Home

Self-Interview for The Other’s Questions I

พฤษภาคม 12, 2007

ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่เป็นส่วนตัวมากๆ อย่างไรก็ดีช่วงนี้ผมได้รับคำถามที่ปกติไม่ใคร่จะได้รับเท่าไร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ผมต้องเจอคนใหม่ๆมากอยู่อันเป็นเหตุให้ผมต้องแนะนำตัวเองในหลายๆ ประเด็น ซึ่งประเด็นเหล่านั้นบางครั้งผมก็สามารถอธิบายได้ค่อนข้างยากมากๆ เพราะ ในหลายๆ ประเด็นนั้นคนฟังต้องมีพื้นฐานมากๆ อย่างไรก็ดีในสถานการณ์แบบนั้นผมรู้สึกว่าผมเป็น Subject ที่ถูก Interpellate โดยคำตาม ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผมต้องตอบแม้ว่าผมจะไม่มีคำตอบที่เหมาะกับบริบทอย่างน้นก็ตาม ดังนั้นการซักซ้อมตอบไว้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เลวนัก ในการนำไปสู่คำตอบที่เข้าเป้าประสงค์ของทั้งผมและผู้ถาม

 ผมคิดว่า Format ในการเขียนเรื่องนี้ที่ผมคิดว่าเข้าท่าใช้ได้ที่สุดคือ การสัมภาษณ์ตัวเอง

 เอาล่ะมาเริ่มกันดีกว่า

Q: คุณอ่านหนังสือพวกนี้ไปทำไม?

A: หลายๆ คนมองไม่เห็นประโยชน์ใช้สอยของหนังสือเหล่านี้ แต่ที่จริงแล้วผมได้ใช้มันทุกวันในชีวิตประจำวันผม ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามคนเราต้องการโลกทัศน์หรือกรอบการมองโลกอะไรบางอย่าง และ ผมก็เชื่อว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะมีโลกทัศน์แบบไหน พอดีผมมีปัญหากับโลกทัศน์แบบปกติของชาวบ้านชาวช่อง ผมปฏิเสธมัน และผมก็ต้องการโลกทัศน์แบบอื่นๆ มาเสียบแทนรวมทั้งขยายมันไปด้วย งานพวกนี้ช่วยผมตรงนั้น นอกจากนี้แล้วประเด็นที่ผมจะเล่นก็ต้องอาศัยงานพวกนี้อีกแล้ว การอ่านของผมจึงใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองมิติ

Q: ทำไมคุณอ่าน Zizek? อะไรคือ Main Idea ของงานเขา?

A:  ผมรู้จักงานเขาโดยบังเอิญจากอาจารย์ที่ผมเคารพมากๆ ท่านหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมรู้สึกว่าผมต้องตัดสินใจอ่านงานใครสักคนอย่างจริงจัง พอดีผมชอบสไตล์เขา และประเด็นที่เขาพูดถึงก็ตรงใจผมหลายอย่าง ผมเลยอ่านงานเขาจริงจัง แนวความคิดหลักของเขาเหรอ? พูดยากนะถ้าจะเอาสั้นๆ ง่ายๆ เอาแบบนี้แล้วกัน งานของเขาพูดภายใต้ตรรกกะแบบ สิ่งทั้งหมด และสิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้น และเน้นการวิเคราะห์สิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้นเป็นแกน ข้อตั้ง (Premise) พื้นฐานของเขาก็คือความเป็นไปไม่ได้ของ Totalization

… งงไหม? ผมคิดว่าถ้าอธิบายละเอียดกว่านี้น่าจะงงกว่านี้อีก อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมต้องขอเน้นก็คือ ผมไม่ได้ Uncritical กับงานเขา เพียงแต่ผมยังไม่แสดงออกมาชัดเจนเท่านั้นเอง ผมคิดว่าผมยังไม่พร้อม ผมคิดว่าผมเห็นแล้วแหละถึงความไม่สม่ำเสมอในงานของเขา รวมไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของการ Apply มโนทัศน์ของเขาที่อาจเป็นไปเพราะ จุดยืนทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นของเขา แต่ผมยังไม่ชัดเจนตรงจุดนี้ขนาดจะชี้มาเป็นประเด็นๆ เลยยังไม่ทำ

อย่างไรก็ดีผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธงานของเขาง่ายๆ ทำนองข้อกล่าวหาที่ว่างานทั้งหมดของเขานั้นทำมาเมื่อรับใช้แนวคิดทางการเมืองอะไรบางอย่าง ผมว่าตรงนี้ง่ายไป เช่นเดียวกับการปฏิเสธงานของนักคิดแต่ละคนโดยเอาเรื่องจุดยืนทางการเมืองของพวกเขามาโจมตีงาน ผมคิดว่าเราสามารถสกัดตัวทฤษฎีอะไรบางอย่างที่มันไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนทางการเมืองของ Zizek มาจากงานของเขาได้ นี่คือแนวคิดพื้นฐานในการใช้งาน Zizek ของผม ผมพยายามสกัดเอาความเป็น Lacanian และ German Ideology มาจากงานของเขาและดูระบบการอธิบายของเขาเป็นหลัก และผลก็ออกมาน่าพอใจทีเดียว

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมต้องพยายามไปพร้อมๆ กันคือ ต้องพยายามจะจัดการส่วนที่มันไม่ Make Sense ออกไป และตีความงานของเขาออกมาให้มี Unity ซึ่งตรงนี้ผมก็ได้รับอิทธิพลมาจากการตีความ Bible ของเขาอีกที

อย่างไรก็ดีแม้ว่างานของเขาจะมีปัญหาอะไรก็ตามแต่ในสายตาของหลายๆ คน ผมว่าสิ่งที่ใครก็ตามที่มี Intellectual Sense ไม่น่าจะปฏิเสธในงานของเขาก็คือ Remarks ในหลายๆ ประเด็นที่แหลมคมมากๆ ประเด็นที่เขายกมา สิ่งที่เขาเอามาเทียบเคียงกันนั้น ผมว่าใครที่มี Intellectual Sense ก็ต้องรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นที่ให้นึกเองก็นึกไม่ถึง แต่มันก็เป็นประเด็น แต่ว่าตรงนี้จะเห็นด้วยกับการตีความประเด็นของเขาหรือเปล่านี่เป็นอีกเรื่อง หลายๆ ครั้งผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา ในบางครั้งผมเห็นว่าสิ่งที่กลับหัวกลับหางกับที่เขาพูดนั้นดูเข้าท่ากว่ามากๆ ด้วยซ้ำ ตรงนี้ผมต้องขอเน้นเลยว่าผมอ่านแยกระหว่างระบบของการอธิบายทฤษฎีของเขา กับการอธิบายด้วยตัวอย่างของเขา (ซึ่งก็ถือว่าเป็นการ Apply ทฤษฎี) อันแรกผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเขา แต่อันหลังนี่เห็นแย้งหลายจุดมากๆ ผมมองว่าเป็นปัญหาด้วยซ้ำแม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างใหญ่โต

Q: เห็นคุณสนใจเรื่องดนตรีด้วย คุณสนใจดนตรีประเภทไหน? ในแง่มุมแบบไหน?

