Home

(นี่ไม่ใช่งานที่ดีนักในความคิดของผม อย่างไรก็ดีผมคิดว่ามันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการคิด ไปจนถึงการวิจารณ์สิ่งที่คิด อันเป็นวัตถุประสงค์ของพื้นที่แห่งนี้อยู่แล้ว อนึ่ง คนที่จุดประเด็นคำถามคือเพื่อนของผมคนหนึ่ง ที่เล่าถึงข้อสอบของอาจารย์คนหนึ่ง ทีถามถึงนางร้ายละครหลังข่าว ผมเอามาถามเพื่อนๆ เล่นๆ ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนหลายๆ ประเด็น อย่างไรก็ดีขอขอบคุณคนที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดมา ณ ที่นี้ ด้วย)

กระแสความคิดระลอกแรก: นักสังคมศาสตร์จะทำอย่างไรกับนางร้ายในละครหลังข่าวดี?

โดยส่วนตัวถ้าจะให้ดำเนินประเด็นไปแบบ Free Style ผมอาจจะ ลองเอานางร้ายหนังไทยมาเทียบกับพวก Femme Fatale ของ Film Noir และ Neo Noir นะ ไม่รู้สินี่เป็นประเด็นแรกที่คิดออก คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ Worth Comparingผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่าง Femme Fatale ของ Noir เก่ากับใหม่ (เอามาจาก Zizek อีกแล้วครับทั่น) คือ แบบเก่า Femme Fatale นั้นสุดท้ายต้องถูกจัดการอะไรบางอย่าง แต่แบบใหม่นั้นสุดท้าย Femme Fatale จะหลุดรอดปลอดภัยไปได้

ผมนึกถึงความแตกต่างระหว่าง นางร้ายในละครหลังข่าวที่ออก Drama กับละครที่เป็น Comedy แฮะ

นางร้ายแบบแรกมักจะต้องตาย ส่วนแบบที่สองมักจะกลับใจในตอนหลัง (และมักจะมีคู่ไปตามระเบียบกับใครสักคนในเรื่อง) จะไม่มีมิติที่นางร้ายหลุดรอดปลอดภัยทั้งๆ ที่ยังร้ายอยู่

อืม นึกต่อไม่ออกละ ข้อมูลไม่มีนี่ยากจริงๆ เหอะๆ

ป.ล. อันนี้มั่วๆ ซั่วๆ นะครับ ไม่ค่อยได้ดูละคร

กระแสความคิดระลอกที่สอง: จาก Semiology ไปสู่ ความงงงวย

คิดๆ ดูแล้วมันปวดกบาลจริงแฮะ เอาเป็นข้อสอบนี่ น.ศ. คงด่ากันขรมแน่แต่สนุกดีขอต่อดังนี้

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือ ประเด็นเรื่อง Feminity ของนางร้าย เมื่อเทียบกับนางเอก

ขอทำ Binary Opposition ดังนี้

นางเอก <-> นางร้าย

เรียบร้อย <-> แรด (ว่ากันง่ายๆ จะว่าไปไม่ได้ยินนานแล้วนะคำนี้)

ไม่ถูกกับพระเอกตอนแรก <-> พัวพันกับพระเอกตั้งแต่แรก (แต่พระเอกอาจรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุใดๆ)

เงียบๆ นิ่มๆ <-> ชอบวี๊ดว๊าย ชอบตบตี

นึกไม่ออกแล้ว

จะว่าไปเมื่อเทียบกับนางเอกแล้วทำให้ภาพชัดขึ้นแฮะ

จริงๆ น่าจะจัดทำสี่เหลี่ยม Greimas นะเนี่ย เพิ่ม Role มาอีกสอง Role (เช่น เพื่อนนางเอก และ แม่พระเอกเป็นต้น) แต่ผมไม่รู้จะทำลูกศรเฉียงๆ อย่างไร

โอเค ได้อย่างนี้แล้วจะพบว่า นางร้ายคร่าวๆ จะมีคุณสมบัติดังนี้ > ไม่เรียบร้อย, แรด, ชอบตบตี วี๊ดว๊าย, ชอบมาคลอเคลียพระเอก

ประมาณนี้

แล้วมันนำไปสู่อะไรหว่า?

วิเคราะห์ต่อไปให้พิสดารมันยากจริงๆ (แต่แบบธรรมดาๆ เกี่ยวกับการตอกย้ำ Stereotype ของ ผู้หญิงเลว ก็พอได้ … แต่ทำอย่างนั้นก็ไม่ค่อยมันเท่าไร)

จะว่าเป็นกระบวนการสร้าง “นางร้าย” นั้นเป็นการ Articulate Element ต่างๆ เหล่านี้ไว้ด้วยกันก็ได้ … ไม่ไหวๆ ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ Articulation

… เอาไงดีหว่า?

