Home

Why is Photocopying Necessary for Poor Third World Intellectuals? 

จริงๆ โดยทั่วไปแล้วคนอ่านหนังสือก็ย่อมเห็นหนังสือเล่มจริงมันน่าอ่านกว่าเล่ม Zerox มากโขอยู่ (แต่ถ้าคุณไม่ได้เห็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร) อย่างไรก็ดีสำหรับปัญญาชนในโลกที่สามที่มิได้มีรายได้มากมายนั้นการตัดสินใจเพื่อจับจ้ายเพื่อความน่าอ่านตรงนี้มีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเป็นตัวกำหนดสำคัญอยู่ (อย่าว่าผมเป็น Orthodox Marxist นะ)

พูดง่ายๆ คือ เล่มจริงมันแพง

หนังสือต่างประเทศนี่แต่ละเล่มราคาไม่ได้ถูกเลย โดยทั่วๆ ไปเล่มหนึ่งก็ไม่ได้ต่ำกว่า 500 โหดๆ หน่อยก็เป็นพัน ถ้าเราไปถ่ายเอกสารแล้วทำเป็นเล่มก็จะตกอยู่ประมาณ 200 บาท (ในกรณีหนังสือ Size ประมาณ 200 กว่าหน้า)

ซึ่งนับว่าประหยัดกว่าการไปซื้อเล่มใหม่ๆ ได้อย่างต่ำก็เล่มละ 200-300 บาท

การประหยัดเหล่านี้อาจไม่ใช่ประเด็นถ้าคุณไม่ได้บริโภคหนังสือจำนวนมากๆ นานๆ ซื้อที

แต่ถ้าคุณนั้นต้องบริโภคหนังสือจำนวนมากและก็ไม่ได้มีรายได้มากนัก (ซึ่งก็เป็นปกติของนักวิชาการประเทศนี้ถ้าเขาไม่ได้มีลำไพ่เสริมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน) การถ่ายเอกสารก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย

อนึ่งงานจำนวนมากที่ไม่ค่อยนิยมถ่ายเอกสารคือพวกงาน Classic ที่หมดลิขสิทธิ์ไปแล้ว งานพวกนี้ในหลายๆครั้งจะราคาค่อนข้างถูกไม่เกิน 300 บาท ซึ่งในกรณีแบบนี้ ก็ไม่ค่อยมีใครไปถ่ายเอกสารเพื่อประหยัดเงินเพียงเล็กน้อย (ในบางกรณีถ่ายเอกสารแพงกว่าด้วยซ้ำ)

อีกทางหนึ่งที่ผมนิยมในการได้หนังสือมาในราคาไม่แพงนักก็คือการไปซื้อหนังสือมือสอง ซึ่งถ้าไปจังหวะดีๆ ก็ได้งานหลายๆ ชิ้นในราคาไม่แพงเช่นกัน
 
อนึ่ง เดี๋ยวนี้สิ่งที่ผมเห็นว่าค่อนข้างแพร่หลายก็คือ กระดาษถนอมสายตาครับ ราคาแผ่นละ 60 ส.ต. เวลาทำออกมาเป็นเล่มแล้วผมว่าสวยมากน่าอ่าน ในบางครั้งผมว่าออกมาดูดีกว่าเล่มจริงอีก ผมนิยมใช้กระดาษนี้กับหนังสือเล่มใหญ่ๆ ที่ทำปกแข็ง (ที่ราคาตามร้านมันอาจกระฉูดไปถึง 3000 บาท)

ผมคิดว่าโอกาสในการถ่ายเอกสารเป็นข้อได้เปรียบของประเทศโลกที่สามจำนวนมาก ที่ต้องรับหนังสือในราคาแบบโลกที่หนึ่งในขณะที่มีรายได้แบบโลกที่สาม คือหนังสือพวกนั้นราคามันสอดรับกับค่าครองชีพของคนในประเทศเหล่านั้น แต่พอมันเข้ามาในประเทศโลกที่สามที่ค่าครองชีพต่ำกว่ามันกลับกลายเป็นของที่ราคาแพงมากๆ แม้แต่สำหรับชนชั้นกลางที่รายได้ไม่สูงนัก

ในแง่นี้การถ่ายเอกสารหนังสือแพงๆ จากโลกที่หนึ่งนั้นจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับค่าครองชีพในโลกที่สามไม่เลว

ผมว่าทางเลือกบ้างเรามันน้อยด้วยนะ เราไม่มีหนังสือภาษาอังกฤษราคาถูกที่ผลิตในประเทศอย่างหลากหลาย (ผิดกับบางประเทศเช่นอินเดียที่มี Publisher ในประเทศที่พิมพ์หนังสือแบบเดียวกับโลกที่หนึ่งในราคาแบบท้องถิ่น … ซึ่งถ้าคนไทยไปเห็นก็ต้องว่าถูก ผมยังอยากไปกวาดซื้อหนังสือเลยถ้ามีโอกาส)

นอกจากนั้นแล้วหนังสือภายในประเทศก็ยังต้องมาแพงเพราะ ภาษีกระดาษอีก (ฟังเขามาอีกที) ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมรัฐต้องให้ส่วนนี้ต้องแบกรับภาษี มันเป็นนโยบายที่ Discourage การอ่านหนังสือมากๆ

หรือว่ามันจะเป็นไปอย่างคำอธิบายในแบบ Vulgar ที่ว่ามันเป็นจารีตที่ทำมาแต่โบราณของชนชั้นสูงในการ Discourage การอ่านหนังสืออยู่แล้ว

ไม่ได้ Up Blog มาพักใหญ่ละ เอาบทความที่แปลมาใส่พลางๆแล้วกัน

 ทั้งนี้ผมส่งบทความนี้ไปสองที่ด้วยกันคือที่ มหาลัยเที่ยงคืน กับ Openonline

 ดูได้ที่ Link

 http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999734.html

 และ

http://www.onopen.com/2007/02/1689

 ตามลำดับ

คำถามครับ บทความทั้ง 2 นี่ต่างกันอย่างไร

 เท่าที่ผมอ่านอันที่ลง ม. เทียงคืนไม่เหมือนเดิมแน่ๆ ผมอ่านแล้วรู้สึก Feel เปลี่ยนมาก รู้สึกมีการเปลี่ยน Wording บางส่วน (ซึ่งก็แฟร์พอเพราะเขาเขียนบอกไว้ – แน่นอนเขาไม่ได้แจ้งผมก่อน แต่ก็ OK ผมเห็นว่าแฟร์อยู่ดี) ยังไม่รวมถึง Format ที่รู้สึกว่าทำให้มันอ่านยากขึ้นอีก

 ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกทำนองนี้ (ทั้งที่บทความนี้เป็นบทความที่สองที่ถูกตีพิมพ์) อาจเป็นเพราะว่าผมอ่านบทความนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ได้ (น่าเบื่อน่าดู)

 ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงประเด็นที่ว่า Appearance Really Matters

 เพราะการเปลี่ยน Appearance นั้นสามารถ Radically Change Essence ได้

 นี่เป็นไปภายใต้แนวคิดทำนอง Essence is nothing but the inadequacy of Appearance.

