Home

On My View of The Importance of Underground Music Culture

กรกฎาคม 10, 2007

On My View of The Importance of Underground Music Culture 

ในบทสนทนาหนึ่ง (03-07-07) ที่ผมได้มีโอกาสคุยกับรุ่นพี่ในวงวิชาการท่านหนึ่งที่ผมเคย Debate ในประเด็นเกี่ยวกับดนตรีด้วย (ดูใน https://fxxknoevil.wordpress.com/2007/01/28/dialectic-of-pop-rock-taste/ ) ผมพบว่าเขาก็ยังยืนยันในสถานะที่พิเศษของเพลง Pop อยู่ และเขาก็ยังมีความคิดที่ยืนยัน ความเหมือน ของ Popular Music เช่น การบอกว่า Marilyn Manson เหมือนกับ Avril Lavigne เป็นอาทิ

 

แน่นอนในระดับหนึ่งแล้วผมก็คิดว่าเราสามารถพูดได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีความเหมือนกัน (โดยส่วนตัวสำหรับผมมันเหมือนกันในฐานะของ Mainstream เป็นเรื่องของ วิถีการผลิต [Mode of Production – ยืมคำพวก Marxist มาใช้] ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ Popular Music ของคู่สนทนาผมที่เป็นเรื่องของรูปแบบดนตรี [Musical Form] ในระดับรูปแบบดนตรีผมไม่เห็นด้วยเท่าไรนักว่ามัน) แต่เราก็สามารถพูดถึงความแตกต่างกันได้เหมือนกัน ซึ่งจุดยืนผมอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ดีผมก็เข้าใจเขามากขึ้นเมื่อคุยกันในรายละเอียดในคราวนี้

 

ในหนทางของบทสนทนาของเราก็มีการถามไถ่กันถึงประเด็นที่ผมเล่นอยู่ซึ่งผมบอกว่าผมเล่นประเด็น “Underground Music” อยู่ เขาก็ถามผมว่า Underground Music มันมีอะไรพิเศษ (จริงๆ นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นก่อนประเด็นเพลง Pop ด้านบน)

 

ผมก็พยายามอธิบายไป ผมพบว่าคำอธิบายของผมค่อนข้างแย่มากๆ ถ้าผมพูดอย่างนี้ไปกับรุ่นใหญ่ๆ ผมคงมีปัญหาแน่ๆ ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่ดีของผมที่ต้อง Clear ตรงนี้

 

ทำไม Underground ถึงสำคัญ? ผมคิดว่าคำถามนี้ตอบยากกว่า ทำไมผมถึงคิดว่า Underground สำคัญ ดังนั้นผมจึงขอตอบตรงนี้ก่อน

 

ถ้ามองย้อนไปในประวัติการฟังเพลงของผม สิ่งที่พบจะเป็นว่าผมจะอยู่กับดนตรีที่ Radical ที่สุดเท่าที่ผมจะหาได้ตลอดเวลา สำหรับผมความ Radical กับดนตรีแทบจะแยกกันไม่ออก (และ Frame นี้เองที่ผมมาใช้กับการเลือกอ่านหนังสือ) ผมโตมากับเพลง พังค์ และ เมทัล ที่มีลักษณะสำคัญร่วมกันก็มันพูดเรื่องที่ดนตรีชนิดอื่นๆ ไม่พูด และที่สำคัญที่สุด มันสามารถแสดงความเกลียดชังอย่างตรงไปตรงมาได้ สำหรับผมตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ และเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยคิดจะ Intellectualize สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมากๆ กับผมในแง่ที่ว่า มันทำหน้าที่ๆ Intellectual Culture ไม่สามารถทำให้ผมได้ ผมมองว่าความตรงไปตรงมาจนดูโง่ๆ ในบางครั้ง (ในสายตาของ Intellectual Discourse) เป็นจุดแข็งของสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ

 

มาถึงตรงนี้มันทำให้ผมนึกถึงสถานะที่พิเศษของดนตรีกับผม ผมจำประเด็นตรงนี้ (เพราะผมมักจะลืม) ได้ เมื่อผมขบคิดถึงคำถามถึงความสำคัญของ Underground และผมไม่รู้จะสื่อมันมาอย่างไร

 

สำหรับผมดนตรีเป็นสิ่งพิเศษเพราะ ผมใช้มันแสดงออก (Express) สิ่งที่ผมไม่สามารถประกอบมันเป็นออกมาเป็นภาษาได้

 