หรือจะมองนางร้ายเป็น Scapegoat ที่สุดท้ายต้องถูกสังเวยเพื่อจะ Restore ระบบระเบียบทั้งหมดไว้?

หรือจะมอง นางร้ายในฐานะ Object of Exchage?

555 ยากจริงๆ แฮะ

กระแสความคิดระลอกที่สาม: นึกไม่ออกก็หันไปใช้ Zizek … นะ

นึกออกละเอาให้เลยเถิดไปเลยในแบบ (Vulgar) Lacanianนางร้ายเป็น Concretiazation ของ Impossibility of Sexual Relationship

คือสังคมมันต้องทำให้ Impossibility of (Smooth) Sexual Relationship มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจับต้องได้ เพื่อที่จะปิดบังความเป็นไม่ได้ตรงนี้

พูดแบบ Concrete แบบหยาบๆ (แต่ภายใต้โครงสร้างแบบนี้) ก็คือ พระเอกกับนางเอกจริงๆ มันก็ต้องทะเลอะกัน อยู่ด้วยกันนานๆ มันก็เซ็งกัน และในที่สุดมันก็ต้องไม่รักกัน (แบบตอนจบตามปกติของละครหลังข่าวทั่วๆ ไป) … ซึ่งนี่ก็เป็นข้อเท็จจริงปกติที่เห็นๆ ได้ใน Real Life (เรียกได้เป็นเรื่องปกติ ผมคิดว่าปัญหาเรื่อง “เซ็งอีแก่ที่บ้าน” นี่น่าจะเกิดขึ้นเป็นปกติๆ ในทุกๆ Modern Society – น่าสนใจเหมือนกันว่าแนวคิดทำนอง “เซ็งเมีย” นี่จะเป็นอย่างไรในสังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างเพศไม่ได้ถูกฉาบเคลือบไปด้วย Romantic Love)

นางร้าย นั้นโผล่ขึ้นมาเพื่อที่จะ Suspend ปัญหาตรงนี้ พูดแบบ Early Zizek ก็คือ นางร้ายเป็นดั่ง Fantasy ที่เอามาฉาบเคลือบ Real Antagonism of Sexual Relationship

เช่นเดียวกับที่ Figure of Jew นั้นเป็น Fantasy ที่เอามาฉาบเคลือบ Real Antagonism of Society

พูดในอีกมิติหนึ่งถ้าคุณแก้ปัญหาไม่ได้คุณก็ต้องหา “แพะ” มาเพื่อรองรับปัญหาที่ (จะ) เกิดขึ้น (ดันไปเข้าทาง Girard อีก แต่ยังไม่ได้อ่านเลยต่อไม่ได้)

นางร้ายเป็นดังอาภรณ์บางๆ ที่ปกคลุมความเปลือยเปล่าและเปราะบางของความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอก

… ว่าเข้าไปนั่น เอาเหอะ นี่เป็นการเล่นกันขำๆ ดังนั้นก้ต้องให้มันเลยเถิดกันหน่อย

ป.ล. แน่นอนนี่กระทำภายใต้ Suspension of “Normal” Academic Standard แต่ก็ไม่ได้ไร้มาตรฐานเสียทีเดียว จะว่าใช้ “Comedical” Academic Standard ก็ได้

กระแสความคิดระลอกที่สี่: ปัญหาของ Zizek … แล้วมันเป็นปัญหาของตูด้วยหรือเปล่าหว่า?

จริงๆ ปัญหาใหญ่มากๆ ของกรอบการอธิบายแบบนี้ ก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็น Antagonism (Laclau) จริง เป็น Traumatic จริง เป็น Real (Lacan) จริง (รุ่นพี่ของผมคนหนึ่งถามผมเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งผมว่าเป็นคำถามที่ดีมากๆ)โดยส่วนตัวงาน Zizek ไม่ Suggest ตรงนี้

แต่ตัวงานและแนวคิดของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา กับเป็นฐานที่สำคัญตรงนี้แฮะ

แนวคิดของแกที่เห็นบ่อยๆ คือ “มันก็เป็นอย่างนี้ตั้งนานแล้ว” ซึงปรากฏในห้องเรียนของแกบ่อยมากๆ (อย่างน้อยๆ ก็ในความทรงจำของผม) และเป็นแนวคิดหลักๆ ที่แทรกอยู่ในงานประเภทประวัติศาสตร์สังคมของแกจำนวนมาก (จริงๆงานทฤษฎีของแกตรงนี้ก็มีแทรก)

นิยามของ Real ในแบบหนึ่งก็คือ “What Remains The Same in Every Symbolic Universe” ซึ่งตรงกับแนวคิดตรงนี้ของธเนศเลยที่ว่า ไม่ว่าสังคมทุกยุคทุกสมัย (สิ่งนี้) มันก็ยังเหมือนเดิม

จะว่าตรงนี้ธเนศสามารถ Complement Zizek ได้มากๆ

จะว่าไปถ้า Zizek แม่นพวก Social History มากกว่านี้ งานน่าจะ Firm และมันกว่านี้แฮะ

ป.ล. จริงๆ ผมยังไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง Trauma กับ Real ง่ายๆ คือ มันเป็นสิ่งที่ Every Symbolization Always Miss ( ซึ่งมันเป็น “by Definition” ในแง่นี้แล้วคำถามที่ว่า “คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่สามารถ Symbolize Trauma ได้?” จึงเป็นคำถามที่ Absurd เพราะ Trauma มันเป็น Trauma ก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถ Symbolize มันได้ อย่างไรก็ดีคำถามที่ว่า “Trauma มีอยู่จริงๆหรือเปล่า?” นั้นเป็นอีกคำถาม ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว Psychoanalysis เจอสิ่งเหล่านี้จาก Clinical Practice

Advertisements

ในทางคอนเซ็ปต์แล้ว “วงเกรดบี” ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

ถ้าไม่มีวงเกรดบีนั้นจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแนวดนตรีด้วยซ้ำ เพราะ วงจำนวนมากเหล่านี้แหละที่ทำให้รูปแบบดนตรีชนิดหนึ่งๆ กลายเป็นกระแส

ถ้าจะถามนิยามง่ายๆ แล้วงานเกรดบีก็คือ งานประเภทที่ออกมาตอนกระแสดนตรีหนึ่งๆ กำลังบูม แล้วเราซื้อมาซับสิบม้วนมาแล้วพบว่ามันฟังดูเหมือนกันไปหมดประมาณ 8-9 ม้วน … 8-9 ม้วนนั่นแหละงานเกรดบี

จริงๆ จะว่าไปการเป็นเกรดบีก็ไม่ได้หมายความว่าเล่นไม่ดี โดยทั่วไปงานเกรดบี (ในนิยามแบบที่ผมใช้) เข้าใกล้แก่นสารของแนวดนตรีหนึ่งๆ มากกว่างานเกรดเอที่จะมีลักษณะพิเศษด้วยซ้ำ ดังนั้นด้วยฐานคิดแบบนี้แล้วการชอบ “แนวดนตรีหนึ่งๆ” นั้นก็ต้องชอบวงเกรดบีด้วย ชอบแต่เกรดเอนี่ไม่น่าจะจัดว่าชอบแนวนั้นจริง คือ ถ้าจะชอบแนวดนตรีหนึ่งๆ คุณต้องรับ “ความซ้ำซาก” ที่ทุกๆ วงในแนวนั้นเล่นกันหมดได้ ไม่ใช่ชอบแต่ลักษณะที่ “พิเศษ” ที่มีเป็นบางวง

ป.ล. จริงๆ เรื่องของเกรด A กับ B นี่เป็นเรื่องของ Concept และนิยามมากกว่าที่จะใช้ในการแบ่งจริงๆ  เพราะ ถึงเวลาแบ่งจริงๆ ก็ต้อง Debate ว่า “เหมือนๆ กันหมด” นี่มันเหมือนกันแค่ไหน? อยู่ดี เหมือนการที่ทุกๆ คนก็เข้าใจคำว่า “เหมือน” กับ “ต่าง” ในระดับมโนทัศน์ แต่ความเข้าใจความเหมือนและความต่างในแต่ละกรณีของแต่ละคนก็อาจต่างกันอยู่ดี

ป.ล. 2  ขอเสนอโครงสร้างคร่าวๆ ของแนวดนตรีหนึ่งๆ ดังนี้

A = วงที่โคตรดังในแนวหนึ่งๆ มีเอกลักษณ์มากๆ หรือไม่ก็ทำการบุกเบิกเป็นพิมพ์เขียน

A- = วงที่ดังรองๆ ลงมา แต่ผลงานดี และมีเอกลักษณ์ไม่น้อย

B+ = วงที่ไม่ค่อยดัง แต่เล่นค่อนข้างดี จัดว่าเฉียบคมในแนวนั้นๆ

B = วงที่ไม่มีเอกลักษณ์เลย ฟังแล้วเหมือนกันไปหมด ส่วนใหญ่ก็ไม่น่าดัง (จริงๆ ยังนึกข้อยกเว้นไม่ค่อยออก)

อ้อ มีอีกอัน

??? = วงที่เล่นไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องในแนวนั้นเลย และถูกจัดสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ด้วย วงพวกนี้ถ้าต่อไปมีคนเล่นเหมือนกับมันมากๆ มันก็จะถูกจัดเป็นแนวใหม่ หรือ ไม่ก็จัดเป็น Proto แนวดนตรีใหม่นั้นๆ