Home

Dialectic of Pop-Rock Taste: ข้อคิดและวิจารณ์บางประการจากการอ่านงาน “รสนิยม “ป็อป ร็อค” ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอาดอร์โน”

มกราคม 28, 2007

Dialectic of Pop-Rock Taste: ข้อคิดและวิจารณ์บางประการจากการอ่านงาน รสนิยม ป็อป ร็อคในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอาดอร์โน 

Introduction: The Encounter เมื่อช่วงตอนปลายปีที่แล้วผมได้เข้าฟังการนำเสนอเปเปอร์ในงานเวทีวิจัยมนุษย์ศาสตร์ เปเปอร์ที่ผมรู้สึกสะดุดใจมากๆ ก็คือ เปเปอร์ของคุณ ดุษฎี วรธรรมดุษฎี นามว่า รสนิยม ป็อป ร็อคในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอาดอร์โน 

ในเปเปอร์นั้นดุษฎีได้เริ่มด้วยการร่ายทฤษฎีอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของ Adorno ตรงนี้ผมไม่ตงิดเพราะไม่มีความรู้พอจะตะหงิด (ผมเพียงแค่เคยอ่านงานมือสองภาษาไทยมาบ้างและอ่านบท Culture Industry ผ่านๆ ผมว่ารู้แค่นี้แล้วไปวิจารณ์มันก็จะโปกฮาเกินไป) ต่อมาดุษฎีเริ่มพูดถึงมุมมองของ Adorno ต่อ Jazz (ซึ่งจัดเป็น Popular Music ในสมัยที่ Adorno เขียนงานตอนต้น ศตวรรษที่ 20) ตรงนี้ผมเริ่มตะหงิด (แต่ก็ตะหงิดตั้งแต่ได้อ่านมาจากที่อื่นแล้ว เคยได้ยินว่าบางคนตงิดตรงนี้ขนาดปฏิเสธงาน Adorno ไปทั้งดุ้นด้วยซ้ำ) และแล้วเปเปอร์ก็จบลงด้วยการวิเคราะห์รสนิยม ป็อป ร็อค ผ่านวิธีคิดเกี่ยวกับ Popular Music ของ Adorno ตรงนี้ผมบอกตรงๆ เลยว่าตงิดมากสุดๆ

โอเค มาเริ่มงานชิ้นนี้อย่างเป็นทางการกัน ผมจะขอวางกรอบข้อวิจารณ์และคำถามของผมต่องานชิ้นนี้ไว้สำหรับงานค่อนหลังเท่านั้น ในการวิเคราะห์ Popular Music ของ Adorno และการใช้มันวิเคราะห์รสนิยม ป็อป ร็อค ของดุษฎี

ประการแรก ผมขอกล่าวสั้นๆ (ตามประสาคนรู้น้อยแล้วไม่อยากพูดมาก) ว่า ผมคิดว่ากรอบการมอง Popular Music ของ Adorno นั้นมีแนวโน้มไปในทางตีขลุมและเหมารวมมากๆ (แม้ว่าสำหรับ Adorno นั้น Bad Music อย่าง Jazz นั้นก็ยังจะมี Good กับ Bad แยกกันอยู่) เป็นการมองอะไรที่อยู่ภายใต้ตรรกะของ อุตสาหกรรมวัฒนธรรมเหมือนๆ กันหมด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน(Standardization) ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความแตกต่างที่มาตรฐานอนุญาตให้แตกต่างเท่านั้น หรือ อีกนัยนัยน์หนึ่ง ความแตกต่างที่ไม่สร้าง ความแตกต่าง (คำของผมเอง เอามาจาก Zizek) ถ้ามองในกรอบแบบนี้ เผลอๆ Jazz ตอนต้นศตวรรษที่ 20, The Beatles, Britney Spears ไปจนถึงพวกวง Death Metal (ในยุคหนึ่ง) ก็อาจเหมือนๆ กันหมดก็ได้เพราะ ในระดับหนึ่งตกอยู่ใต้ตรรกะของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเหมือนกัน และอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน … 

… โอเค สิ่งเหล่านี้มันอาจจะเหมือนกัน (หรือมีความแตกต่างที่ไม่สร้าง ความแตกต่าง) ถ้าคุณมองมันจากบางกรอบ (เช่นของ Adorno?)  ตรงนี้ผมไม่มีปัญหา กรอบใครกรอบมันอยู่แล้ว ถ้ากรอบมันไม่มีประสิทธิภาพยิ่งนักต่อการศึกษาเรื่องหนึ่งๆ มองอะไรก็เหมือนกันหมดไม่สามารถจับความแตกต่างอันเป็นประเด็นศึกษาได้ กรอบนั้นก็ควรจะตกไป (จริงไหม?) กล่าวคือ ถ้า Adorno นั้นมอง Popular Music นั้นเหมือนๆ กันไปหมดจริง คนที่จะศึกษาสิ่งที่เรียกรวมๆ ว่า Popular Music ในรายละเอียดย่อยๆ ในฐานะที่มันแตกต่างกันนั้นจะใช้ Adorno ไปทำหมีแพนด้าอะไร จริงไหมครับ? 

อย่างไรก็ดีปัญหาของผมเป็นอีกระดับที่ต่อมาจากตรงนี้ ปัญหาคือว่า เมื่อกรอบในการมองแบบเหมารวมเหล่านี้ ได้ขยายตัวไปในวงกว้าง สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ใช่แค่มันเป็นกรอบที่ไม่มีประสิทธิภาพในการศึกษาประเด็นหนึ่งๆ แต่ว่ามันทำให้ ประเด็นนั้นๆไม่ใช่ประเด็นที่สมควรไปศึกษาด้วยซ้ำ หรือ ถ้าจะพูดไปให้มากกว่านั้นแล้วกรอบความคิดที่เหมารวมอย่างนี้นั้นสามารถนำไปใช้ในการเมืองเชิงวิชาการ (Academic Politics) ในการ Discredit ประเด็นเหล่านั้นได้อีกด้วย ทำให้มันต่ำค่าเกินกว่าจะศึกษา

แน่นอนนี่ไม่ใช่ปัญหาของคนทุกคน แต่ดูจะเป็นปัญหาของคนที่ศึกษาประเด็นเหล่านั้นในรายละเอียดเสียด้วยซ้ำ

แต่นั่นคือปัญหาของผมนี่!

Critique of Adornian Reason??? 

ในตอนสุดท้ายของเปเปอร์ดังกล่าวนั้นดุษฎีนั้นได้ร้อยเรียงความเหมือนกันของ The Beatles, Aerosmith, Bon Jovi, Nirvana และ Linkin Park เข้าไว้ด้วยกันภายใต้มโนทัศน์ รสนิยมป็อป ร็อค (ดุษฎีเน้นว่าเป็น รสนิยม ไม่ใช่แนวเพลง) ที่พอเคลือบฉาบคำอธิบายไปแล้วดนตรีของวงต่างๆ ที่กล่าวมาก็ดูเหมือนกันไปหมด (ภายใต้อุตสาหกรรมวัฒนธรรม) อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันหมด

ถ้าจะถามผมแล้ว ดนตรีและภาพลักษณ์ของทั้ง 5 วงที่กล่าวมานั้นแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย (และคนที่ฟังเพลงโดยทั่วๆ ไปก็น่าจะคิดแบบนั้น) ดังนั้นการกล่าวว่าวงพวกนี้ เหมือนกัน นั้นจึงเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดไม่น้อยเลยแม้ว่าจะมองแค่ดนตรีและภาพลักษณ์ (ยังไม่ต้องไปพูดถึงบริบทที่วงต่างๆ นั้นมีชื่อเสียง และสถานะของวงเหล่านี้ในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อค) ในแง่นี่แล้วคำถามที่ว่าดนตรีพวกนี้เหมือนกันอย่างไร จึงเป็นคำถามที่ท้าทายไม่น้อยเลยสำหรับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับดนตรีเหล่านี้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้ฟังของเปเปอร์นี้คือวงวิชาการซึ่งส่วนใหญ่ไม่น่าจะเคยได้ฟังงานดนตรีของวงข้างต้นทั้ง 5 ด้วยซ้ำ (ไม่ต้องพูดถึงมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคในระดับกว้างๆ) และส่วนใหญ่ก็อาจมองว่าของพวกนี้ดนตรีของวัยรุ่นนั้นเป็นสิ่งที่เหมือนๆ กันไปหมดด้วยซ้ำ … ด้วยพื้นฐานของผู้ฟังในทำนองนี้เปเปอร์นี้ก็ได้ทำการยืนยันทรรศนะคติหลวมๆ ทำนองเพลงวัยรุ่นก็เหมือนๆกันไปหมดได้เป็นอย่างดี … และคนเหล่านั้นก็อาจเอนกายลงอย่างสบายและผ่านประเด็นอัน เหมือนๆ กันไปหมด เหล่านี้อย่างไม่ต้องใส่ใจ เพราะ มันไม่มีอะไรให้ศึกษา หรือ อีกนัยน์หนึ่งหน้าที่ของแนวคิดทำนองนี้ทำให้ทรรศนะคติแบบเหมาร่วมที่มีอยู่แล้วของหลายๆ คนนั้นมีทฤษฎีมาสนับสนุน

ซึ่งนี่คือ สิ่งที่ผมตะหงิดที่สุด เพราะ มันเป็นการปูฐานที่ไม่เอื้อให้มีการศึกษาเรื่องพวกนี้ต่อไปแม้แต่นิด (แน่นอนผมต้องเห็นว่าเรื่องพวกนี้สำคัญและต้องศึกษา มันเป็นจริตของคนที่เล่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว)

ผมคิดว่าดุษฎีนั้นเอาแนวคิดทำนอง ไม่มีอะไรใหม่ เป็นบรรยากาศหลักของตรงส่วนนี้ แค่ตอนแรกที่มีการบอกว่า ดนตรีป็อปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเชิงอรรถของThe Beatles ก็ทำให้ผมแอบขำแล้ว (ประโยคเต็มๆ คือ ในโลกของดนตรียอดนิยม the beatles [sic] ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านดนตรี  ลุค (ลักษณะของความเป็นศิลปินดนตรี) การแสดงตลอดทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิต วงดนตรีรุ่นหลังจากนั้นเป็นเพียงเชิงอรรถ) เพราะ มันเป็นแนวคิดทำนอง เดียวกับ พวกกรีกว่าไว้หมดแล้ว ซึ่งถูกใช้เป็นข้ออ้างในการศึกษาแต่งานกรีกอย่างเดียวในทางปรัชญา ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นแล้วล้วนเป็นสิ่งจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับงานกรีก

แน่นอนถ้าเริ่มคิดว่า The Beatles ทำมาหมดแล้ว แล้วเริ่มมองดูหรือจับผิดเมโลดี้ของดนตรีอื่นๆ หลังจากนั้น ก็จะพบเมโลดี้ที่คล้ายๆ The Beatles เต็มไปหมดซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนตัวโน๊ตหน่อย เปลี่ยนจังหวะหน่อย  … ซึ่งนั่นก็คงจะเป็นสิ่งที่พูดอีกก็ยิ่งถูกอีกเพราะ ดนตรี Pop และ Rock โดยทั่วๆ ไปแล้วมีฐานจาก Major Scale อันมีโน๊ต 7 ตัวอยู่แล้ว โอกาสที่บางส่วนจะซ้ำกับงานที่มีความหลากหลายมากมายอย่าง The Beatles นั้นมีอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามองว่าความต่างที่เกิดขึ้น นั้นเป็นการ ดัดแปลง สิ่งที่ The Beatles ทำมาแล้วยิ่งแล้วใหญ่