เมื่อมาถึงตรงนี้ผมก็เริ่มเข้าใจวิถีทางความคิดต่างๆ ของผมอีกครั้ง

 

จากจุดยืนดังกล่าวผมเห็นว่าดนตรีเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าคนทุกคนมีเรื่องที่ไม่รู้จะพูดมันออกมาอย่างไร เขาก็ควรจะมีดนตรีมาทดแทนตรงนั้น อย่างน้อยๆ ก็เพื่อเป็นการเอาอารมณ์ความรู้สึกข้างในออกมาข้างนอก (แน่นอนผมพูดในสมมติฐานที่ว่าถ้าเก็บมันไว้ข้างในจะทำให้อึดอัด ฯลฯ) ทุกๆ คนควรจะมีดนตรีของตัวเอง เพื่อตอบตัวเอง (ตรงนี้ผมคิดว่าคล้ายๆ Jacques Attali ผมไม่แน่ใจว่าผมคิดอย่างนี้ก่อนที่ผมจะรู้ว่าเขาคิดหรือเปล่า … นอกจากนี้แล้วแนวคิดถึงเสียงในฐานะของสิ่งที่ออกมาแทน สิ่งที่ Symbolize ไมได้ แบบนี้ยังไปเข้าทางคำอธิบายเรื่อง Lacanian Voice ของ Mladen Dalar อีก … ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าผมชอบงานของเขามาก)

 

จุดยืนตรงนี้นำมาสู่จุดยืนแบบ Aesthetic Relativism ที่โดยทั่วๆ ไปผมจะไม่พยายาม Judge งานใดๆ ทั้งสิ้น (แต่บางทีก็อดไม่ได้ แต่ก็ทำบนฐานแบบอื่น) เพราะ จากจุดยืนของผมแล้วไม่มีใครจะตอบได้ว่างานชิ้นหนึ่งดีหรือไม่ดี นอกจากเจ้าตัวเอง … เขาต้องตอบตัวเองว่างานของเขาตอบตัวเขาแค่ไหน

 

นี่คือพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ของความคิดส่วนตัวของผมกับศิลปะ

 

จากตรงนี้สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ ปัญหาเรื่อง Sincerity (ความจริงใจ)

 

คนที่ Sensitive กับความสัมพันธ์ของคนผลิตงานกับตัวเองอย่างผมย่อม Sensitive กับเรื่อง Sincerity ในการผลิตงานชิ้นหนึ่งๆ

 

คุณต้องผลิตงานอย่างที่คุณรู้สึกจริงๆ

 

ซึ่งนี่เองที่ทำให้ผมเห็นว่า Underground สำคัญ โดยพื้นฐานแล้วผมมองว่า Underground เป็นพื้นที่ๆ คนทำในสิ่งที่เขาคิดจริงๆ รู้สึกจริงๆ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขทางด้านยอดขายเข้ามาเกี่ยวข้อง … ซึ่งต่างจาก Mainstream ที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจนั้นเป็นตัวกำหนดในท้ายที่สุด (Economic As The Last Instance – ถ้าจะเอาประโยคของ Althusser มาใช้ในอีกบริบท)

 

ในแง่นี้เส้นแบ่งระหว่าง คนจริงใจ/ คนไม่จริงใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คู่ขนานไปกับ Underground/ Mainstream

 

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้พูดถึง Form ของตัวดนตรีใดๆ ทั้งสิ้น เพลง Underground อาจ Pop สุดๆ เพลง Mainstream อาจขัดหูสุดๆ หนักสุดๆ ก็ได้ … นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม ปัญหาของผมคือ Sincerity ต่อตัวงาน ซึ่งผมเชื่อว่ามัน Express มาในระดับที่ค่อนข้างสูงผ่านความเป็น Underground

 

ซึ่งตรงนี้คู่สนทนาของผมทำให้ผมหลงประเด็นไปเหมือนกัน (ซึ่งผมก็หลุดบ่อยๆ อยู่แล้วใน Face-to-Face Conversation) เพราะ เขาดูจะพูดถึง Underground ในฐานะ Form of Music ที่มัน Oppose to Pop ที่เขา Take Side อยู่

 

นอกจากนั้นแล้วอีกประเด็นที่สำคัญมากๆ แต่ผมยังไม่มีโอกาสนำเสนอก็คือประเด็นที่ว่าเราไม่สามารถศึกษา Underground และ Mainstream ด้วย Approach เดียวกันได้ (ขอไม่อธิบายในที่นี้)

 