 ซึ่งสำหรับผมสิ่งเหล่านี้คือ Hegel’s Lesson เน้นๆ เลย

 แน่นอนสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Zizek นั้น “สกัด” (Extract) มาจาก Hegel และคนอื่นๆ เป็นจุดที่เขาเน้นเป็นพิเศษ ซึ่งผลก็คือ ประเด็นอื่นๆ นั้นจะถูกทำให้ความสำคัญลดลงไป จนถึงไม่ได้ความสำคัญ

แต่ผมว่านั่นเป็นธรรมชาติของ Thinker ใหญ่ๆ อยู่แล้วที่จะยืนอยู่บนบ่าของคนรุ่นก่อน เอาบางส่วนของงานของคนรุ่นก่อนหลายๆคนมาใช้ ดึงประเด็นให้มันใหญ่โต สร้าง Narrative Line ขึ้นมาใหม่

 ประมาณ “เห็นมั้ย นี่คือการเดินทางของ Concept นี้ในประวัติศาสตร์ความคิด”

 แน่นอนผมก็พยายามจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มี Skill พอ

Remarks on The Double Misreadings of Punk

เมษายน 7, 2007

Remarks on The Double Misreadings of Punk 

(บททดลองนำเสนอ เน้นว่า ทดลอง)

โดยคร่าวๆ แล้วการเข้าใจ Punk ยุคบุกเบิกหรือ Classic Punk ในช่วงปลายยุค 70 นั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือถอยหลังออกมาจากความเข้าใจแบบรวมๆ ว่ามันเป็นก้อนใหญ่ๆ ที่เป็นเนื้อเดียวกันในยุคสมัยนั้น (ไม่ต้องพูดถึงหลังจากนั้น) มาเป็นความเข้าใจ Punk ในแบบที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (แต่ก็ยังเกี่ยวข้องกัน) ผมเสนอให้แยกที่จะเข้าใจดังนี้

1. Classic NY Punk

2. Classic UK Punk

3. Americanized UK Punk (After the Sex Pistols Effect)

ประเด็นสำคัญที่สุดคือต้องแยก 1. กับ 2. ออกจากกัน (3 นี่จริงๆ ก็คล้ายๆ 2 อยู่เมื่อมองในมาตรฐานปัจจุบัน แต่มันเป็น Shift ที่สำคัญเพราะ มันเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้า American Underground Music ในระดับสูงมากๆ ทีเดียว นอกจากนั้นแล้วการบอกว่า 2. และ 3. นั้นเป็นสิ่งเดียวกันนั้นยัง Misleading อีกมากๆ ด้วย) เพราะ Punk ทั้ง 2 วงการ (Scene – จริงๆ ยังไม่ค่อยพอใจจะแปลว่า วงการ เท่าไร แต่ยังนึกคำอื่นไม่ออก) นั้นเป็นสิ่งที่ต่างกันต่างกันมากๆ

ในรายละเอียดแนวคิดเรื่อง Origin ก็ต่างกัน (1. จะนับว่า Punk เริ่มตั้งแต่ Velvet Underground ที่ออกชุดแรกปี 77 ส่วน 2. จะนับว่า Punk ตั้งแต่ Ramones ซึ่งออกชุดแรกๆ ราวๆ ปี 76)

แนวคิดเรื่อง “ความเป็น Punk” ก็ต่างกัน (ตัวอย่างง่ายๆ คือวงที่ถูกจัดว่าเป็น Punk ใน NY นั้นถ้าออกมาทุกวันนี้คนฟัง Punk รุ่นใหม่ก็คงไม่จัดมันเป็น Punk แน่ๆ)

โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เป็น Origin ของ Sense เรื่อง Punk ทุกวันนี้ก็คือ 2. (Classic UK Punk) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือ การที่พวกวัยรุ่นอังกฤษนั้น Misread พวก NY Punk (อย่างน้อยๆ Legs McNiel ซึ่งเป็นคนที่ทำให้แวดวงดนตรี Underground ใน NY ช่วงนั้นมีชื่อว่า “Punk” ก็คิดเช่นนั้น – อย่างไรก็ดีตรงนี้ต้องวิเคราะห์ต่อไป) ว่ามีความเหมือนกันกับสิ่งที่พวกเขาเป็น (ผ่านงานเพลงของพวก NY และนิตยสาร Punk ที่ Import มา)