นี่แหละครับ เงื่อนไขที่ผมเห็นว่าข้อเสนอทำนอง “The Beatles ทำมาหมดแล้ว จะยังทำงานอยู่ได้ในบริบทของตัวเมโลดี้ดนตรี ตรงนี้จะเห็นได้ว่ามโนทัศน์อย่าง ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน (หรือ ความแตกต่างที่ไม่สร้างความแตกต่าง) นั้นสามารถขยายตัวไปอธิบายได้สารพัด ภายใต้แนวคิดทำนองทุกๆ อย่างนั้นเป็นเพียงของ ดัดแปลง (Variation) ของต้นฉบับ (Original) 

อย่างไรก็ดีถ้าจะถามไปให้มันลึกลับซับซ้อนไปกว่านั้นกับประเด็นเรื่อง ความเป็นต้นฉบับ (Originality) อีกก็ต้องถามว่า The Beatles เป็นศิลปินที่ทำอย่างนั้นเป็นวงแรกจริงๆ หรือ? (ซึ่งขุดไปขุดมาอาจจะไปโผล่ที่ J.S. Bach ในที่สุดก็ได้)

ส่วนในเรื่อง ลุค (ลักษณะของความเป็นศิลปินดนตรี) การแสดงตลอดทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิต นั้นผมว่าการจะกล่าวว่าสิ่งหลังจากนั้นเป็นเพียง เชิงอรรถ ของ The Beatles นั้นก็เป็นสิ่งที่ฟังดูขัดๆ อยู่มากทีเดียว เพราะ ถึงแม้ The Beatles จะได้ผ่านยุคสมัยมามาก (ตั้งแต่ไว้ผมทรงกะละครอบอันโด่งดัง ไปจนถึงยุคที่รุงรังเป็นฮิปปี้) มันก็เป็นการเกินเลยไปจริงๆ อยู่ดีที่จะบอกว่า The Bealtles นั้นทำไว้หมด ตัวอย่างง่ายๆ ก็อย่างเช่น การเปลือยกายตอนถ่ายปกและเล่นสดของ Red Hot Chili Peppers (ซึ่งดุษฎีก็พูดถึงวงนี้ตอนพรีเซนต์เปเปอร์), การช่วยตัวเองใส่คนดูในคอนเสิร์ตของ Marilyn Manson ผมคิดว่าพวกนี้ดังและยอดนิยมพอที่จะจำเป็นต้องมาเข้าข่ายคำอธิบายอยู่แล้ว คำถามคือ ถ้าสิ่งพวกนี้เป็น เชิงอรรถ ของ The Beatles แล้ว ตัวบทของ The Beatles ที่สิ่งพวกนี้อ้างอิงนั้นอยู่ที่ไหน? แน่นอนผมหาไม่เจอ (และนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ที่นึกออกเท่านั้น) 

การพูดถึง Aerosmith และ Bon Jovi เกี่ยวกับเพลง บัลลาด (Ballad) ก็ดูจะเหมือนเป็นการเลือกเอาเพลงบางเพลงมาเป็นตัวอย่างให้เข้ากับ บรรยากาศทำนองจิ๊กโก๋อกหัก และ เพลงทำนองฉันรักเธอ เธอไม่รักฉัน (ที่ดูราวกับว่าไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งเอาจริงๆ ไม่ต้องรอ The Beatles ก็ได้เท่าที่เคยได้ยินมาเพลงพื้นบ้านจำนวนมาก็มีธีมเพลงแบบนี้) ซึ่งเอาจริงๆ แล้วเนื้อหาของเพลงของวงอย่าง Aerosmith และ Bon Jovi ก็มีมากกว่านั้น สำหรับ Aerosmith ก็เช่น Janie’s Got a Gun, Dude (Looks Like a Lady) สำหรับ Bon Jovi ก็เช่น Livin’ On a Prayer, These Days ที่ล้วนเป็นเพลงดังที่ไม่เกี่ยวกับจิ๊กโก๋อกหักแน่ๆ (แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเพลงของสองวงนี้ที่เนื้อหาไม่ได้ น้ำเน่า) นอกจากนี้แล้วเพลงในทำนองจิ๊กโก๋อกหักของวงพวกนี้นั้นยังมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง การยกประเด็น การใช้เมโลดี้ การประพันธ์ในส่วนของดนตรีมากอีกด้วย (แน่นอนผมเทียบกับเพลงตลาดไทย) เหนือไปกว่านั้นในระยะเวลา 20-30 ปีที่ทั้งสองวงนั้นได้ดำเนินการมานั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมากอีกด้วยทั้งดนตรีและภาพลักษณ์ซึ่งทำให้ปัญหาคือ เวลาพูดถึงสองวงนี้เราพูดถึงมันตอนไหน? (มีนัยยะสำคัญเพราะมีแฟนเพลงจำนวนมากหันหลังให้กับสองวงนี้หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Aerosmith ในยุคแรกนั้นทำเพลงโดยไม่พึ่งพานักแต่งเพลงเป็นร็อคแอนด์โรลโจ๊ะๆ ที่มีบัลลาดปน ในขณะที่เพลงในยุคหลังจากการแยกวงชั่วคราวนั้นมีนักแต่งเพลงอาชีพมาร่วมสังฆกรรมด้วยทั้งสิ้น Bon Jovi ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกันในสองชุดหลังไม่ว่าจะเป็นลุค หรือเพลง) หรือ ตอนไหนก็ได้ที่มันเข้ากับคำอธิบายเรื่อง รสนิยมป็อป ร็อค? อย่างไรก็ดีผู้เขียนคิดว่าคำอธิบายที่ว่า เพลงของทั้งสองวงนั้น มีลุคที่เป็นกลิ่นอายความเป็น cowboy [sic] ลูกทุ่งแบบอเมริกันนุ่งยีน ยืนหน้าบาร์ ยกเบียร์ขึ้นดื่ม พอเวลาเมาก็ต่อยกันจนถูกโยนออกมานอกร้าน ทำตัวเป็น bad boy [sic] ขับรถเก่าๆ ดูเก๋าข้ามรัฐ ในส่วนนี้ของเปเปอร์นั้น เป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผู้เขียน เพราะ ในสายตาของผู้เขียนแล้วพวกนี้เป็นร็อคสตาร์ที่น่าจะสูงเกินกว่าจะให้ภาพในแบบ บ้านๆ แบบนั้น ผู้เขียนอาจจะรู้เรื่องของวงพวกนี้มากเกินไปก็ได้จึงไม่มีจินตนาการไปทางนั้น 

สำหรับส่วนต่อไปที่พูดถึง Nirvana นั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นปัญหาที่สุด เพราะ โดยทั่วๆ ไปแล้วสำหรับคนที่ฟังเพลงและรู้เรื่องดนตรีการที่ Nirvana ขึ้นมาดังได้แทบจะเป็นการปฏิวัติวงการเลยทีเดียว มันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนรสนิยมดนตรีของมวลชวนอย่างเฉียบพลันตอนต้น 90 (ที่ทำให้พวก Hair Metal หัวฟูแห่งยุค 80 รวมทั้ง Bon Jovi นั้นระเนระนาดไปเลยทีเดียว) ปัญหาก็คือ กรณีตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนรสนิยมอย่างรวดเร็ว (แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ดนตรีตรงนี้ก็จะคิดว่า Nirvana มาจากไหนก็ไม่รู้) รสนิยมในการฟังเพลงเปลี่ยนไปแน่ (ยังไม่ต้องโยงถึงเรื่องอื่นๆ เช่นการโยง Nirvana กับ Punk ที่มันจะมีประเด็นสำคัญๆที่ต้องพูดอีกมาก) ประเด็นคือ ภายใต้แนวคิด รสนิยมป็อป ร็อค แล้วสิ่งพวกนี้เหมือนกันหมดเลยหรือ? การเป็นพวกแฟนเพลงเมทัลยุค 80 ที่เล่นกีต้าร์เร็วปรี๊ด กับการเป็นแฟนเพลง Nirvana ที่ใครๆ ก็เล่นได้นั้นเหมือนกันขนาดนั้นเลยหรือ? ถ้าเหมือนกันขนาดนั้น รสนิยมป็อป ร็อค ก็ไม่ได้ต่างไปจากสิ่งที่มวลชนชอบภายใต้ระบบธุรกิจดนตรีในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งก็คงจะต้องมาว่ากันในรายละเอียดเหมือนกันว่า รสนิยมและการบริโภคงานเหล่านั้นในแต่ละยุคมันละม้ายกันขนาดนั้นจริงๆ หรือ? และที่สำคัญมากๆ ความขบถต่อตัวอุตสาหกรรมวัฒนธรรมนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นภายในตัวมันเองได้เลยหรือ? (ดูประเด็นนี้ต่อไปด้านหน้า) และที่แปลกที่สุดก็คือ ตรงนี้ดุษฎีดุษฎีดูจะไม่ได้ทำการเชื่อมโยงลักษณะต่างๆ ของ Nirvana ให้เข้ากับ มาตรฐาน ภายใต้รสนิยมป็อป-ร็อคเลย นอกจากนี้ลักษณะต่างๆ ของ Nirvana ที่ดุษฎียกมายังดูจะสร้าง ความต่าง มากกว่า ความเหมือน ที่คำอธิบายเหล่านี้ได้กรุยทางมา ผู้เขียนจึงสงสัยยิ่งนักว่าดุษฎียกตรงนี้มาทำไม เพราะ มันทำให้คำอธิบายนั้นดูจะมีปัญหาไม่น้อยเลย 

กรณีสุดท้ายที่ดุษฎียกมาคือ Linkin Park ผู้เขียนคิดว่ามีปัญหาพอๆ กับ Nirvana เพราะ นี่คือดนตรีอีกรูปแบบหนึ่งที่มีเนื้อหาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งคำอธิบายที่ว่า มันเหมือนๆกัน ไม่น่าจะไหลไปได้ง่ายๆ โดยปราศจากคำอธิบายที่เหมาะสม  ดุษฎีบอกว่า “linkin’ park [sic] … ผสมผสานทางดนตรีโดยนำเอาสัดส่วนเพลงยอดนิยมแบบรสนิยมป็อปร็อคมาเป็นพื้นฐานโครงสร้างและทำการเรียบเรียงทำนองด้วยการเครื่อง [sic] turntable และการ sampling จากนั้นใช้การร้องแบบ rap เป็นลูกคู่ไปพร้อมกับการร้องแบบร็อคเสียงแหบและกีต้าร์เสียงแตกด้วยทำนองดนตรีที่คุ้นหูเพียงแต่รูปแบบการเล่นต่างไปบ้าง (ตัวเอียงเน้นโดยผู้เขียน) โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าประโยคที่ผู้เขียนเน้นนั้นดูจะเป็นการยืนยัน (Assert) มากกว่าการพิสูจน์ (Proof) หรือ อธิบาย (Explain) นอกจากนี้แล้วการจะบอกว่า Linkin Park นั้นเอา สัดส่วนเพลงยอดนิยมแบบรสนิยมป็อปร็อคมาเป็นพื้นฐาน และนำสิ่งอื่นๆ มาเสริมให้มันต่างออกไปนั้น ยังเป็นประโยคในทำนอง พูดอีกก็ถูกอีก ในทำนองที่ได้กล่าวมามากข้างต้นแล้ว มามันสามารถใช้ในการตีขลุมได้อย่างไรบ้าง (จริงๆ ผู้เขียนคิดว่าการจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เหมือนกันได้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดในตัวเอง แต่มันต้องการคำอธิบายที่เหมาะสม จุดที่เหมือนก็ต้องชี้ให้ชัด ไม่ใช่ให้คนอ่านนึกเอาเอง- โครงสร้างเพลงมันเหมือนกันอย่างนี้ๆ ก็ว่าไป โน๊ตมันเหมือนกันอย่างนี้ๆ ก็ว่าไป จุดที่ต่างแต่ไม่เป็นประเด็นว่า แตกต่าง ก็น่าจะได้รับคำอธิบายอย่างเหมาะสมกว่านี้ว่าทำไมมันถึงไม่ แตกต่าง) 