จะว่าไปตรงนี้สิ่งที่ผมงงๆ และหลุดไปอีกอย่างก็คือ ในทางวิชาการแล้วผมไม่เคยสนใจตัวดนตรีลอยๆ ผมสนใจความสัมพันธ์ของมันกับคน ซึ่งก็ไม่ใช่คนๆใดคนหนึ่ง (แม้แต่ตัวผมเอง เพราะ มันเป็นพื้นที่ของวิชาการ 555) อาจจะกล่าวว่าเป็นกลุ่มคนก็ได้ (ไม่อยากใช้คำว่าสังคม) ผมสนใจว่ากลุ่มคนหนึ่งๆ มองดนตรีอย่างไร Judge ดนตรีอย่างไร? จำแนวดนตรีอย่างไร? ฯลฯ ด้วยฐานแบบนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า Beatles เหมือน Aerosmith เหมือน Bon Jovi เหมือน Nirvana เหมือน Linkin Park ฯลฯ ผมไม่คิดว่าผมเคยเจอคนฟังเพลงกลุ่มใดๆ ที่มีความคิดอย่างนี้ (แต่ถ้า Adorno คิดอย่างนี้ก็อีกเรื่องสำหรับเขาการมองว่า Louis Armstrong ไปจนถึง Napalm Death เหมือนกันก็เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ แต่รับได้หรือเปล่านี่เป็นอีกเรื่อง)

 

ต่อมาประเด็นที่ผมชัดเจนมาโดยตลอดก็คือ ผมมี Ethics ที่จะไม่เถียงในปัญหาทำนองว่า ศิลปินคนโน้นดีกว่าคนนี้ อัลบั้มโน้นดีกว่าอัลบั้มนี้ … แน่นอน Judgement เหล่านี้โดยส่วนตัวผมมี แต่ผมไม่ Impose ลงไปที่คนอื่นๆ ถ้าคุณคิดเหมือนผมก็ดี ถ้าคุณคิดไม่เหมือนผมก็ Fine ผมคิดว่าวิธีในการ Judge โน่นนี้เหล่านั้นในวงวิชาการเป็นวิถีของนักมนุษยศาสตร์บางพวก (ที่จริงๆ อาจไม่เห็นดนตรีที่ผมสนใจเป็นดนตรีด้วยซ้ำ) ซึ่งผม Oppose มากๆ

 

สรุปง่ายๆ คือ ในทางวิชาการแล้วจุดยืนพื้นฐานของผมคือ ผมต้องการศึกษาความสัมพันธ์ของกลุ่มคนต่างๆ ต่อดนตรี ผมไม่ได้สนใจตัวดนตรีเฉยๆ (อย่างน้อยๆ ผมก็ยังไม่มีพื้นที่ๆ เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น) ผมไม่สนใจว่างานชิ้นใดชิ้นหนึ่งดีเลวอย่างไร? แตกต่างจากชิ้นอื่นอย่างไร? โดยตัวมันเอง แต่ผมสนใจแง่มุมต่างๆ เหล่านี้ที่กลุ่มคนต่างๆ คิดถึงมัน

 

ด้วยแง่มุมเหล่านี้ในทางวิชาการแล้ว หน้าที่ในการแยก Underground กับ Mainstream มันไม่ใช่หน้าที่ของผมด้วยซ้ำ แต่เป็นหน้าที่ของกลุ่มคนที่ผมศึกษา ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่ามันมีปัญหาในการ Justify เหมือนกันถ้าผมพูดถึงเส้นแบ่งนี้ในฐานะตัวผมเอง …นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมค่อนข้างอึดอัดกับคำถาม

 นี่คือประเด็นใหญ่ๆ ที่ผมนึกออก นึกๆ ดูก็ตลกเหมือนกันที่อยู่ดีๆ ผมต้องมา Justify ความสำคัญของ Underground อย่างไรก็ดีเส้นแบ่งเหล่านี้ดูจะสำคัญสำหรับคนในทุกๆ อาณาบริเวณเพราะ ตัวคู่สนทนาของผมเองก็พูดถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบ เอาใจตลาด ในทางวิชาการ กับการทำงานทฤษฎี (ที่ดูจะขายไม่ออกเท่าไร) เขายืนยันจะทำอย่างหลังโดยไม่ทำอย่างแรก โดยอุปมาดั่ง ทันทีทันใดที่ผู้กำกับหนัง Art มาทำหนัง Hollywood คุณค่าของงานเก่าๆ ของเขาก็จะมลายหายไปสิ้น หรือ การที่แอ๊ด คาราบาว นั้นทำลายคุณค่าของบทเพลงเก่าๆ ของคาราบาวด้วยคาราบาวแดง เป็นอาทิ นี่คือ สิ่งที่เขาให้คุณค่ากับการไม่ “Sell Out ในทางวิชาการ (คำของผมเอง) 

สำหรับผมแล้วเส้นแบ่งของการ Sell Out ในทางวิชาการและในทางดนตรีก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ถ้าเกิดผมมีปฏิภาณพอผมคงจะย้อนถามเขาด้วยคำถามที่ว่า ทำไมการทำงานไม่เอาใจตลาดในทางวิชาการของเขาถึงมีความสำคัญ? … ผมคิดว่าคำตอบนั้นคงอยู่ในระนาบที่ไม่แตกต่างจากคำตอบของ ทำไม Underground ถึงสำคัญ? ของผมและคนอื่นๆ มากนัก

 ป.ล.  คิดๆ ไปแล้วการสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงสถานการณ์ที่ Jacques Ranciere เรียกว่า Dis-Agreement เลยแฮะ พูดถึงสิ่งเดียวกันด้วยความเข้าใจที่ต่างกัน … และดูจะประสานกันได้ยากเสียด้วย (แต่ Sense มันก็ต่างจาก Ranciere แน่นอน เพราะศูนย์ของการวิเคราะห์ของ Ranciere คือระบบการเมืองทั้งระบบ)

8 Responses to “On My View of The Importance of Underground Music Culture”

  1. kanapo Says:

    แล้วในความคิดของคุณ ตุลย์ จะมีศิลปินป็อปที่จริงใจไหมครับ

  2. fxxknoevil Says:

    เรียน หมอตั้ม ที่เคารพ

    ผมคิดว่าปัญหาคือ สิ่งที่อยู่บนดิน มักจะไม่ค่อยจริงใจ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สามารถสร้างความสำราญใจนะครัรบ) เพราะตัวระบบมันทำให้เสียน่ะครับ การอยู่ในธุรกิจดนตรีนั้นหลีกเลี่ยงการมุ่งสู่ยอดขายไม่น่าจะได้ และในระดับหนึ่งผมค่อนข้างเชื่อว่า ความเป็นศิลปินนั้นหมดไปตั้งแต่คิดว่ายอดขายเป็นเป้าหมายของผลงานแล้วครับ (ซึ่งคนที่จะตอบได้ก็คือเจ้าตัวเอง)

    ด้วยตรรกะแบบนี้ ผมจึงค่อนข้างจะเดียวฉันท์งานบนดิน และชื่นชมงานใต้ดิน

    ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้คิดว่าเราควรจะห้ามขายผลงานใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ ผมคิดว่าศิลปินมีความชอบธรรมที่จะขายผลงาน … แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การไม่จำเป็นต้องเอาใจคนฟัง การไม่เอาคนฟัง (หมู่มาก) หรือยอดขายมาเป็นตัวกำหนดแนวทางในการผลิตงาน

    ทั้งหมดนี้พื้นฐานแล้วมาจากแนวคิดที่ว่า “ดนตรีควรจะเป็นเรื่องส่วนตัว” ทั้งสิ้น ถ้าคนเคยศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกมาอาจจะบอกว่าแนวคิดแบบนี้เป็นสิ่งวิปริต เพราะ ดนตรีไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว (เป็นกิจกรรมทางสังคมเสมอ) อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว “มากขึ้น” เมื่อเทคโนโลยีบันทึกเสียงปรากฏขึ้นมาตอนต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้คนสามารถนั่งฟังเพลงคนเดียวที่บ้านได้ (ก่อนหน้านั้นน่าจะมีเฉพาะชนชั้นสูงที่ทำได้ เนื่องจากมีเงินจ้างนักดนตรีไปเล่นในที่อยู่อาศัย) และ มันเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้นกับการปรากฏตัวของ Walkman (และทุกวันนี้คือ ipod อย่างไรก็ดีในแง่นี้มันมีความเหมือน)

    ถ้าการฟังเป็นเรื่องส่วนตัวได้มากๆ แล้ว การเล่นก็น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวได้ ผมเพียงแค่ผลักตรรกะไปให้ไกลอีกนิดเท่านั้นเอง