A: อืม เรื่องนี้ผมพูดได้เป็นคุ้งเป็นแควมาก ผมจะพยายามให้มันสั้นๆ แล้วกันนะครับ ถ้าจะให้พูดกว้างๆ ที่สุดแล้ว ก็คงต้องเรียกว่าผมสนใจดนตรีสองชนิดเป็นหลักที่สุด อย่างแรกคือ ดนตรีร็อค (เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป) อย่างที่สองคือดนตรีแปลกๆ ที่ผมเรียกรวมๆ ว่า Avant-Garde สำหรับร็อคนี่ผมต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้สนใจทั้งหมด อายุของดนตรีร็อคตั้งแต่มันเกิดราวๆ กลางทศวรรษที่ 50 มาจนถึงปัจจุบันนั้นอายุราวๆ 50 กว่าปี ผมจะสนใจตั้งแต่ราวๆ ต้นๆ 70 และสิ่งที่นับถอยหลังไปจากปัจจุบันไปราวๆ 7-8 ปี เพราะ ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นกระแสอยู่ เพราะผมมองมันอย่างกลางๆ ไม่ได้ ในเวลาปัจจุบันนี้มีช่วงของดนตรีร็อคที่ผมสนใจอยู่ราวๆ 25-30 ปี ช่วง 15 ปีแรกผมสนใจค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เพราะ ผมไม่ค่อยชอบดนตรียุคนั้น ผมฟังแล้วไม่เพลิน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นเพราะระบบบันทึกเสียงด้วยก็ได้ เพราะ ก่อนทศวรรษที่ 70 นั้น เสียงรบกวนที่แถมมาด้วยมันเหลือรับประทานจริงๆ

ประเด็นต่อมาคือ สายย่อยๆ ที่ผมสนใจในดนตรี Rock ถ้าจะพูดสั้นๆ แล้ว ผมสนใจ Punk และ Heavy Metal ซึ่งเป็นผลผลิตของยุค 70 เหมือนกัน ดนตรีสองสายนี้ตั้งแต่มันโผล่มาแล้วมันก็ขยายกลายพันธุ์ไปมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองที่เป็นวัตถุในการศึกษาของผม

 ที่ผมสนใจสิ่งพวกนี้ไปจนถึงดนตรี Avant-Garde นั้นอาจเป็นเพราะ ผมเห็นความเป็นขบถและการต่อต้านในดนตรีเหล่านี้ ซึ่งผมว่าเป็น Sentiment ที่ใกล้เคียงกับงานที่ผมอ่านอยู่ ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อมโยงที่ประหลาดในสายตาหลายๆ คน อย่างไรก็ดีผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงเหล่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจคือ ผมต้องการพัฒนาการศึกษาเสียงในฐานะวัตถุที่สัมพันธ์กับชีวิตและวัฒนธรรมมนุษย์อย่างเป็นระบบ อันนี้ผมพึ่งเริ่มแต่ผมก็สนใจมากๆ ปัจจุบันการพูดถึงพวก Subculture ที่มีฐานทางดนตรีร็อคนั้นมีมากมาย แต่ผมพบว่าปัญหามีอยู่มากเช่น เรายังไม่มีระบบในการจัดหมวดหมู่ดนตรีร็อคอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นหลายๆ ครั้งก็คือ คนจะอ้างตรงนี้แล้วก็ทำการจัดหมวดหมู่ตามใจชอบ ซึ่งในหลายๆ ครั้งผมเห็นว่ามันไม่ Make Sense

ผมคิดว่าเราควรจะมีภาษาในการพูดถึงเสียงได้อย่างละเอียดกว่านี้ ซึ่งอาจต้องหยิบยืมเครืองมือจากพวก Musicologist มาก็ได้ ปัญหาหนึ่งที่ผมเห็นคือ มันไม่มีการวิเคราะห์ตัวบททางดนตรี (นอกจากเนื้อร้อง) ไปพร้อมๆ กับสิ่งที่รายล้อมมัน ผมว่าการศึกษาดนตรีร็อคนั้นยังขาดตรงนี้มาก เพราะ ในหลายๆ ครั้งบทบาทของดนตรีในงานที่ออกมานั้น เป็นเหมือน Background Noise เท่านั้น ซึ่งจริงๆ มันสำคัญมากมันเป็นตัว Structure Social Relation ด้วยซ้ำ ผมว่าเราต้องให้ความสัมพันธ์กับสิ่งพวกนี้มากกว่านี้ และแน่นอนเราต้องไม่ดึงตัวบททางดนตรีเหล่านี้ออกมาวิเคราะห์นอกบริบทลอยๆ สิ่งที่เราต้องทำการคือ เอาตัวบททางดนตรีเหล่านี้กับไปสนทนากับบริบทอย่างต่อเนื่อง

 สิ่งที่ท้าทายก็คือ ผมไม่แน่ใจว่างานพวกนี้จะมีใครอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า? คนในสาย Musicologist ปกตินั้นจะศึกษาดนตรีที่มัน Elite กว่านี้อย่าง Classic หรือ Jazz ส่วนใหญ่น่าจะปฏิเสธดนตรีร็อคในฐานะที่เป็นวัตถุที่ควรจะศึกษาด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันนักสังคมศาสตร์ที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับดนตรีนั้นก็มักจะไม่มีพื้นฐานทางทฤษฎีดนตรีเพียงพอที่จะอ่านภาษาดนตรี (เพราะนี่คือภาษาที่ตัวบททางดนตรีจะถูกนำเสนอได้เหมาะสมที่สุด แม้ว่ามันจะห่างไกลความสมบูรณ์ก็ตาม – อย่างไรก็ดีคำอธิบายอื่นๆ ก็น่าจะช่วยได้) รู้เรื่อง ปัญหาตรงนี้คือ ถ้าเขียนงานแบบที่ผมว่ามาแล้ว เราจะเขียนให้ใครอ่าน? Musicologist ที่เห็นประเด็นเราไม่เป็นประเด็น? หรือนักสังคมศาสตร์ที่ไม่มีพื้นฐานพอที่จะอ่านงานเราอย่างเหมาะสม? พูดตรงๆ ฝ่ายหลังมีลุ้นกว่ามาก อย่างไรก็ดีนี่เป็นปัญหาที่ผมคงจะต้อง Concern มากๆ ในการพัฒนารูปแบบงานใหม่ๆ