ปัญหาก็คือ ถ้ามาลองเช็คดูในรายละเอียดจะพบได้เลยว่าทั้งสอง Scene นั้นต่างกันมากๆ พวก NY Classic Punk นั้นจะไม่มี Element เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง, ไม่มีความรุนแรงกับ/จากคนดูใน Show, มีความหลายทางดนตรีมากๆ และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกศิลปินแขนงอื่นๆ มาก (คนที่เข้ามาดูพวก NY Punk เล่นที่คลับ CBGB นั้นจำนวนมากๆ เป็น Artist) ในขณะที่พวก Classic UK Punk นั้นโดยทั่วๆ ไปเป็นตรงข้ามกับพวก NY (ซึ่งนี่แค่บางตัวอย่างเท่านั้น) สิ่งตรงนี้ในหลายๆ มิตินั้นจะสะท้อนมาชัดเจนเมื่อพวก NY Classic Punk นั้นมอง UK Classic Punk (ส่วน UK นั้นจะไม่สะท้อนตรงนี้มาเท่าไรเพราะโดยรวมๆ แล้วพวกเขาดูอาจจะคิดว่าสิ่งที่พวกเขาเป็นนั้นเหมือนกับพวก NY ในจินตนาการของเขา – อย่างไรก็ดีก็มีรอยแตกย่อยๆ จากฝั่งอังกฤษในเห็นเหมือนกัน เช่น การที่ Johnny Rotten นั้นด่า Patti Smith ใน Concert ครั้งหนึ่งของ Sex Pistols)

ที่ยุ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อ Punk นั้นบูมที่อังกฤษแล้ว เมื่อมันกลับไป America (Sex Pistols ทัวร์ราวๆ ปี 1978) มันก็ถูก Misread อีกครั้งโดยพวก American

พูดง่ายๆ ก็คือพวก American นั้นมอง Sex Pistols นั้น “เถื่อนเกินจริง” และด้วย Expectation ในความเถื่อนดังกล่าวของ Sex Pistols ก็นำไปสู่พฤติกรรมแปลกๆ ที่พวกเขามีต่อ Sex Pistols ที่ทำให้ Sex Pistols ที่ว่าเถื่อนแล้วในอังกฤษนั้นช็อคไปเลยเหมือนกันเมื่อเจอพวก American (เช่นการยิงปืนขึ้นฟ้า และการถูกเขวี้ยงหนูใส่ในShow ซึ่งเป็นสิ่งที่เถื่อนกว่า Show เถื่อนๆ ของเขาในอังกฤษ)

อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านั้นก็เป็นการ Set Standard ของ Punk Show ไว้เลย ความเถื่อนในทุกวันนี้มีรากฐานจากทัวร์ครั้งนั้น และนึ่คือ รากฐานของ Punk ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน (ซึ่งจะครบเครื่องจริงๆ เมื่อผมทรง Mohawk + เสื้อหนั่ง นั้นระบาดในอังกฤษราวๆ สองปีต่อมา ก่อนที่มันจะแพร่ไปทั่ว – เข้าใจว่ามีผู้ตามมากกว่าเพราะ เห็นว่าอังกฤษนั้นเป็น ผู้นำของ Punk)

โดยสั้นแล้ว Punk ในปัจจุบันนั้นมีรากฐานจาก Double Misreading ครั้งแรกพวก UK misread พวก NY ครั้งที่สองพวก American โดยรวมๆ นั้น Misread พวก UK

