Home

Enjoyment Without the Limit of Structure Alone: Notes on My Discovery of Free Jazz

กุมภาพันธ์ 24, 2007

Enjoyment Without the Limit of Structure Alone: Notes on My Discovery of Free Jazz

คำเตือน: บทความชิ้นนี้ถูกเขียนในขณะที่ผู้เขียนนั้นแทบไม่มีความรู้เรื่อง Jazz โดยสิ้นเชิง ดังนั้นโปรดอย่าจริงจังเกี่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับ Jazz ในบทความนี้มากนัก

คุณเคยมีประสบการณ์ในการฟังเพลงแล้วรู้สึกว่า นี่แหละ ใช่เลย!” อะไรทำนองนี้ไหม? ผมว่ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ นะเวลาฟังเพลงแรกๆ ตอนสมัยรุ่นๆ สมัยนั้นยังไม่ค่อยรู้จักอะไรเท่าไร ได้ฟังอะไรใหม่ๆ ก็พาลตื่นเต้นและสนุกไปหมด

  อย่างไรก็ดีเวลาเช่นนั้นก็ผ่านมานานแล้ว ทุกวันนี้ผมอยู่ในสภาวะ ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้นเลยวุ้ย ซึ่งผมก็คิดว่ามันเป็นสภาวะปกติของคนที่ฟังเพลงมาขนาดผม

เมื่อเราอยู่ในสภาวะอันน่าเบื่อดังกล่าวผมก็ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะพยายามจะหนีมันไปให้พ้น วิธีการง่ายๆ ที่จะหนีไปก็คือ การขยายขอบเขต ดนตรี ที่ตัวเองฟัง

โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่า Cliché ที่ผมคิดว่าไม่เป็นจริงที่สุดอย่างหนึ่งและได้ยินบ่อยๆ มากคือ การที่หลายๆ คนชอบพูดกันว่า เขา ฟังเพลงทุกแนว

… ด้วยความเคารพทุกๆ ท่าน คนทุกผู้ที่กล่าวอ้างเช่นนั้นที่ผมเคยพบเจอนั้นไม่มีใครเลยที่ ฟังเพลงทุกแนว จริงๆ ผมถามชื่อแนวดนตรีบางแนวที่คนฟังเพลงจัดๆ ในสายนั้นน่าจะรู้จักกันดี (แต่อาจแปลกหูสำหรับชาวบ้านร้านตลาดทั่วๆไป) คนเหล่านั้นยังไม่รู้จักเลย

… นี่หรือ คนที่ฟังเพลงทุกแนว

… ผมไม่มี Comment ที่ดูจะเป็นประโยชน์ต่อวงการดนตรีในวงกว้างในประเด็นนี้ ที่พอจะมีก็คงจะเป็นคำขอร้องเล็กๆ ให้คนเหล่านี้หยุดพฤติกรรมอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงเหล่านั้นเสีย

อย่างไรก็ดีเมื่อเริ่มจากตรงนี้ที่ไม่มีใคร ฟังเพลงทุกแนว แล้ว สิ่งที่เราจะไปต่อได้ก็คือ นักฟังเพลงทุกๆ ท่านก็สามารถ จะค้นหารูปแบบเสียงใหม่ๆ ที่ตนเองไม่เคยฟังได้เสมอๆ

โอ้ มันเยี่ยมมาก!!!

และทุกอย่างก็จบอย่าง Happy Ending … หรือ?