Nihilism เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก


ก่อนอื่นเราต้องแยกระหว่าง Nihilism โดยตัวมันเอง กับ การใช้คำว่า Nihilism ในการปรามาสแนวคิดอื่นๆ
Nihilism โดยตัวมันเองแปลตรงๆ ว่า การนิยมความว่างเปล่า ซึ่งคนมักจะแปลเป็นคำไทย (ซึ่งถ้าซีเรียสก็ต้องบอกว่าคำแขก) ว่า สูญนิยม

ซึ่งตรงนี้มันจะนำไปสู่ประเด็นทางปรัชญามากมาย เช่น อะไรคือความว่างเปล่า? การต้องการความว่างเปล่ากับการไม่ต้องการอะไรเลยเหมือนกันหรือเปล่า? เป็นต้น

ผมจะไม่ลงไปตรงนั้นมากกว่านี้ เพราะผมคิดว่าประเด็นที่เป็นปัญหามากๆ ในการใช้ที่ชวนให้สับสนอยู่ที่ Nihilism แบบที่สองมากกว่า

โดยทั่วๆ ไปแล้ว Nihilism นั้นจะเป็นคำมหัศจรรย์ที่พวกอนุรักษ์นิยมนั้นชอบใช้กล่าวหากระแสความคิดอะไรก็ตามที่ท้าทายสภาวะที่เป็นอยู่ (Status Quo) ที่พวกเขาหวงแหน

ซึ่งตรงนี้ทำให้ Anti-Establishment กับ Nihilism นั้นกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

อย่างไรก็ดีถ้าไม่ตีขลุมแบบนี้ความหมายมันคนละโยดเลย

เพราะ Anti-Establishment จำนวนมากนั้นมีแนวโน้มที่จะโค่นล้มค่านิยมเก่าๆ เพื่อที่จะเปิดพื้นที่ให้ค่านิยมใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ Nihilism นั้นจะทำลายล้างเพื่อการทำลายล้างเลย

ถ้าจะพูดในอีกภาษาหนึ่งแล้ว Anti-Establishment นั้นมีความเป็นไปได้ว่าการทำลายล้างเพื่อที่จะมุ่งไปสู่ความว่างเปล่าจะเป็นแค่ Mean (ที่จะเปิดพื้นที่สำหรับการสร้างสิ่งใหม่) ในขณะที่สำหรับ Nihilism นั้นการทำลายล้างที่จะมุ่งไปสู่ความว่างเปล่านั้นเป็น End เป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง

จะว่าไปพูดถึงประเด็นนี้ผมนึกถึง Nietzsche เพราะ คนๆ เป็นคนที่ต่อต้าน Nihilism อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันเขาก็ถูกพวกอนุรักษ์นิยมหาว่าเป็น Nihilism

แน่นอน Nihilism ทั้งสองคำนั้นความหมายต่างกันแน่ โดยสั้นๆ แล้ว Nietzsche เห็นว่าระบบศีลธรรมที่เป็นอยู่นั้นทำลายล้างคน ทำให้เขาปฏิเสธชีวิต ในขณะที่พวกอนุรักษ์นิยมก็เห็นว่างานเขียนของ Nietzsche เป็นการทำลายล้างที่ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้นมา

ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้สำคัญมากๆ เพราะ แน่นอนว่าสิ่งที่ Nietzsche ทำนั้นคือการทุบทำลายสิ่งที่คนนั้นเชื่อถือมาเป็นเวลานาน

แต่เอาจริงๆ แล้วเขาทำลายเพื่อการทำลายจริงหรือ?

ผมว่าอ่านข้อเขียนดีๆ แล้วไม่ใช่แน่นอน Nietzsche นั้นทำลายเพื่อให้สิ่งใหม่ๆ นั้นเกิดขึ้นมาได้ เขาดูจะต้องการสร้างศีลธรรมแบบใหม่ขึ้นบนซากปรักหักพังของศีลธรรมแบบเก่า

เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือการสร้าง (หรือให้ตรงกว่านั้นคือให้คนได้สร้างตัวเอง) ไม่ใช่ทำลาย

แต่เพื่อที่จะสร้างนั้นเขาต้องทำลายก่อน เพื่อที่จะเคลียร์พื้นที่

หรือ ถ้าจะพูดในอุปมาแบบตัว Nietzsche เอง ก็คือ เขายอมเป็น สิงโต เพื่อให้คนอื่นๆ นั้นเป็นเด็กได้ (และอูฐก็จะหาว่าแนวคิดของเขานั้นเป็น Nihilism)

ผมว่านี่คือรากฐานที่สำคัญมากๆ ในการทำความเข้าใจ Radical Thought ในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Nietzsche

อย่างไรก็ดีเท่าที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมคิดว่า การเป็น Nihilism จริงๆ (หรือในแบบแรกทำนองว่าเป็น Self-Conscious Nihilist) อย่างเต็มที่นั้นเป็นไปได้ยากมาก (ในกรณีที่ที่มันยังเป็นไปได้)

มีใครสามารถทุบทำลายค่านิยม “ทั้งหมด” ไปได้จริงๆ หรือ?

มีคนสามารถนิยมความว่างเปล่าไปไปถึงขีดสุดของตรรกะของมันได้จริงๆ หรือ? 

ถ้ามีผมว่าเขาเก่งมาก

The Dead (Structuralist’s) Subject and The Undead (Lacanian) Subject

ประเด็นความต่างระหว่างแนวคิดเรื่อง Subject ของ Lacan กับ Structuralism โดยรวมๆ นั้นค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่เข้าใจกันโดยทั่วไป  Lacan นั้นจะ Maintain Idea เรื่อง Subject ในขณะที่ Structuralism จะบอกว่า Subject ตายแล้ว และไปให้ความสำคัญของ Structure แทนอย่างไรก็ดีตรงนี้ต้องขอเน้นว่าความแตกต่างนั้นมันจะเกิดขึ้นชัดเจนมากๆ ใน Late Lacanian (Of The Real) ที่อาจเริ่มตั้งแต่ราวๆ Seminar VII: Ethics of Psychoanalysis เป็นต้นมา สำหรับ Middle Lacanian (Of The Symbolic) นั้น จุดเน้นอาจคล้ายกับพวก Stucturalism โดยทั่วๆไป คือ เน้นเกี่ยวกับโครงสร้างที่กำหนด  (Determine)  การกระทำของ Subject ซึ่ง Lacan ในช่วงนี้เป็นช่วงที่รับ Structural Linguistic มาใหม่ๆ ซึ่งเป็นะกระแสเดียวกับ Structuralism โดยรวมๆ จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะจำเขาในช่วงนี้ได้ ซึ่งความทรงจำของหลายๆ คนเกี่ยวกับช่วงนี้รวมไปจนถึง Quote ที่ใช้กันจนช้ำอย่าง “Unconcious Structure Like A Language” ด้วย

