Home

Enjoyment Without the Limit of Structure Alone: Notes on My Discovery of Free Jazz

คำเตือน: บทความชิ้นนี้ถูกเขียนในขณะที่ผู้เขียนนั้นแทบไม่มีความรู้เรื่อง Jazz โดยสิ้นเชิง ดังนั้นโปรดอย่าจริงจังเกี่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับ Jazz ในบทความนี้มากนัก

คุณเคยมีประสบการณ์ในการฟังเพลงแล้วรู้สึกว่า นี่แหละ ใช่เลย!” อะไรทำนองนี้ไหม? ผมว่ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ นะเวลาฟังเพลงแรกๆ ตอนสมัยรุ่นๆ สมัยนั้นยังไม่ค่อยรู้จักอะไรเท่าไร ได้ฟังอะไรใหม่ๆ ก็พาลตื่นเต้นและสนุกไปหมด

  อย่างไรก็ดีเวลาเช่นนั้นก็ผ่านมานานแล้ว ทุกวันนี้ผมอยู่ในสภาวะ ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้นเลยวุ้ย ซึ่งผมก็คิดว่ามันเป็นสภาวะปกติของคนที่ฟังเพลงมาขนาดผม

เมื่อเราอยู่ในสภาวะอันน่าเบื่อดังกล่าวผมก็ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะพยายามจะหนีมันไปให้พ้น วิธีการง่ายๆ ที่จะหนีไปก็คือ การขยายขอบเขต ดนตรี ที่ตัวเองฟัง

โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่า Cliché ที่ผมคิดว่าไม่เป็นจริงที่สุดอย่างหนึ่งและได้ยินบ่อยๆ มากคือ การที่หลายๆ คนชอบพูดกันว่า เขา ฟังเพลงทุกแนว

… ด้วยความเคารพทุกๆ ท่าน คนทุกผู้ที่กล่าวอ้างเช่นนั้นที่ผมเคยพบเจอนั้นไม่มีใครเลยที่ ฟังเพลงทุกแนว จริงๆ ผมถามชื่อแนวดนตรีบางแนวที่คนฟังเพลงจัดๆ ในสายนั้นน่าจะรู้จักกันดี (แต่อาจแปลกหูสำหรับชาวบ้านร้านตลาดทั่วๆไป) คนเหล่านั้นยังไม่รู้จักเลย

… นี่หรือ คนที่ฟังเพลงทุกแนว

… ผมไม่มี Comment ที่ดูจะเป็นประโยชน์ต่อวงการดนตรีในวงกว้างในประเด็นนี้ ที่พอจะมีก็คงจะเป็นคำขอร้องเล็กๆ ให้คนเหล่านี้หยุดพฤติกรรมอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงเหล่านั้นเสีย

อย่างไรก็ดีเมื่อเริ่มจากตรงนี้ที่ไม่มีใคร ฟังเพลงทุกแนว แล้ว สิ่งที่เราจะไปต่อได้ก็คือ นักฟังเพลงทุกๆ ท่านก็สามารถ จะค้นหารูปแบบเสียงใหม่ๆ ที่ตนเองไม่เคยฟังได้เสมอๆ

โอ้ มันเยี่ยมมาก!!!

และทุกอย่างก็จบอย่าง Happy Ending … หรือ?

ปัญหาก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ง่ายๆ แบบนั้น เมื่อคนๆ หนึ่งนั้น พยายามจะซึมซาบสุนทรียะของเสียงในรูปแบบใหม่ๆ นั้น เขาไม่ใช่แค่ดุ่มๆ ไปหาแผ่นใหม่ๆ มาฟัง ไปโหลดเพลงใหม่ๆ มาฟัง แล้วเขาจะ Get รูปแบบเสียงใหม่ๆ เหล่านั้นทันที … ผมว่าโดยปกติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะออกแนวงงๆ มากกว่า ทำนอง นี่มันเพลงอะไรหว่า? กล่าวคือ ฟังแล้วไม่ Get ว่าควรจะ Enjoy[1] เสียงเหล่านั้นอย่างไรดี

ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ในการรับรู้รูปแบบทางสุนทรียะของดนตรีชนิดต่างๆ นั้น เรียกว่า ต้องใช้เวลาพอตัวทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในสายดนตรีนั้นๆ (ดุ่มๆ เดินเข้าไปในสายดนตรีที่เราไม่รู้จักมันงงนะคุณ) ไปจนถึงการเรียนรู้วิธีที่จะฟังดนตรีเหล่านั้น (ถ้ามันยังพอจะเรียนรู้กันได้อยู่) … ดังนั้นจึงไม่ค่อยแปลกว่า ในตัวนักฟังเพลงคนหนึ่งๆ นั้นจะมีความสามารถในการ Enjoy เพลงได้อย่างค่อนข้างจำกัดอยู่เป็นสายๆ ที่ตัวเองฟังบ่อยๆ ซึ่งในสายเหล่านั้นก็แบ่งย่อยๆ ไปอีกตามเรื่องตามราวของมัน , Etc.

