Home

No New York: หลักฐานสุดระห่ำชิ้นสำคัญของกระแสโนเวฟและวงการดนตรีอันเดอร์กราวน์

กรกฎาคม 29, 2007

No New York: หลักฐานสุดระห่ำชิ้นสำคัญของกระแสโนเวฟและวงการดนตรีอันเดอร์กราวน์

 1 

ปัญหาที่สำคัญมากๆ ในการศึกษาดนตรีอันเดอร์กราวน์ (Underground) ในอดีตนั้นอยู่ที่งานดนตรีที่สุดขั้วๆ มากๆ นั้นมักไม่ได้รับการบันทึกเสียงไว้ งานบางส่วนที่เหลือรอดมากับวงดนตรีที่ขึ้นมาอยู่ บนดิน และกลายเป็นส่วนหนึ่งกระแสหลักในที่สุดนั้นก็ดูจะถูกทำให้เชื่องลงไปจนไม่น่าจะบอกได้ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่มันเคยเป็นในขณะที่มันยังอยู่ ใต้ดิน

 

 

ในหลายๆครั้งคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของแวดวงดนตรีอันเดอร์กราวน์ในสมัยก่อนนั้นก็เป็น  ร่องรอยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าวงจำนวนมากก็ไม่ได้เล่นดนตรีที่เนี้ยบเรียบร้อยเช่นเดียวกับผลงานชุดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขามาตั้งแต่แรก คำบอกเล่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวยืนยันระยะห่างขั้นต่ำ (Minimal Gap) ระหว่างสภาวะ ใต้ดิน และ บนดิน ของศิลปินคนหนึ่งๆ ที่อาจถูกหลงลืมไปภาพใช้การผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกของงานสตูดิโอที่เชื่องลงแล้วหลายๆ ชิ้นที่พาลจะทำให้คนลืมไปว่าในสมัยที่วงเหล่านั้นสร้างชื่อเสียงขึ้นมาจนได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ๆนั้น เขาไม่ได้เล่นดนตรีในแบบที่เขาออกงานชุดแรกมาด้วยซ้ำ

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการบันทึกเสียงและการเผยแพร่งานไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถูกๆ ขนาดที่วงดนตรีวงหนึ่งๆจะทำเองได้ง่ายๆ นั้นการพึ่งพาคำบอกเล่าของ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากทีเดียวในการแกะร่องรอยของงานที่เป็น ใต้ดิน มากๆ จนไม่ได้รับการบันทึกเสียงไว้  ถ้าสักวันหนึ่ง ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เหล่านี้แก่ลงไปมากๆ พวกเขาก็คงเป็นดั่ง ห้องสมุดที่กำลังไฟไหม้ (Burning Library) ของนักประวัติศาสตร์ดนตรีใต้ดิน (เช่นเดียวกับคนเฒ่าคนแก่ในสังคมที่ปราศจากการเขียนของนักมานุษยวิทยาที่สนใจประวัติศาสตร์ของสังคมเหล่านั้น) นับว่าเป็นโชคดีมากๆ ที่ในช่วงหลายปีหลังนั้นมีงานประเภท ประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) เกี่ยวกับแวดวงดนตรีใต้ดินออกมาหลายๆ ชิ้น จะบอกเป็นการกอบกู้หนังสือจากห้องสมุดที่กำลังไหม้มาอีดิท (Edit) ใหม่แล้วตีพิมพ์รวมเล่มก็พอจะได้