ที่นี้มันจะมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็คือ Lacan นั้นเกิดพบว่า กระบวนการ Symbolization นั้นไม่สามารถไปได้ถึงที่สุด มันเกิด Leftover อยู่เสมอ

ซึ่ง Leftover นี่ในบางระดับก็เป็นสิ่งเฉพาะ ที่ Psychoanalysis ให้ความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็น Breakdown in the Causal Chain of Event, Trauman, Slips, ไปจนถึง Symptom อื่นๆ กล่าวในอีกแบบก็คือ Psychoanalysis นั้นโดยพื้นฐานแล้วจะให้ความสนใจและความสำคัญกับภาวะที่ผิดปกติในจากการดำเนินไปตามปกติ (หรือตามกฏเกณฑ์ในเชิงสัญลักษณ์ [Symbolic Rules or Laws]) ของสรรพสิ่ง

เมื่อ Lacan มาถึงตรงนี้ประเด็นจึงกลับมา Focus ในสิ่งที่มัน Over The Symbolic สิ่งที่มันไม่สามารถ Properly Integrated in The Symbolic

ตรงนี้ถ้าจะพูดเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ ก็คือ Structuralism รวมไปจนถึง Deconstuctionism นั้นล้วนยังวนเวียนอยู่ใน Symbolic แต่ Lacan นั้นพยายามจะพูดถึง อะไรที่ Beyond Symbolic (โปรดนึกถึง Beyond Pleasure Principle ประกอบเพราะ ในระดับหนึ่งแล้วมันเป็นประเด็นที่แทบจะเรียกว่าประเด็นเดียวกันเลย ถ้ามองแบบ Lacanian) พยายามจะพูดถึง Deadlock ของ Symbolic (นึกถึง The Other Does Not Exist ไปจนถึง The Woman Does Not Exist  ด้วย เวลา Lacan พูดถึงสิ่งเหล่านี้เขากำลังพูดถึง Deadlock ของ Symbolic อนึ่ง Exist ในที่นี้หมายถึง Exist ในแบบ Closed Harmonious Whole ประเด็นของ Lacan คือมันเป็นไม่ได้เพราะ มันมีรูโหว่ มันมี Inconsistency หรือ Deadlock ในนั้น)

 ซึ่งการเน้นประเด็นอะไรพวกนี้ก็เป็นอะไรที่เกิดจากจุดเน้นแบบ Psychoanalysis มากๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

เมื่อมาถึงตรงนี้คงจะพอเริ่มพูดกันได้ว่าทำไม Subject ถึงเป็น Empty Place หรือ Void

ตรงนี้ต้องย้อนไปหน่อยตอน Middle Lacanian ในตอนนี้ Subject นั้นยังเป็นอะไรที่อยู่ใน Symbolic อยู่ Subject ในตอนนี้นั้นน่าจะเกิดจาก Symbolic Process

ลองนึกถึงประโยคของ Freud ‘Where the it was, “I” shall come into being.’ ถ้าอ่านแบบหนึงแล้วจะพบว่า it นั้นคือตัวตนในระดับ Mirror Stage ส่วน I คือตัวตนที่เกิดจากการเข้ามาของ Symbolic (คิดไปคิดมาผมไม่ชัวร์เท่าไรว่าประโยคนี้อ่านอย่างนี้ต้องกลับไปเช็คอีกที)

สรุปง่ายๆ คือ I ของ Middle Lacanian นั้นเกิดจาก Symbolic และอยู่ใน Symbolic

พอต่อมาเมื่อมีการเน้นเรื่อง Leftover ของ Symbolic สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ Lacan นั้นแยก Subject of Enunciation กับ Subject of Enunciated Content

พูดง่ายๆ ก็คือเวลาพูดว่า “ฉัน” นั้น คำว่า “ฉัน” ในประโยค (ใน Symoblic Order หรือ The Other – ในแง่นี้ทั้งสองสิ่งนั้น Coincide) กับ “ตัวฉันจริงๆ ที่พูด” นั้นเป็นคนละสิ่งกัน มันมี Gap ระหว่างกัน

ตัวฉันจริงๆ นั้นคือ Empty Place ที่ถูก Represent โดย Symbolic (นึกถึง A signifier is what represent the “Subject” for another signifiers.)

Symbolic ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่แรก มันโผล่เข้ามา (ตรงนี้ชัดเจนอยู่แล้วในงาน Lacan ช่วงกลางๆ ที่พูดถึงการ Form ตัวของ Subject เมื่อ Symbolic นั้น เข้ามา Intervene ใน Mirror Stage) และมันก็คลุมทุกอย่างมันสร้างโลกขึ้นมา

แต่ปัญหามันอยู่ที่ Symbolic ไม่ได้โผล่มาแต่แรกนี่แหละ เราจะพูดถึงสิ่งที่มาก่อน Symbolic อย่างไร?

การ Proceed ประเด็นตรงนี้ก็ต้องไปต่อว่าเราไม่สามารถพูดถึง (หรือ Symbolize) สิ่งที่มาก่อน Symbolic ได้ ทว่าเราพูดได้ว่า “มันพูดถึงไม่ได้” (We Can Symbolize That it is Impossible to Symbolize) Symbolic นั้นทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าจะ Represent ความขาดหายในตัวมันเอง (ตรงนี้ลองนึกถึงกระบวนการเปลี่ยนจาก Lack of Signifier ไปเป็น Signifier of The Lack)

นี่อาจเป็น Step ที่สำคัญที่ Derrida นั้น Criticize Lacan ว่าเขาทำการ Ontologize Lack ก็ได้ อย่างไรก็ดีกระบวนการนี้และ Distinction ตรงนี้สำคัญมากๆ สำหรับ Lacanian

กล่าวคือ การพูดถึง Nothing as a Thing นั้นเป็นสิ่งที่ Cricial มากๆ สำหรับ Lacan มันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพูดถึง Death Drive, Real, Jouissance, objet petit a ไปจนถึง Subject (ของพวกนี้ใน Late Lacanian อยู่ในระนาบเดียวกัน)

ผมว่า Gap ตรงนี้มาจาก orientation ที่ต่างกันของ Philosophy กับ Psychoanalysis ด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะแสดงให้เห็น Distinction ระหว่าง Lacan กับ Structuralism ไม่บ้างก็น้อยถ้าจะกล่าวสรุปอย่างสั้นที่สุดแล้ว Subject สำหรับ Lacan นั้นแม้จะเป็น Void แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญเป็น Positive Term ในขณะที่ Subject ที่ตายแล้วของ Structuralism นั้นก็เป็นสิ่งที่ตายไปแล้วไม่ต้องไปสนใจมันอีกต่อไปเป็น Negative Term