พูดเป็นนามธรรมมามากละ ลองยกตัวอย่างที่มัน Concrete กว่านี้นิดดีกว่า เอาเป็นว่า Case ของผมแล้วกัน

ตัวผมนี่ถ้าจะพูดกันคร่าวๆ แล้วมันก็เป็นคนที่ฟังเพลง Rock ดีๆ นี่แหละ มันเป็นสายเดียวที่ผมฟังได้และฟังมาตลอด (อย่างไรก็ดีงานในสายที่ผมฟังไม่ค่อยได้คือพวก Progressive) สายพันธุ์ทางดนตรีอื่นๆ นั้นผมแทบจะไม่ได้แตะเลยไม่ว่าจะเป็น Classical, Hip Hop, Electronic, Jazz, Blues, Country, etc. (อย่างไรก็ดีหลังๆ ผมหันมาจับพวกงาน Avant-Garde และ ชอบดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ Jew และ Celt) ซึ่งมันก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ผมไม่รู้จะ Enjoy กับมันอย่างไร

จริงๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมโชคดีหรือโชคร้ายตรงนี้ เพราะ ถึงดูเผินๆ แล้วผมจะจุ่มตัวอยู่ในสายดนตรีแคบๆ แต่มันก็มีอะไรให้ผมขุดฟังได้เรื่อยๆ ทำนอง ท้องทะเลแห่ง Rock นั้นไพศาลนัก ทุกวันนี้ผมฟังเพลงจริงๆ จังๆ มาเป็นสิบปี ผมยังรู้สึกเลยว่าอีก 10-20 ปีผมก็ยังไล่ฟังงานที่ผม มีปัญญาฟัง ไม่หมด … อันนี้ยังไม่รวมเพลงที่จะเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไปนะครับ

ดูๆ ไปก็เหมือนว่าผมจะอยู่ได้เรื่อยๆ กับเพลงที่ผมฟังๆ อยู่ (ประกอบกับ Shock Effect ของงาน Avant-Garde) ซึ่งผมก็เรื่อยๆ กับมันนะ ถึงมันจะไม่ตื่นเต้นเท่าไร ผมพยายาม เปิดหู ของตนให้กว้างขวางแล้ว แต่ผมก็ไม่มีปัญญาฟังจริงๆ

… โอเค ผมทำใจมานานแล้ว

อย่างไรก็ดีเมื่อเร็วๆ มานี้ในขณะที่ผมศึกษา Punk ไปตามกิจวัตรของผม ผมก็ได้ยินเกี่ยวกับ Free Jazz อย่างหนาหูขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของมันใน Black Power Movement ในช่วง 60 ไปจนถึงการที่หลายๆ คนพยายามเชื่อมโยงว่ามันเป็น ปู่ ของ Punk โดยการชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลอันล้นหลามของพวกนี้ต่อพวก Proto-Punk) เลยชักอยากหามาฟัง

ผมก็เลยดุ่มๆ ไปหาพวกนี้มาฟังและก็ได้อัลบั้ม The Shape of Jazz to Come (ซึ่งทำให้เข้าใจอีกว่า The Shape of Punk to Come ของ Refused กำลังเล่นล้อกับอะไรอยู่)ของเจ้าพ่อ Free Jazz ของ Ornette Coleman มา

และ อะไรๆ มันก็กระจ่างขึ้นสำหรับผม

… ตรงนี้ขอ Flash Back ไปในอดีตก่อน … อืมนี่ผมยังไม่บอกท่านผู้อ่านแบบเน้นๆ ใช่ใหมว่าโดยปกติแล้วผมเป็นคนที่ฟัง Jazz แทบไม่ได้เลย ไม่ใช่ผมไม่เคยฟังนะ ผมลองมาแล้วสารพัดงานของคนดังๆ หลายคนฟังเท่าไรก็ไม่ Enjoy เปิดไปเรื่อยก็ต้องปิดและรู้สึกรำคาญเล็กๆ (ซึ่งก็เป็นอาการปกติของคนที่ไม่สามารถ Enjoy ในเสียงที่เขาเปิดผ่านเครื่องเสียงของเขาออกมา)

… พูดง่ายๆ คือ ผมทำใจแล้วว่าตัวเองไม่สามารถฟัง Jazz ได้

อย่างไรก็ดีเมื่อราวๆ 2-3 ปีก่อน (จริงๆ ก่อนหน้านั้นรู้สึกว่าเคยฟังงาน Possession ของ God ที่รู้สึกจะมี Zorn ไป Jam ด้วย แต่นั่นไม่อยากนับ เพราะ ตอนนั้นไม่รู้จัก Zorn ด้วยซ้ำ และ รู้สึกว่าเขาก็แค่มา Jam – แต่งานของ God ก็หลุดจริงๆ แหละ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เจองานที่เหมือนอย่างนั้น) ผมก็ได้ฟังงานของนัก Tenor Sax ชื่อดังนาม John Zorn โดยบังเอิญ จริงๆ ผมรู้จักเขาโดยบังเอิญจาก Naked City ซึ่งก็เป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในโลกของ Extreme Music ที่ผมวนเวียนอยู่

ตอนนั้นผมฟังงานของเขาแล้วผมงงเลยแฮะ เพราะ มันมีหลากหลายเหลือเกิน (แต่สิ่งที่รู้สึกได้ว่ามันมีร่วมกันคือความ เพี้ยน) ผมไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ผมรู้สึกถูกชะตากับงานเหล่านี้อย่างแปลกๆ แฮะ ซึ่งทำให้ผมติดตามงานของค่าย Tzadik ของ Zorn ไปเรื่อยๆ ซึ่งงานหลายๆ ชิ้นผมก็ชอบ … ส่วนงานหลายๆ ชิ้นก็ไม่มีปัญญาฟังตามระเบียบ