อย่างไรก็ดีปัญหาที่จะต้องกลับมาคุยกับวงวิชาการก็คือ มีงานหลายๆ ชิ้นนั้นดันบ้าจี้ Misread ไปกับเขาด้วย Hebdige นี่ชัดเจนว่าผิดแน่ๆ เขาพูดราวกับว่า NY กับ UK นั้นเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะว่าไปมุมมองของเขาก็คงไม่ต่างจากคนที่อยู่ในแวดวง Punk อังกฤษเท่าไร … แต่ถ้ามองว่างานชิ้นนี้เขียนปี 1979 ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ (สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ประเด็นที่ว่าในปีราวๆ 75-79 นั้นพวกอังกฤษนั้นมีความรู้เกี่ยวกับ NY Scene แค่ไหน) อย่างไรก็ดีถ้ามองแบบทุกวันนี้จะพบได้เลยว่า Unity ของทั้งสอง Scene ที่เป็น Presupposition ในการพูดถึง Punk ของ Hebdige นั้นไม่ได้มีอยู่จริง (ตัวอย่างของ Presupposition เหล่านี้ก็เช่นการพูดถึง Richard Hell กับ Johhny Rotten ในระนาบเดียวกัน) 

จริงๆ จะว่าไปการพูดถึง Punk ในแบบที่มัน Ahistorical (ไม่รู้ใช้คำถูกหรือเปล่า) นั้นพบบ่อยมากๆ ในงานวิชาการ ถ้าลองมาเช็คดีๆ อาจพบได้ด้วยซ้ำว่า Punk ในงานวิชาการหลายๆ ชิ้นอาจเป็น Entity ในจินตนาการ ที่มันเอื้อในการพูดถึงทฤษฎีหลายๆ อย่างเท่านั้นเอง แต่มันไม่ได้ really exist in any point of history

อย่างไรก็ดีงานวิชาการจำนวนมากก็อาจพูดถึง Punk ในฐานะที่มันเป็น Ideology ได้ แต่ปัญหาคือ การพูดถึงมันในฐานะ Ideology โดยดึงหลายๆ Element จากหลายๆ Scene หลายๆ ช่วงเวลามายำกันเป็นสิ่งที่งานเหล่านั้นเรียกว่า “Punk” นั้นโดยไม่ชี้ว่าไอ้การประกอบเหล่านั้นเป็น Recent Construction (ไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนก่อนต้นปี 80 แน่ๆ) นั้นไม่ใช่สิ่งที่ Naive ไปหน่อยหรือ

และสิ่งที่จะทำให้สับสนมากๆ ก็คือ การเอา Concept Punk ในตอนต้นปี 80 (ซึ่งผ่านการพัฒนามาอีกขั้นหลังจากพวก American ในวงกว้างนั้นรับ Punk อังกฤษ) นั้นมาพูดถึง Classic Punk ทั้งสอง Scene (ซึ่งก็ชี้แจงไปเบื้องต้นแล้วว่าลำพังแค่ทั้งสอง Scene นี้ มันไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ) เช่น เอา Concept DIY (Do-It-Yourself) ของพวก American Hardcore Punk ตอนต้น 80 นั้นมาพูดในระนาบเดียวกับ DIY ของ Classic NY Punk และ DIY ของ UK Classic Punk

ซึ่งถึงแม้ทั้ง 3 Scene นั้นจะมีแนวคิดแบบ DIY ทั้งหมดแต่ดูในรายละเอียดแล้วจะพบเลยว่ามีการ DIY ในดีกรีที่ต่างกัน ในมิติที่ต่างกัน

ปัญหาเช่นเดิมก็คือถ้าข้อเท็จจริงๆ เป็นเช่นนี้แล้วงานที่ Based on Imaginay Unity เหล่านั้นไม่มีปัญหาหรือ?

ซึ่งผมก็คงจะต้องดูต่อไป

ป.ล. นึกออกละการเสนอแบบนี้พลาดเรื่อง Split Within UK Scene ไป ผมคิดว่าต้องพูดเรื่อง First Wave กับ Second Wave of UK Punk ด้วย สำหรับพวก First Wave รอยแตกพวกนี้ชัดเหมือนกัน (อย่างไรก็ดีสำหรับพวกที่ถูกจัดเป็น Second Wave นั้นก็มีการปฏิเสธการแบ่งเป็นคลื่นลูกแรกกับลูกที่สองเช่นกัน) แต่ตรงนี้แค่นี้ก่อน