ปัญหาก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ง่ายๆ แบบนั้น เมื่อคนๆ หนึ่งนั้น พยายามจะซึมซาบสุนทรียะของเสียงในรูปแบบใหม่ๆ นั้น เขาไม่ใช่แค่ดุ่มๆ ไปหาแผ่นใหม่ๆ มาฟัง ไปโหลดเพลงใหม่ๆ มาฟัง แล้วเขาจะ Get รูปแบบเสียงใหม่ๆ เหล่านั้นทันที … ผมว่าโดยปกติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะออกแนวงงๆ มากกว่า ทำนอง นี่มันเพลงอะไรหว่า? กล่าวคือ ฟังแล้วไม่ Get ว่าควรจะ Enjoy[1] เสียงเหล่านั้นอย่างไรดี

ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ในการรับรู้รูปแบบทางสุนทรียะของดนตรีชนิดต่างๆ นั้น เรียกว่า ต้องใช้เวลาพอตัวทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในสายดนตรีนั้นๆ (ดุ่มๆ เดินเข้าไปในสายดนตรีที่เราไม่รู้จักมันงงนะคุณ) ไปจนถึงการเรียนรู้วิธีที่จะฟังดนตรีเหล่านั้น (ถ้ามันยังพอจะเรียนรู้กันได้อยู่) … ดังนั้นจึงไม่ค่อยแปลกว่า ในตัวนักฟังเพลงคนหนึ่งๆ นั้นจะมีความสามารถในการ Enjoy เพลงได้อย่างค่อนข้างจำกัดอยู่เป็นสายๆ ที่ตัวเองฟังบ่อยๆ ซึ่งในสายเหล่านั้นก็แบ่งย่อยๆ ไปอีกตามเรื่องตามราวของมัน , Etc.

พูดเป็นนามธรรมมามากละ ลองยกตัวอย่างที่มัน Concrete กว่านี้นิดดีกว่า เอาเป็นว่า Case ของผมแล้วกัน

ตัวผมนี่ถ้าจะพูดกันคร่าวๆ แล้วมันก็เป็นคนที่ฟังเพลง Rock ดีๆ นี่แหละ มันเป็นสายเดียวที่ผมฟังได้และฟังมาตลอด (อย่างไรก็ดีงานในสายที่ผมฟังไม่ค่อยได้คือพวก Progressive) สายพันธุ์ทางดนตรีอื่นๆ นั้นผมแทบจะไม่ได้แตะเลยไม่ว่าจะเป็น Classical, Hip Hop, Electronic, Jazz, Blues, Country, etc. (อย่างไรก็ดีหลังๆ ผมหันมาจับพวกงาน Avant-Garde และ ชอบดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ Jew และ Celt) ซึ่งมันก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ผมไม่รู้จะ Enjoy กับมันอย่างไร

จริงๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมโชคดีหรือโชคร้ายตรงนี้ เพราะ ถึงดูเผินๆ แล้วผมจะจุ่มตัวอยู่ในสายดนตรีแคบๆ แต่มันก็มีอะไรให้ผมขุดฟังได้เรื่อยๆ ทำนอง ท้องทะเลแห่ง Rock นั้นไพศาลนัก ทุกวันนี้ผมฟังเพลงจริงๆ จังๆ มาเป็นสิบปี ผมยังรู้สึกเลยว่าอีก 10-20 ปีผมก็ยังไล่ฟังงานที่ผม มีปัญญาฟัง ไม่หมด … อันนี้ยังไม่รวมเพลงที่จะเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไปนะครับ

ดูๆ ไปก็เหมือนว่าผมจะอยู่ได้เรื่อยๆ กับเพลงที่ผมฟังๆ อยู่ (ประกอบกับ Shock Effect ของงาน Avant-Garde) ซึ่งผมก็เรื่อยๆ กับมันนะ ถึงมันจะไม่ตื่นเต้นเท่าไร ผมพยายาม เปิดหู ของตนให้กว้างขวางแล้ว แต่ผมก็ไม่มีปัญญาฟังจริงๆ

… โอเค ผมทำใจมานานแล้ว

อย่างไรก็ดีเมื่อเร็วๆ มานี้ในขณะที่ผมศึกษา Punk ไปตามกิจวัตรของผม ผมก็ได้ยินเกี่ยวกับ Free Jazz อย่างหนาหูขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของมันใน Black Power Movement ในช่วง 60 ไปจนถึงการที่หลายๆ คนพยายามเชื่อมโยงว่ามันเป็น ปู่ ของ Punk โดยการชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลอันล้นหลามของพวกนี้ต่อพวก Proto-Punk) เลยชักอยากหามาฟัง

ผมก็เลยดุ่มๆ ไปหาพวกนี้มาฟังและก็ได้อัลบั้ม The Shape of Jazz to Come (ซึ่งทำให้เข้าใจอีกว่า The Shape of Punk to Come ของ Refused กำลังเล่นล้อกับอะไรอยู่)ของเจ้าพ่อ Free Jazz ของ Ornette Coleman มา

และ อะไรๆ มันก็กระจ่างขึ้นสำหรับผม

… ตรงนี้ขอ Flash Back ไปในอดีตก่อน … อืมนี่ผมยังไม่บอกท่านผู้อ่านแบบเน้นๆ ใช่ใหมว่าโดยปกติแล้วผมเป็นคนที่ฟัง Jazz แทบไม่ได้เลย ไม่ใช่ผมไม่เคยฟังนะ ผมลองมาแล้วสารพัดงานของคนดังๆ หลายคนฟังเท่าไรก็ไม่ Enjoy เปิดไปเรื่อยก็ต้องปิดและรู้สึกรำคาญเล็กๆ (ซึ่งก็เป็นอาการปกติของคนที่ไม่สามารถ Enjoy ในเสียงที่เขาเปิดผ่านเครื่องเสียงของเขาออกมา)

… พูดง่ายๆ คือ ผมทำใจแล้วว่าตัวเองไม่สามารถฟัง Jazz ได้

อย่างไรก็ดีเมื่อราวๆ 2-3 ปีก่อน (จริงๆ ก่อนหน้านั้นรู้สึกว่าเคยฟังงาน Possession ของ God ที่รู้สึกจะมี Zorn ไป Jam ด้วย แต่นั่นไม่อยากนับ เพราะ ตอนนั้นไม่รู้จัก Zorn ด้วยซ้ำ และ รู้สึกว่าเขาก็แค่มา Jam – แต่งานของ God ก็หลุดจริงๆ แหละ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เจองานที่เหมือนอย่างนั้น) ผมก็ได้ฟังงานของนัก Tenor Sax ชื่อดังนาม John Zorn โดยบังเอิญ จริงๆ ผมรู้จักเขาโดยบังเอิญจาก Naked City ซึ่งก็เป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในโลกของ Extreme Music ที่ผมวนเวียนอยู่

ตอนนั้นผมฟังงานของเขาแล้วผมงงเลยแฮะ เพราะ มันมีหลากหลายเหลือเกิน (แต่สิ่งที่รู้สึกได้ว่ามันมีร่วมกันคือความ เพี้ยน) ผมไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ผมรู้สึกถูกชะตากับงานเหล่านี้อย่างแปลกๆ แฮะ ซึ่งทำให้ผมติดตามงานของค่าย Tzadik ของ Zorn ไปเรื่อยๆ ซึ่งงานหลายๆ ชิ้นผมก็ชอบ … ส่วนงานหลายๆ ชิ้นก็ไม่มีปัญญาฟังตามระเบียบ

ในบรรดางานของตัว Zorn เอง (ถ้าไม่นับ Naked City ที่ผมว่าเป็นงานที่ ต้องยอมรับ จริงๆ โดยเฉพาะงาน Torture Garden) งานที่ผมชอบฟังที่สุดคือ Masada (Electric Masada ก็เจ๋งนะ แต่รู้สึกจะไม่มี Studio Album รู้สึกจะเป็นวงเฉพาะกิจที่รวมกันขึ้นเพื่อเล่นสด)

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงชอบฟัง? ถ้าจะตอบแบบภาษาชาวบ้านเลยก็คือ มันเป็น เพลง ที่สุดแล้ว

ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร สิ่งที่พอจะคลำๆ ได้ก็คือ มันน่าจะเป็น Jazz และมันก็ใช้ Scale แบบยิว (จริงๆ หลายๆ คนจะแยก Scale แขกกับ Scale ยิวไม่ออก แต่ผมว่าฟังบ่อยๆ จะแยกออกนะ)

ซึ่งผมก็เข้าใจว่าผมชอบมันเพราะ ความเป็นยิวของมันนี่แหละ หลังจากนั้นผมก็ศึกษาพวกยิวอย่างสนใจไม่ว่าจะเป็นทางด้านดนตรีและวัฒนธรรมต่างๆ เช่น Old Testament (ซึ่งมันก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อการศึกษาปรัชญาตะวันตก เพราะ นอกจากรากฐานของพวก Greek แล้วเนี่ย รากฐานแบบ Judeo-Christian นั้นก็สำคัญน่าจะไม่แพ้กันเอง)

กลายเป็นพวกคลั่งยิวไป (แต่งานชุดสองนาม La Juderia ของ Jasmin Levy เจ๋งจริงๆ นะ ขอบคุณ อ. ธเนศ วงค์ยานนาวา อีกครั้งที่ทำให้มี CD งานชิ้นนี้อยู่ในประเทศไทย)

… อย่างไรก็ดีเมื่อได้ฟัง The Shape of Jazz to Come แล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกเลยก็คือ มันคุ้นๆ แฮะ และสิ่งที่รู้สึกตามมาคือ มันเป็น Jazz นี่ฝ่า แต่ทำไมตูฟังได้ฝ่า?

คิดไปคิดมาเรื่อยๆ ก็เข้าใจเลาๆ ได้ว่า งานของ Masada กับงานของ Coleman นี่มันน่าจะเป็นดนตรีชนิดเดียวกัน ซึ่งเมื่อลองๆ ไปเช็คดูก็พบว่า Zorn บอกว่า Concept ของ Masada คือ การเอา Ornette Coleman มาเจอกับ Scale ของยิว ด้วยซ้ำ (ยิ่งชัดไปกันใหญ่)

เมื่อลองเช็คดูในระดับ Concept แล้วก็พบว่า ตัว Free Jazz เอง นั้นเป็น Jazz ประเภทแรกที่ ไม่มีโครงสร้างเพลง กล่าวคือ ไม่มีการกำหนดว่าห้องนี้ๆ เป็นคอร์ดอะไร ดนตรีทั้งหมดดำเนินไปด้วยการ Improvise พร้อมกันเป็นหมู่คณะโดยไม่มีโครงสร้างกำหนดชัดเจน

ผมว่าสนุกดีแฮะ ลองคิดไปคิดมาผมก็ว่าว่า นี่คือสิ่งที่ผมก็ทำอยู่เรื่อยๆ เมื่อผมหยิบกีต้าร์ขึ้นมา มันเป็น Feel หนึ่งที่ผมจะเล่น Improvise โดยมีพื้นฐานแบบ Chromatic (เรียกภาษาชาวบ้านคือ การใช้โน้ตทั้ง 11 ตัวให้ครบทุกตัว) ซึ่งก็เป็นการเล่นแบบเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าตามอารมณ์ตามประสาแหละ

ผมว่ามันเป็นการเอารูปอารมณ์บางอย่างออกมาได้เป็นอย่างดีที่สุด (ซึ่งสำหรับผมคือ หน้าที่ๆสำคัญที่สุดของดนตรี) ผมไม่รู้หรอกว่ามันเรียกอะไร

แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันคล้ายๆ กับสิ่งที่ผมพึ่งรู้จักนามว่า Free Jazz แฮะ

มันก็เลยยิ่งน่าสนใจไปกันใหญ่ หรือว่า ผมรู้จักและกระทั่งเล่น Free Jazz ก่อนที่ผมจะเข้าใจว่ามันเรียกว่าอะไรด้วยซ้ำ?

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ผมคิดว่านี่ก็น่าจะเป็นรากฐานที่สำคัญมากๆ ในการที่จะไปฟังพวก Free Improvisation ต่อไป (จริงๆ ตอนนี้ผมพบคร่าวๆ แล้วว่า Free Jazz กับ Free Improvisation ต่างกันอย่างไร อันหลังนั้นผมคิดว่าปฏิเสธเรื่อง Tempo และ เทคนิคการเล่นเครื่องดนตรีปกติด้วยซ้ำ ในขณะที่อันแรกถึงจะใช้โน้ตประหลาดสุดๆ ไม่มีโครงสร้างเพลงที่ตายตัวแต่ก็ยังยืนอยู่บนเทคนิคการเล่นแบบปกติ และ ตัว Tempo ตามปกติ)

ซึ่งผมว่าตรงนี้ตลกเหมือนกันที่ผมต้องไปเจอกับพวก Avant-Garde แบบสุดๆ (Free Improvisation เป็นหนึ่งในนั้น) ก่อนแล้วผมจึงกลับมาฟัง Free Jazz ในฐานะที่มันเป็นอะไรที่มันหนักข้อน้อยกว่า … ซึ่งผมว่ามันกลับหัวกลับหางของคนฟัง Jazz ปกติที่ค่อยๆ ฟังตัวดนตรีมันคลี่คลายตัวเรื่อยๆ ไปจาก Bebop ไปจนถึง Free Jazz ที่เป็นอะไรที่ หนักข้อ จากจุดยืนของพวกเขา (จริงๆ เท่าที่ทราบคร่าวๆ คนฟัง Jazz จำนวนมากก็รับ Free Jazz ไม่ค่อยได้เท่าไรนัก ซึ่งก็สอดคล้องกับที่พวกนักดนตรี Free Jazz นั้นเป็นพวก คนชายขอบ ของวงการ Jazz)

ตลกดี … อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการฟังเพลงนั้นไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียวอยู่แล้ว การศึกษาดนตรีไปตาม Step เพื่อให้เข้าใจมันเป็นขั้นเป็นตอนนั้นเป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้นในการ Enjoy มัน นอกเหนือจากนั้นแล้วมันยังมีวิธีการอื่นๆ อีกมาก เช่นการฟังแบบหนักไปเบาดังที่ผมกล่าวข้างต้น (จะว่าไปแล้วผมก็ฟัง Death Metal ก่อน Thrash Metal นะ) ไปจนถึงการชอบโดยบังเอิญแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย (ซึ่งนี่คือกรณีที่มันยังเป็นความชอบที่ยังอธิบายไม่ได้) ซึ่งการ Enjoy จากจุดยืนแต่ละแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการ Enjoy แบบเดียวกัน

แต่เอาเหอะ ผมไม่ค่อยอยาก Debate ว่ามันไม่มีวิธีการฟังเพลงที่ ถูกต้อง ผมว่ามันเป็น Debate ใหญ่อยู่ ผมขอไปสุดตรงที่ผมสามารถ Enjoy Free Jazz ได้แล้วกัน (ซึ่งถ้าแอบใช้กรอบแบบ Zizekian แล้ว การไปไกลกว่า Enjoyment นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว กล่าวคือ มันเป็น End-In-Itself อยู่แล้ว มันไม่ใช่ Mean ที่จะนำไปสู่อะไร หรือ อีกนัยน์หนึ่ง สิ่งที่เป็น End-In-Itself ใน Symbolic Stucture หนึ่งๆ นั้นคือ Enjoyment by Definition อยู่แล้ว แต่อ่านแบบนี้มันก็สวิงสวายไปนิด)

อย่างไรก็ดีเมื่อผม Enjoy มันได้แล้วสิ่งที่ผมคงจะทำต่อไปได้ก็คือ พยายามฟังมันไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างเสริมจินตนาการและ Feel ต่างๆ ในการทำความเข้าใจหลายๆ อย่างที่ได้รับอิทธิพลจาก Free Jazz ซึ่งไม่น้อยเลย

ซึ่งมีอะไรคืบหน้าก็ผมหวังว่าจะมีโอกาสในการเล่าสู่กันฟังต่อไป 


[1] ผมใช้ความนี้ในความหมายธรรมดาๆ เลยนะครับ ไม่ได้มีนัยยะแบบ Zizekian เลย … แต่จะลองเข้าอ่านและเจ้าใจมันแบบ Zizekian ก็เป็นสิทธิของผู้อ่าน

2 Responses to “Enjoyment Without the Limit of Structure Alone: Notes on My Discovery of Free Jazz”


  1. เคยมีคนถามว่าผมฟังเพลงแนวไหน ผมตอบไปว่าแนวมั่ว

    ที่ตอบอย่างนี้ไม่ได้ดัดจริต หรือแสดงตัวว่าเป็นผู้ฟังเพลงกว้างขวาง แต่นั่นเป็นเพราะการจำกัดตัวเองเป็นแบบใดแบบหนึ่งนั้นมันไม่ง่าย

    คนที่ตอบว่าฟังเพลงทุกแนวก็น่าจะคิดคล้ายๆ ผมนะ คือก็ไม่ได้ทุกแนวจริงๆ หรอก แต่ว่ามันตอบได้ง่ายดีอ่ะ

    ส่วนเรื่องฟังแล้วจะเอ็นจอยได้หรือเปล่านี่ก็คงเป็นอีกเรื่องละเนาะ เพลงบางเพลงฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง ผมว่าหนวกหู บางเพลงเขาด่ากันว่าใช้ส้นเท้าคิดหรือไง ผมดันชอบแฮะ เรื่องดนตรีคงเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวเป็นสำคัญ

    แต่เรื่องชอบไม่ชอบ เอ็นจอยหรือไม่ นี่คงตอบยาก เพราะเพลงที่ชอบมันจะปิ๊งขึ้นมาในหัวเองเสมอเลย

  2. fxxknoevil Says:

    อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการที่คุณ pickmegadance นั้นตอบว่า “แนวมั่ว” นั้นต่างจากการตอบว่า “ทุกแนว” มากเลยนะครับ

    ไม่รู้สิผมคิดว่า การแสดงท่าทีตรงนี้สำคัญนะ ในความรู้สึกผมแล้วคนที่ค่อนข้างจะมีความรู้สึก “ถ่อมตัว” ว่าตัวเองนั้นยังฟังเพลงอยู่น้อยนัก เมื่อเทียบกับปริมาณเพลงที่มีทั้งหมดในโลกนั้น จะหลีกเลี่ยงที่จะบอกว่าตัวเอง “ฟังเพลงทุกแนว” มากๆ เลยนะครับ (ส่วนจะเลี่ยงไปอย่างไรก็คงต้องเป็นความสามารถเฉพาะตัวอยู่บ้าง อาจไม่เหมือนกัน)

    ในขณะเดียวกันผมสังเกตุว่าๆ หลายๆ คนที่ชอบเคลมว่าตัวเอง “ฟังเพลงทุกแนว” นั้นส่วนใหญ่จะไม่ได้รู้จักอะไรที่มันเลยพ้นไปจากอะไรตลาดๆ ทั่วไปเลย

    อีกนัยน์หนึ่งผมรู้สึกว่าโลกทัศน์ในทางดนตรีของคนเหล่านี้แคบมาก และเขาก็เข้าใจหลวมๆ ว่า โลกแคบๆ ของเขาคือ ทั้งหมดแล้ว

    จะว่าไปพวกนี้น่าจะเรียกตัวเองว่า ฟังงานตลาดได้ทุกแนวมากกว่า

    ผมว่ามัน Precise กว่านะ ไม่รู้สิ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: