Home

บ่น I: My Writings and Related Matters

สิงหาคม 26, 2007

บ่น I: My Writings and Related Matters 

คำเตือน: นี่คือการบ่น

 

ช่วงนี้ผมเหนื่อยมาก พูดตรงๆ แล้ว ผมค่อนข้างจะรู้สึกล้มเหลวกับความพยายามวางแผนที่จะหาตำแหน่งทางวิชาการ

 

เพราะ ผมยังไม่เห็นหนทางใดๆ ที่ ผมจะมีโอกาสเข้าไปในตำแหน่งที่ผมต้องการ ในที่ๆ ผมต้องการ

 

ในขณะเดียวกันผมก็คิดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ผมลองมาคิดดีๆ การเป็น Journalist ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร นึกดูดีๆ ผมเป็นคนชอบเขียนด้วยซ้ำ ผมไม่ชอบสอน (ดังนั้นเป็น Writer น่าจะเหมาะกับผมมากกว่าการเป็น Lecturer) สำหรับผมแล้วข้อเขียนของผมมีมาตรฐานแทบจะแบบเดียวอยู่แล้ว ผมเห็นว่าสิ่งที่มัน Matter คือตรงนั้น

 

อย่างไรก็ดีปัญหาก็คือ ผมจะสามารถใช้มาตรฐานและสไตล์ในแบบนั้นๆ ในงานเหล่านั้นได้หรือไม่? ข้อเขียนของผมไม่สู้จะสนุกสนานเท่าไร บางคนบอกว่ามันเป็น Style วิชาการ แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ยึดกับมาตรฐานวิชาการเท่าไร ผมมีมาตรฐานในการผลิตงานของตัวเอง (ที่พอจะถูไถเป็นงานวิชาการได้) และ ผมก็เห็นว่ามาตรฐานทางวิชาการในหลายๆ พื้นที่ก็ต่ำมากๆ ด้วย … แต่การเขียนแบบนี้มันจะไปอยู่ในงานของ Journalist ได้หรือไม่? ในบางระดับผมว่าได้ เพราะ มาตรฐานการเขียนของผมในระดับหนึ่งนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่างานเขียนของนักวิชาการใหญ่ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์แง่ของความเที่ยงตรงของข้อมูล (เพราะ ผมให้ความสำคัญกับตรงนี้มากๆ) อีกสิ่งที่อาจเป็นปัญหาคือ เรื่องของความ Radical ของงาน ผมอยากอยู่ในวงวิชาการเพราะ มันเป็นพื้นที่ๆ อนุญาตให้ผมมีความแทรกความ Radical ได้ ดังนั้นผมก็ไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ได้เช่นกันถ้ามันอนุญาตให้ผมแทรกความ Radical ลงไปได้ … แต่ปกติมันจะไม่ให้

 

อันนี้ผมไม่ชัวร์ว่าถ้าผมอยู่ในสถานะแบบ Journalist แล้วงานเขียนผมจะแทรกความ Radical ได้แค่ไหน? ถ้าได้ผมก็ OK มากๆ

 

ตรงนี้ลองนึกไปดูแล้วสิ่งที่ Journalist โดยทั่วไปต้องทำก็คือ สื่อสารกับคนหมู่มาก

 

ในระดับหนึ่งแล้วผมค่อนข้างจะมีแนวโน้มมาทางนี้ หลังๆ ผมเป็นพวก Anti-Technical Terms ไม่จำเป็นผมจะไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ ผมค่อนข้างจะมีทรรศนะคติที่ไม่ได้กับการใช้ของพวกนี้โดยไม่จำเป็นด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้งานเขียนหลังๆ ของผม เป็นภาษาคน มากขึ้น

 

จะว่าไปผมชอบ Educate คนด้วยข้อเขียน ผมชอบตบหน้าความคิดหลายๆ ชนิดด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มากกว่า Technical Terms ที่ผมค่อนข้างเบื่อกับมันเรื่อยๆ (ผมไม่ได้ว่ามันไม่จำเป็นนะ แต่ผมคิดว่าการใช้มันไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า) ดังนั้นแนวทางการอ่านงานของผมจึงเบนไปจากสายทฤษฎีไปเป็นพวกประวัติศาสตร์สังคม

 

สายทฤษฎีผมก็คงจะไม่ไปไกลจาก Zizek และสิ่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจริงๆ ก็คือ งานของ Lacan, งานของพวก Lacanian, งานสาย Psychoanalysis, งานสาย German Idealism– เท่าไรนัก ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าการเสริมประวัติศาสตร์สังคมทำให้ทฤษฎีพวกนี้ Firm ขึ้นในหลายๆ แง่มุม ตัวอย่างเช่นการ Claim ลอยๆ ว่าอะไรคือ Symptom นั้นจะ Firm ขึ้นมากๆ ถ้ามีข้อมูลในแบบประวัติศาสตร์สังคมมา Support (ซึ่ง Zizek ไม่มี ทำให้การ Claim หลายๆ อย่างดูอ่อน ในขณะที่คนอย่าง ผ.ศ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา นั้นในหลายๆ มิติก็ดูจะกระทำการคล้ายๆ Late Lacanian Project โดยสั้นๆ แล้วมันคือ Identify with the Sinthome แต่ข้อมูล Support Firm กว่ามาก)

 

นอกจากนี้แล้วการเสริมงานประวัติศาสตร์สังคมนั้นยังเสริมฐานความรู้ที่นำมาใช้เขียน งานที่เป็นภาษาคน ได้อีกด้วย

 

ซึ่งการเบน Line การอ่านแบบนี้ ทำให้ฐานความรู้ผมเหมาะกับ Position แบบ Journalist มากขึ้น

 

แต่ก็ต้องกลับมาคำถามเก่าๆ คือ ผมเขียนให้ใครอ่าน? แน่นอน Journalist เขียนให้คนในวงกว้างอ่าน แต่ในระดับหนึ่งมันก็มีการแยกหมวดหมู่ย่อยๆ อยู่

 

ดังนั้นถ้ามีคนสนใจอ่าน ผมก็คงพอจะเขียนได้

 

นึกไปนึกมาอาจลำบากอยู่ที่ข้อเขียนของผมจะมีคนอ่านมากขนาดที่ผมจะเป็น Journalist ได้ เต็มที่งานเขียนผมก็อาจมี Cult Following กลุ่มเล็กๆ และ ผมคงจะเป็น Cult Journalist

 

แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าผมไปอยู่ใน Position อย่างนั้นแล้ว ผมคงเปิดสงความกับพวก Journalist มากมายแน่เลย เพราะ ผมค่อนข้างจะทนเงียบไม่ได้กับข้อเขียนที่ผมเห็นว่าไม่เข้าท่า ผมต้องวิจารณ์

 

… นี่คงเป็นสาเหตุที่ผมหนีวงวิชาการไปไม่พ้นเท่าไรกระมัง เพราะ มันดูจะเป็นพื้นที่ๆ การวิจารณ์นั้นเป็นไปได้ ดู OK และ เป็นระบบที่สุด ในสังคมที่หลีกเลี่ยงการวิจารณ์แห่งนี้

 จะว่าไปผมวนเวียนอยู่ในวงวิชาการไม่ใช่เพราะ ผมชอบใน ความเป็นวิชาการ – ผมชอบการสร้างความรู้ที่เป็นระบบ แต่นั่นอาจ ไม่เป็นวิชาการ ในสายตาของนักวิชาการบางคน แต่ผมชอบคนหลายๆ คนที่รายล้อมผมอยู่ในวงวิชาการมากกว่า ผมว่าคนเหล่านี้ Thoughtful และ Radical ในระดับที่ทำให้บทสนทนากับผมเป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การอยู่กับคนเหล่านี้ยังกระตุ้นให้อยากอ่านหนังสือหา ความรู้ ไปเรื่อยๆ อีกด้วย บางทีผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ เรามีมาตรฐานในการพูดถึงสิ่งต่างๆ ใกล้เคียงกันกระมังเราจึงคุยกันได้ เป็นมิตรกันได้

So Far East Concert 08-08-07

สิงหาคม 24, 2007

ผมไปถึงตอนราวๆ ก่อน 2 ทุ่มเล็กน้อย

วงยังไม่เริ่มเล่น ยังทำ Sound Check กันอยู่

ผมจึงไปนั่งรอก่อนดังนั้นจึงขอรายงานสภาพร้านก่อน

ร้าน Noriegas นั้นอยู่ทางขวาทางด้านซ้ายสีลมซอย 4 เป็นร้านที่มีสองชั้น หน้าร้านเป็นกระจก พอเปิดเข้าไปด้านขวาจะพบคอกดีเจขนาดราวๆ 1.5 x 3 ตารางเมตร ถัดจากคอกดีเจจะเป็นเวที (ที่ไม่ยกพื้น-คืออยู่บนพื้นระดับเดียวกับคนดู) ขนาดราวๆ 2 x 7 ตารางเมตร ถัดมาจะเป็นบันใดขึ้นไปชั้นสอง ด้านซ้ายของร้านจะเป็นบาร์ยาว ซึ่งมีเก้าอี้สูงๆ ให้นั่ง มีพื้นที่ว่างกลางร้านกว้างราวๆ 3 เมตร ให้ยืนดูได้ และมีเสาต้นเขื่องสองต้นอยู่ในพื้นที่นี้ให้พอยืนพิงได้พอไม่เมื่อย ด้านในร้านนั้นจะเป็นพื้นที่ยกระดับขึ้นราวๆ สองฟุตละมีพวกโซฟาและเบาะยาวๆ อยู่ประกอบกับโต๊ะยาวๆ ราวๆ 3 โต๊ะ ให้นั่งดูได้ในระยะไกล อีกซีกของด้านในร้านเป็นห้องน้ำชาย สำหรับชั้นสองซึ่งเป็นชั้นลองนั้นจะประกอบไปด้วยครัว และห้องน้ำหญิ่ง พื้นที่ตรงริมด้านบนเวทีเป็นรูโหว่ให้นั่งรอบๆ แล้วมองลงมาดูวงได้ ซึ่งจะเห็นตรงหัวกบาลนักดนตรีพอดี

คนที่มาดูในงานนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ผมพบว่าค่อนข้างดูสะอาดสะอ้านทีเดียว (ต้องเข้าใจปกติผมไปแต่งานพวก Metal หรือ Hardcore Punk อะไรเทือกนี้) แต่งกายหลากหลายมีตั้งแต่เสื้อยืด เสื้อเชิ๊ต ไปจนถึงแต่งการเนี๊ยบๆ แบบนักท่องราตรี คนจำนวนมากดูแล้วจะได้ Feel ตี๋ๆ เนี๊ยบๆ จากการสอบถามผู้จัดงานพบว่ามีคนซื้อบัตรราวๆ 30 คนเศษๆ แต่มีคนในงานรวมๆ 60 คนตอน Peakๆ (รวมพวกนักดนตรีและ Staff ด้วย)

ผมได้นั่งคุยกับคนที่มางานคนหนึ่งพบว่าเขาจบการศึกษาด้านสื่อมาจาก ม. บูรพา และคุยกับนักดนตรีท่านหนึ่งซึ่งจบมาจากโรงเรียนผม (เห็นว่าคุ้นจึงไปทัก) พบว่าวงเขาเป็นวงที่ตั้งมาตั้งแต่เรียนศิลปกรรมที่จุฬา ดูจากสภาพงานรวมๆ แล้วผมจะจะขอเดาสุ่มๆ ในที่นี้ว่า “ชนชั้น” ของคนในงานน่าจะเป็นประมาณชนชั้นกลางที่ค่อนข้างมีรายได้ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

เมื่อถึงเวลาราวๆ 2 ทุ่มครึ่งวงดนตรีวงแรกก็เล่น

วง Naked นั้นเป็นวงสี่คน (กีต้าร์, เบส/ ร้องเสริม, กลอง, ร้องนำ) ที่มีนักร้องเป็นผู้หญิงผมสั้นๆ ท้วมเล็กๆ (ดูๆ ไปนึกถึง Poly Styrene ของ X-Ray Spex เหมือนกัน – แต่รายนั้นแต่งตัวเวอร์กว่า) ดนตรีเป็น Garage Punk สนุกๆ ที่มีเสียงกีต้าร์แกว่งๆ (Twang – เรียกถูกมั้ย?) พังดูเพลินๆ ดีการร้องส่วนใหญ่ออกแว๊ดๆ ทำนอง Karen O ของ Yeah Yeah Yeahs (จริงๆ ผมว่า Poly ก็ร้องแบบนี้นะ เผลอเป็นพิมพ์เขียวของพวกนักร้องผู้หญิงในแนวทางแบบนี้ยุคหลังด้วยซ้ำ) ซึ่งก็เป็นอีกวงที่ทางวง Cover ด้วย คิดว่าวงนี้เล่นเพลงตัวเองและ Cover ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง

หลังจาก Naked เล่นไปได้ราว 7-8 เพลง การแสดงก็จบไปในเวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมง ซึ่งต่อจากนั้นก็เป็นช่วงคั่นเวลายาวราวๆ 10-15 นาทีที่ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แต่มีการเปิดเพลงให้ฟังไปพลางๆ รอนักดนตรีวงใหม่ Sound Check ไปพลาง (ซึ่งเป็นมาตรฐานของช่วงคั่นเวลาคอนเสิร์ตครั้งนี้)

วงต่อมาที่เล่นคือ Ghost Story เป็นวงห้าคน (กีต้าร์/ ร้องเสริม, กีต้าร์, เบส, กลอง, ร้องนำ) นักร้องวงนี้ดูจะเป็น”พ่องาน” สำหรับงานนี้ มือกีต้าร์คนนึงใช้ Les Paul คนนึงใช้ Telecaster (งงเหมือนผมไหมว่ามันไม่ควรมาอยู่ด้วยกันไงไม่รู้) เพลงของวงนั้นเป็น Emo ที่กะฉึกกะฉักน่าดูทีเดียว แทบไม่มีจังหวะนิ่งๆ นานๆ ให้หายใจหายคอกันเลย ที่แปลกคือ ไม่มีใครในวงแต่งเครื่องแบบ Emo เลย แม้แต่ทรงผมก็ไม่มี มือกลองมีการใช้กระเดื่องคู่ในเพลงแซมแต่มันไม่ค่อยแรงเอาเสียเลย (ต้องเข้าใจว่าผมพึ่งเจอแผ่นดินไหวมาอาทิตย์ที่แล้ว ในการเล่นสดของ Rajasinga) แต่ฟังดูแล้วเพลงก็จัดว่าเจ๋งเลย เผลอๆ วงนี้มีคนดูเข้ามาออกันมากสุดด้วยซ้ำ

วงที่เล่นต่อมาคือ The Love Song จาก ฮ่องกง เป็นวงสี่คน (ร้องนำ/กีต้าร์, กีต้าร์, เบส/ ร้องเสริม, กลอง) มีกีต้าร์ร้องน้ำโดดเด่นด้วยหัวที่โล้นเลี่ยน (ไม่รู้ได้รับอิทธิพลจาก Billy Corgan หรือเปล่า?) เวลาร้องต้องเอาขาชิดกันแล้วย่อเข่าเล็กๆ (จริงๆ ไมค์มันสูงได้กว่านั้นนะ) คงเป็นท่าเค้ามัง ดนตรีของทางวงก็เป็น Emo เช่นกัน แต่ค่อนข้างจะดำเนินเพลงค่อนข้างลื่น ไม่กะฉึกกะฉักแบบ Ghost Story โดยส่วนตัวผมฟังแล้วเฉยๆ นะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเลี่ยน Emo จากวงก่อนหน้า อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ยินเสียงร้อง … แต่กลับมาฟังใน Myspace แล้วดีแฮะ

วงสุดท้ายคือ Samurai Loud (วง Tookoo จากปักกิ่งมีปัญหาวีซ่าเลยไม่ได้มาน่าเสียดายอยู่ เพราะ เป็นวงที่อยากดูที่สุด) เป็นวง 5 คน (กีต้าร์, เบส/ร้องเสริม, กลอง, คีย์บอร์ด, ร้องนำ) วงนี้แต่งตัวแฟนซีมากๆ มือกีต้าร์ใส่เสื้อยืดฉีกแขนฉีกคอสีแดงและเอาโบว์สีชมพูระยิบระยับอันเบิ้อเริ่มมาติดเป็นหูกระต่าย มือเบสหัวฟูของวงนั้นไม่ใส่เสื้อแต่ใส่เอี๊ยม และใส่แขนตาข่ายสีขาวที่แขนทั้งสองข้าง และ เอาฝ้าสีชมพูระยิบระยับคาดปาก มือคีย์บอร์ดนั้นแต่งชุดแบบไดในเสาร์ตัว Mascot ตามสวนสนุกสีเขียวเหลือง (แต่ยังดีไม่เอาอะไรใส่หัว) นักร้องร่างเตี้ยนั้นใส่เสื้อนอกมันๆ สายขาวตำดูลานตา คนที่ดูเรียบร้อยสุดเห็นจะเป็นมือกลองที่ใส่เสื้อผ้าเหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป

เมื่อเริ่มเพลงแรกนักร้องก็แสดงลีลาสะดีดสะดิ้งเต็มที่มีทั้งการเตะไปเตะมา กระโดดเตะ วิ่งไปวิ่งมา เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ฯลฯ ซึ่งก็เรียกเสียงฮาและดึงความสนใจได้ไม่เลวทีเดียว เพลงของวงนี้ถ้าจะได้เรียกก็เรียกว่า Art Garage ได้มั้ง Detal ย่อยๆ ของเพลงนั้นอยู่ที่กีต้าร์เป็นหลักที่มี Funk มาปน และริฟ์ในแบบที่มัน Advance มาปนเล็กน้อย ส่วน Bass และ กลองนั้นเล่นค่อนข้างจะตรงๆ เรื่อยๆ (Straight Forward) ให้ Feel แบบพุ่งไปด้านหน้า ไม่ค่อยกระตุกเท่าไร จะมีหยุด ก็หยุดพร้อมกันทั้งวง ส่วนนักร้องนั้นไม่ได้ร้องใน Range ที่กว้างนัก มีการร้องปกติ ร้องบ่นๆ ออกเสียงเพื้ยนๆ ไปจนถึงการ หัวเราะปน ให้สีสันไม่เลว นอกจากลีลาที่ดึงความสนใจได้มากของเขา

พอวงนี้เล่นเสร็จผมก็ไปพูดคุยกับนักร้องเล็กน้อย  หลังจากนั้นผมก็เดินออกจากงานพบ CD วง The Love Song ขายอยู่ประมาณ 200 บาทกระมัง แต่ผมไม่ได้ซื้อ เพราะ ไม่ประทับใจเท่าไร

สัมภาษณ์

“แจ็ค” คนดู

“วอร์ม” นักร้องนำวง Samurai Loud

ป.ล. ปรับปรุงจาก Concertography ที่เขียนขึ้นหลังจากกลับมาจาก Concert

งานครั้งนี้จัดที่ Immortal Bar ณ ถนนข้าวสาร บัตรราคา 180  บาท ข้อมูลบอกว่าประตูเปิด 5 โมง ผมไปถึงงานประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนหนึ่งเพราะอ่านหนังสืออยู่ (เร่งส่งงานเล็กน้อย)  อีกส่วนก็เพราะคิดว่ามันเล่น Late เป็นชั่วโมงแน่ๆ

เมื่อไปถึงก็จัดแจงซื้อตั๋ว, ปั๊มแขนและรี่เข้าไปในงาน ด้านในงานพบวง ชักโครก เป็นวง 4 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์, เบส, กลอง) จากระยองกำลังเล่นอยู่ วงนี้เป็นวงเปิดวงที่สอง ตัวเพลงมันก็เป็นประมาณ Death ปน Hardcore (ซึ่งหลังๆ นิยมกันมาก) เพลงจะมีท่อนที่ฟังแล้วทุบๆ เยอะ ถ้าจำไม่ค่อยผิดจะไม่มีท่อนหน่วงๆ แบบ Groove ที่วงสมัยหลังๆ นิยมกัน ผมฟังไปได้ 2-3 เพลงกระมังทางวงก็เล่นจบ

ระหว่างเปลี่ยนวงมีพีธีกรทำรายการเป็นชายอายุราวๆ 30 เศษๆ ร่างท้วม ผมยาวๆ คนหนึ่ง ที่หน้าตาเป็นมิตร และดูท่าจะทำ Fanzine อยู่ (ผมเจอเขาหลายงานละ) เขาค่อนข้างจะดำเนินรายการได้ดีทีเดียว เพราะ พูดได้เรื่อยๆ ไปปล่อยให้บรรยากาศเงียบ (เรียก Dead Air หรือเปล่า?) สิ่งที่เขา Repeat เรื่อยๆ (ในทุกช่วงที่เปลี่ยนวง) คือ ตาราง Concert ในช่วงต่อๆ ไปราวๆ 1 เดือน ไปจนถึงงาน 10 ปี Demonic ที่จะจัดในปีหน้า

วงต่อมาคือวง Destroy เป็นวง 4 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์, เบส, กลอง) เล่นเพลงประมาณ Brutal แบบไม่เร็วเท่าไรมั้ง กัดปิ๊กกระจาย ผมว่านักร้อง Acting ดูมีเอกลักษณ์ดี ผมฟังได้ 2 เพลง ก็ออกมาหาอะไรกิน ผมเดินมาฝั่ง Burgerking เพราะจะไปแวะร้าย Shaman แต่มันดันปิดไปแล้ว (ขณะนั้นนาฬิกาผมบอกเวลาประมาณ 20.50 น.) ผมเลยกลับมาหาหมี่ผัดกิน ผมกินร้านทางซ้ายก่อนจะออกข้าวสาร (มองไปทาง Burgerking) ผัดไม่อร่อยเลยพับผ่าสิ แต่ก็พอกินได้เพราะหิว

กลับไปที่ร้าน ผมขึ้นไปล้างมือที่ชั้นสองของตึกมันเป็นห้องน้ำของผับร้าง (ตอนแรกผ่านไปน่ากลัวชิบเลย ถ้าอยู่ในหนังสยองขวัญเพลงต้องขึ้นแล้วและสักพักคงมีตัวอะไรโดดออกมา) แล้วค่อยกลับมาที่งาน

วง Destroy ยังเล่นอยู่แต่เล่นเพลงสุดท้ายแล้วก่อนส่งผ่านเวทีให้ Zabulatal

Zabulatal นั้นเป็นวง 5 ชิ้น (ร้อง, กีต้าร์สอง, เบส, กลอง) ที่ดนตรีที่ออกแนวๆ New Metalcore แบบสมัยนิยมที่มีความเป็น Melodic Death แบบสวีเดนมาปนมากๆ และมีหลายส่วน (มากๆ) เป็นท่อนหน่วงๆ 1/2 Time แบบพวก Groove Metal แต่บางครั้งวงนี้ก็ดูจะหน่วงไปถึง 1/4 Time (จะดูว่าหน่วงแค่ไหนให้ดูง่ายๆจากความถี่ของการลงกลองแสนร์ 1/2 Time นี่ 1 ห้องลง Snare หนึ่งครั้ง 1/4 Time นี่สองห้องลงครั้ง) อย่างไรก็ดีจุดเด่นของวงนี้คือมือลีดกีต้าร์ที่ฟังแล้วรู้สึกว่า Yngwie มาเอง คือ Sweep กันสุดๆ ทั้ง Solo ทั้งบางส่วนของ Rhythm หมอนี่เทคนิคแพรวพราวมาก ถ้าไม่คิดอะไรมากดูผีมือกีต้าร์ของหมอนี่ก็เพลินดี

Zalabutal เล่นไปหลายเพลงเหมือนกัน ก่อนส่งเวทีให้ In Vein

ดนตรี Death ในแบบค่อนข้างจะดั้งเดิม (คือปั่นกันเรียบๆ โน๊ตเดียวย้ำ ไม่ค่อยมีโน๊ตวิ่งให้มือซ้ายพริ้วพราวสวิงสวายแบบพวก Brutal) นั้นเป็นส่วนประกอบหลักของดนตรีของ In Vein นอกจากนั้นก็จะมีท่อนๆ กึ่ง Thrash กึ่ง Hardcore Punk มาปนบ้าง นอกนั้นแล้วจะมีท่อน Break กลางๆ เพลงที่เอา Riff แบบ Heavy ที่ค่อนข้างจะดั้งเดิมมาแทรก แก้เลี่ยนได้ไม่เลวทีเดียว

จนถึงตอนนี้ผมประเมินคนดูในร้านใด้ราวๆ 30 คนแผ่วๆ ซึ่งเป็นปริมาณที่ผมนั่งดูได้สบายๆ ไม่มีใครแย่งที่ คนทีมางานมีหลากหลายๆ มีทั้ง ฝรั่ง และ คนที่ดูออกแขกๆ แต่คนดูส่วนใหญ่เป็นคนไทยอยู่แล้ว ซึ่งวัยของคนดูส่วนใหญ่น่าจะอยู่ราวๆ 20 กลางๆ ถึง 30 กลางๆ (คือแทบไม่มีวัยรุ่นเลย) ส่วนใหญ่ก็แต่งเสื้อดำกันไปตามระเบียบ แต่ก็มีบางคนใส่เสื้อสีอื่นมา ที่แปลกตาที่สุดมีหนุ่มใหญ่เสื้อเหลืองนายหนึ่งยืนเหลืองโดดเด่นอยู่ในงานด้วย

ปริมาณคนนั้นจัดว่าโหรงเหรงกับสถานที่ซึ่งเป็นผับสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดไม่น่าเกิน 20 x 20 ตารางเมตรที่ด้านหน้าเป็นเวทีที่สูงกว่าพื้นประมาณ 2 ฟุตเล็กๆ ที่มีพื้นที่ด้านบนให้นักดนตรีพอยืนเล่นได้และเดินไปมาได้เล็กน้อย ตรงข้ามกับเวทีมาราวๆ 16 เมตรก็จะเป็นบาร์ของทางร้านที่สามารถยืนพิงและดูวงเล่นได้ค่อนข้างชัดสบายๆ (ผมทำอย่างนั้น) ระหว่างบาร์กับเวทีก็มีลานว่างๆ ให้ยืนดูและเล่น Mosh กันตามระเบียบ ด้านซ้ายของลานกว้างจะมีเบาะยาวๆ ให้นั่งพักได้ ส่วนทางขวาของร้านนั้นเป็นโซนที่ยกพื้นขึ้นเล็กน้อย มีราวคอนกรีต (ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอย่างไรจริงๆ) สำหรับวางแก้วและมีเก้าอี้จำนวนหนึ่งสำหรับนั่งชม

… เมื่อ In Vein เล่นเสร็จก็ถึงคิวของ Rajasinga (อ่านว่า รา-จา-ซิง-ก้า แปลว่า หนองใน อะไรประมาณนี้ – ตอนแรกผมคิดว่าแปลว่า Lion King) วงนี้มีสี่คน เช่นเดียวกับวงอื่นๆ พื้นเพจากจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เขามาแวะเล่น (และเมา) ที่เมืองไทยก่อนไปทัวร์ต่อที่สิงคโปร์ 

 นักร้องนำวงนี้มีมาดที่ดู Hardcore มากๆ ใส่กางเกงขาสั้นและใส่หมวก มือกีต้าร์เป็นชายร่างเล็กผมยาวดูนิ่งๆ (ที่แอบ Blues ในหลายๆ ที่ทั้งตอน Sound Check และในตัวเพลงบางเพลง) มือเบสหน้าตาดูบ้านๆ มาก ลองนึกภาพเสก โลโซตอนออกชุดแรกแต่ผมกว่านั้นหน่อยประกอบ หมอนี่รับบทบาทร้อง (สำรอก?)  ประสานและพูดคุยกับคนดูด้วย สุดท้ายมือกลอง หน้าตาดูแขกๆ หน่อยที่ดูดบุหรี่ (?) ไปตีกลองไปในตอนแรก (กำลังจะกล่าวถึงหมอนี่ต่อไป)

หลังจากวงทักทายคนดูเล็กน้อยก็เริ่มเล่นเพลงไปตามระเบียบ ซึ่งเพลงก็สั้นๆ ตามประสา Grindcore

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ มือกลองตีดีมากๆ วงนี้เป็นวงเดียวที่ขึ้นเล่นแล้วผมรู้สึกว่าแผ่นดินมันไหว มือกลองทั้งโยกทั้งเหวี่ยงด้วยหน้าตาที่ดูเมามันมาก แถมหมอนี่ยังเป็นคนดำเนินรายการระหว่างเพลง (แปลกที่นักร้องวงนี้ค่อนข้างเงียบกับคนดูในระหว่างเพลง แต่ก็เสียงโหดและหนาดีทีเดียว) หมอนี่บ้าจึ้ใช่เล่นในตอนแนะนำเพลง ซึ่งก็มีเพลงที่ อุทิศให้คนดูดกัญชา (ผมจึงสงสัยว่าไอ้ที่มือเบสกับมือกลองดูดอยู่มันเป็นบุหรี่จริงๆ หรือเปล่า) มีเพลงที่เขาก่อนเล่นเล่าว่า เขามากินหมูที่กรุงเทพและได้กินเครื่องในหมูมากมาย ก่อนที่จะเข้าเพลงซึ่งเกี่ยวกับเครื่องในหมู (ไม่รู้ว่าเพลงนี้จะ Radical แค่ไหนในบริบทของอินโดฯ ที่เป็นประเทศอิสลาม – อย่างไรก็ดีพึ่งได้ยินมาว่าในหลายๆ มิติอิสลามนั้นมีความเป็นอื่นในอินโดด้วยซ้ำ), มีเพลงเกี่ยวกับการ Fall in Love with Shit เป็นต้น มีช่วงหนึ่งหมอนี่ Request ให้คนดูแยกเป็นสองฝั่งก่อนขึ้นเพลงและพอขึ้นเพลงให้แท็คกันเลย ซึ่งคนดูก็เล่นด้วยดูๆ ไปก็มันดี (ยืนริมๆ ไม่โดนแท็คอยู่แล้ว)

ผมไม่แน่ใจว่าวงนี้เล่นไปสักกี่นาที ให้กะก็คงประมาณ 40 นาทีกระมังก่อนที่งานจะเลิก ซึ่งก็ราวๆ 5 ทุ่ม

เสร็จงานแล้วทางวงมีแผ่นและเสื้อมาขายผมก็อุดหนุนแผ่นไปตามระเบียบ เพราะราคาแค่ 200 บาท (เขาบอกว่าเป็น Limited Edition) ฟังแล้วก็มันดี (ความหมายชื่อวงก็ได้จากการอ่านบนแผ่นนี้แหละ)

จะว่าไปการซื้อของเหล่านี้มันก็คล้ายๆ กับการซื้อของที่ระลึกไม่น้อย แผ่น (และเสื้อ) เหล่านี้บรรจุความทรงจำของงานดนตรีใต้ดินครั้งหนึ่งๆ ไว้ ผมไม่คิดว่างานของ Rajasinga จะวิเศษอะไรขนาดนั้น แต่งานที่ผมได้มาส่วนหนึ่งก็จะ Remind ผมถึงความทรงจำของ Concert ครั้งนี้ซึ่งผมก็อาจดึงความเมามันมาจากความทรงจำได้ จะว่าไปประสบการณ์การดูดนตรี Underground นั้นต่างจาก Mainstream มากๆ ก็ตรงนี้เอง

งาน Mainstream ส่วนใหญ่คุณจะได้ฟังงานเขาก่อน และกว่าจะคุณจะได้ดู Concert เขาคุณก็ต้องดูในสเตเดียมใหญ่ๆ ที่ถ้าคุณซื้อบัตรไม่แพงก็อาจเห็นเขาอยู่ไกลลิบ และต้องพึ่งมอร์นิเตอร์แทน ส่วนงาน Underground ที่จัดในผับเล็กๆ คุณได้ใกล้ชิดกับทางวงคุณได้ดูวงชัดๆ และเมื่อคุณถูกใจผลงานเขาก็ซื้องานเขาเก็บไว้ และประสบการณ์ฟังเพลงของคุณก็จะกระตุ้นเร้าดนตรีสดในความทรงจำของคุณขึ้นมานี่จึงเป็นออร่าชนิดพิเศษของดนตรี Underground ในความเห็นของผม