ในบรรดางานของตัว Zorn เอง (ถ้าไม่นับ Naked City ที่ผมว่าเป็นงานที่ ต้องยอมรับ จริงๆ โดยเฉพาะงาน Torture Garden) งานที่ผมชอบฟังที่สุดคือ Masada (Electric Masada ก็เจ๋งนะ แต่รู้สึกจะไม่มี Studio Album รู้สึกจะเป็นวงเฉพาะกิจที่รวมกันขึ้นเพื่อเล่นสด)

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงชอบฟัง? ถ้าจะตอบแบบภาษาชาวบ้านเลยก็คือ มันเป็น เพลง ที่สุดแล้ว

ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร สิ่งที่พอจะคลำๆ ได้ก็คือ มันน่าจะเป็น Jazz และมันก็ใช้ Scale แบบยิว (จริงๆ หลายๆ คนจะแยก Scale แขกกับ Scale ยิวไม่ออก แต่ผมว่าฟังบ่อยๆ จะแยกออกนะ)

ซึ่งผมก็เข้าใจว่าผมชอบมันเพราะ ความเป็นยิวของมันนี่แหละ หลังจากนั้นผมก็ศึกษาพวกยิวอย่างสนใจไม่ว่าจะเป็นทางด้านดนตรีและวัฒนธรรมต่างๆ เช่น Old Testament (ซึ่งมันก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อการศึกษาปรัชญาตะวันตก เพราะ นอกจากรากฐานของพวก Greek แล้วเนี่ย รากฐานแบบ Judeo-Christian นั้นก็สำคัญน่าจะไม่แพ้กันเอง)

กลายเป็นพวกคลั่งยิวไป (แต่งานชุดสองนาม La Juderia ของ Jasmin Levy เจ๋งจริงๆ นะ ขอบคุณ อ. ธเนศ วงค์ยานนาวา อีกครั้งที่ทำให้มี CD งานชิ้นนี้อยู่ในประเทศไทย)

… อย่างไรก็ดีเมื่อได้ฟัง The Shape of Jazz to Come แล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกเลยก็คือ มันคุ้นๆ แฮะ และสิ่งที่รู้สึกตามมาคือ มันเป็น Jazz นี่ฝ่า แต่ทำไมตูฟังได้ฝ่า?

คิดไปคิดมาเรื่อยๆ ก็เข้าใจเลาๆ ได้ว่า งานของ Masada กับงานของ Coleman นี่มันน่าจะเป็นดนตรีชนิดเดียวกัน ซึ่งเมื่อลองๆ ไปเช็คดูก็พบว่า Zorn บอกว่า Concept ของ Masada คือ การเอา Ornette Coleman มาเจอกับ Scale ของยิว ด้วยซ้ำ (ยิ่งชัดไปกันใหญ่)

เมื่อลองเช็คดูในระดับ Concept แล้วก็พบว่า ตัว Free Jazz เอง นั้นเป็น Jazz ประเภทแรกที่ ไม่มีโครงสร้างเพลง กล่าวคือ ไม่มีการกำหนดว่าห้องนี้ๆ เป็นคอร์ดอะไร ดนตรีทั้งหมดดำเนินไปด้วยการ Improvise พร้อมกันเป็นหมู่คณะโดยไม่มีโครงสร้างกำหนดชัดเจน

ผมว่าสนุกดีแฮะ ลองคิดไปคิดมาผมก็ว่าว่า นี่คือสิ่งที่ผมก็ทำอยู่เรื่อยๆ เมื่อผมหยิบกีต้าร์ขึ้นมา มันเป็น Feel หนึ่งที่ผมจะเล่น Improvise โดยมีพื้นฐานแบบ Chromatic (เรียกภาษาชาวบ้านคือ การใช้โน้ตทั้ง 11 ตัวให้ครบทุกตัว) ซึ่งก็เป็นการเล่นแบบเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าตามอารมณ์ตามประสาแหละ

ผมว่ามันเป็นการเอารูปอารมณ์บางอย่างออกมาได้เป็นอย่างดีที่สุด (ซึ่งสำหรับผมคือ หน้าที่ๆสำคัญที่สุดของดนตรี) ผมไม่รู้หรอกว่ามันเรียกอะไร

แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันคล้ายๆ กับสิ่งที่ผมพึ่งรู้จักนามว่า Free Jazz แฮะ

มันก็เลยยิ่งน่าสนใจไปกันใหญ่ หรือว่า ผมรู้จักและกระทั่งเล่น Free Jazz ก่อนที่ผมจะเข้าใจว่ามันเรียกว่าอะไรด้วยซ้ำ?

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ผมคิดว่านี่ก็น่าจะเป็นรากฐานที่สำคัญมากๆ ในการที่จะไปฟังพวก Free Improvisation ต่อไป (จริงๆ ตอนนี้ผมพบคร่าวๆ แล้วว่า Free Jazz กับ Free Improvisation ต่างกันอย่างไร อันหลังนั้นผมคิดว่าปฏิเสธเรื่อง Tempo และ เทคนิคการเล่นเครื่องดนตรีปกติด้วยซ้ำ ในขณะที่อันแรกถึงจะใช้โน้ตประหลาดสุดๆ ไม่มีโครงสร้างเพลงที่ตายตัวแต่ก็ยังยืนอยู่บนเทคนิคการเล่นแบบปกติ และ ตัว Tempo ตามปกติ)