    ป.ล. ถ้าหมอตั้มหมายถึง “ป็อป” ในฐานะของแนวเพลงแล้ว ผมคิดว่าเป็นไปได้ครับที่คนทำเพลงที่มีลักษณะแบบป็อปจะจริงใจ ผมไม่ได้มองความเป็นอันเดอร์กราวน์ในฐานะสิ่งที่ตรงข้ามกับป็อป (ในฐานะแนวเพลง) เพราะสำหรับผมอันเดอร์กราวน์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวดนตรี แต่มันเกี่ยวกับวิธีคิดในการผลิตและเผยแพร่ตัวดนตรี ดังนั้นงานอันเดอร์กราวน์ในความหมายของผมอาจเป็น ป็อปหวานๆ, R&B นุ่มๆ หรือ ฮิปฮอป โจ๊ะๆ ก็ได้ ตราบที่ตัวมันอยู่นอกกระแสการไหลเวียนของธุรกิจดนตรี (ใหญ่ๆ) ที่ผมจัดว่ามันเป็น Mainstream สรุปแล้วสำหรับผม Underground นั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกับ Mainstream (หรือจะเรียก Binary Opposition ก็ได้) ส่วนตัวแนวเพลงต่างๆ นั้นเป็นความแตกต่างกันที่อยู่กันคนละระนาบครับ

  3. pattosan Says:

    เย็ดเข้ มึงใช้ตัวหนังสือเยอะวะ

  4. kanapo Says:

    คุณตุล (ย์) ตอบได้สะใจ โจ๋มากครับ

    ส่วนตัวผมยังไม่เคยได้ฟังเพลง อันเดอร์กราว มากนัก
    หรือ เพราะผลงานที่ผมได้ฟังจากนักร้องในกลุ่มนี้มันอาจหนักไปหน่อย

    คุณ ตุล(ย์) มีศิลปินกลุ่มนี้แบบฟังง่ายๆแน่ะนำผมบ้างไหมครับ
    แบบนุ่มๆ โจ๊ะๆ นี่แหละครับ ผมชอบนัก

  5. fxxknoevil Says:

    ถ้าหมอตั้มชอบนุ่มๆ หน่อยน่าจะลองพวกเพลง Indy Rock ของอังกฤษและ พวก Alternative Rock ของ อเมริกัน (ถ้าผมจำไม่ผิดคำว่า Indy มาจากอังกฤษ และ Alternative มาจากอเมริกัน แต่ในช่วง 90’s ขึ้นมามันเริ่มใช้ปนกัน) ตอนช่วง 80’s น่ะครับ

    พวกนี้เป็นสายดนตรีใหญ่เหมือนกันแต่ต้นตอมันก็เป็นพวกค่ายอิสระ (หรือใต้ดินในความหมายของผม – คำว่าใต้ดินมันมักมีนัยยะว่าดนตรีมัน “หนัก” แต่จริงๆ ไม่จำเป็นเลย) หรือที่บ้านเรารู้จักกันว่า Indy งานเด่นๆ ในช่วง 80 ก็พวก The Smith, R.E.M., Stone Roses อะไรทำนองนี้ครับ

    อนึ่งตัวงานพวกนี้ถึงจะนุ่มแต่สเน่ห์ของมันอยู่ที่ซาวน์ดนตรีที่ไม่ได้ขัดสีฉวีวรรณจนมากเกินไป (เนื่องจากมันเป็น Underground ที่มีงบไม่มาก) ทำให้ได้ซาวน์แบบดิบๆ เล็กๆ แต่พองาม

    ข้อดีบางอย่างของการที่งานพวกนี้ถูก Take Over โดยค่ายๆ ใหญ่ๆ คือทำให้งานมันหาซื้อได้ง่ายขึ้น (งานพวกนี้ชุดแรกๆ จะออกกับสังกัดเล็กๆ) และหาโหลดได้ง่ายเช่นกัน

    นอกจากงานพวกนี้แล้วงานของพวกอังกฤษตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมาจำนวนมากก็น่าจะมีบุคคลิกใกล้เคียงกับที่หมอตั้ม Request มาครับ

    ลองๆ หาดูนะครับ

    ป.ล. จริงๆ หลายๆ ส่วนงานพวกนี้น่าจะเรียกว่า “เคย” เป็น Underground มากกว่า พวกที่เป็น Underground แบบเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ ในบางครั้งหาฟังยากครับ อย่างไรก็ดีพวกที่เป็น Star จริงๆ ในวงการ Underground ที่เสมอต้นเสมอปลายในจุดยืนไม่เคยย้ายไปค่ายใหญ่และตั้งค่ายของตัวเองก็มีอยู่บ้าง