อย่างไรก็ดีโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าแนวคิด รสนิยมป็อป-ร็อค ของดุษฎีนั้นจะจะใช้อธิบายเพลงไทยสมัยนิยมได้เหมาะกว่ามากๆ เพราะ สิ่งเหล่านี้เองที่แทบจะเรียกได้ว่า เนื้อหา และโครงสร้างนั้น น้ำเน่า จริงๆ แพตเทรินของดนตรีสมัยนิยมเมืองไทยนั้นเรียกได้ว่า เดาได้เกือบหมดยิ่งในระดับเมโลดี้ด้วยแล้วแทบจะมีสูตรด้วยซ้ำที่คนฟังครั้งแรกก็อาจจะเดาออก เนื้อหาของเพลงก็เป็นจิ๊กโก๋อกหักเกือบ 100 ทั้ง 100 ผมว่าอย่างนี้แหละสมควรจะใช้ Adorno สมควรจะใช้กระบวนทัศน์อย่าง การทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (อย่างไรก็ดีอาจมีคนฟังเพลงไทยจริงๆ มาเถียงผมประเด็นเหล่านี้ก็ได้ ว่าผมอธิบายตีขลุมเกินไป แน่นอนผมยินดี อยากด้วยซ้ำ- ที่จะรับฟังข้อโต้แย้งที่น่าจะล้มคำอธิบายนี้) 

Ending Remarks: Spectres of Adorno and the Liberative Music 

(ตอนแรกผมคิดว่าจะเขียนส่วนนี้ลงไปเพราะ ผมได้รวบรวมประเด็นมาในระดับหนึ่ง แต่หลังจากศึกษามาเพิ่มแล้วก็พบว่าไม่เขียนดีกว่าเพราะความรู้ไม่พอเอามากๆ เลย อนึ่งมันมีดีเบตที่สำคัญของฝ่ายซ้าย -?- ในตอนที่ดนตรีร็อคปรากฏขึ้นมา ฝ่ายหนึ่งจะเห็นว่ามันเป็นดนตรีแห่งการปลดปล่อย ส่วนอีกจะเห็นว่ามันกดขี่ ผมคิดว่าถ้าผมไม่รู้ตรงนี้ผมไม่ควรจะเขียนส่วนนี้ของบทความ และกว่าผมจะรู้ก็คงจะอีกนาน นอกจากนี้แล้วตรงนี้มันก็ยังเป็นประเด็นใหญ่มากๆ จนมันอาจมีสถานะเป็นตัวบทความ หรือกระทั่งงานชิ้นหนึ่งด้วยซ้ำ … ด้วยเหตุดังนี้แล้วผมจึงขอจบบทความนี้แบบที่ทิ้งร่องรอย (Traces) ไว้อย่างนี้แหละครับ) 

14 Responses to “Dialectic of Pop-Rock Taste: ข้อคิดและวิจารณ์บางประการจากการอ่านงาน “รสนิยม “ป็อป ร็อค” ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของดนตรียอดนิยม/แบบอาดอร์โน””

  1. ผู้เขียน รสนิยม "ป็อป ร็อค" Says:

    ผมขอขอบคุณในการให้ความสนใจในการวิจารณ์นะครับ ประเด็นแรกคือผมใช้ดนตรีเป็นเหตุผลเชิงเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ดังนั้นการใช้ clice จนทำให้ใครรำคาญใจจนกระทั้งกล่าวถึงสิ่งที่ผมไม่ได้ attack โดยตรงออกมา ในสิ่งที่___ไว้ให้ ในกรณีเพลงไทย ที่คุณกล่าวถึงในตอนท้าย ดังนั้นทั้งคนฟังในวันนั้นและคนอ่านในวันหลังจากนั้น หรือไม่ได้ทั้งฟังและอ่านก็ได้ร่วมสนุกแล้ว enjoy yourself
    ต่อมาผมได้ใช้อาดอร์โน ในการอธิบายบางอย่างที่กระทำโดยตรงกับปรากฎการณ์ทางสังคม พฤติกรรมของผู้คน ที่ออกมาจาก mind-set อันเป็นที่นิยม ปรารถนาและกล่อมเกลาด้วยสิ่งที่ pre-DIC-table ด้วยการนำ standardization มาเล่าเรื่องอีกครั้งโดยที่ไม่นำเอา argrument มาโต้เถียงมโนทัศน์ของอาดอร์โน และไม่นำ CCCS มาข้องเกี่ยวด้วย ด้วยเหตุผลที่คุณเรียกว่า “การเมืองเชิงวิชาการ” แต่สิ่งที่ผมไม่ได้ซ่อนและตั้งใจจริงๆ ก็คือสิ่งที่นำแนวคิด มโนทัศน์ของนักคิดมาใช้เชิงการเมือง ในการฉายไฟไปที่ดนตรียอดนิยม แต่ถ้าใครจะใช้ส่องไปที่ธุรกิจการศึกษา หรือระบบการบริหารการจัดการ หรือการเมืองการปกครอง ก็ไม่ว่ากัน ถ้าพึงประโยชน์ได้บ้าง
    ส่วนในเรื่องคดนตรีผมไม่มีความรู้มากนัก เพียงแต่สามารถบอกได้ว่า standardization ของผมอยู่ที่ 128-132 bpm และผมก็ชอบใช้ jet สร้างอารมณ์ร่วมก่อนจะปล่อย hook อยู่เสมอ เทคนิคดังกล่าวเป็นสิ่งที่วงอย่าง rage againt the machine นำมาใช้ โดยเฉพาะ ถ้านำสัดส่วนของ house, break beat แม้กระทั่ง bad taste อย่าง hard house หรือ red beat นำมาเป็นสูตรสำเร็จใช้กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทึกทักเอาว่าเป็น รสนิยม “ป็อป ร็อค” อีกทั้ง trance ก็ดี garage ก็ดี มีหลายสิ่งที่นายทุนสามารถบอกได้ว่าโดน ตัดแผ่นได้ ดังนั้น ใครเป็นผู้กำหนด ในตอนท้ายของบทความผมได้เขียนไว้แล้ว
    อีกอย่าง ผมรับรู้ว่าหลายท่านก่น ด่า ต่อว่า ว่าผมไม่รู้เรื่องดนตรี ซึ่งก็ถูก เหมือนมีคนถามว่า “what you know about JAZZ ha..” คงตอบได้ว่า “i don’t know,I just PLAY” ซึ่งบทความนี้ไม่ได้ศึกษาดนตรี เพียงแต่กล่างถึง โดยการใช้เป็นตัวอย่าง อย่างไรก็ดี งานศิลปะ ดนตรี วรรณกรรมและกีฬา ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ แต่จะได้หรึอไม่ อย่างไรเป็นอีกเรื่องนึง ส่วนกรณีที่ผมใช้วงดนตรียอดนิยมทั้ง 5 วง มาเล่าเรื่องก็เพราะคาดว่าเป็นเรื่องที่คนทั่วไปน่าจะรู้จักก็เท่านั้นเอง จะให้กล่าวถึง ramones,klover,the god machine,roling band etc.ซึ่งวงดังกล่าวทำเมโลดี้ได้ป็อปมาก(ไม่ขออธิบายเนื่องจากเป็นคนพิมพ์ช้า) หรืออะไรที่ผมสามารถหยิบมาเล่นให้ดูก็จะเป็นการสร้างให้ตนเองเป็นกีต้าร์ฮี่โร่ในวันนั้น ซึ่งไม่ใช่วิชาการวงกว้าง ดังนั้น ถ้ามีโอกาสในวงการวิชาการที่สนใจในดนตรีจริงๆ ก็อาจจะ “ทำ” หรือ “เล่น” ให้ชม
    ท้ายสุดการที่คุณวิจารณ์ไปในทิศทางข้างต้นก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทของวัฒนธรรมร่วมสมัย อันทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่เรากำลังวิจารณ์กันอยู่
    ป.ล.ตอนม.2 ผมรัก sonic youth ส่วนตอนนี้…

  2. fxxknoevil Says:

    ก่อนอื่นขอขอบคุณ อ. ดุษฎีมากเลยครับสำหรับ Comment บอกตามตรงคือ ผมรู้สึกดีมากๆ และเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (อีกครั้ง) ในบทสนทนาในเชิงวิชาการใน Cyberspace

    จริงๆ ถ้าจะถามผมตอนนี้แล้ว ผมค่อนข้างจะมีความรู้สึกในเชิงบวก ที่มีคนให้ความสนใจในประเด็นด้านดนตรีสมัยนิยมในเชิงวิชาการ หรือ ในประโยคอีกแบบหนึ่งคือ ผมดีใจด้วยซ้ำที่มี Paper นี้ของ อ.ดุษฎีออกมา (ซึ่งเอาจริงๆ แล้วในสายตาผมว่ามัน Paradox เล็กๆ เพราะ ผมว่าท่าทีโดยรวมของบทความเป็นไปในทำนองที่ว่า “ไม่มีอะไรใน Popular Music ที่น่าจะให้พูดถึง” ไปมากกว่านี้ หรือ “ไม่มีอะไรใหม่” ในขณะเดียวกันการปรากฏตัวของบทความเองกลับมีสถานะที่ตรงข้ามคือ เป็นการให้ Credit ประเด็นเกี่ยวกับ Popular Music ว่าเป็นสิ่งที่น่าพูดถึงในวงวิชาการ – ผมนึกถึงความแตกต่างระหว่าง enunce [Statement – เขียนผิดขออภัย] กับ enunciation) … อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลในทำนองใดก็ตามแต่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ผมลังเลใจที่จะวิจารณ์