ซึ่งผมว่าตรงนี้ตลกเหมือนกันที่ผมต้องไปเจอกับพวก Avant-Garde แบบสุดๆ (Free Improvisation เป็นหนึ่งในนั้น) ก่อนแล้วผมจึงกลับมาฟัง Free Jazz ในฐานะที่มันเป็นอะไรที่มันหนักข้อน้อยกว่า … ซึ่งผมว่ามันกลับหัวกลับหางของคนฟัง Jazz ปกติที่ค่อยๆ ฟังตัวดนตรีมันคลี่คลายตัวเรื่อยๆ ไปจาก Bebop ไปจนถึง Free Jazz ที่เป็นอะไรที่ หนักข้อ จากจุดยืนของพวกเขา (จริงๆ เท่าที่ทราบคร่าวๆ คนฟัง Jazz จำนวนมากก็รับ Free Jazz ไม่ค่อยได้เท่าไรนัก ซึ่งก็สอดคล้องกับที่พวกนักดนตรี Free Jazz นั้นเป็นพวก คนชายขอบ ของวงการ Jazz)

ตลกดี … อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการฟังเพลงนั้นไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียวอยู่แล้ว การศึกษาดนตรีไปตาม Step เพื่อให้เข้าใจมันเป็นขั้นเป็นตอนนั้นเป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้นในการ Enjoy มัน นอกเหนือจากนั้นแล้วมันยังมีวิธีการอื่นๆ อีกมาก เช่นการฟังแบบหนักไปเบาดังที่ผมกล่าวข้างต้น (จะว่าไปแล้วผมก็ฟัง Death Metal ก่อน Thrash Metal นะ) ไปจนถึงการชอบโดยบังเอิญแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย (ซึ่งนี่คือกรณีที่มันยังเป็นความชอบที่ยังอธิบายไม่ได้) ซึ่งการ Enjoy จากจุดยืนแต่ละแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการ Enjoy แบบเดียวกัน

แต่เอาเหอะ ผมไม่ค่อยอยาก Debate ว่ามันไม่มีวิธีการฟังเพลงที่ ถูกต้อง ผมว่ามันเป็น Debate ใหญ่อยู่ ผมขอไปสุดตรงที่ผมสามารถ Enjoy Free Jazz ได้แล้วกัน (ซึ่งถ้าแอบใช้กรอบแบบ Zizekian แล้ว การไปไกลกว่า Enjoyment นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว กล่าวคือ มันเป็น End-In-Itself อยู่แล้ว มันไม่ใช่ Mean ที่จะนำไปสู่อะไร หรือ อีกนัยน์หนึ่ง สิ่งที่เป็น End-In-Itself ใน Symbolic Stucture หนึ่งๆ นั้นคือ Enjoyment by Definition อยู่แล้ว แต่อ่านแบบนี้มันก็สวิงสวายไปนิด)

อย่างไรก็ดีเมื่อผม Enjoy มันได้แล้วสิ่งที่ผมคงจะทำต่อไปได้ก็คือ พยายามฟังมันไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างเสริมจินตนาการและ Feel ต่างๆ ในการทำความเข้าใจหลายๆ อย่างที่ได้รับอิทธิพลจาก Free Jazz ซึ่งไม่น้อยเลย

ซึ่งมีอะไรคืบหน้าก็ผมหวังว่าจะมีโอกาสในการเล่าสู่กันฟังต่อไป 


[1] ผมใช้ความนี้ในความหมายธรรมดาๆ เลยนะครับ ไม่ได้มีนัยยะแบบ Zizekian เลย … แต่จะลองเข้าอ่านและเจ้าใจมันแบบ Zizekian ก็เป็นสิทธิของผู้อ่าน

Advertisements

ฮาร์ดคอร์ มาจากไหน? : Some Notes on Hardcore Music and Culture 

สิ่งที่ทุกวันนี้คนฟังเพลงอย่างจริงจัง[1]เรียกว่า ฮาร์ดคอร์[2] (ในยุคคลาสสิค เพื่อความเฉพาะเจาะจง) นั้นปรากฏขึ้นมาชัดเจนในอเมริการาวๆ ตอนต้น 80 (แต่จริงๆ มีรากมาตั้งแต่ปลายๆ 70 แล้ว วงหลายๆ วงก็ฟอร์มกันตั้งแต่สมัยพังค์ยังรุ่งๆ ด้วยซ้ำ – มักจะนับกันว่า ยุคคลาสสิคพังค์คือ ปี 76-79) ในรายละเอียดในซีน (Scene จริงๆ จะใช้คำว่า วงการ ก็พบได้ในภาษาไทย แต่ผมว่ามันขาดนัยยะหลายๆ อย่างไป ผมจึงใช้ทับศัพท์) แต่ละที่ผมไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีข้อมูลในมือที่เหมาะสม (ขอเน้นว่าอยากจะเข้าใจจริงๆ ต้องเข้าใจซีนในระดับท้องถิ่นเป็นที่ๆ เพราะ ลักษณะวัฒนธรรมดนตรีใต้ดินนั้นเป็นวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อในระดับท้องถิ่นท้องถิ่น)

อย่างไรก็ดีในยุค คลาสสิคฮาร์ดคอร์ (Classic Hardcore) นี้มีวงที่สำคัญมากๆ ก็คือ Black Flag (LA), Minor Threat (Washington DC), Dead Kennedys (San Francisco) และ Bad Brains (Washington DC) ซึ่งตรงนี้จะโยงกับแนวคิด DIY เพราะในกรณีของสามวงแรกแกนนำของวงนั้นมีการตั้งค่ายเพลงขึ้นมาเพื่อออกผลงานของตนเองคือค่าย SST, Dischord และ Alternative Tentacles ตามลำดับ นี่คือ DIY ในขั้นพื้นฐานในระดับของการผลิตผลงานออกเอง (ซึ่ง DIY ในสายพังค์มีหลายมิติตั้งแต่ เสื้อผ้าที่ทำเอง ไปจนถึง แฟนซีน แต่พวกนี้ต้องไล่พูดตั้งแต่พวกคลาสสิคพังค์มา) อย่างไรก็ดีนี่คือ DIY ที่มีความสำคัญที่สุดในแวดวงดนตรี Underground ในฐานะที่มันจะเป็นการปฏิเสธค่ายใหญ่ (ซึ่งเป็นแหล่งความชั่วร้ายอะไรบางอย่างในคนในแวดวง Underground ทั่วๆ ไป) ค่ายทั้ง 3 ค่ายนี้ ค่อนข้างจะมีความสำคัญไม่น้อยในวงการเพลงใต้ดินเพราะ เป็นที่พำนักให้แก่ศิลปินนอกกระแสจำนวนมาก (ซึ่งมีความหลากหลายทางดนตรีมากๆ มิใช่เฉพาะ พวกที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า ฮาร์ดคอร์เท่านั้น)

อนึ่ง การ DIY แบบนี้วงที่น่าจะทำเป็นวงแรกๆ ในสายพังค์คือ The Buzzcocks ใน EP ชุดแรก นาม Spiral Scratch ส่วนวงอื่นๆ ในคลาสสิคพังค์ไม่มีรายงานว่ามีการทำอย่างนั้น ดังนั้นการมองว่าพวก คลาสสิคพังค์นั้น DIY ในแง่นี้จึงเป็นความเชื่อที่ไม่สู้จะเที่ยงตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์พังค์มากนัก (แต่ DIY ในมิติอื่นๆ เป็นอีกเรื่อง) อย่างไรก็ดีพวก คลาสสิคฮาร์ดคอร์ ก็ดูจะ ผ่านมาตรฐานนี้ได้เป็นอย่างดี

โดยทั่วๆ ไปแล้วมักจะว่ากันว่าตัวดนตรีของฮาร์ดคอร์นั้นมันเป็น “ดนตรีสายพังก์ที่เล่นเร็วขึ้นหนักขึ้น” แต่สิ่งที่ผมขอเสริมหน่อยคือ การใช้ริฟต์ต่างๆ ในฮาร์ดคอร์นั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะ Atonal กว่าพังค์ กล่าวง่ายๆ คือ พวกพังค์คลาสสิคนั้นส่วนใหญ่ใจใช้โน้ตใช้ริฟฟ์ง่ายๆ ตามสเกล แต่พวกฮาร์ดคอร์นั้นจะเริ่มใช้ริฟฟ์ที่ซับซ้อนขึ้นและโน้ตที่ขัดหูขึ้น นอกจากนี้แล้วพวกนี้ยังเป็นพวกแรกๆ ในสายร็อค (สายอื่นๆ ไม่แน่ใจ) ที่ริเริ่มการร้องแบบไม่มี Melody ซึ่งต่างจากพวกพังค์คลาสสิคที่แม้ดูเผินๆ จะเถื่อนมากแต่ก็ยังรักษาการร้องแบบมี Melody อยู่ (อย่างน้อยๆ ก็ในงานที่ได้รับการบันทึกเสียงออกมา – ที่น่าสนใจคือ งานในยุคที่พวกนี้เริ่มเล่นในผับแรกๆ ช่วงกลางๆ 70 นั้นไม่มีการบันทึกเสียงเอาไว้ อาจเป็นได้ว่าพวกนี้เริ่มการร้องแบบไม่มี Melody แล้ว แต่เมื่อมาถึงระดับบันทึกเสียงแล้ว สิ่งพวกนี้ได้ถูกตัดออกไปก็ได้ อย่างไรก็ดีภาพยนตร์ที่ตัดมาจาก Footage ของ Don Letts นามว่า Punk Rock Movie นั้นก็พอจะเป็นหลักฐานตรงนี้ได้บ้าง มันถูกถ่ายไว้ตอนต้นปี 1977) ผมว่านี่สำคัญมากๆ เลยนะ และไม่ค่อยมีใครชี้ เพราะ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนทีสำคัญที่กรุยทางไปสู่พวก Extreme Music ในยุคต่อๆ มาที่การร้องไม่มี Melody ไปจนถึงการตะโกนสำรอกเป็นเรื่องปกติ

เท่าที่ผมเข้าใจพวกอเมริกันเรียกพวกนี้ว่า Hardcore ตั้งแต่ราวๆ ต้น 80 ว่ากันว่างานของ D.O.A. ชื่อ Hardcore ’81 ในปี 1981 นั้นเป็นจุดริเริ่มของชื่อนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นชื่อที่คนในวงการรู้จัก (วงดนตรี แฟนเพลง แฟนซีน) เท่าที่ดูๆ แล้ว ตอนนั้นไม่น่าจะมีการแยกระหว่าง ฮาร์ดคอร์ กับ พังค์ อย่างชัดเจนทั้งคู่น่าจะจัดว่าอยู่ในซีนเดียวกัน (อย่างไรก็ดีพบว่าตอนกลางๆ ปี 90 ทั้งสองพวกนั้นมีการแยกกันอย่างชัดเจนและแทบจะเป็นปฏิปักษ์กันด้วยซ้ำ … ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับการแยกจากกันนี่ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และน่าศึกษากันต่อไป)

ถ้าเราจะข้ามมาฝั่งอังกฤษเราก็จะพบว่ามีดนตรีคล้ายๆ พวก คลาสสิคอเมริกันฮาร์ดคอร์ (Classic American Hardcore) เหมือนกันเช่นงานแรกๆ ของ The Exploited, Discharge, The Varukers, Broken Bones (สองวงหลังผมไม่เคยฟังเต็มๆ ) ทุกวันนี้มีการเหมารวมๆ พวกนี้จะเป็น “ฮาร์ดคอร์” แต่เท่าที่ผมเข้าใจ ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุว่าพวกอังกฤษรู้จักพวกนี้ว่าเป็น “ฮาร์ดคอร์” พวกอังกฤษน่าจะเรียกพวกนี้ว่า “พังค์” มากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของวัฒนธรรมพังค์ (ตรงนี้ต้องไม่ลืมว่าฮาร์ดคอร์ซีนนั้นเป็นซีนในระดับท้องถิ่นจริงๆ ในตอนแรก การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระดับนานาๆชาติอย่างแชร์คำว่า “ฮาร์ดคอร์” ร่วมกันนั้นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในบริบทแบบนั้น – อย่างไรก็ดีผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะมีการไปทัวร์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันตอนต้น 80 หรือเปล่า? แต่ผมว่าไม่น่ามี)

ประเทศอื่นๆ ผมไม่แน่ใจแต่คาดว่าน่าจะมีเช่นกัน เพราะ ก่อนหน้านั้นพังค์เป็นวัฒนธรรมในระดับโลกไปแล้ว เมื่อทั่วๆ โลกรู้จักพังค์ พัฒนาการจากพังค์ในระดับท้องถิ่น มาเป็น “ดนตรีสายพังก์ที่เล่นเร็วขึ้นหนักขึ้น”  หรือที่ทุกวันนี้เรียกกันว่าฮาร์ดคอร์ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อาจมีรายละเอียดต่างกันในระดับท้องถิ่น

เมื่อพ้นยุคต้น 80 มาแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ฮาร์ดคอร์ นั้นเริ่มมีลักษณะเป็น “แนวดนตรี” มากขึ้น และตัวแนวดนตรีนี้เองทำให้มันสามารถเข้าไปจับกับอะไรก็ได้หลายๆ อย่างที่มันไม่เคยไปจับ ซึ่งก็มีแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ขัดกับอุดมการเดิมของมันที่สุดก็คือ วงที่เล่นดนตรีอันมีรากกับฮาร์ดคอร์จำนวนมากเริ่มหันเหเข้าไปใต้ร่มเงาค่ายใหญ่ (ซึ่งผิดกับอุดมการณ์ของฮาร์ดคอร์รุ่นแรก อย่างน้อยก็ที่จำๆ กันมา เพราะ จริงๆ แม้แต่ฮาร์ดคอร์รุ่นแรกก็ไม่ได้มีความซื่อตรงกับตรงนี้เสมอไป Bad Brains เป็นตัวอย่างที่ดี อย่างไรก็ดีวงอย่าง Bad Brains ก็ไม่ได้เลวร้ายกับอุดมการณ์แบบพังค์เสมอไป มีการรายงานว่าทางวงมีการไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองอยูเนืองๆ โปรดเทียบประเด็นเหล่านี้กับ The Clash) ฮาร์ดคอร์เริ่มเข้าไปในสื่อกระแสหลัก และในที่สุดความหมายของ ฮาร์ดคอร์ ก็เลยกลายเป็นแค่แนวดนตรีหนึ่งๆ ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับอุดมการณ์อื่นๆ (อันน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคลาสสิคพังค์ในหลายๆ ส่วน) จะว่าไปสถานะของสิ่งที่เรียกว่า ฮาร์ดคอร์ยุคหลังๆ นั้นทำกับฮาร์ดคอร์ยุคแรกๆ นั้น ก็น่าจะคล้ายๆ กับ สิ่งที่ ป็อปพังค์ (Pop-Punk) นั้นทำกับ คลาสสิคพังค์ (Classic Punk) ไม่น้อย (โดยเฉพาะ Classic Punk ในความทรงจำของ Pop Culture) คือ เอารูปแบบ (Form )ดนตรีมาดัดแปลง แต่ทิ้งส่วนอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของวัฒนธรรมดนตรีรวมๆ ไปหมด (พอนึกภาพออกมั้ยครับ)

สำหรับดนตรีหลายๆ แนวแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นเท่าไรนัก เพราะ ไม่ได้มีจุดยืนทางวัฒนธรรมที่แน่นหนาเท่าไรอยู่แล้ว (มีแต่หลวมๆ) แต่สำหรับดนตรีในสายพังค์มันไม่ใช่เพราะ แนวคิดพื้นฐานที่ผูกติดกับแนวดนตรีมันบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าคุณต้องเป็นศัตรูกับอะไร ต้องทำอะไร (แม้ว่าเป้าศัตรูและกิจกรรมต่างๆจะไม่ได้ชัดเจนมากนัก แต่ดนตรีสายพังค์ก็เรียกร้องอย่างเนืองๆ ว่าคนในสายดนตรีเหล่านี้ต้องมีสิ่งเหล่านี้) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดนตรีในสายพังค์นั้นมีเข้มข้นกว่าดนตรีร็อคสายอื่นๆ มาก คุณเป็น sXe (Straight Edge) คุณก็ต้องดำรงตนแบบ sXe ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ไม่มั่วเซ็กส์ คุณเป็น นาซีพังค์ (Nazi Punk) คุณก็ต้องดำรงตนแบบ นาซีพังค์ ไปไล่กระทืบคนต่างชาติ (โดยเฉพาะ เอเชีย) คุณเป็นพังค์ผ่ายซ้ายคุณก็ต้องดำรงตนแบบพังค์ฝ่ายซ้าย ต้องไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองเช่นเล่นคอนเสิร์ตเพื่อระดมอาหารไปให้ขบวนการซาปาติสต้าเป็นต้น การจัดประเภทวัฒนธรรมย่อยๆ ที่มีชื่อและแนวคิดกำกับชัดเจนแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในดนตรีร็อคสายอื่นๆ ในดนตรีร็อคสายอื่นๆ นั้นความแตกต่างของชื่อแนวนั้นจะเป็นการบ่งบอกความแตกต่างในตัวดนตรี ในขณะที่ความแตกต่างของแนวทางต่างๆ ในสายพังค์นั้นในหลายๆ ครั้งนั้นเป็นเรื่องของโลกทัศน์ (ที่มักจะสะท้อนออกมาในเนื้อเพลง) เสียมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของดนตรี ดังนั้นความแตกต่างเหล่านี้เราจะเห็นได้ในการแต่งกาย เนื้อหาของเพลง ไปจนถึงกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าในตัวดนตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า การมองดนตรีในสายพังค์ในระนาบปกติๆ แบบเดียวกับดนตรีอื่นๆ นั้นทำให้เราหลุดไปหลายประเด็น (ซึ่งผมเคยเป็นเมื่อกลับมาศึกษาพวกนี้ใหม่ๆ หลังจากไปจุ่มตัวในโลกเมทัลมาหลายปี)

สำหรับตัววัฒนธรรมของ ฮาร์ดคอร์ นั้น อย่างที่ผมบอกมีความเป็นท้องถิ่นอยู่มากรายละเอียดต่างๆ กันไป แต่โดยทั่วๆ ไปผมว่ามันก็เป็นรูปแบบวัฒนธรรมแบบพังค์นั่นแหละ แต่ไม่เน้นการแต่งตัวช็อคผู้คนเท่านั้น (แต่ก็อย่างที่ผมบอกแต่ต้นว่าผมไม่รู้รายละเอียด) นอกเหนือไปกว่านั้นแล้ววัฒนธรรมทางดนตรีในสายฮาร์ดคอร์ (ซึ่งจริงๆ ผมนับเป็นสายพังค์นะ เพราะ ถ้าดูในระดับนานาชาติแล้ว ผมคิดว่ามันยังมีการแลกเปลี่ยนกันเรื่อยๆ ตลอด 80’s และซีนโดยรวมก็รู้สึกจะเป็นซีนเดียวกัน ไม่ได้แยกกัน อย่างน้อยๆ ก็น่าจะจนถึงกลางๆ 80’s) ยังแตกเป็นหลายอย่างอีก เช่น Taqwacore, Queercore, Straight Edge ซึ่งอันหลังนี้มีแตกแยกย่อยอีกยังกะแตกลัทธิบางสายนับถือ เทพเจ้าฮินดู, บางสายไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นต้น แม้ว่าโดยรวมๆ แล้วสิ่งที่มีร่วมกันคือ การไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่มั่วเซ็กส์ (บางสายเคร่งมากๆ มีการด่า Ian McKay ผู้เป็นเจ้าพ่อ สำหรับการดื่มชาในที่สาธารณะของเขาด้วยซ้ำ เพราะ มันมีคาเฟอีน … เอาเข้าไป มันจริงๆ) ซึ่งถ้าจะเอาพวกใกล้กันอีกก็จะมีพวก Anarcho-Punk ยุ่งกันสุดๆ

อ้อ ที่สำคัญมีการกล่าวกันว่า ฮาร์ดคอร์ ในของอเมริกันนั้นเป็นของชนชั้นกลางผิวขาว (ในขณะที่คลาสสิคพังค์อังกฤษเป็นของชนชั้นแรงงาน) ซึ่งผมว่านี่เป็นไปได้ในซีนของ LA และ Washington DC แต่ที่ New York ผมไม่แน่ใจ

สำหรับเรื่องการเล่นแท็ค มอช (Mosh) นั้น หลายๆ คนผมเห็นว่าเรียก Slam Dancing บางคนว่ามันมีตั้งแต่พังค์แล้วเกิดจากการเต้น Pogo (ก็การกระโดดขึ้นลงนั่นแหละ ว่ากันว่าพวกพังค์เริ่มทำเป็นพวกแรกในดนตรีร็อค และก็ว่ากันอีกว่า Sid Vicious เป็นคนเริ่มทำ) ในขณะที่เบียดเสียดกันน่าเวที เลยพาลไปแท็คกันเข้า ทำไปทำมาก็เป็นวัฒนธรรม (อย่างไรก็ดีการ Slam Dancing ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องปกติในคอนเสิร์ตพังค์คลาสสิคจัดเป็น “ข้อยกเว้น” เสียมากกว่า อย่างไรก็ดีมันก็กลายเป็นเรื่องปกติในคอนเสิร์ตฮาร์ดคอร์ รู้สึกว่ามีรายงานที่ระบุว่ามีการ Slam Dancing ใน Rolling Stones ตั้งแต่ราวๆ ต้น 80 แล้ว ซึ่งถ้ามันไปถึงสื่ออย่าง Rolling Stones แล้ว มันก็คงจะเป็นเรื่องที่แพร่หลายไปในวงกว้างไม่น้อยแล้ว) สนใจอ่าน Paper Bradford Scott Simon, “Entering the Pit: Slam-dancing and Modernity”, Journal of Popular Culture: 31, 1, (June 1997), p. 149-176 รายงานไว้น่าสนใจเหมือนกัน แต่ผมว่าเขามีปัญหาเล็กน้อยในเรื่อง Distinction ระหว่าง Hardcore กับ Punk ของเขา ประเด็นนี้ต้องอ่านระวังทีเดียวและต้องตระหนักดีๆ ว่าเขาไปลงพื้นที่ราวๆ ปี 1995 (ถ้าจำไม่ผิด) ที่ฮาร์ดคอร์กับพังค์เป็นคนละเรื่องไปแล้ว (ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากความโด่งดังของป็อปพังค์ที่กลายเป็น “พังค์” เฉยๆ สำหรับคนทั่วๆไป จึงทำให้ “พังค์” นั้นกลายเป็นสิ่งที่น่าเดียดฉันท์)

หวังว่าคงตอบและไม่ตอบคำถามผู้อ่านที่อ่านมาจนจบได้ไม่น้อยก็มาก


[1]คนฟังเพลงอย่างจริงจัง นั้นเป็น Subject ที่ผมต้องตั้งขึ้นมาก่อน เพื่อทำให้การพูดถึงแนวดนตรีย่อยๆ ต่างๆ เป็นไปได้ ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แนวดนตรีต่างๆ นั้นไม่มีความสม่ำเสมอในการดำรงอยู่ (Ontological Consistency) ในตัวมันเอง สิ่งเหล่านี้จะดำรงอยู่ในหัวของคนที่ตระหนักว่ามันมีอยู่เป็นหลัก นอกจากนี้ในระดับหนึ่งเราไม่สามารถตรึงความหมายมันไม่ให้ลื่นไหลได้เช่นเดียวกับมโนทัศน์ทางวิชาการโดยทั่วๆ ไป (ที่ในระดับหนึ่งแล้วการผูกขาดการนิยามความหมายของสถาบันทางวิชาการนั้นทำให้นักวิชาการนั้นพูดภาษาเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง สภาวะเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นในโลกของดนตรีสมัยนิยมที่ใครๆ ก็แทบจะพูดอะไรก็ได้) ด้วยเหตุจำเป็นดังนี้ตัว Subject อย่าง คนฟังเพลงอย่างจริงจัง จึงต้องมีขึ้นเพื่อที่จะยืนยันการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และตรึงความหมายไม่ให้มันลื่นไหลไปเรื่อยๆ

[2] ย้ำอีกครั้ง เมื่อพูดถึง ฮาร์ดคอร์ (Hardcore) แล้วคนไทยทั่วๆ ไปนั้นก็จะเข้าใจว่าหมายถึงแนวดนตรีที่ปรากฏขึ้นมาชัดเจนก่อนสิ้นสหัสวรรษไม่นานอันมี ท่อนริฟฟ์กีต้าร์แบบโยกๆ ไลน์กลองที่ได้รับอิทธิพลจากฮิปฮอป และ การร้องกึ่งตะโกนกึ่งสำรอกเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ อย่างไรก็ดีแนวดนตรีนี้มันจะเรียกกันในหมู่คนที่ฟังเพลงร็อคอย่างจริงจังว่า นูเมทัล (Nu-Metal) วงดนตรีดังๆ ในกระแสดนตรีนี้ เช่น Korn, Limp Bizkit, Linkin Park เป็นต้น ในขณะที่คำว่า ฮาร์ดคอร์ ในโลกภาษาอังกฤษ นั้นจะหมายถึงกลุ่มดนตรีที่ปรากฏขึ้นทั่วอเมริกาตอนต้นทศวรรษที่ 80 ที่เล่น พังค์หนักๆ ดังจะอธิบายในรายละเอียดในบทความนี้ บางคนพยายามจะบอกว่า ฮาร์ดคอร์ ทั้งสองเป็นอันเดียวกัน ตรงนี้ผมเคยอธิบายไว้ที่อื่นแล้ว ว่ามันเป็นคนและอันกันอย่างละเอียด ในระดับของรากฐานและอิทธิพล โดยสั้นๆ แล้ว “Hardcore” ของคนไทย (หรือ Nu-Metal) นั้นตัวดนตรีมันเป็นผลผลิตจากกระแสดนตรียุคปลาย 80 ต้น 90 และเกิดจากพลวัตรการพัฒนาทางดนตรีในสายของเมทัลเองมากกว่า นอกจากนี้แล้วถึงจะลากอิทธิพลกันได้จริงๆ (ซึ่งก็คงไม่ต่ำว่า 3-4 ทอด … ไกลสิ้นดี) ก็เป็นแค่อิทธิพลในทางดนตรี ไม่ใช่อิทธิพลในด้านโลกทัศน์และอุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับดนตรีในสายพังค์ที่เข้มข้นอย่าง “Hardcore”