    ป.ล.2 ลืมบอกไป โลกทางดนตรีของผมจำกัดอยู่ที่เพลงร็อคเป็นหลักนะครับ (แม้ว่าหลังๆ จะมี Avant-Garde, Free-Jazz, World Music มาปนเล็กน้อย) งานในสายอื่นๆ ที่เป็น Underground ที่น่าสนใจก็มีอยู่บ้าง เพื่อนผมคนหนึ่งที่ฟัง Hip-Hip บอกว่าเมื่อ Hip-Hop กลายเป็นกระแสพวกที่เคยฟังอยู่ก่อนก็หันไปฟังพวก Hip-Hip ใต้ดินของฝรั่งเศสและแอนตี้พวก American ไปเลย ประมาณว่า Rapper อเมริกันมันรวยแล้วใส่สร้อยทองเส้นโตจนลืมกำพืดของ Hip-Hip ที่เป็นดนตรีจากท้องถนน ในขณะที่ Hip-Hip ฝรั่งเศสในหลายๆ ส่วนยังเป็นใต้ดินอยู่และ Rapper ส่วนมากก็เป็นพวกผู้อพยพเป็นชายขอบของสังคมอะไรทำนองนั้น มันเคยเอาให้ผมฟัง … แต่ผมก็แยกมันออกจากพวกอเมริกันไม่ออกแฮะ (ถ้าไม่นับเรื่องภาษา) เหอะๆๆ

  6. kanapo Says:

    ขอบคุณคุณตุลย์ เป็นอย่างมาก
    แล้วผมจะลองโหลดมาฟัง หลังจากใช้โปรแกรมบิทเทอแรนเป้น

    ฮิปฮอปใส่สร้อยทอง อันนี้เป้นประเด็นที่น่าสนใจครับ
    สำหรับผม ผมมองว่าวัฒณธรรม ฮิปฮอป มันคือการตอบโจทย์ ความต้องการพื้นฐาน
    (กิเลส)หรือเปล่าครับ เหล้า ผู้หญิง เงิน ปืน รถ

    อย่างไรก็ตาม โลกดนตรี ของคุณตุลย์ แจกนาฬิกา คาเรล่า ไหมครับ

  7. fxxknoevil Says:

    แหะๆ คงไม่มีแจกนาฬิกาหรอกครับ

    พูดถึง “เหล้า ผู้หญิง เงิน ปืน รถ” นั้นผมว่าในบางระดับวัฒนธรรมฮิปฮอปก็คล้ายวัฒนธรรม Rock N’ Roll ในสมัย Rockstar กำลังเพื่องเหมือนกันนะครับ แง่มุมเหล่านั้นของดนตรีร็อคก็แยกไม่ขาดจาก ยา, เงิน, ผู้หญิง และรถ เท่าไรนัก

    ส่วนปืนนี่ผมว่ามันมาจากรากฐานวัฒนธรรมแบบ Gangster ของพวก Hip-Hop บางรุ่นน่ะครับ ดนตรีร็อคนี่ปกติไม่มี มีแต่ “ความรุนแรงแบบเล่นๆ” อย่างถือศาสตราวุธ (นึกถึงพวกโคแนนประกอบครับ) ห้อยเข็มขัดกระสุนปืน บนรูปถ่ายวงอะไรทำนองนี้ แต่โดยปกติแล้วดนตรีร็อคจะไม่ค่อยเกี่ยบกับปืนผาหน้าไม้ในชีวิตจริงๆ ครับ ส่วนใหญ่จะแค่เอามาประกอบอิมเมจวง บางคนก็บอกว่าได้อารมณ์ดี (ราวกับว่าเพลงมันจะแรงขึ้น) ส่วนผมเห็นว่ามันตลกดีครับ

    ป.ล. ผมค่อนข้างสงสัยเหมือนกันว่า Hip-Hip เมืองไทยเอาจตุคามฯ มาประยุกต์เข้ากับเครื่องแบบ Hip-Hip หรือเปล่าโดยส่วนตัวผมว่าจตุคามฯ เข้ากับสร้อยทองเส้นโตๆ เป็นอย่างดี

  8. kanapo Says:

    เห็นด้วยครับ

    เดี็๋ยวนี้เวลาตรวจคนไข้ ห้อยกันให้พรึบ แบ่งกันเป็นแก้งค์ๆเลย

    อย่างไรก็ตาม พระที่ปลุกเสกบางคนก็เริ่ม “ฮิป” แล้วน่ะครับ

    คุณ ตุลย์ ว่าไหม


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: