้เป็นวงแรกที่ทำให้คนมายืนดูกันอย่างแออัดหน้าเวที สิ่งที่หน้าสังเกตุคือ ผมจำไอ้หนุ่มคนหนึ่งได้ หมอนี่ดูเหมือนจะเป็น Fan เพลงของ Naked เพราะตามไปดูทุกงาน ผมดู Naked เล่นมาสามทีเจอไอ้หนุ่มนี่ทุกครั้ง ในตอนแรกหมอนี่ดูเป็น เด็ก Emo สุดๆ แต่งเครื่องแบบมาเลย แต่คราวนี้ผมเจอกลับกลายเป็นไอ้หนุ่ม Mohawk ไปเสียแล้ว

อัตลักษณ์ช่างลื่นไหลได้จริงๆ พับผ่า

หลังจากเสียเวลาไปกับการจัดการกับไมค์ไปราวๆ ครึ่งชั่วโมงวงต่อมาก็เริ่มเล่น

วงที่สี่: Abuse The Youth

วงนี้เป็น ทริโอ (ร้อง/ กีต้าร์, เบส และ กลอง)ค่อนข้างมีชื่อเสียง Line Up ที่มาเล่นนั้นไม่มีมือกลองของวง แต่เป็นมือกลองอีกคน (ที่เล่นได้ Sunday Boys ด้วย) คาดว่าเป็นมือกลองที่เล่นประจำสำหรับวงที่ร้านนี้ อย่างไรก็ดี Line Up ชุดนี้แม้จะไม่ได้เล่นประจำที่ Lullabar แต่ก็เอาไว้ขัดตาทัพในยามที่มีวงไม่มาเล่น

เพลงที่วงนี้เล่นได้แก่

1. T Rex – 20th Century Boy (Arrange ใหม่ให้ Metallic ขึ้นฟังแล้วโยกๆดี)
2. Misfits – Die Die My Darling (คิดว่าเป็น Version Metallica)
3. MC5 – Kick Out The Jams (เข้าใจเลือกเพลงเล่นจริงๆ)
4 กับ 5 ไปถามที่หลังได้ว่าความเป็นเพลงของ The Door กับ Silverchair แต่ยังไม่รู้ว่าเพลงอะไร (ไอ้สองเพลงนี้ก็ฟังแล้วคุ้นมากๆ แต่นึกไม่ออก)
6. Rolling Stones – Paint It Black (เป็นเวอร์ชั่นที่แปลกหูทีเดียวเพราะกีต้าร์ไม่เล่น Melody ดังกล่าวอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเพลง – ผมน่าจะเคยฟังเพลงนี้มาไม่ต่ำกว่า 20 เวอร์ชั่น คิดว่าไม่มีเวอร์ชั่นใดไม่เล่นเมโลดี้ดังกล่าวเลย)
7. Motorhead – Ace of Spades (เร็วสุดๆ สงสารมือกลอง จริงๆ พับผ่า น่าจะเกิน Speed ที่เขาเล่นได้ตามปกติ แต่ก็จัดว่าเป็นการปิดโชว์ได้มันส์มาก)

วงนี้เล่นออกมามันส์มากมีฟั่งคนหนึ่งโยกเกือบตลอดและไปช่วยตะโกนร้องที่ไมค์ด้วย ในช่วงนี้คนมาแออัดกันยิ่งขึ้นที่หน้าเวที

วงสุดท้าย: S-Rong ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คนด้วยกัน คือ ร้อง, กีต้าร์สองตัว (อย่างไรก็ดีหลังๆ รู้สึกเหลือตัวเดียว), เบส และ กลอง สมาชิกวงนี้มาจากวง Zygoatsis ยกเว้นมือเบสมาจากวง Heretic Angels (อย่างไรก็ดีได้ข่าวว่าทางวง Zygoatsis นั้นก็ได้เปลี่ยนมือเบสมาเป็นมือเบสคนนี้แล้ว)

S-Rong ค่อนข้างระเริ่มอย่างตะกุกตะกักเพราะไมค์ไม่ดัง … แต่ทว่าเมื่อผมได้ยินกระเดื่องคู่และมือกลองซ้อม Blast Beat ผมก็คิดว่าผมคงรอไม่เสียเที่ยวแล้ว ซึ่งผมก็ยืนถูกจุดอีกเพราะ ตอนวงนี้เล่นคนแน่นที่สุดแล้ว ถึงกับต้องปีนเก้าอี้กันดู

เพลงที่เล่นก็ได้แก่

1. Judas Priest – Breaking The Law (แต่มี Blast Beat แซมเป็นระยะ)
2. Black Sabbath – Paranoid (นี่ก็มี Blast Beat แซมเช่นกัน)
3. Hypocrisy – Roswell 47 (ใช้เวลาสักพักกว่าจะจำได้ และตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ยินวงเล่นเพลงนี้สดๆ เพราะ เป็นเพลงโปรดเพลงหนึ่งของ Hypocrisy)
4. Sepultura – Refused/ Resist (โยกมันมากๆ)
5.Judas Priest – All Guns Blazing (แทบจำไม่ได้)
ต่อจากนั้นไม่รู้จักเลย (ราวๆ สองถึงสามเพลง) ไม่รู้เป็นเพลงของทางวงหรือเปล่าดูจาก Riff ไม่น่าจะเป็นเพลงอื่นๆ ที่ถูก Arrange

ทางวงปิดท้ายช่วงอังกอร์ด้วยการแก้ตัวเล่น Breaking The Law ในขณะที่ไมค์ดัง

สำหรับคนดูมีหลากหลาย พวกลูกค้าประจำของร้านก็มีมากอยู่ น่าสังเกตุว่าราวๆ 20-25% จะเป็นพวก Headbanger ที่มาพร้อมกับผมยาวเสื้อดำ (อย่างไรก็ดีคนที่ดูจะมากับคนเหล่านี้บางคนก็ไม่ได้ใส่ “เครื่องแบบ” แต่อย่างใด) คิดว่าเป็นพลพรรคของวงสุดท้าย

สำหรับมิติด้านเพศจะพบว่าในงานมีผู้หญิงอยู่ราวๆ 20-30% ของคนทั้งหมดทีเดียวจัดว่าเป็นปริมาณที่มากทีเดียว

นอกจากนี้ในงานมีฝรั่งราวๆ 5-6 คน มีทั้งชายและหญิง ซึ่งรู้สึกจะแบ่งเป็นแก็งค์ละ 2-3 คน โดยนั่งรวมกับเพื่อน (เดาว่าใช่) คนไทย

ประเมินเบื้องต้นแล้วน่าจะมีคนอยู่ในบริเวณร้านถึง 100 คนเศษๆ ในช่วง Peakๆ (แต่ผมประเมินไม่เก่งนะ) ซึ่งก็คือยืนเบียดกันสุดๆ ไปเลยหน้าร้านและฟุตบาทด้านหน้าร้านก็มีคนล้นออกไป

สำหรับวัยคนในงานก็คงราวๆ 20 ต้นๆ ถึงปลายๆน่าจะรวมกันสัก 80-90% ได้ รุ่นใหญ่ๆ หน่อย (30 กลางๆ ขึ้น) ก็มีราว 10-20% ได้

ส่วนการดูนี่เบียดเสียดกันมากดังที่กล่าวมาแล้ว คนจะมาล้อมตรงหน้าเวทีเลย (อาการชัดเจนตั้งแต่ Naked เล่น) ผมยืนพิงกำแพงฝั่งทางขวาของ Counter ดูตลอดงานก็พอเห็นนะ แต่คนแน่นมากๆ อย่างไรก็ดีปัญหาคือ หลายวงจะล้อมวงกันเล่น (คือหันหน้าเข้าหาตรงกลาง) ทำให้หลายๆ Shot ผมเห็นแต่มือกลอง และหลังของนักดนตรีเท่านั้น

อนึ่งความแน่นนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการโยกของนักดนตรี ดังจะเห็นได้ว่าสองวงสุดท้ายก็โยกกันมันส์มากๆ (มีกีต้าร์ Abuse The Youth โยกยังกะเล่น Metallica อยู่ ส่วนมือเบสตอนหลังๆ ก็กระโดดด้วยซ้ำ … ส่วนมือกีต้าร์วงสำโรงก็โยกราวกับเล่น Death อยู่ในหลายๆ เพลง)