อย่างไรก็ดีการศึกษาดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) นั้นการได้ยินเสียงดนตรีที่กำลังศึกษานั้นก็ดูจะเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ที่สุด (ลักษณะการศึกษาที่ดูจะอิงกับ การพูด [Speech] ของดนตรีสมัยนิยมเหล่านี้ดูจะต่างจากจารีตของการศึกษาดนตรีคลาสสิคที่โดยทั่วไปนั้นอิงกับตัวบทที่เกิดจาก การเขียน [Writing] ดนตรีเป็นสำคัญ) เพราะ เสียงของดนตรีเหล่านี้ถูกไกล่เกลี่ย (Mediate) ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ทำให้ลักษณะพิเศษเกินกว่าที่จะถูกบันทึกไว้เป็นภาษาดนตรีได้อย่างเหมาะสม (อันจะทำให้การวิเคราะห์ตัวบททางดนตรีเป็นไปได้อย่างเหมาะสมตามมา) ในแง่นี้วัสดุบันทึกเสียงนั้นจึงดูจะเป็นสิ่งที่ต่างจากตัวโน๊ตบนบรรทัดห้าเส้นหรือแท็ปเลเจอร์ (Tablatures[1]) เพราะ มันดูจะเป็นสิ่งที่เป็นประเด็นของตัวงานได้ดีกว่า (อย่างไรเราก็ต้องไม่ลืมเลยว่าการฟังเพลงสดนั้นเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างกับการฟังดนตรีที่ถูกบันทึกเสียงไว้ แม้แต่บันทึกการแสดงสด- แต่การเรียกร้องผู้ศึกษาดนตรีในอดีตถึงขั้นนั้นก็ดูจะเกินไปในโลกวิชาการที่ไม่มีไทม์แมชชีน)

 2 

ในกระบวนกระแสดนตรีอันเดอร์กราวน์ของโลกแองโกลอเมริกัน (Anglo-American) ทั้งหมดนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้คนที่นิยมฟังเพลงและอ่านข้อเขียนเกี่ยวกับดนตรีนั้นมีอาการ เคยได้ยินชื่อแนว แต่ไม่เคยฟัง มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกระแสดนตรีโนเวฟ (No Wave) ที่เกิดขึ้นในนิวยอร์คตอนช่วงปลายๆ 70’s ต้นๆ 80’s … สิ่งที่ดูจะเป็นเหตุผลทำให้นักฟังเพลงจำนวนมากนั้น เคยได้ยินชื่อแนว… ก็คงจะหนีไม่พ้นกิตติศัพท์ความสุดขั้วของดนตรีในกระแสนี้ ที่นักวิจารณ์หลายๆ คนจัดว่าเป็นลูกหลานของพังค์ที่อาการหนักที่สุด (แม้ว่าจริงๆ แล้วรอยต่อของพังค์ยุคแรกในนิวยอร์คกับพวกโนเวฟนั้นดูจะพร่าเลือนอยู่) ที่มีการผลักตรรกะ ดนตรีของคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น (ถึงแม้ว่าตรงนี้น่าจะเป็นผลิตผลของวงการพังค์ในอังกฤษมากกว่าในนิวยอร์ค) ไปให้สุดขั้ว  … และเหตุผลที่ทำให้นักฟังเพลงเหล่านั้น  …แต่ไม่เคยฟัง ก็น่าจะเป็นเพราะ พวกเขาหามันมาฟังไม่ได้

ความสุดขั้วและหลุดโลกของงานโนเวฟนั้นน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แทบไม่มีการบันทึกเสียงงานเหล่านี้ออกมาเลย ในหลายๆ ส่วน นั้นมีการรายงานว่า วงดนตรีบางวงนั้นตั้งเครื่องดนตรีบนเวที 30 นาที เพียงเพื่อจะทำการเล่นเพื่อ 5 นาที และ การเล่นดนตรีจำนวนมากก็เล่นในสิ่งที่คนโดยทั่วๆ ไปยากจะจัดมันว่าเป็นดนตรีด้วยฝีมือแบบมือสมัครเล่นมากๆ นักดนตรีหลายๆ คนนั้นไร้ซึ่งทักษะพื้นฐานที่วงการดนตรีร็อคนั้นคาดหวังว่านักดนตรีพึงจะมี นักดนตรีหลายๆ คนเคยเล่นเครื่องดนตรีที่เขาขึ้นไปเล่นบนเวทีไม่กี่ครั้ง … ถ้าเขายังไม่ถึงกับได้เล่นมันเป็นครั้งแรกบนเวที (ซึ่งจะว่าไปนี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระแสพังค์อังกฤษรุ่นแรกเช่นกัน)

สิ่งที่พิเศษที่สุดของโนเวฟก็คือ มันเป็นกระแสดนตรีที่ไม่เคยเชื่องลงเลย ในขณะที่นักดนตรีพังค์รุ่นแรกของอังกฤษนั้นเริ่มเล่นดนตรีเป็นและทำอะไรที่ซับซ้อนขึ้นไปพร้อมๆ กับผสมกลมกลืนไปกลับกระแสหลัก (อย่างไรก็ดีงานโพสต์พังค์ [Post-Punk] จำนวนมากที่มาจากพวกพังค์รุ่นแรกก็ไม่ใช่อะไรที่จะฟังแล้วระรื่นหูเลยแม้แต่นิดเลย) นักดนตรีโนเวฟนั้นกลับเป็นเหมือนกลุ่มคนสภาวะความดิบของพังค์อังกฤษไว้ และไม่ยอมประนีประนอมกับกระหลักเลยจนกระแสมันจบไป แต่ความไม่เชื่องลงนี่เองที่ทำให้มันแทบไม่มีผลงานหลุดรอดมาจากยุคสมัยของมันเลยแม้แต่ของศิลปินดังๆ ในกระแส อย่างไรก็ดีวงดนตรีที่เริ่มตั้งตัวตอนปลายกระแสโนเวฟ อย่าง Sonic Youth และ Swans นั้นก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างอยู่บ้างในหมู่นักฟังเพลงโดยเฉพาะวงแรก (ทว่างานสุดรกหูสำหรับหลายๆ คนของ Sonic Youth นั้นก็เป็นที่ถูกเรียกว่าเป็นการเอาโนเวฟมาทำให้ป็อปขึ้น)

 อย่างไรก็ดีคนที่ห่ามพอที่จะพยายามนำสิ่งพวกนี้มาบันทึกเสียงก็ยังมีอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เพื่อนที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียนแบบกรณีอัลบั้ม Trout Mask Replica (1969) ของกัปตันบีฟฮาร์ท (Captain Beefheart) ที่โปรดิวซ์และจัดจำหน่ายภายใต้ร่มเงาสหายเก่าแก่อย่าง แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa) แต่อย่างใด คนที่ทำให้ความหลุดโลกเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้กลับเป็นไบรอัน อีโน (Brian Eno) นักดนตรีหัวก้าวหน้ารุ่นพี่ที่คร่ำหวอดในวงการมาตั้งแต่กระแสแกลมร็อคในอังกฤษตอนต้นทศวรรษที่ 70’s โดยอีโนไปพยายามเกลี้ยกล่อมให้ Island Records นั้นออกอัลบั้มรวมผลงานของบรรดาศิลปินหลุดโลกในนิวยอร์คในขณะนั้น 

ผลผลิตของกระบวนการของอีโนนั้นคืออัลบั้ม No New York ในปี 1978 ที่ออกกับ Antilles Records  ซึ่งเป็นค่ายลูกของ Island Records อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยผลงานของวงดนตรีจากการแสโนเวฟ สี่กลุ่มด้วยกันได้แก่ The Contortions, Teenage Jesus and The Jerks, Mars และ DNA โดยจะมีเพลงของวงเหล่านี้วงละสี่เพลงด้วยกัน ซึ่งก็นับเป็นเศษเสี้ยวอันน้อยนิดของกระแสดนตรีอันบ้าคลั่งที่ยังพอเหลือรอดมาถึงหูคนรุ่นหลัง (อย่างไรก็ดีมีงานบางชิ้นของโนเวฟที่เป็นงานแสดงสดที่พึ่งออกมาภายหลังเช่นกัน เช่นงานแสดงสดของ DNA ที่ออกโดย Avant Records ที่เป็นค่ายเพลงในญี่ปุ่นของเจ้าพ่ออวองการ์ดนิวยอร์คอย่าง จอห์น ซอร์น [John Zorn] ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ อิคุเอะ โมริ [Ikue Mori] – ซึ่งเป็นอดีตมือกลองวง DNA นั้นไปร่วมงานกับซอร์นก็ได้)

 งานหายากชิ้นนี้ตอนแรกน่าจะถูกผลิตมาเป็นแผ่นไวนีลก่อน (ในอเมริกานั้นสื่อที่ใช้บันทึกอัลบั้มที่มียอดขายมากที่สุดคือแผ่นไวนีลมาโดยตลอดศตวรรษที่ 20 – ที่เทคโนโลยีนี้ปรากฏขึ้นมา –  จุดจบของการครอบแชมป์ยอดขายของแผ่นไวนีลนั้นในช่วงทศวรรษที่ 80’s เมื่อมันแพ้ยอดขาย CD) ซึ่งราคามันก็คงไม่ใช่น้อยเลยในหมู่นักสะสม อย่างไรก็ดีปัจจุบันงานชิ้นนี้ได้ถูกผลิตซ้ำมาเป็น CD เรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่ายๆ  … แต่ด้วยเทคโนโลยีหลายๆ อย่างนั้นก็ทำให้นักฟังเพลงในประเทศโลกที่สามนั้นมีโอกาสเปิดหูอย่างกว้างขวางขึ้น 

3 

อัลบั้ม No New York นั้นไม่ใช่อัลบั้มที่เพี้ยนที่สุดที่ผมเคยฟังมา แต่มันก็เป็นงานอีกชิ้นที่ผมคาดหวังไว้มาก เป็นงานที่ผมคิดว่าตนเองน่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้ฟัง และเมื่อฟังแล้วก็ไม่ได้ผิดหวังเลยแม้แต่นิด ผมคิดว่าข้อดีที่สุดของผลงานอันเสียดแทงการรับรู้สุนทรียะทางเสียงชิ้นนี้ ก็คือ มันฟังง่าย

การฟังง่ายในที่นี้ไม่ใช่ความระรื่นหูในแบบของเพลงป็อปที่ปัจเจก (เก๊ ถ้าคุณเป็น Adornian) ที่ได้รับการประกอบสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุนทรียะทางเสียงโดยธุรกิจดนตรีใหญ่ๆ นั้นเข้าใจ และ มันก็ดูจะไม่ใช่การฟังง่ายในระบบสุนทรียะของผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะ (Cultivate) รสนิยมทางดนตรีในแบบคลาสสิคมา แต่มันเป็นการฟังง่ายในทรรศนะของคนที่ใช้ดนตรี Avant-Garde เป็น Shock Theraphy กับตัวเองมาโดยตลอด

สำหรับผมความยากในการฟังงาน Avant-Garde เบื้องต้นคือ เพลงมันยาว งานเหล่านี้จำนวนมากนั้นดูจะสร้างมาสำหรับคนที่ได้รับการฝึกฝนหูมาในแบบคลาสสิคที่ Run Amok ทว่าผมไม่ใช่คนประเภทนั้น ผมเป็นคนที่ไม่สามารถจะตั้งใจพังเพลงยาวมากๆ ได้ (พวกคลาสสิคบางคนก็คงจะเห็นว่าผมเป็นผลผลิตของยุคสมัยใหม่ที่แทบไม่มีใครนั่งเพลงเพลงยาว 20 นาทีได้อย่างตั้งใจอีกแล้ว) ขอบเขตการรับรู้ทางดนตรีผมจึงอยู่ที่ดนตรีสมัยนิยมในศตวรรษที่ 20 ที่มีรากฐานที่สำคัญมาจากโรงงานผลิตเพลงอย่าง Tin Pan Alley และเทคโนโลยีอัดเสียงตอนต้นศตวรรษที่ 20 (ถ้าผมจำไม่ผิดแผ่นไวนีลรุ่นแรกสุดในช่วง 30-40  ปีแรกของช่วงต้นทศวรรษที่ 20 นั้นโดยทั่วๆ ไปจุเสียงได้ราวๆ 3-4 นาที จริงๆ เทคโนโลยีมันทำได้มากกว่านั้นแต่มันแพงกว่ามาก แผ่นที่มีเพลงสั้นๆ แบบนี้ต้นทุนย่อมเยา เหมาะแก่การเป็นสินค้ามวลชนมากกว่า) ความยาวเฉลี่ยของเพลงที่ผมฟังตั้งใจฟังได้สบายๆ คือราวๆ 4 นาที (และอาจเพิ่มเล็กน้อยได้เป็น 6 นาที) งานที่ยาวกว่านั้นผมเปิดฟังได้แต่ตั้งใจฟังไม่ได้ตลอด งานที่ปวดกบาลมากๆ ผมอาจมีความอดทนในการฟังได้ต่ำกว่า (ผมจึงชอบงานของ Pig Destroyer ที่เอา Brutal Death มาเจือกับ Grindcore และเล่นสั้นๆ ในแบบ Grindcore) แต่งานที่ปวดกบาลจริงๆ ต่อให้ยาวเพลงละไม่กี่วินาทีก็แทบทนฟังไม่ไหวเหมือนกัน (ลองนึกถึง Naked City ชุด Torture Garden ดู) … แต่ไม่ได้หมายความว่างานมันไม่ดี

 สำหรับผมการที่เพลงที่ฟังยากๆ มากๆ ไม่ได้มีความยาวมากทำให้มันฟังง่ายขึ้น และ การที่งานทั้งหมด (จะเป็น Album, EP, etc. อะไรก็ว่าไป) มันจบลงเร็วมันก็ช่วยให้ฟังง่ายขึ้นเช่นกัน งาน No New York นั้นมีสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างดีทีเดียว อัลบั้มนั้นแบ่งเป็นสี่ส่วนอันประกอบไปด้วยเพลง 4 เพลงติดต่อกันของวงดนตรีทั้ง 4 วง ทำให้ผมสามารถแบ่งการรับรู้เป็นช่วงๆ ได้ (เหมือนฟัง EP ของแต่ละวง ทีละวง) และบทเพลงโดยเฉลี่ยก็ไม่ได้ยาวมากด้วย … ในแง่นี้ผมจึงว่ามันฟังง่าย (ถ้าเทียบกับดนตรีเพี้ยนๆ ชนิดอื่นๆ – ถ้าจะเสริมหน่อย) ผมว่าการจัดเรียงเพลงนั้นทำให้ชาญฉลาดทีเดียว การเอาเพลงที่ค่อนข้างมันของวงที่เล่นได้แสบสันต์และมีซาวนด์ค่อนข้างคมอย่าง The Contortions มาเปิดอัลบั้มเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพลงเปิดอย่าง Dish It Out นั้นแม้ว่าจะหลุดโลกไปด้วยเสียงแซ็กโซโฟนของ เจมส์ แชนซ์ (James Chance) และไลน์กีต้าร์ที่ค่อนข้างประหลาด แต่มันก็ยืนอยู่บนฐานของไลน์เบสและกลองที่มีความเป็นร็อค (แม้จะ Atonal เล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่าแหวกแนวทีเดียวในสมัยนั้น) สิ่งเหล่านี้ทำให้งานนั้นฟังง่ายเช่นกัน ต่อมางานของ Teenage Jesus and The Jerks นั้นเราจะได้ยินเสียงกีต้าร์แตกพร่าที่เล่นโน้ตไปพร้อมๆ กับเบสและกลองในจังหวะเนื่อยๆ ที่เล่นผ่อนๆ บ้าง หยุดบ้าง และ บนกำแพงเสียงเหล่านั้นก็มีเสียงที่เกือบจะโหยหวน (ผมมีคำว่า เกือบจะ แล้ว) ของ ลิเดีย ลันช์ (Lydia Lunch) งานของ Teenage Jesus and The Jerks สั้นมาก (ว่ากันว่างานรวมเพลงทุกๆ เพลงของวงนี้ที่ออกมาภายหลังนั้นก็ยาวเพียงไม่กี่สิบนาทีเท่านั้น) ไม่นานมันก็จบและส่งพื้นที่ทางเสียงต่อไปให้ Mars งานกีต้าร์ของ Mars ในหลายๆ ส่วนนั้นชวนให้นึกถึงพวกงานในสายอัลเทอร์เนทีพร็อคอเมริกันในช่วง 80 ในหลายๆ ส่วน แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจนก็คือไลน์กลองที่ค่อนข้างจะโกลาหลกว่า เพราะ มันไม่ได้เล่นยืนพื้น แต่ดูจะทำการเล่นส่งไปเรื่อยๆ อัลบั้มนี้ปิดลงด้วยงานของ DNA ที่มีความต่างคือการใช้ซินธ์เสียงกลอง (นี่น่าจะเป็นพื้นฐานในการผลิตงานของอิคุเอะ โมริต่อไป) นอกจากนั้นแล้วดูจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษหลังจากฟังงานสามวงด้านหน้าอัลบั้มมาแล้ว (จะว่าไปก็ไม่ค่อยแฟร์กับงานของ DNA แฮะ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ) 

… ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่หลังจากที่ผมฟังงานชิ้นนี้แล้ว โลกทัศน์ทางดนตรีผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่าการตะโกนจนเสียงออกมาแหบและไม่มีเมโลดี้นั้นเกิดขึ้นในวงการดนตรีสายพังค์แล้วปี 1978 (สังเกตุว่าผมไม่ได้เขียนถึงตรงส่วนนี้ด้านบน เหตุผลคือผมไม่ได้เห็นว่ามันเป็นส่วนหลักของงาน ถ้าผมเขียนถึงมันอย่างจริงยังก็ดูไม่ได้ต่างจากการพูดถึงเสียงร้องในเพลงพวก Death Metal อย่างลงรายละเอียดจนเกินงาม) อย่างไรก็ดีมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ผมไม่มีความรู้มากพอที่จะไขความกระจ่างบางส่วนจากงานชุดนี้ ผมก็คงต้องอ่านต่อไปและเขียนต่อไปเพื่อที่จะผลิตงานที่ดีกว่านี้ในสายตาของผมให้ได้ … งานชิ้นนี้ก็คงจะเป็นอีกส่วนหนึ่งของข้อเขียนที่ไม่มีวันสิ้นสุดของวัฒนธรรมการเขียนทั้งหมด … งานชิ้นนี้ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งการ เขียนดนตรีใต้ดินที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบททางดนตรีและตัวบทภาษาทั่วๆ ไป … และงานชิ้นนี้ก็คงจะเป็นอีกก้าวเดินหนึ่งของข้อเขียนของผมเกี่ยวกับประเด็นในทางดนตรีที่น่าจะมีตามมาอีกเรื่อยๆ 

ป.ล. ข้อมูลเกี่ยวกับ No Wave ทั้งหมดอ่านออนไลน์เอาตามเรื่องตามราว


[1] แท็ปเลเจอร์ (หรือเป็นที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า แท็ป [Tab]) นั้นโดยพื้นฐานเป็นวีธีในการบันทึกการเล่นดีต้าร์ไว้บนบรรทัดหกเส้นซึ่งแทนสายกีต้าร์แต่ละสาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะทำให้การอ่านสิ่งที่ถูกบันทึกนั้นสามารถทำได้ง่ายกว่าการอ่านตัวโน๊ตบนบรรทัดห้าเส้น คนเล่นกีต้าร์จำนวนมากสามารถอ่านแท็ปได้ในขณะที่อ่านโน้ตไม่ได้ การปรากฏตัวของแท็ปในนิตยสารกีต้าร์ชื่อดังเกือบทุกเล่มน่าจะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ไม่น้อย

2 Responses to “No New York: หลักฐานสุดระห่ำชิ้นสำคัญของกระแสโนเวฟและวงการดนตรีอันเดอร์กราวน์”


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: