Home

On Blast Beat

กันยายน 23, 2007

มีในรอบราวๆ หนึ่งปีเศษๆ ที่ผ่านมานี่ผมพบความสงสัยเรื่อง บลาสต์บีท (Blast Beat) จากนักฟังเพลงจำนวนมาก (ถ้าท่านอ่านอยู่แล้วรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ก็ขออภัยในการเหมารวมท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย) จนทำให้ต้องตอบไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ได้เอาเก็บไว้เลย ล่าสุดพึ่งตอบไปอีกครั้ง … ซึ่งก็คิดว่าต้องตอบอีกในอนาคตจึงขอเอาคำตอบดังกล่าวมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่ออนาคตผมจะได้ “ก็อปแปะ” เพื่อที่จะตอบอย่างรวดเร็ว ซึ่งเนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์จึงเอามาลงไว้ในที่นี้ด้วย

กว่าจะมาเป็นบลาสต์บีท: พื้นฐานและการพัฒนาของจังหวะกลองในเพลงร็อคและเมทัล  

โดยพื้นฐานแล้วไลน์กลองของเพลงร็อคนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการลงกระเดื่องที่จังหวะที่หนึ่งและสาม แสนร์ที่จังหวะที่สองและสี่ (ดนตรีร็อคนั้นปกติอยู่ที่ส่วน 4/4 ทำให้หนึ่งห้องมีสี่จังหวะ) ซึ่งทำให้จังหวะพื้นฐานที่ได้ยินจะออกมาว่า “ตึก – โป๊ะ – ตึก – โป๊ะ” นี่เป็นสิ่งที่เหมือนการตอกเสาหลักให้เพลงทำให้เครื่องดนตรีอื่นๆ ไม่หลงจังหวะ เวลาเล่นกับวงถ้าจับตรงนี้ได้ก็เหยียบเท้าตามเพื่อจับจังหวะ (ซึ่งโดยทั่วๆ ไปจะสม่ำเสมอทั้งเพลง)

 จังหวะแรกก็เหยียบลง “ตึก” จังหวะที่สองก็เหยียบลง “โป๊ะ” จังหวะที่สามก็เหยียบลง “ตึก” จังหวะที่สี่ก็เหยียบลง “โป๊ะ” และก็กลับมาจังหวะที่หนึ่งของห้องใหม่ (เพลงร็อคทั่วๆ ไปอยู่ในส่วนโน๊ตแบบ 4/4 ซึ่งทำให้หนึ่งห้องมีสี่จังหวะ – พูดกันแบบหยาบๆ)

จังหวะแบบนี้สามารถเล่นพลิกแพลงได้โดยการใส่แสนร์และกระเดื่องไปส่วนอื่นๆ ของห้อง  อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือ แสนร์ในจังหวะที่ สองและสี่ ของห้อง

จังหวะการตีกลองแบบนี้เรียกรวมๆว่า Normal Time


ที่นี้มันก็มี Trick ง่ายๆ ในการเปลี่ยน Feel เพลงด้วยไลน์กลอง
คือการทำให้ Normal Time นั้นฟังดูช้าลงครึ่งหนึ่งหรือเร็วขึ้นสองเท่า (โดยไม่เปลี่ยน Tempo นะครับ)

อันแรกเรียกว่า Half-Time ส่วนอันที่สองเรียกว่า Double Time

Half-Time นั้นในทางปฏิบัติแล้วคือการไม่ลงสแนร์ในจังหวะที่สองและสี่ แต่ไปลงที่จังหวะที่สาม ซึ่งผลออกมาจำทำให้ Feel เพลงหน่วงขึ้น

ในทางกลับกัน Double-Time ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเพลงเร็วขึ้น นั้นทำโดยการ ตีสแนร์ในจังหวะยกทุกจังหวะ ซึ่งมันฟังดูเหมือนเล่น Beat แบบ Normal Time ให้เร็วขึ้นอีกเท่าตัว

ส่วนการเล่น Snare ในจังหวะตกทุกจังหวะก็ให้ความรู้สึกเร็วเช่นกัน สิ่งนี้เรียกว่า Reverse Double-Time

มุขพื้นฐาน Normal Time, Half Time, Double Time นั้นพบในเพลง Metal จำนวนมากๆ พวก Thrash นี้แทบจะพบจังหวะทั้งสามแบบในทุกๆ เพลงเลย (มุขที่เจอบ่อยมากๆ คือ เปิดด้วย Double Time ดำเนินเพลงด้วย Normal Time และใช้ Half Time เป็น Bridge)

อย่างไรก็ดีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคนพยายามไปให้ไกลกว่านั้น

ทำอย่างไรถึงจะได้เพลงที่หนักและโหดขึ้น?  (จริงๆ ต้นกำเนิด Blast Beat มีหลากหลายนะครับมีทั้งสาย Metal และสาย Punk ขอไม่เล่าในที่นี้ เอาเป็นว่าช่วงกลางๆ 1980 นั้นมีมือกลองจำนวนหนึ่งจากหลายๆ มุมโลกนั้นพร้อมใจกัน “บ้าพลัง” โดยไม่ได้นัดหมายแล้วกัน)

คำตอบในมิติของกลองคือ Blast Beat

ตรงถ้าจะอธิบาย Blast Beat ง่ายๆ มันคือ Normal Time x 4 หรือ Double Time x 2

ในทางปฎิบัติคือ มันคือการลงแสนร์ 2 ครั้ง (แต่ถ้าส่วนเป็น 12/8 อะไรทำนองนี้จะลง 3 ครั้ง) ต่อหนึ่งจังหวะ (Beat) ซึ่งโดยปกติมักจะทำควบคู่ไปกับการ “วิ่ง” กระเดื่องคู่ไปด้วย และในหลายๆ ครั้งก็จะตี ฉาบไปพร้อมๆ กับสแนร์

สิ่งที่ได้ก็คือ เสียงกลองที่รัวมากๆ ซึ่งทำให้เพลงฟังดูเร็วมากๆ (ทั้งๆ ที่เพลง Death ยุคแรกจำนวนมาก Tempo ช้าว่าพวก Thrash ด้วยซ้ำ) โดยส่วนตัวคิดว่าการนับจังหวะนั้นยากมากๆ เพราะ ผมฟังไม่ทัน

ที่น่าสนใจก็คือ การตี Blast Beat ส่วนใหญ่นั้นคือการลงแสนร์ด้วยมือเดียว

ที่นี้ที่น่าสนกว่านั้นก็คือ การเล่น Blast Beat ใน Tempo ที่เร็วมากๆ (บางคนเรียกว่า Hyperblast – แต่ผมไม่อยากแยกเพราะมันไม่มีความชัดเจน คือ มันพูดยากว่า Tempo เกินเท่าไร Blast Beat มันถึงจะกลายเป็น Hyperblast และในที่นี้ดูจะไม่สำคัญเพราะมันตีไม่ได้ต่างกับ Blast Beat เลยเพียงแต่เร็วกว่า) นั้นผมลองคำนวนเล่นๆ ดูพบว่ามือกลองนั้นต้องลงแสนร์ได้ 7-8 ครั้งแต่ 1 วินาทีทีเดียว (คิดง่ายๆ นะครับเพลงพวก Brutal Death แบบเร็วๆ นี่ Tempo ก็ไม่ต่ำว่า 200 bpm อยู่แล้ว บางเพลงอัดไปถึง 240 bpm ซึ่งได้ 240 นี่ 1 วินาทีมันมี 4 จังหวะ [240/60] Blast Beat ต้องตี 2 สแนร์ครั้งต่อหนึ่งจังหวะ ดังนั้นจะ Blast Beat ที่ Tempo 240 bpm จึงต้องลงสแนร์ได้ 8 ครั้งต่อ 1 วินาที)

 ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับคนเล่นกลองและสังเกตุการณ์ (ไปจนถึงดูคลิปใน Youtube) บ้าง

 ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาแทบไม่ได้ใช้ข้อมือด้วยซ้ำครับ (ไม่ต้องพูดถึงข้อศอก)

 แต่พวกเขาใช้ข้อนิ้วอย่างหนักหน่วงมากๆ ดังนั้นเวลาคนใช้ Blast Beat นั้นแขนที่ทำก็แทบจะนิ่งเลยขยับน้อยมากๆ เพื่อให้ปลายไม้กลองเท่านั้นที่เคลื่อนไหว

ที่ผมเห็นเร็วสุดๆ ถ้าจำไม่ผิดจะเคยเห็นราวๆ 11 ครั้งแต่ 1 วิอะไรทำนองนี้

จัดว่าเป็นทักษะที่เหลือเชื่อจริงๆ สำหรับผมที่ไม่ได้เล่นกลอง

 ทุกวันนี้ Blast Beat ก็เป็นจังหวะที่น่าจะเร็วที่สุดที่ใช้คนตีได้

… ซึ่งจริงๆ ผมว่าวงการ Extreme Music อยู่ตรงนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว

ผมว่านี่คือส่วนหนึ่งของปลายของการพยายามหนักและเร็วอันเป็นแนวโน้มที่สำคัญของเพลงร็อคและเมทัล

อย่างไรก็ดีแนวโน้มปัจจุบันที่ Style ในแบบ Math (Math Metal และ Mathcore) นั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการ Extreme Music ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งนั้นพยายามไปเล่นกับความสุดขั้วในมิติอื่น (นอกจากหนักและเร็ว) กันมากขึ้น ซึ่งในที่นี้คือ “ความขัดหู” (รวมไปทั้งจังหวะที่ขัดและเสียงประสานที่ขัดหู)

 อย่างไรก็ดีถ้าดีผมก็คิดว่าเราใช้คนมากกว่าหนึ่งคนเล่นอะไรที่เร็วกว่า Blast Beat ได้ (ถ้าให้เวอร์กว่านั้นถ้าจะตีคนเดียวก็ต้องรอให้มีการเพิ่มแขนให้คน ไปจนถึงการทำให้คน “กลายพันธุ์” อะไรไปนั่นเลย)

ในทางทฤษฎีมันทำได้แน่ๆ

… แต่ผมคงเป็นคนหนึ่งที่ฟังไม่ทันแน่ๆ

ทว่าอาจมีคนชอบก็ได้

Fernand Braudel, Civilization and Capitalism, 15th-18th Century, V.1 The Structures of Everyday Life: The Limits of the Possible, Translated by Sian Reynolds, (New York: Harper & Row, 1982)

 

ตอนที่ส้อมนั้นเริ่มจะถูกใช้บนโต๊ะอาหาร (เริ่มจากแถบๆ เวนิซและอิตาลี) ใหม่ๆ มีนักเทศเยอรมันประนามว่าการใช้ส้อมนั้นเป็นความฟุ่มเฟือยอย่างเลวร้าย พระเจ้าคงไม่สร้างมนุษย์มีนิ้วถ้าเขาคาดหวังว่ามนุษย์จะใช้อุปกรณ์พรรค์นั้น p. 205

 

ไม่มีช้อนและส้อมปรากฏในภาพ Last Supper ก่อน 1600 p. 208อาหารหมักเกลือ (Salted Food) นั้นมีความหมายเดียวกับ อาหารศักดิ์สิทธิ์ (Holy Food) ในภาษาฮิบรูโบราณ p. 209

เนยนั้นตอนแรกเป็นของที่จำกัดอยู่เฉพาะยุโรปเหนือ พวกคนเมอร์ดิเตอเรเนี่ยนเห็นว่าเนยนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้มีคนเป็นโรคเรื้อนมากขึ้น อย่างไรก็ดีเนยนั้นก็ได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 18 p. 212

ในศตวรรษที่ 18 ชาวดัทช์เผาพริกไทยและจันทน์เทศ (Nutmeg) จำนวนมหาศาล หรือไม่ก็โยนสิ่งเหล่านี้ลงทะเลเพื่อรักษาระดับราคา p. 224

 

คนจีนไม่นิยมกินน้ำเย็น พอบาทหลวงคนหนึ่งกินน้ำเย็นบรรดาคนจีนที่อยู่ด้วยนั้นก๊ตกใจกันเป็นอย่างมากและพยายามเกลี้ยกล่อมให้หยุดพฤติกรรมอันเป็นอันตรายนั้นเสีย นอกจากนีเอกสารในราวๆกลางศตวรรษที่ 18 ยังระบุว่า ชาวจีนเห็นว่าถ้าชาวสเปนเลิกกินของเย็นๆ นั้นพวกเขาจะเจ็บไข้ได้ป่วยน้อยกว่านี้ p.254-255ราวศตวรรษที่ 17 ในฝรั่งเศสมีความเห็นของหมอหลายๆคน และข่าวลืออย่างหนาหูว่า กาแฟนั้นเป็นเครื่องดื่มที่ลดความต้องการทางเพศ (anti-aphrodisiac) และเป็น “เครื่องดื่มของขันที” p.257

 

หนังสือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย p. 401ในเปอร์เซียนั้นมีการใช้คนวิ่งส่งสารแทนที่จะใช้ม้า ซึ่งคนพวกนี้จะถูกฝึกมาเป็นพิเศษและเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาในตระกูล คนพวกนี้จะสังเกตุได้ง่ายจากรองเท้า และการติดกระดิ่งไว้ที่เอวเพื่อที่จะทำให้ตื่นอยู่ตลอด นอกจากนี้แล้วในอินเดียก็มีคนที่มีหน้าที่เฉพาะแบบนี้เช่นกัน p. 429-430

 

ป.ล. ตอนแรกผมตั้งใจจะอ่านให้จบทั้ง 3 Vol. แต่เริ่มเปลี่ยนใจแล้วเพราะตอนจะจบ Vol. แรกอ่านได้ช้ามาก