หรือจะกล่าวให้มันยุ่งไปกว่านั้นอีกก็ต้องเป็นว่า Lacanian Subject นั้นมีลักษณะ Negatively Positive ส่วน Structuralism Subject นั้นมีลักษณะแบบ Negatively Negative

Further Remarks on The Phallic Signifier

ประเด็นกระบวนการเปลี่ยนจาก Lack of Signifier ไปเป็น Signifier of The Lack นั้น โดยพื้นฐานแล้วคือประเด็นของ Phallic Signifier

คำถามคือ ประเด็นนี้อยู่ตรงไหน? ถ้าในงานของ Lacan เองก็มักจะบอกกันว่าอยู่ใน Signification of Phallus (หรือ Meaning of Phallus ในอีกสำนวนแปล) เป็นบทความสั้นๆ ที่ผมอ่านไปหลายรอบ แต่ก็ยังห่างจาก Total Understanding ไปมากๆ (Even if it is possible)

ผมไม่ได้ Get หมดตรงนั้น ประเด็นที่ผมจะพูดตรงนี้ผมเข้าใจจากงานชั้นสองซึ่งมักจะบอกคล้ายคลึงกัน เป็น General Understanding of Lacan ว่างั้นเถอะ (แต่จะ Misread กันเป็นโขยงหรือเปล่านี่ไม่อาจทราบได้)

ประเด็นของ Phallic Signifier ก็คือ การมอง Phallus ในฐานะ Signifier ตรงนี้ Lacan มองว่า Phallus นั้นเป็น Signifier ของ Castration ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับมัน

ในแง่นี้ Phallus จึง Signify การหายไปของมันเองซึ่งก็คือ Castration

พูดตรงแล้วๆ ตรงนี้ผมก็ว่า มันงงๆ เหมือนกัน แต่ผมคิดว่าการจะเข้าใจตรงนี้ได้น่าจะต้องทำการ Locate ประเด็นเหล่านี้ลงไปใน Child Psychology ซึ่งผมไม่มีความรู้เลย อย่างไรก็ดีเข้าใจว่าการเสนอแบบนี้มัน Radical มากๆ

ฟังดูไม่ Make Sense สุดๆ ถ้าจะพูดอย่าง Vulgar ก็ต้องถามว่า “เจี๊ยวมันจะเท่ากับการตัดเจี๊ยวได้อย่างไร?”

อย่างไรก็ดี Phallus กับ Penis เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งอาจเป็นตรงนี้ก็ได้ที่ทำให้ Logic of Phallic Signifier เป็นไปได้

ถ้าผมจำไม่ผิดมันจะมีประโยคที่ว่า Woman is a Phallus อยู่ด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นความเข้าใจในระนาบเดียวกัน

อย่างไรก็ดีตรรกะของ “กระบวนการเปลี่ยนจาก Lack of Signifier ไปเป็น Signifier of The Lack” นั้นก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าเกิดขึ้นบ่อยๆ ในหลายๆ แง่มุม สามารถใช้จัดการกับประเด็นที่ดู Self-Defeating ได้มาก

อย่างไรก็ดีผมคิดว่า ผมคงต้องมีคำตอบที่ดีกว่านี้หน่อยถ้าผมต้องการจะพูดถึงประเด็นนี้ในงานจริงๆ ซึ่งก็คงต้องกลับไปเช็คดูอีกรอบ เพราะ ความรู้ตอนที่ได้อ่านเรื่องพวกนี้ยังไม่อาจทำให้เห็นประโยคที่มันจั๋งๆ

More Remarks on Comparative Views about Subject between Lacan and Structuralism

โดยทั่วไปแล้ว ผมคิดว่าการพูดถึงประเด็นทำนอง Subject ตายแล้ว ของ Lacan นั้นน่าจะต่างจากหลายๆ คนใน So-Called Structuralism

เพราะ สำหรับ Lacan นั้น Subject นั้นไม่ได้ Always Already Dead โดยทั่วๆ ไปแล้ว Structuralism คนอื่นๆ (ตามที่ผมเข้าใจ) นั้นจะไม่ทำการพูดถึง Subject เพราะมันตายไปแล้ว จะเรียกว่า Take Subject for Granted ก็ได้

แต่ประเด็นที่สำคัญมากๆ ของ Lacan ก็คือ Subject ตายยังไงด้วย สิ่งที่ต้องไม่ลืมเลยก็คือ Lacan นั้นเป็นรุ่นใหญ่มากๆ เกิดปี 1901 (เกิดก่อน Levi-Strauss ตั้งราวๆ 7 ปี) ผ่านกระบวนการ Formulate แนวคิดมาหลาย Step มากๆ กว่าที่จะมาเป็น Structuralism Lacan

งานก่อนหน้านั้นที่ดังอย่างชัดเจนก็คือ Mirror Stage จะเห็นได้ว่า Lacan นั้นให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตของเด็ก

ซึ่งในงานต่อๆ มาที่ได้รับอิทธิพลจาก Structuralism แล้ว จะพบว่า Lacan นั้นพยายามจะอธิบายการเข้ามาของ Symbolic Order สำหรับเด็กด้วย

ซึ่งถ้ามองแบบ Structuralism แล้ว นี่คือการพยายามจะอธิบายว่า “Subject ตายยังไง?” ซึ่งเป็นจุดที่คนอื่นไม่ค่อยเน้น (ผมคิดว่านะ) แต่อย่างไรก็ดีสำหรับ Lacan นั้น Subject ก็ไม่ได้ตายง่ายๆ แบบนั้น ในทางตรงข้าม มันไม่มี Subject ก่อนที่จะมี Symbolic Order ด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้ดูดีๆ จะเป็นการกลับหัวกลับหางวิธีคิดแบบ Structuralism แบบปกติที่ Subject นั้นถูกฆาตกรรมโดย Structure เลย

ซึ่งสำหรับ Lacan ช่วงกลางๆ นั้น Subject จะยังอยู่ใน Structure (เพราะมันเขามาพร้อม Structure) แต่สำหรับช่วงปลายๆ นั้นไอเดียตรงนี้จะกลายเป็น Subject นั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจาก Structure (Leftovers after symbolization) ซึ่งก็ยังเป็นไอเดียที่ Subject มาพร้อมๆกับ Structure อยู่ แต่จะเพิ่มว่า Subject นั้นเกิดจากความล้มเหลวของ Structure

ซึ่งการเน้นความล้มเหลวของ Structure (อันนี้เป็นคำของผมเองที่ประยุกต์มาให้พูดประเด็นนี้ในระนาบเดียวกับ Structuralism ได้) นี้เอง คือ จุดเด่นของประเด็นของ Lacan ซึ่งมีพื้นฐานแบบ Psychoanalysis

ถ้าจะให้สรุปเป็นข้อๆ สำหรับความแตกต่างสำหรับมองมองเกี่ยวกับ Subject ระหว่าง Lacan กับ Structuralism ก็คงเป็น

1. Lacan นั้น Subject นั้นยังมีอยู่ในฐานะ Void หรือ Empty Place (จะเรียกว่าเป็น Negative Entity ก็ได้) ส่วน Structuralism นั้น Subject ตายแล้ว ซึ่งก็คือไม่มี Subject

2. Lacan นั้นให้ความสนใจกับการเข้ามาของ Structure มากๆ แต่สำหรับ Structuralism คนอื่นๆ นั้น Structure นั้นค่องข้างจะเป็นสิ่งที่ Always Already There

3. สำหรับ Lacan นั้นประเด็นชัดเจนว่า Structure นั้น Totalize ไม่สำเร็จ ส่วน Struturalism นั้นในระดับหนึ่งยืนอยู่บน Premise ที่ว่า Structure นั้น Totalize ได้

ทำไม Tiger ต้อง Leap into the past?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวผมเมื่อเช้าวันหนึ่งโดยบังเอิญ

แน่นอนมีคำถามและประเด็นมากมายเกี่ยวกับ Theses on the Philosophy of History ของ Walter Benjamin ให้พูดถึง อย่างไรก็ดีประเด็นเล็กๆ ที่ดูจะผ่านตาไปง่ายๆ นี้ ลองคิดดูดีๆ ก็น่าสงสัยทำไมต้องเป็นเสือ?

เหตุการณ์ที่เสือกระโจนเข้าไปในอดีตนั้นเกิดขึ้นที่ Thesis XIV

ขอคัดมาให้อ่านดังนี้

“History is the subject of a structure whose site is not homogenous, empty time, but time filled by the presence of the now. [Jetztzeit]. Thus, to Robespierre ancient Rome was a past charged with the time of the now which he blasted out of the continuum of history. The French Revolution viewed itself as Rome incarnate. It evoked ancient Rome the way fashion evokes costumes of the past. Fashion has a flair for the topical, no matter where it stirs in the thickets of long ago; it is a tiger’s leap into the past. This jump, however, takes place in an arena where the ruling class give the commands. The same leap in the open air of history is the dialectical one, which is how Marx understood the revolution.” [ตัวเน้นโดยผู้เขียน – of course]

ผมว่ามันแปลกดีนะครับที่ Benjamin อุปมาด้วยการกระโดดของเสือ ประโยคดังกล่าวมันทำให้ผมนึกถึงพวกหนังกำลังภายในขึ้นมาทันที

ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่แปลกที่คนที่มีงานตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นของความเป็นยิวจะใส่อุปมาแบบจีนๆ แบบนี้ หรือ จริงๆ เป็นอิทธิพลแบบ Brecht (ผมว่าฟังดู Make Sense ที่สุดที่ผมนึกออกแล้ว)

คำถามอีกข้อคือ ทำไมต้องเป็นเสือ? อย่างอื่นกระโดดไม่ได้หรือไง?

… คิดไปคิดมาเสืออาจเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุดในกระกระโดดไปในอดีต

ถ้าเป็นมังกรก็คงไม่ต้องกระโดดคงบินไปได้ (ซึ่งถ้าใช้มังกรแทนเสือก็คงเกิดความงงๆ เช่นกันว่าเป็นมังกรแบบไหน?)

เป็นถ้าจะใส่สัตว์อื่นๆ ที่ชอบกระโดดไม่ว่าจะเป็นหมัด หรือ เลียงผา ลงไปแทนเสือก็คงจะตลกอยู่

เป็นไปได้ว่าการกระโดดของเสือนั้นดูจะเป็นสิ่งที่ดุดันที่สุดเข้ากับ Theme ที่เขียน Benjamin จึงเลือกให้สิ่งที่กระโดดเป็นเสือ

อย่างไรก็ดีผมก็งงๆ กับอุปมานี้อยู่ดี มันผิดกลิ่นจริงๆ (พูดเหมือนอ่าน Benjamin มาเยอะเลย)

อ้อ อ่าน Online Text ได้ที่ http://www.leedstrinity.ac.uk/depart/media/staff/ls/WBenjamin/CONCEPT2.html ดีนะครับมีภาพประกอบในบางประเด็นทำให้เห็นภาพขึ้น (กว่าตอนอ่านใน Illuminations และในงาน Anthology บางชิ้น)

นอกจากนี้แล้วบทความเกี่ยวกับปัญหาในการแปลคำบางคำและประโยคบางประโยคก็น่าสนใจ (แน่นอน สำหรับคนที่อ่านเยอรมันไม่ได้) ดูได้ที่ http://www.leedstrinity.ac.uk/depart/media/staff/ls/WBenjamin/TranslWB.html

อย่างไรก็ดีนะครับ คำถามประหลาดๆ นี้ ก็จุดประกายให้ผมอ่านโน่นนี่เกี่ยวกับ Benjamin และคนที่เกี่ยวข้องเป็นเวลาวันหนึ่งทีเดียว

ผม Explore ไปมาก็ได้ไปอ่านในหน้าเกี่ยวกับ Historism และ New Historicism เล่นในวิกิพีเดีย ซึ่งก็น่าสนใจเช่นกันนอกจากนั้นแล้วผมพึ่งพบว่า Gershom Scholem ก็เป็นคนที่มีอิทธิพลมากๆ ต่อ Benjamin เช่นกัน และงานของเขาก็มีในห้องสมุดที่ใกล้มือผม (ศมศ. 1 เล่ม มธ. 3 เล่ม คิดว่าไม่ซ้ำกัน) อาจจะลองหามาอ่าน
 

อ้อ ขอแถมด้วย Web ของสารคดี “ใครฆ่าวอลเทอร์ เบนจามิน?” ครับ

http://www.whokilledwalterbenjamin.com/

อย่างไรก็ดีอ่านๆ ในวิกิมันมีแนวคิดที่ว่าสตาลินสั่งเก็บจริงๆ ด้วย

What is Postmodern?

คำถามคลาสสิกอีกคำ ที่ผู้รู้หลายๆ ท่านไม่ชอบตอบ คิดว่าคนที่รู้มากๆ จะรู้สึกว่าตอบสั้นๆ ไม่ได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าจะลองถูไถดูอีกครับ หลังจากเซ็งกับคำถามนี้ไปเป็นปี

Postmodernism นั้นเบื้องต้นแล้วก็คือ การไปจาก (Departure from) Modernismซึ่งตรงนี้ชัดเจนว่าเราต้องรู้จัก Modernism ก่อน ถ้าเข้าใจลักษณะของ Modernism แล้ว เราพบว่าอะไรไปจากตรงนั้นมันก็เป็น Postหลักการง่ายๆ ครับ แต่ในทางปฏิบัตินี่ยุ่งน่าดูเลยเพราะ สภาวะของ Modernism ในหลายๆ อาณาบริเวณ (เช่น ศิลปะ, สถาปัตยกรรม, การเมือง, เศรษกิจ, ดนตรี, วรรณกรรม, ภาพยนตร์) นั้นมีลักษณะที่ต่างกันบ้างไม่มากก็น้อย

ตรงนี้ถึงที่สุดแล้วทำให้เราพูดถึง Modernism ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มี Unity ได้ยากเหมือนกัน

ที่ยุ่งไปกว่านั้น Postmodern คือ การ Departure [ผมอ่านเขามาอีกทีผมว่าคำนี้เห็นภาพมาก] ไปจาก Modern อีกที ถ้าเราพูดถึง Modern แบบรวมๆ ได้ยากแล้ว เราจะพูดถึง Postmodern ในแบบรวมๆ ได้อย่างไร นี่คือปัญหาแรก

ปัญหาต่อมาคือ เรารู้ว่า Pomo คือการไปจาก Modern แต่เราไม่รู้ว่ามันไปไหน?ในแง่นี้แล้วลักษณะของ Pomo จึงมีหลากหลายมากๆ แต่มีลักษณะรวมๆ คือ ต่อต้าน Modern (ซึ่งบางที่จะมีความสับสนกับสิ่งที่เป็น Pre-Modern เช่นพวก New Age และ Fundamentalism ต่างๆ เพราะ มันเป็นสิ่งที่ต้อนต้าน Modern เหมือนกัน)ซึ่งในทุกๆ อาณาบริเวณก็จะมีลักษณะเช่นนี้

ดังนั้นอย่าว่าแต่จะตอบว่า Postmodern โดยรวมๆ คืออะไรเลย Postmodern ในอาณาบริเวณหนึ่งๆ คืออะไรยังตอบยากเลย ถ้าจะไม่ตอบในเชิงนิเสธ

อย่างไรก็ดีความสับสนที่มากกว่านั้นก็จะเกิดขึ้นเมื่อมีคนพยายามเอา Characteristic ของ Postmodern ในอาณาบริเวณหนึ่งไปเข้าใจในอาณาบริเวณหนึ่ง (เช่นเอาลักษณะของ Postmodern ในวรรณกรรม ไปเข้าใจ Postmodern ในทางการเมือง เอา Postmodern ในทางปรัชญา ไปเข้าใจ Postmodern ในทางสถาปัตยกรรม) เพราะ ถึงที่สุดแล้วก็อย่างที่บอกว่ามันพูดได้ยากว่า Postmodern ในแต่ละอาณาบริเวณเหมือนกัน (เพราะ มันไม่เหมือนกันตั้งแต่ Modern แล้ว และ มันก็ไปจาก Modern ของมันได้สารพัดทิศทาง)

สิ่งเหล่านี้ทำให้มันงงไปกันใหญ่ ไปอ่านงานนักวิชาการใหญ่มันก็พูดถึง Postmodern ไปคนละทาง (ไม่เชื่อลองดูครับ มันงงจริงๆ)

แล้วเราจะเชื่อใคร?ผมคิดว่าหน้าที่ของผมคงจะไม่ใช่การชั่งว่าใครเชื่อได้มากกว่ากัน หน้าที่ผมตรงนี้คงจะเป็นการยืนยัน Fact ที่ว่ามันก็ไม่ได้มี ฉันทามติ (Consensus) ว่า Postmodern คืออะไรคิดว่าคงจะสร้างความเข้าใจและไม่เข้าใจเกี่ยวกับ Postmodern ได้มากขึ้นนะครับ

อ้อ สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ Postmodernism นั้นเป็น Concept ที่เกิดขึ้นและโตใน อังกฤษและอเมริกานะครับ เป็นประดิษฐกรรมทางวิชาการของวงการวิชาการ Anglo-American ในประเทศอย่างฝรั่งเศส (ที่พวกนี้มองว่าเป็นต้นตอของ Postmodern Philosophy) นั้นไม่มีการใช้คำว่า Postmodern นะครับ (อย่างไรก็ดีคิดว่าหลังๆ มีคนเริ่มบ้าจึ้ใช้ตามแล้ว)อย่างไรก็ดีผมก็คิดว่าการจะได้คำตอบว่าอะไรคือ Postmodern ก็ต้องกำหนดเกณฑ์ในการจัดว่าอะไรเป็น Postmodern มาสักอันก่อน (อย่างที่บอกว่ามันมีหลายเกณฑ์ที่น้ำหนักใกล้เคียงกัน) แบบนั้นน่าจะได้คำตอบแต่นั่นเองนั่นไม่ใช่การตอบว่างานชิ้นหนึ่งๆ เป็นหรือไม่เป็น Postmodern เฉยๆนั้นก็เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือ การบอกว่า งานชิ้นหนึ่งๆ เป็นหรือไม่เป็น Postmodern ในกรอบแบบหนึ่งๆ มากกว่า

ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะแบบ Particular ซึ่งก็ต่างจากลักษณะที่เป็น Universal อันเป็นลักษณะทั่วๆ ไปของ Modernism (แต่ก็อย่างว่าแหละมัน Abstract เกินกว่าจะกำหนดไปได้)

ตรงนี้จึงต้องกลับมาที่คำถามที่ว่า “Postmodern คืออะไร?”การถามเช่นนั้นมีนัยยะแบบ Universal (หรือเป็นการหาความเป็นสากลของ Postmodernism) ดังนั้นการตอบคำถามดังกล่าวจึงเป็นการดึง Postmodern กลับเข้าไปในความเข้าใจของ Modernคำถามดังกล่าวไม่สามารถตอบได้ในกรอบแบบ Postmodern หรือ อะไรก็ตามที่ต่อต้านลักษณะที่เป็นUniversalนี่เป็นบางเหตุผลที่ทำให้คนหลายๆ คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น Postmodern ไม่ยอมตอบคำถามนี้ เพราะ การตอบนั้นก็เท่ากับติดกับดักของ Modernism นั่นเอง

มาต่อด้วยเรื่องเล่าขำๆ ที่อาจทำให้เข้าใจความไม่เข้าใจมากขึ้น (เขียนเรื่องพวกนี้ต้องเขียนด้วยภาษาอย่างนี้ 555)ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็น Postmodern สำหรับในอาณาบริเวณทางวิชาการ ที่ซึ่งความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นระบบที่สุดสิ่งที่สนุกกว่านั้นคือ เมื่อคำว่า Postmodern นั้นหลุดมานอกวงวิชาการ

เมื่อมันหลุดมาปุ๊ป สิ่งที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายอยู่แล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ Postmodern กลายเป็นสิ่งที่ Fashionable ที่จะพูดถึง (จริงๆ ในวงวิชาการก็เป็น แต่มันยังมีคนคุมคุณภาพและความ Precise ในการใช่อยู่)

เมื่อนักวิจารณ์ในหลายๆ แขนงใช้มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ในหลายๆ ครั้งนักวิจารณ์พอเห็นอะไรแปลกๆ หน่อย ก็เรียกแล้วว่า Postmodern (ซึ่งในหลายๆ ครั้งนั้นไม่สามารถอธิบายได้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันเป็น – ซึ่งถ้าเป็นในวงวิชาการแล้วการทำอย่างนี้โดนอัดยับแน่) คนอ่านบทวิจารณ์ก็เริ่มปะป้ายว่างานชิ้นนั้นเป็น Postmodern และก็พยายามเข้าใจว่าทำไมมันเป็นโดยพิจารณาลักษณะของงานชิ้นนั้นด้วยตัวเขาเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันมีความเข้าใจ Postmodern ในแบบของเขาขึ้นมา และในหลายๆ ครั้งคนเหล่านี้ก็เติบโตไปเป็นนักวิจารณ์และกระบวนการก็ดำเนินไปเรื่อยๆที่ยุ่งอีกก็คือ ในหลายๆ ครั้งไม่เพียงสิ่งที่ดูแปลกๆ จะถูกหาว่าเป็น Postmodern (โดยไม่ต้องอธิบายให้เป็นระบบ) สิ่งที่ธรรมดามากๆ ก็ถูกหาว่าเป็น (จริงๆ ตรรกะทำนองนี้ก็พบได้ในนักทฤษฎีเกี่ยวกับ Postmodern บางส่วน แต่แน่นอนสิ่งเหล่านีก็ไม่ใช่ฉันทามติ และไม่ Apply กับทุกอาณาบริเวณ)จนในที่สุดอะไรๆ ก็กลายเป็น Postmodern ไปหมด

ดังที่มีนักคิดสักท่าน (คิดว่าเป็น Umberto Eco) กล่าวว่า “สักวัน Homer ก็จะกลายเป็น Postmodernism”

ท่านๆ อาจเห็นว่าหลังๆ นั้นผมไม่ค่อยได้ Update Blog ใหม่ Update ทีก็เล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ดีอันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่เขียน (พิมพ์ – To Be Precise) โน่นเขียนนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นพวกหยุดเขียนไม่ได้ไปแล้วในรอบราวๆ เกือบสองปีที่ผ่านมา ข้อเขียนของผมส่วนใหญ่จะเป็นการ Debate ประเด็นต่างๆ บน Webboard ไปจนถึงการตอบคำถามต่างๆ ที่มีคนตั้งไว้ ไอ้การจะนั่งดุ่มๆ สร้างข้อเขียนขึ้นมาสักชิ้นเพื่อจะตีพิมพ์แบบ Exclusively ลงบน Blog นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เว้นแต่จะเป็นการ Reply Comment บางอย่างโดยเฉพาะ หรือเป็นประเด็นที่ไม่รู้จะไปพล่ามบ่นตามเรื่องตามราวที่ไหน

 อย่างไรก็ดีกระบวนการคัดเลือกบทความ (ถ้าจะพอเรียกอย่างนั้นได้) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในที่อื่นมาตีพิมพ์ลงบน Blog ของผมนั้น มันจะต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่การคัดเลือกงานเขียนที่ดีที่สุดในช่วงนั้น, กระบวนการตั้งชื่อบทความ (ผมซีเรียสกับมันนะ เป็นเล่นไป) ไปจนถึง กระบวนการ Edit แล้ว Edit อีก (หรือ จะเรียกว่ากระบวนการ Edit ซ้ำ [ซาก] ให้มันพ้องกับ กระบวนการผลิตซ้ำ [ซาก] ก็ได้) ซึ่งทั้งกระบวนการนั้นกินเวลาหลายวันที่เดียวเป็นอย่างเร็ว และมันอาจกินเวลาเกือบเดือนเป็นอย่างช้า

 ผมเองนึกถึงตัวกระบวนการก็เหนื่อยแล้ว เลยไม่ค่อยได้ Up บทความใหม่

 อย่างไรก็ดีอย่างที่ผมบอกว่าผมก็ยังเขียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมนึกไปนึกมาผมอาจปราณีตเกินไปสำหรับบทความที่ตีพิมพ์ลง Blog ก็ได้ ผมจึงขอประกาศว่า

 1. บทความต่อๆ ไปที่จะตีพิมพ์ตั้งแต่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามรวมไปถึงข้อเขียนอื่นๆ ใน Webboard ที่ผมทำอยู่เป็นประจำ

2. กระบวนการ Edit ผมจะทำให้ดิบขึ้นโดยการคัดมาคร่าวๆ และทำการ Edit รอบเดียวแล้วตีพิมพ์เลย

 ซึ่งทั้งหมดนี้มันจะทำให้งานนั้น “ดิบ” ขึ้นเป็นแน่ อนึ่ง เป้าประสงค์แรกของ Blog นี้ก็คือ การเป็นศูนย์ Archive ของข้อเขียนรายทางของผมที่มันจะนำไปสู่งานเขียนใหญ่ๆ สักชิ้น (ซึ่งยังไม่มี) เป็น “เบื้องหลัง” กระบวนการฝึกซ้อมเขียนและคิดของผม ที่คนมาดูอาจปะติดปะต่อ Line ความคิดอะไรได้ และพัฒนาการทางความคิดของผม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นเอาจริงๆ ไม่ควรจะมี Refined Writing ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมพยายามปราณีตงานที่เอามาลงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทำให้เสีย Spirit แรกเริ่มของ Blog นี้ไป

 ดังนั้นผมขอประกาศถึงการ Back to The Original Spirit (มันต่างจาก Absolute Spirit หรือเปล่าหน่า)  ของ Blog นี้ ณ ที่นี้

 ข่าวอื่นๆ ที่จะขอแจ้ง ณ ที่นี้ก็เป็นเรื่องความตายของนักปรัชญาฝรั่งเศษสองท่านในปีนี้ (2007) คือ 

1. Philippe Lacoue-Labarthe เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

2. Jean Baudrillard เมื่อวันที่ 6. มี.ค.

เพื่อบางท่านจะยังไม่ทราบ

อย่างไรก็ดีอีกคนที่มีชีวิตอยู่และแก่มากๆ คือ Levi-Strauss ซึ่งจะอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 28 พ.ย. ปีหน้า (2008) คาดว่าน่าจะมีการเฉลิมฉลองอยู่ ผมก็ว่าจะใช้โอกาสนี้ในการจัดงานทำนอง Rethinking Structuralism

ขอจบการแถลงการแต่เพียงเท่านี้