    ก่อนอื่นผมขอเคลียร์ในสิ่งที่ผมพูดเรื่อง Academic Politics ก่อน ผมพูดถึงประเด็นนี้เพราะว่า ประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง Popular Music นั้นโดยทั่วๆ ไปนั้นไม่ค่อยจะเป็นที่พูดถึงในวงวิชาการอยู่แล้ว และในหลายๆ ครั้งที่สิ่งเหล่านี้ถูกพูดถึงจากคนในสายมนุษย์ศาสตร์บางท่านมันก็มักจะเป็นการพูดถึงในเชิงที่ค่อนข้างจะ “เหยียดหยาม” (ต้องใช้คำนี้) เป็นการ Discredit ประเด็นมากเสียกว่าที่จะเป็นการพยายามทำความเข้าใจ เมื่อ Popular Music ในบริบทของวงวิชาการนั้นมีสถานะในทำนองนี้แล้ว การกล่าวย้ำทรรศนะคติของ Adorno ลงไปก็เป็นเหมือนการตอกย้ำทรรศนะคติในทำนองดังกล่าวให้ดำเนินต่อไป ให้บุคคลเหล่านั้นย่ามใจในทรรศนะที่มีต่อ Popular Music ของตนได้อย่างโล่งอก -ทั้งๆ ที่ในโลกวิชาการภาษาอังกฤษนั้นประเด็นเรื่อง Popular Music ของ Adorno นั้นเป็นประเด็นที่ Controversial มากๆ ซึ่งหลายๆ คนนั้น Reject ตรงนี้โดยสิ้นเชิงด้วยซ้ำ – โดยสั้นแล้วการนำเสนอประเด็นผ่าน Adorno นั้นเป็นการลดน้ำหนักประเด็น Popular Music ในวงวิชาการ

    ส่วนในตัวคำวิจารณ์อื่นๆนั้น ผมคิดว่าผมค่อนข้างจะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้ว ว่าสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นคำอธิบายที่ “มีปัญหา” ในบทความนั้น ก็คือ การ Application คำอธิบายของ Adorno ส่วนตัวงาน Adorno เองนั้นผมยอมรับว่ามันเกินวิสัยในการวิจารณ์ของผม เพราะ ผมเคยอ่านตัวงานของเขาเพียงแค่ On Popular Music กับ Culture Industry (ใน Dialectic of Enlightenment) เท่านั้น

    … อย่างไรก็ดีในที่นี้ซึ่งเป็นพื้นที่ของการ Reply ผมก็น่าจะนำเสนออะไรใหม่ๆ บ้าง (ไม่ใช่กล่าวซ้ำด้านบน) ล่าสุดผมพึ่งได้บทความ Theodore Adorno Meets the Cadillacs ของ Bernard Gendren มา ผมอ่านแล้วผมนึกถึงบทความของ อ. ดุษฎี ขึ้นมาทันที ผมจึงคิดว่าการพูดถึง บทความของ อ. ดุษฏี ไปพร้อมๆ กับ Gendron จึงน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมไม่น้อย (จริงๆ ผมนึกประเด็นผมเองไว้หลายๆ ประเด็นเช่นกัน แต่ผมว่า Gendron นั้นทำได้ดีค่อนข้างมากๆ ในหลายๆ แง่ ผมจึงขอพูดถึงงานเขาแล้วเสริมเป็นประเด็นๆ ไป)

    ผมคิดว่าครึ่งแรกของบทความของ Gendron นั้นมีความคล้ายคลึงกับบทความของ อ. ดุษฏี ไม่น้อย คือ เป็นการกล่าวถึงความคิดของ Adorno ก่อนแล้วจึงไป Apply กับ Popular Music ในส่วนหลัง ผมคิดว่าสำหรับการพูดถึง Adorno นั้น อ. ดุษฎีทำได้ค่อนข้างละเอียดและรอบด้านกว่ามากๆ มีการพยายาม Locate Popular Music ในความคิดโดยรวมของ Adorno ในขณะที่ Gendron Based งานตรงนี้จาก On Popular Music เท่านั้น อย่างไรก็ดีในการ Apply งานของ Adorno กับวง The Cadillacs นั้น Gendron ดูจะทำได้ค่อนข้างละเอียดและเฉพาะ เจาะจงกว่าอ. ดุษฎี เพราะ มีการกล่าวถึงตัวเพลงอย่างค่อนข้างละเอียดมีการพูดถึง Chord Progression ไปพร้อมๆ กับโครงสร้างและรายละเอียดเพลงเพื่อจะอธิบายเรื่อง Standardization ซึ่งผมคิดว่าเป็นการอธิบายที่เหมาะสมในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากงานของ อ. ดุษฎี ในส่วนนี้ที่ในหลายๆ ส่วนผมรู้สึกว่าเป็นความพยายามที่จะ “ยืนยัน” มากกว่า “อธิบาย” (คือผมค่อนข้างจะ Sensitive เรื่องนี้ ผมคิดว่าการบอกว่า Popular Music “เหมือนกันหมด” นั้นเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ที่สมควรจะได้รับคำอธิบายอย่างเหมาะสม) อย่างไรก็ดี Gendron จบบทความนี้โดยพยายามยืนยันว่า แนวคิดเกี่ยวกับ Popular Music นั้นยังไม่เก่าและยังใช้ได้อยู่กับงานใหม่ๆ กับ Rock N’ Roll ผมว่าตรงนี้คล้ายๆ กับในส่วนสุดท้ายของบทความ อ. ดุษฎีเช่นกัน (และแน่นอนว่าผมรู้สึกตงิดกับส่วนนี้ของบทความของ Gendron เช่นกัน)

    อย่างไรก็ดีส่วนที่ Gendron นั้นต่างจาก อ. ดุษฎีอย่างชัดเจนก็คือ การอุทิศเกือบครึ่งหลังทั้งหมดของบทความในการวิพากษ์แนวคิดตรงนี้ของ Adorno ซึ่งถ้าดูจากหน้ากระดาษแล้วผมคิดว่าเขาให้น้ำหนักตรงนี้มาก และก็น่าจะตระหนักถึงปัญหาของคำอธิบายของ Adorno อย่างไรก็ดีผมคิดว่า การวิพากษ์ในตรงนี้หลายๆ ส่วนนั้นดูจะทำให้ Application ของ Adorno ในตอนแรกของเขาดูจะเบาโหวงไปเลย ทำให้งานโดยรวมดู Inconsistent ไม่น้อย อย่างไรก็ดีผมว่าคำวิจารณ์หลายๆ อย่างของ Gendron นั้นค่อนข้างจะตรงใจผมมากๆ จึงขอยกมา (ทั้งนี้ผมคิดว่าแม้ว่า Gendron นั้นอาจไม่ใช่คนที่แน่น Adorno อะไรมากและวิจารณ์ Adorno ผ่านงานเพียงชิ้นเดียว แต่คำวิจารณ์ของเขาหลายๆ อย่างนั้น Hit the Point มากๆ และคล้ายกับคำถามที่ผมเคยถามคนที่อ่าน Adorno มา – ดูต่อไปด้านหน้า)

    ส่วนที่ผมว่า Hit the Point มากๆ ก็คือ ประเด็นที่ว่า แนวคิดของ Adorno นั้นมองข้ามหลายๆ สิ่งที่เป็น “ประเด็น” ในดนตรีอื่นๆ นอกเหนือไปจาก European Classical Music เช่นในส่วนของเนื้อเสียงและรายละเอียดต่างๆ อื่นๆ เขายกตัวอย่างเพลง Cover เพลงหนึ่งซึ่งไม่เหมือนต้นฉบับเลยในกรอบการมองแบบอื่น แต่เหมือนกันภายใต้กรอบการมองของ Adorno นอกจากนี้แล้วตัวอย่างที่ผมชอบที่สุดก็คือ การที่เขายกตัวอย่างดนตรีแอฟริกันที่ประเด็นเรื่อง จังหวะ (Rhythm) นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่มันก็คงไม่ใช่ความต่างที่เป็น “ประเด็น” ของ Adorno คำถามสั้นๆ ตรงนี้คือ ทฤษฎีของ Adorno นี่เป็น Eurocentrism อย่างออกนอกหน้าเกินไปหรือเปล่า?

    แน่นอนสิ่งที่ Adorno พูดถึงใน On Popular Music คือ ดนตรีในบริบทของทุนนิยม ไม่ใช่ดนตรีในบริบทของชนเผ่า แต่สิ่งที่น่าจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปก็คือ ดนตรีทุนนิยมจ๋าแบบดนตรีอเมริกันนั้นมีการฐานที่หนาแน่นจากดนตรีแอฟริกัน โดยทั่วๆ ไปแล้วก็เป็นที่ยอมรับกันว่าไม่ว่าจะเป็น Blues, Jazz ไปจนถึง Rock ‘N’ Roll (ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น) นั้นมีพื้นฐานมาจากตรงนี้ และน่าจะพอจะนับได้ว่ายืนอยู่บนสุนทรียะคนละแบบ กับ European Classical Music โดยพื้นฐาน ซึ่งถ้าเริ่มจากตรงนี้แล้วคำถามคล้ายๆ อย่างเดิมที่น่าจะถามก็คือ Adorno นั้นคับแคบเกินไปที่จะยอมรับรูปแบบสุนทรียะในแบบอื่นๆ นอกจาก European Classical Music หรือเปล่า? หรือถ้าจะถามให้ท้าทายกว่านั้นก็คือ Adorno นั้นกล้าเคลมตรงๆ หรือเปล่าว่า European Classical Music นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลก?

    ประเด็นในเรื่องนี้ของ Gendron นั้นคล้ายกับคำถามที่ผมเคยไปหยิบยกไปถามผู้ซึงเคยอ่าน Adorno มา ผมถามว่า “Adorno มีความเห็นอย่างไร กับ เพลง Blues และ พวกเพลงพื้นบ้าน” ซึ่งก็ไม่มีใครตอบผมได้เลย ตรงนี้ผมสันนิษฐานเบื้องต้นว่า Adorno อาจไม่เคยแสดงทรรศนะต่อสิ่งเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าถามผมแล้วผมค่อนข้างจะแน่ใจว่า Adorno นั้นไม่น่าจะชอบสิ่งเหล่านี้เท่าไรนัก แต่เขาอาจรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างตรงๆ เขาอาจไม่เห็นมันเป็นปัญหาเท่าๆ กับ Jazz ในตอนนั้นที่มีความเป็น “สินค้า” เต็มๆในระบบทุนนิยมที่ต้องโจมตีโดยเร่งด่วน

    อย่างไรก็ดีผมคิดว่าเราจะไม่พูดถึงดนตรี Blues ไม่ได้ เพราะ การ Improvisation (ที่ Adorno โจมตีว่าเป็นปัจเจกเก๊โดยแท้) ของ Jazz นั้นน่าจะมาจาก Blues แน่ๆ และ ถ้าถามว่า Blues เอาสิ่งเหล่านี้มาจากไหน ผมก็ว่าน่าจะเอามาจากดนตรีพื้นบ้านแอฟริกัน (ผมเข้าใจว่า Improvisation นั้นเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วๆ ไปในดนตรีพื้นบ้านทั่วโลกอยู่แล้ว) ดังนั้นถ้าจะมองว่า การ Improvisation นั้นเป็นสิ่งที่มีปัญหาแล้ว ผมคิดว่ามันมี Implication ในการโจมตีดนตรี Blues ไปจนถึงดนตรีพื้นบ้านด้วย (ซึ่งอันแรกอาจไม่ยุ่งเท่าอันหลัง) ซึ่งนี่ก็ทำให้เรามาสู่ปัญหาเดิมๆ คือ Adorno นั้นถือว่า Written Music ที่ต้องเล่นตามเป๊ะๆ เท่านั้นใช่ไหมว่าเป็นสิ่งที่ดี? การ “ด้นสด” ทั้งหมดนี่จะนำไปสู่การเป็นปัจเจกเก๊หรือเปล่า? ถ้าไม่หมด อะไรคือเส้นแบ่ง?

    ตรงนี้ผมคิดว่าผมได้ตั้งคำถามไว้พอแล้วโดย Based จากงาน Gendron ต่อไปนี่คือ ทรรศนะเพิ่มเติมของผมเอง ผมคิดว่าการอ่านงาน Adorno ต้องมองบริบททางการผลิตในตอนนั้นด้วย เท่าที่ผมทราบตอนต้นศตวรรษที่ 20 นั้นเป็นครั้งแรกที่เริ่มมีการทำแผ่นเพลงขาย ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สะเทือนวงการดนตรีมาก Adorno ที่อยู่บนฐานของ Written Music นั้นก็อาจมี Reaction กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เป็นธรรมดา

    เทคโนโลยีการผลิตแผ่นนั้นเปลี่ยนรูปแบบในการบริโภคดนตรีแน่นอนซึ่งผมจะไม่ขอลงไปในรายละเอียด (สิ่งที่ผมแปลกใจมากๆ คือ ในงาน Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction ของ Benjamin นั้นไม่มีการพูดถึงตรงนี้เลยทั้งๆ ที่ตอนนั้นการผลิตแผ่นก็น่าจะแพร่หลายแล้วในระดับหนึ่ง) แต่อีกสิ่งหนึ่งที่บางครั้งหลายๆ คนมองข้ามก็คือ มันเปลี่ยนรูปแบบการผลิตด้วย หลายๆ คนมักจะมองง่ายๆ ว่า การโผล่มาของเทคโนโลยีเหล่านี้มันก็แค่อัดเสียงต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาขาย … จบ … แต่จริงๆ มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ตอนแรกๆ นั้นแผ่นที่สามารถผลิตขายได้ในระดับ Mass นั้นมีความจุดนตรีได้ราวๆ 3-4 นาที (เข้าใจว่าเทคโนโลยีสามารถทำแผ่นที่จุดได้นานกว่านั้นได้ แต่ทว่าราคามันแพงมาก ไม่สามารถมาทำตลาดแบบ Mass ได้) ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตั้งแต่เริ่มศตวรรษที่ 20 จนราวๆ ทศวรรษที่ 40 ซึ่งนี่คือช่วงที่ Jazz นั้น Boom ในฐานะ Popular Music พอดี ตอนนั้นเข้าใจว่านักดนตรี Jazz จำนวนมากต้องตัดเพลงให้สั้นลงพอดิบพอดีกับระยะเวลาที่อัดแผ่นได้ (แต่เล่นสดยาวกว่านั้นมากๆ) ซึ่งนี่เป็นพื้นฐานของโครงสร้างเพลง Pop ในเวลาต่อมา (ที่โครงสร้างคร่าวๆ จะลง 3-4 นาทีพอดี)

    ผมคิดว่าความเข้าใจตรงนี้สำคัญนะเพราะ บางทีถ้าเรามองเผินๆ แล้วเราอาจคิดว่ามันเป็นเพราะพลังของทุนนิยมจึงทำให้เพลงมันเป็นอย่างนั้น (จริงๆ อ่าน Adorno ก็ชวนให้คิดอย่างนั้น) แต่อีกปัจจัยที่มีผลมากๆ ก็คือ เทคโนโลยีด้วย ผมไม่แน่ใจว่า Adorno มองตรงนี้หรือเปล่า แต่ผมคิดว่าเวลาอ่านงานของ Adorno แล้วต้องระวังตรงนี้มากๆ ทีเดียว

    ประเด็นที่ผมคิดว่าสืบเนื่องมาจากประเด็นเมื่อกี้ก็คือ ผมมีความสงสัยมากๆ ว่า Adorno นั้นฟัง Jazz หรือพวก Popular Music มากแค่ไหน? มันน่าสงสัยจริงๆ นะว่า เขาฟังไม่เท่าไรแล้วเขียนโจมตีเป็นคุ้งเป็นแคว หรือว่าเขาฟังมากๆ แล้วค่อยโจมตี (ซึ่งก็เป็นความอดทนมากๆ อดทนกว่าผมแน่ๆ) จริงๆ ผมว่าเป็นอันหลังนะ เพราะ เคยได้ยินมาว่าเขาก็มีการพูดเหมือนกันว่า Jazz ก็มีทั้งดีและไม่ดี (ภายใต้ความเป็นไปได้ของ “Good” Bad Music) ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นได้ก็น่าจะฟังมามาก ผมว่าบทความ Why Did Adorno Hate Jazz? นั้นก็ทำการสืบค้นตรงนี้ได้ไม่เลวนัก อย่างไรก็ดีคำถามที่ผมสงสัยมากๆ อีกอันก็คือ Adorno ฟัง Jazz สด หรือ ฟังแผ่น? ผมว่าถ้า Adorno เข้าใจ Jazz จากงานที่ถูกอัดมาทั้งหมดนี่น่าจะทำให้ความเข้าใจมีปัญหามากๆ แน่ (ดังที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การเล่นสด ของ Jazz ในช่วงแรกๆ นั้นดูจะเป็นสิ่งที่ต่างจากสิ่งที่ถูกอัดมาไม่น้อยทีเดียว)

    และทั้งหมดนี่ก็คือ ประเด็นหลายๆ อย่างที่ผมค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับ Adorno และงานของเขานะครับ อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยอย่างถึงรากถึงโคนที่สุดก็คือ การที่ Adorno เห็นว่า ปัญหานั้นอยู่ที่ Form ของ Music ดังจะเห็นได้จากที่เขาโจมตี Jazz ในระดับของ Form โดยส่วนตัวผมแล้วผมไม่เคยเห็น Form ของดนตรีใดๆ จะเป็นสิ่งที่มีปัญหาในตัวมันเองเลย ผมว่าปัญหาคือการที่ทุนนิยมนั้นเอามันไปใช้มากกว่า ซึ่งผมคิดว่าปัญหาของการมองในระดับ Form ของดนตรีว่าเป็นปัญหาแบบ Adorno นั้นถึงที่สุดแล้วทำให้เราไม่เห็น การไม่เห็นพลังในการปลดปล่อยของดนตรีชนิดต่างๆ ที่ Form ไม่ได้มาตรฐานของ Adorno โดยเฉพาะ ดนตรีร็อค

    ผมคิดว่าการปรากฏตัวขึ้นมาของเพลงร็อคตอนทศวรรษที่ 50 นั้นทำให้เกิด Debate ในบรรดาฝ่ายซ้ายด้วยซ้ำถึงสถานะของมันว่าจะเป็นไปในทาง กดขี่ หรือ ปลดปล่อย ตรงนี้แน่นอนว่าผม Take Position อันหลังอยู่แล้ว (ผมว่านี่ก็การเมืองวิชาการ) ซึ่งเป็น Position ในทำนองเดียวกับ Dick Hebdige, Simon Frith ฯลฯ (แน่นอนผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับคนพวกนี้ในประเด็นอื่นๆ หลายๆ ประเด็น) ส่วนพวก Adornian ทั้งหลายก็มีแนวโน้มจะ Take Position อันแรก

    ผมว่าเป็นที่แน่นอนว่าดนตรี Rock ในเกือบทั้งสายน่าจะไม่ได้มาตรฐาน Form ในแบบของ Adorno (ที่อาจพอผ่านก็น่าจะมีพวกสาย Progressive และพวก Avant-Garde/ Experimental) อยู่แล้ว … แต่ผมว่าถ้าจะให้พูดว่าดนตรี Rock ทั้งสายไม่มีพลังในการปลดปล่อยเลยนี่ผมว่าไม่น่าใช่ ผมว่าถ้าลองดูดีๆ แล้วจะเห็นความเป็นขบถ, การปะทะค่านิยมต่างๆ ของกระฎุมพีไปจนถึงทุนนิยมได้อย่างมากมายในดนตรีสายร็อค (ซึ่งกว้างมาก) ผมคิดว่าการมองเห็นว่าสิ่งพวกนี้ว่าเป็น “สินค้าเชื่องๆ” ของทุนนิยมนั้นเป็นผลมาจากการเลือกที่จะมองในมิติที่มันสอดคล้องกับทุนนิยม … โดยมองข้ามมิติอื่นๆ มากมายที่มันทำการปะทะและท้าทายออกไปอย่างน่าเสียดาย

    จริงๆ ผมไม่อยากยกตัวอย่างตรงนี้มากเพราะมันมีเยอะมากๆ และหลายแง่มุมมากๆ อย่างไรก็ดีตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมนึกออกเร็วๆ ก็เป็นเรื่องของการต่อสู้ของศิลปินหลายๆ คนกับค่ายเพลงไปจนถึงรายการที่ให้เพลงที่นำเสนอเนื้อหาบางอย่างนั้นไม่ถูกเซ็นเซอร์ (ตรงนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พยายามจะท้าทายอยู่ในระดับของ “เนื้อเพลง” ซึ่งมันก็คงจะท้าทายจริงๆ มิเช่นนั้นคงไม่ถูกเซ็นเซอร์), การปฏิเสธค่ายเพลงใหญ่และตั้งค่ายเพลงเองหรือไปอยู่กับค่ายเล็กก็ตามแต่ (อาจเรียกว่านี่เป็นการต่อต้านในระดับของวิถีการผลิตงานก็ได้) เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การต่อสู้ในระดับของ Form ดนตรีโดยรวมเลยแต่เป็นการปะทะในระดับอื่นๆ

    ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นประเด็นสำหรับ Adorno แต่เป็นประเด็นสำหรับนักวิชาการจำนวนมากที่สนใจ Popular Music และพลังในการต่อต้านของมัน ในระดับหนึ่งผมเข้าใจว่าตัว Position และมาตรฐานในการพูดถึง “การปลดปล่อย” นั้นอาจมีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าจะ Debate เรื่องค่าความถูกต้องตรงนี้ก็ต้องไปในอีกระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีคำถามที่ผมอยากยกเพิ่มเติมขึ้นมาตรงนี้ก็คือ ถ้าเรามองเห็นว่าทุกๆ พื้นที่มีแต่วงจรอุจาดของการกดขี่แล้ว เราจะมีพื้นที่แห่งการปลดปล่อยได้อย่างไร? ผมว่ามันตลกดีนะ เพราะ การลงมา Deal กับงานของ Adorno นี่แหละที่ทำให้ผมนึกถึงจริงจังเกี่ยวกับเรื่อง ดนตรีแห่งการปลดปล่อย แต่ทว่าตัว Adorno เองกลับแทบจะไม่มีพื้นที่ให้ดนตรีแห่งการปลดปล่อยเลย (อันนี้ฟังๆ เขามาด้วย) หรือ อาจพอจะพูดได้ว่าสิ่งที่ Adorno รอนั้นอาจเป็น “ดนตรีของมนุษย์ต่างดาว” ก็ได้ (ในทำนองกับที่ Laclau พูดถึง Zizek)

    ท้ายสุดแล้วสิ่งที่ผมสงสัยมากๆ ก็คือถ้า Adorno มีชีวิตอยู่เขาระรู้สึกอย่างไรกับดนตรีในสายร็อคตั้งแต่ยุค 70 เป็นต้นมา และ พวกดนตรี Avant-Garde ยุคหลังๆ เขาเจอเพลง Grindcore ที่ยาว 3 วินาทีแล้วจะว่าอย่างไร? เขาจะคิดอย่างไรกับคลาสสิคพังค์? เขาจะว่าอย่างไรกับพวก Free Improvisation? เขาจะคิดอย่างไรกับดนตรีสาย Progressive? เขาจะคิดอย่างไรกับ Extreme Metal? คำถามเหล่านี้ก็คงต้องดำเนินไปพร้อมๆ กับความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทางการตลาดจาก Mass Market ไปเป็น Niche Market ด้วย ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้เขาจะพยายามดัดแปลง, อัปเดต หรือ ล้ม บรรดาคำอธิบายที่เขาให้ไว้ตั้งแต่ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 หรือไม่? อย่างไร?

  3. ผู้เขียน รสนิยม "ป็อป ร็อค" Says:

    สวัสดีนะครับ และก็ขอแลกเปลี่ยนด้วยนะครับ ถ้ามีการโต้ตอบตั้งแต่หนึ่งครั้งขึ้นไป ถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะครับ ที่จริงผมเขียนไปแล้วตั้งเยอะ แต่ load อย่างอื่นไปด้วยเลย restart ใหม่ และก็ลืมส่งที่เขียนไว้ไปด้วย แต่ก็ขอเขียนใหม่อีกทีนะครับถึงแม้เนื้อหาไม่เหมือนเดิม ก่อนอื่นผมสังเกตได้ว่าการศึกษาดนตรีป็อปในบ้านเรา ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เบาหวิว ง่ายๆ ไม่สำคัญเท่าใดนัก ในสายตาของนักวิชาการที่ไม่รู้ว่าฟังเพลงอะไรกันอยู่ หรือไม่ฟังกันแน่นะครับ สถานภาพของการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่คนรู้เรื่องดนตรี อาทิ นักดนตรี นักเรียนด้านดนตรี ไม่ได้ศีกษา ก็คือไม่ได้มองทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในขณะที่นักเรียนทางด้านสังคม-มนุษย์ได้ทำการศึกษาไปในทางรวบรวม เรียบเรียง หรือเป็นประวัติศาสตร์ของประเภทดนตรีเสียมากกว่า อีกทั้งในทางวิชาการไม่ได้กังวลว่าเป็นประเด็นปัญหาอะไรมากมายนัก ซึ่งผมก็เลยมีคำถามกว้างๆ ให้ผุ้อ่าน (ในกรณีที่มีคนอ่านมากกว่าเราสองคน)ดูวง OK go ที่http://www.youtube.com/results?search_query=OK+go และการเลียนแบบและล้อเลียนใน http://www.youtube.com/watch?v=Gi5WwiNuWBo&mode=related&search= วงนี้มีคนดู กว่า 10 ล้านครั้ง กว่า 9000 commentนะครับ คำถามก็คือ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเราจะนำมาศึกษาหรือถกเถียงในประเด็นดนตรีป็อปได้อย่างไรนะครับ อาทิ เป็น DIY รึเปล่า ทำและทำลายตลาดรึไม่ อะไรทำนองนี้ น่าจะเป็นการร่วมสนุกและสร้างความสนใจในการศึกษาดนตรีในมิติวัฒนธรรมนะครับ สำหรับผมแล้ว daft punk เป็นวงที่น่าสนใจในการนำมาอธิบายนะครับ สิ่งที่ขัดแย้งในตัวผมก็คือผมหลงรักในความเป็นป็อปนะครับ นั้นคือเสน่ห์แห่งยุคสมัย อย่างดนตรีสากลยุค 80’s ที่เรียกเล่นๆ ว่าเป็นวาทกรรมเพลงป็อปของไทยนะครับ ยังคงมนต์ขลังไม่ว่าจะเป็น rock techno dance boy/girl band ยังคงเป็นพลังของคนในยุคสมัยหนึ่งอยู่ ตรงนี้เป็นประเด็นในการศึกษาวัมนธรรมรองหรือวัฒนธรรมเยาวชน ว่าดนตรีป็อปเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและยังคงติดตามไปด้วยเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น อย่างผมอยู่ที่เชียงใหม่ไปฟัง
    เดอะตุ๊กเล่น little wing ทีไร ขนลุกทุกครั้ง และทุกวันนี้ก็ชอบ snow patrol อยู่ ทั้งๆ ที่อายุมากแล้ว ตรงนี้จะเห็นได้ว่าดนตรีป็อปไม่ใช่สมัยนิยม แต่เป็นยอดนิยม ที่มีบางอย่างฝังลึกอยู่ในการรับรู้ ตลอดทั้งที่คุ้นเคยนะครับ ดนตรีป็อปสามารถปลดปล่อยได้ และเป็นมากกว่ากาวใจทางสังคมนะครับ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไร ในประเด็นนี้ผมไม่ได้ทั้ง “อธิบาย” และ “ยืนยัน” แต่เป็นการคัดค้านอาดอรโนโดยตรง ผมเห็นว่า OK go เป็นตัวอย่างที่ดี ลองศึกษากันเองนะครับ
    ประเด็นท่น่าสนใจก็คือเส้นแบ่งดนตรีป็อปต่างหากที่เรานำมาปลดปล่อยได้ สังเกตได้ จากงานของเสก ที่มีพื้นที่ทางชนชั้น วัฒนธรรมและสังคม โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อชีวิต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ popular music ทำได้และทำได้ดีด้วย ในขณะที่ ebola, ugly student, december เป็นอะไรก็ไม่รู้ วงดนตรีที่เล่นหนักแต่เนื้อหาไม่หนักเพียงแต่ใช้คำหนัก อะไรทำนองนี้คืออะไร ถ้าฟัง dog ชุดแรกเนื้อหาอาจจะหนักกว่าเสียอีก ตรงนี้อยากให้เป็นประเด็นศึกษานะครับ
    มาที่สัดส่วนของเพลงอย่าง smell like teen ของ nirvana little thing ของ bush song2 ของ blur สบายดีของป้าง อะไรแบบนี้เราจะอธิบายอะไรได้บ้างไหม สิ่งที่ผมกล่าววันนี้เป็นเรื่องที่เชิงปฏิบัติการนะครับ ฝากไว้นะครับเผื่อมีคนสนใจจะได้แลกเปลี่ยนแล้วเราจะได้คุยไปเรื่อยๆ จน advance ไปด้วยกันนะครับ

  4. fxxknoevil Says:

    สวัสดีเช่นกันครับ

    ก่อนที่จะและเปลี่ยนในประเด็นเพิ่มเติม ผมขอแสดงความรู้สึกเห็นใจ (Symphathy – Share the Same Path) กับ Paper อ. ดุษฎี ก่อนนะครับ

    คือ ผมมาลองนั่งๆ นึกดูแล้ว นึกไปนึกมาผมก็ค่อนข้างจะเห็นใจกระบวนการผลิต Paper ของ อ. ดุษฎีในหลายๆ แง่ (แน่นอนตรงนี้ผม Step Back จากการมอง แต่ตัว Text ใน Paper แล้ววิจารณ์ในกรอบของสิ่งเหล่านั้น มายังมองสิ่งที่รายล้อมมัน)

    จากที่ผมสนทนาข้างต้นผมเห็นได้ชัดๆ เลยว่า อ. ดุษฎีน่าจะรู้เรื่องดนตรีมากกว่าที่เขียนไปในงานมาก ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า โดยตัวความสามารถของ อ. ดุษฎีเองน่าจะอธิบายได้ละเอียดกว่านั้น (สำหรับประเด็นเรื่องความเหมือน) ในการพูดถึง 5 วงข้างต้น

    … แต่การที่ อ. ไม่เขียนลงไปผมว่าน่าจะเป็นไปได้หลายสาเหตุ เช่น หน้ากระดาษไม่พอ, เวลาไม่พอ ฯลฯ และที่น่าจะเป็นอุปสรรคที่สุด ก็คือ ความสามารถในการรับสารของผู้ฟัง

    ตรงนี้ผมว่าเป็นอุปสรรคมากเลยนะ เพราะ ถ้าคนไม่มีพื้นฐานเรื่องดนตรีจริงๆ (ซึ่งก็ Assume ได้ว่าวงวิชาการทั่วไปเป็นอย่างนั้น) นี่แต่พูดเรื่อง Tempo ว่ากี่ Bpm, พูดถึงเรื่อง Chord Progression, พูดถึ่งเรื่องโครงสร้างเพลง ฯลฯ อันเป็นเรื่อง Basic ทั้งหลาย (ยังไม่ต้องพูดเรื่องที่มัน Advance อย่างการวิ่งของโน้ตตัวที่เท่าไรจากคอร์ดเท่าไร ไปยังโน๊ตตัวที่เท่าไรกับคอร์ดเท่าไร, Counterpoint การใช้ คอร์ดแทน, Etc. ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนที่รู้แค่ Basic อย่างผมก็ตามไม่ค่อยทัน) เขาก็คงไม่รู้เรื่องหรือตามไม่ทัน

    ปัญหาในการสื่อสารกับผู้ฟังทำนองนี้อาจทำให้ผู้เขียนบทความลังเลที่จะเขียนลงไปในงานก็ได้ … แต่ถามผม ผมไม่เห็นด้วยนะ ผมคิดว่าแม้ว่าจะแทบไม่หวังว่าคนส่วนใหญ่จะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า ก็น่าจะเขียนให้มันสมบูรณ์ อย่างน้อยๆ ก็อาจทำให้เขาเห็นว่าประเด็นเหล่านี้มันซับซ้อน เกินกว่าจะมาพูดกันหลวมๆ ผมเชื่อว่า ตัว Adorno เองก็ Approach ประเด็นนี้อย่างซับซ้อนไม่น้อย (ในงานบางชิ้น) เช่นกัน (อย่างน้อยๆ เราก็น่าจะเชื่อได้ว่ากระบวนการเหล่านั้นน่าจะเกิดขึ้นในหัวของเขา)

    อย่างไรก็ดีผมเห็นใจมากจริงๆ ในประเด็นเรื่อง Back Ground ความรู้ในทางดนตรีของผู้ฟัง เพราะ มันทำให้บางที “เราๆ” (ที่รู้เยอะๆในด้านดนตรี) ลำบากใจจริงๆ เวลาอธิบาย

    ต่อมา ผมคิดว่า ประเด็นเรื่อง Tan Pan Alley (เป็นชื่อย่านที่บริษัท Print Music ยักษ์ใหญ่มากระจุกตัวกันใน NY ตอนปลาย ศต. 19 – ต้น ศต. 20) นั้นสำคัญมากๆ เหมือนกันนะครับ เพราะรู้สึกว่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ On Popular Music ของ Adorno นั้น Hit the Point มากๆ ผมไม่แน่ใจว่า อ.ได้เขียนไว้ในบทความหรือเปล่า แต่ผมขอแลกเปลี่ยนสั้นๆ ว่า บริบทในวิถีการผลิตดนตรีอเมริกันในตอนที่ Adorno เขียน นี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากเหมือนกัน (ซึ่งตรงนี้ผมเห็นความสำคัญของ History of Popular มากๆ เลยในการทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ – ส่วนหนึ่งผมก็ Work ในประเด็นนี้อยู่ แต่เป็นช่วงเวลาอื่น)

    ต่อมา จริงๆ เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากข้างบน แต่อันนี้ส่วนตัวหน่อย ยังไม่ theorized คือ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยว่า สิ่งที่เรียกรวมๆ ว่า Popular Music นั้นจะมีแก่นสารอะไรบางอย่างที่ดำรงอยู่ยาวนานขนาดนั้น ถ้ามันมีผมก็ว่ามันเปลี่ยนแปลงและลื่นไหลไปเรื่อยๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ เกินกว่าที่เราจะบอกว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันในต่างยุคสมัยกัน

    ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ตัวผมเนี่ย ไม่สามารถฟังเพลงก่อนยุค 70 ได้อย่างลื่นหูเลยแม้แต่นิด งานหลังยุค 70 มาผมก็ฟังหลายๆ อย่าง ชอบหลายๆ อย่างซึ่งผมก็ว่ามันเป็นความชอบที่ต่างกันอยู่ ถ้าจะยกหยาบๆ ก็คือ ผมคิดว่า ความชอบของผมต่อ Nirvana เป็นคนละแบบกับ Pearl Jam หรือ ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้น ก็คือ ผมไม่ได้ชอบ Pennyroyal Tea เหมือนที่ผมชอบ Smell Like a Teen Spirit กล่าวในแบบนี้คือ ผมคิดว่าตัว Taste มัน Split ด้วยซ้ำแม่แต่ในงานของศิลปินเดียวกัน

    อีกตัวอย่างที่ผมอยากยกก็คือ ผมเป็นคนที่ไม่เคยชอบฟังเพลง The Beatles เลยฟังเท่าไรก็ไม่รื่นหู ในขณะที่ผมฟัง Nirvana ได้สบายๆ

    ตรงนี้ผมคิดว่าหลายๆ คนก็เป็นอย่างผมคือ ฟังได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง (ซึ่งก็อาจมีอีกคนชอบ Aerosmith กับ Bon Jovi แต่รับทั้ง Beatles และ Nirvana ไม่ได้) ผมคิดว่าคนพวกนี้มีเยอะนะเป็นคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

    ตรงนี้ผมอยากจะ Question ข้อเสนอบางส่วนของ อ. ดุษฎีใน Paper แบบชาวบ้านๆ เลยว่า

    “ถ้าเราแทบจะหาคนที่ชอบวงดนตรีทั้ง 5 วงที่ อ. ดุษฎีกล่าวมาข้างต้นไม่ได้ (ยังไม่ต้องพูดถึงคนที่ชอบเพลงป็อปทั้งตอนต้นศตวรรษ 20 และ 21) เราจะกล่าวได้อย่างไรว่ามันมี Taste อะไรบางอย่างที่มันค่อนข้างจะเสถียร เมื่อเวลาผ่านไป?” หรือ ถ้าเราหาคนอย่างนั้นได้จริงๆ แต่ก็เป็นคนที่เป็น “ข้อยกเว้น” มากๆ สถานะของคำอธิบายจะเป็นอย่างไร?

    ก็ลองฝากคำถามไว้เล่นๆ ครับ (คือ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าสิ่งที่เรียกว่า Taste นั้นเปลี่ยนไปตลอดเวลา คนในแต่ละ Generation โดยทั่วๆ ไปจะชอบฟังเพลงไม่เหมือนกัน … แต่แน่นอนมันก็มีมิติความเหมือนกันอยู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับเราจะมอง ผมสนใจความเห็นตรงนี้ครับ)

    ผมดูๆ ไปแล้วนี้ผมว่า รสนิยม (“Taste”) ในการฟังเพลงของผมกับ อ. นี่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ในระดับหนึ่งเลย

    ประการแรก คือ ผมไม่ฟังดนตรี Electronic เลย ผมเคยลองพยายามฟังอยู่หลายครั้ง แต่ฟังอย่างไรก็ไม่ลื่นหูเสียที ดังนั้นมิติตรงนี้ผมจะขาดมาก

    ประการที่สอง คือ โลกทัศน์ทางดนตรีหลักๆ ของผมคือ ดนตรีที่มีรากฐานมาจาก Punk และ Heavy Metal (ซึ่งโดยคร่าวๆ แล้วเป็นผลผลิตของ 70) ในเรื่องพวกนี้ผมจะคล่องในระดับที่สูงและรู้รายละเอียดมาก ผมจะเห็นความแตกต่างย่อยๆ ในเรื่องพวกนี้ (แน่นอนคนที่ฟังเพลงเหมือนผมก็มักจะเห็น แต่สิ่งที่ผมทำมากกว่านั้นก็คือพยายามจะ Theorize มันออกมาเรื่อยๆ) ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากพูดตรงนี้ก็คือ ผมเคยเห็นคนให้ทรรศนะว่า ทั้ง Death Metal และ Black Metal มันก็เป็นสิ่งที่เหมือนๆ กันในทฤษฎีดนตรี ผมคิดๆ แล้วก็จริงแฮะ เพราะ เพลงเหล่านี้นี่ ถ้าถูกเขียนออกมาเป็น Written Music นี่ก็แทบไม่ต่างกันเลย … แต่ทั้งๆ ที่มันเป็นอย่างนี้วัฒนธรรมของ Death กับ Black นี่ก็แทบจะเป็นคนละเรื่องเลย คนจำนวนมากก็ชอบอย่างหนึ่งและไม่ชอบอีกอย่างหนึ่ง … ผมว่านี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของความแตกต่างในระดับ Texture (รวมไปจนถึง Culture) ของดนตรีทั้งสองอย่างที่ไม่มีความแตกต่างกันเลยเมื่อถูกเขียนออกมาเป็นโน๊ต

    อย่างไรก็ดีผมยินดีมากๆ สำหรับการแลกเปลี่ยนครับ เป็นการ Stimulate Idea และอื่นๆ อีกมากมายเลยครับ

    ป.ล. ผมยังไม่มีโอกาสเข้า Link เลย เอาไว้ผมเข้าไปแล้ว Reply อีกรอบแล้วกันนะครับ

  5. คนแก่ Says:

    อย่างนั้น มาคุยประเด็นดนตรีกับวัยรุ่นดีกว่านะครับ ผมคิดว่าคุณน่าจะทัน green day ตอนที่มาเล่น MBK รึเปล่านะ แต่ผมโตมากับ punk โง่ๆ แถวบ้านน่ะครับ ผมรู้สึกดีที่เล่น silly thing, lonely boy, emi อะไรทำนองนี้มากว่า เพลงของวง decide,morbid angel นะครับ แต่ต้องหัดเล่นไว้เพื่อให้ชาวบ้าน death metal ของผมได้ยิน ในช่วงก่อนเตะบอลตอนเย็น สิ่งหนึ่งที่รสนิยมผมเปลี่ยนและก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็น seatle sound ในขณะที่เพื่อนเเถวบ้านใส่ชุดดำเสื้อทัวร์และไปรวมตัวกันที่ร้านเทปแถวเจเจบ้าง สี่พระยาบ้าง ผมเคยร่วมกิจกรรมอะไรทำนองนี้ แต่เมื่ออยู่กับมันแล้วคนที่ฟังก็ไม่ได้ใส่ใจในสาระของมันมากมาย อีกอย่างไม่มีอะไรน่าหลงใหลอีกแล้ว ใช่ ผมเปลี่ยน จริงอย่างที่คุณกล่าวนะครับ(เรื่อง taste)
    ผมก็เลยประกาศจุดยืนด้วยการใส่เสื้อยืดคอยานลาย simpson กางเกงยืนสามส่วน โดยเฉพาะช่วง 1991-1995 รุ่นผมที่ชอบและได้ไปดู pearl jam โดยเฉพาะ ten นะครับ อีกทั้ง soundgarden, alice in chain, mudhoney,temple of the dog อะไรทำนองนี้แต่ผมก็รับและชอบ antranx ทั้งสองนักร้องนำ pantera ชุดที่1-3 จากนั้นผมก็เริ่มกลับไปฟังงานเก่านะครับ เพราะที่ชมรมกระจายเสียงมีแผ่นเสียงเก่าๆ และ single ทึ้งไว้เพียบ ผมเลยสนใจ disco โดยเริ่มจาก boney m และ culture club ทำให้ผมไปเล่นดนตรีเต้นรำอยู่พักหนึ่ง จนทำงานเก็บตังค์และหยิบยืมเครื่อง pioneer มาทำหาดื่มนะครับ จากนั้นไปเสี่ยงโชคเล่นกีต้าร์โปร่งง่ายๆ หาค่าเทอมนะครับ ตอนเรียนมานุษยวิทยา ต้องออกภาคสนามบ่อย ผมไม่ค่อยถนัดด้านทฤษฎี ก็เลยต้องเน้นเอาแรงเข้าแลกนะครับ ได้สัมผัสกับดนตรีพื้นบ้าน การรับรู้เรื่องดนตรีของผมเปลี่ยนอีกครั้ง แต่ทำเล่นด้วยหูชัดเจนขึ้น
    สิ่งที่ผมกล่าวไปนั่นก็ 10 ปีมาแล้ว ขอคนแก่บ่นหน่อยนะครับ แต่ตอนนี้ก็ยังฟังและสะสมอยู่ ผมเล่าประสบการณ์นะครับและอยากให้ฟังเยอะๆ ก่อน หลายๆ แนว และก็หลายๆ ยุค จะได้มาดู popular musique ได้
    อย่างไรก็ดี ผมจะตอบทุกคำถามและขยายผลลงไปด้วยนะครับ ผมว่าจะเขียนถึง
    the killer,stroke,franz.. ในเชิงวิชาการอยู่นะครับ แล้วจะลงไว้ให้อ่าน แต่ตอนนี้ผมมองว่า ปัญหาของวิชาการในการกล่าวถึงดนตรีต่างหากที่น่ากังวล
    ป.ล. ฟัง about a girl แล้วนึกถึงสี่เต่าทอง ฟังสี่เต่าเธอนึกถึง suede คิดถึง sound ของ Butler มากๆ

  6. เพลิน พรมดำ Says:

    มีข้อเสนอแจมด้วยในที่นี้คือ

    1.ในดนตรีแบบที่เรา so-called ว่า คลาสสิคอลมิวสิค
    มันก็มี “การด้น” หรือ ในปัจจุบันเรียกว่า improvisation อยู่แล้ว แต่
    2.น่าสนใจว่า improvisation มันเป็น แนวคิดที่เกิดขึ้นมาในช่วงไหนแน่ สมัยนั้น มีแนวคิดเรื่องนี้อยู่แล้วหรือไม่ ผมไม่รู้เหมือนกันแฮะ
    3.ทว่า มีอีกคำหนึ่งที่เราจะไม่เห็นจากงานของ ลุงหมีเท็ดดี้ ในฉบับภาษาอังกฤษ (หรือมีหว่า แต่ไม่ยักจะจำได้) คือ “impromtu” ซึ่งมันน่าจะมีความหมายที่ต่างจากการทำ improvisation ซึ่ง
    4.blues อาจไม่ใช่ต้นทางของ jazz ในการเล่นแบบนี้ หรือถึงแม้จะบอกว่า blues เกิดก่อนหรือเกิดพร้อมๆ แต่มีอิทธิพลต่อ jazz แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ improvisation เป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งอุบัติขึ้นในบริบทเศรษฐกิจแบบ so-called ทุนนิยม
    5.ถึงแม้มันจะเกิดภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเป็นทุนนิยม หรือแบบตลาด ที่ทาสถูกปล่อยออกมาเป็นแรงงานที่ต้องรับผิดชอบทำมาหากินด้วยตัวเอง แต่
    6.การสร้างงานเพลงสำหรับ ลุงหมีเท็ดดี้ เป็นลักษณะของ “งานหัตถกรรม”
    7.แล้วมันหมายความว่าไง สำหรับผมหมายความว่าจะทำให้เราอธิบายความสัมพันธ์เชิงกำหนดของระบบเศรษฐกิจที่มีต่อการสร้างงานเพลงในสายตาของอดอร์โนได้งงขึ้นมาก เช่น สำหรับผมจะทำให้คำอธิบายของ gendron เรื่อง standardization ดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
    8.การอธิบายแบบ gendron ว่าด้วยเหตุผลเชิงเทคโนโลยีและการทำให้เป็นมาตรฐาน (standardization) ที่อ้างจากอดอร์โน จึงเทียบได้กับ การอธิบายว่า เพลงก็เหมือนรถยนตร์ที่สับเปลี่ยนรายละเอียดเพลงได้เหมือนเปลี่ยนอะไหล่รถยนตร์ (โปรดนึกถึงรถฟอร์ดโมเดล ที รถ mass production คันแรกๆ ที่ทำให้แรงงานเป็นเจ้าของได้ ทั้งนี้เพราะมันถูก ถูกเพราะผลิตจำนวนมาก และโปรดเทียบกับแนวคิดการผลิตแบบ สถาบัน bauhaus (เขียนผิดหรือเปล่าเนี่ย อะจึ๋ย) ในเยอรมัน ที่มุ่งผลิตงานศิลปะหรือพูดให้ถูกก็คือ งานออกแบบเพื่อมวลชน และรถยนตร์โฟล์กเต่าเพื่อมวลชนโดยการสนับสนุนของฮิตเลอร์) สำหรับผม จะเทียบเพลงตรงๆกับรถไม่ได้ เพราะอย่างน้อย เพราะรถที่มันผลิตเหมือนกัน มันมีผลต่อเรื่องของต้นทุนการผลิต แต่เพลงที่เหมือนหรือไม่เหมือน มันไม่เกี่ยวกับต้นทุนการผลิต ซึ่งทำให้เหตุผลทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการแต่งเพลงน้อยหรืออาจไม่เกี่ยวเลย ตรงข้ามกับการผลิตรถยนตร์ซึ่งการออกแบบกระบวนการผลิตและการควบคุมต้นทุนการผลิตเป็นเรื่องสำคัญมาก!!!
    9. แต่เพลงมันก็เหมือนๆ กันอยู่ดีนะ เพลงไทย 4 คอร์ด หรือโน๊ตมันก็มี 7 ตัว มันก็เป็นแบบนี้ แต่เพลงไทยโดนเฉพาะเพลงพื้นบ้านไม่ยิ่งกว่านี้หรือ เพราะนอกจากจะไม่มีท่วงทำนองใหม่แล้ว กลอนเพลงก็ยังต้องท่องจำต่อๆ กันมาด้วย การเล่นเพลงจึงต้องเล่นเป็นชุดๆ เช่น ชุดกลอนชิงชู้ สู่ขวัญ ฯลฯ แต่เราก็เชื่อว่า พ่อเพลง แม่เพลงมีด้นกลอน ซึ่งยิ่งทำให้น่าสงสัยว่า การด้นในแบบเพลงพื้นบ้าน กับการด้นในขนบเพลงคลาสสิค และการด้นในแจ็ส ที่อดอร์โนเขียนไว้เพียงนิดเดียว มันจะเหมือนหรือต่างกันเพียงใด
    10.แต่อย่างน้อยอดอร์โนก็ใช้ atonality เป็นจุดอ้างอิงเพื่อ วิพากาเพลงป็อป หรือสวิงแจ็ส (พูดให้ตรงที่สุด) และในขณะเดียวกันก็พูดถึง low art (ซึ่งผมอนุมานว่าจะหมายถึงเพลงพื้นบ้านไปก่อน) เป็นจุดอ้างอิงในการวิพากษ์ เพลงสวิงแจ็สและ culture industry ทั้งปวงด้วย
    11.แต่น่าเสียดายว่า ผมยังไม่เคยอ่านต่ออีกเลยว่า อดอร์โนอธิบายว่า low art ที่บอกว่าเป็นพลังขบถเนี่ย แล้วมันเป็นไงต่อ หรืออดอร์โนเคยกล่าวถึงเพลงพื้นบ้าน หรือพลังของเพลงพื้นบ้านไว้ในที่ไหนอีกบ้างหรือไม่ ผมไม่รู้จริงๆ อันนี้คงต้องฝากท่านให้ช่วยแปลออกมาจากเล่ม philosophy of nu metal ……… ไม่ช้ายยยยยย philosophy of new music
    12.ผมเชื่อว่า เล่มนี้คงจะไขปริศนาความคิดเรื่องเพลง และโดยเฉพาะ สิ่งที่เรียกว่าความก้าวหน้า ในดนตรี ได้อย่างกระจ่าง และเราจะได้เคลียร์กันขึ้นบ้างว่า ตกลงการวิพากาเพลงป็อปหรือการกล่าวถึงเพลงอื่นๆ มันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร อะไรที่เป็นปมความคิดของอดอร์โนในเรื่องเพลงกันแน่
    13. ข้อสุดท้าย ลัคกี้นัมเบอร์จริงๆ สำหรับผม เชื่อว่า ข้ออธิบายเรื่องเพลงและการวิพากาอุตสาหกรรมวัมนธรรมของอดอร์โน ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับการพูดถึงมิติทางเศรษฐกิจนัก (แน่นอนเพราะพื้นเรื่องเศรษฐกิจผมไม่แน่น ผมเลยต้องทำองุ่นเปรี้ยวเป็นธรรมดา ฮิๆๆๆ) แต่มันน่าจะเกี่ยวกับ ปมการวิพากษ์ enlightenment และเรื่อง dialectic of aesthetic มากกว่า

    ขอบคุณครับ

  7. fxxknoevil Says:

    โทษทีครับ ตอบช้า ช่วงนี้วุ่นๆ อยู่

    Reply คุณ คนแก่

    โอ้ได้ยินชื่อ Mudhoney แล้วผมก็นึกถึงสมัยก่อนเหมือนกันผมชอบนะวงนี้ เผลอๆ จะชอบว่า Soundgarden อีก แต่ผมชอบลืมเรื่อยเลย พูดถึง Seattle ต้นยุค 90 ผมมักจะนึกถึงแต่ Nirvana, Pearl Jam, Alice in Chains, Soundgarden จริงๆ พวกนี้ผมชอบหมดนะ เว้น Soundgarden ผมว่า เสียง Chris Cornell มันไม่ถูกโฉลกเท่าไร (ซึ่งก็ลามไปถึงการไม่ชอบ Audioslave ด้วย)

    ส่วนสาย Metal ของผมนี่แน่นอนอยู่แล้วว่าจังจำได้อยู่ ว่าแต่งาน Pantera ในยุคก่อน Cowboy from Hell ราวๆ 3-4 ชุดก็น่าสนใจนะครับ ถ้าชอบ Pantera แล้วมีโอกาสน่าจะหามาลองฟังดู ผมว่าเห็นพัฒนาการทางดนตรีชัดเลยแหละ

    จริงๆ ผมก็เห็นปัญหาเกี่ยวกับการพูดถึงดนตรีสมัยนิยมของวงวิชาการนะ ผมว่าบางทีเราก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ใช้เครื่องไม่เครืองมือต่างๆ ในการพูดถึงได้สะดวกนัก บางทีถ้าเราต้องลงไปในระดับทฤษฎีดนตรีเพื่อที่จะพูดถึง “ตัวบท” ทางดนตรี (จริงๆ ผมว่าจำเป็นนะ) นักสังคมศาสตร์ทั่วๆ ไปที่สนใจ Popular Culture ก็อาจฟังไม่รู้เรื่อง พวกที่ฟังรู้เรื่องก็ดันมาสายคลาสสิคที่ไม่สนพวกนี้อีก สรุปไปสรุปมาถึงทำมาก็อาจไม่มีใครฟัง (แต่ระดับสากลไม่แน่) เป็นปัญหาวนๆ เหมือนกันผมว่า

    อ้อ ถ้าเขียน Paper เกี่ยวกับดนตรีร่วมสมัยมาอีกผมยินดีอ่านและร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนครับ ขอบคุณมากครับ (ว่าแต่จริงๆ Killers, the Strokes นี่ผมก็ฟังนะ แต่เวลาผมอยู่ใน Field ทางวิชาการเกี่ยวกับดนตรีผมไม่นึกถึงมันเลย จะนึกถึงอะไรที่มันขายขอบว่านั้น)

  8. fxxknoevil Says:

    Reply คุณ เพลิน พรหมดำ

    จริงๆ ส่วนใหญ่คำถามเกี่ยวกับ Adorno นี่ก็เป็นข้อสงสัยของผมเช่นกันครับ ก็คงต้องดูๆ กันต่อไป

    ส่วนประเด็นของ Gendron นี่ผมว่าอ่านดีๆ Position ของเขาค่อนข้างคลุมเครือนะ (จริงๆ ผมว่าครึ่งแรกกับครึ่งหลังบทความนี่ขัดกันด้วยซ้ำ) ถ้าถามผม ผมว่าครึ่งแรกเขาพยายามจะสวมวิญญาณ Adorno ในการพูดถึง Popular Music นะ ไอ้ตัวอย่าง ชิ้นส่วนรถ กับ ชิ้นส่วนเพลง ก็รู้สึกจะ Based On Adorno

    … แต่ครึ่งหลังมีที่เขาแย้งตรงนี้นะเท่าที่ผมจำได้เขาตั้งคำถามเลยว่า คุณสามารถเอาท่อนนี้ของเพลงนี้ ไปแทนท่อนนี้ของเพลงโน้น ได้เหมือนกับ ที่คุณเอาชิ้นส่วนรถคันนี้ไปแทนคันโน้นเหรอ? (ตรงนี้ตัวอย่างขึ้นมาในหัวผมเลยว่า คุณจะเอา ท่อนบางท่อนของพวกเพลงที่ Adorno อัด ไปแทน ท่อนบางท่อนของงาน Nirvana ได้หรือเปล่า?) ซึ่งผมว่าท่าที่เขาก็ไม่เห็นด้วยนะ

    อย่างไรก็ดีผมไม่ชัวร์เหมือนกัน แต่คร่าวๆ แล้วผมว่าครึ่งหลังบทความเขา Crital กับงาน Adorno มากๆ ผิดกับครึ่งแรกลิบลับ

  9. เพลิน พรมดำ Says:

    ผมว่าปัญหาของ Gendron และ งานมือสองอีกเกือบทั้งหมด (ที่ผลิตขึ้นในวงสังคมศาสตร์ ไม่ใช่สายดนตรีวิทยา) ก็คือ การตีความ ว่า อดอร์โนเทียบการสร้างเพลงในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเหมือนการผลิตรถยนตร์แบ mass production

    ซึ่งผมไม่เห็นด้วย และผมยังเชื่อว่า การตีความแบบนี้ จะทำให้เราหลุดออกไปจากความเข้าใจในรากฐานการวิพากษ์ของอดอร์โนที่มีต่อ รัฐสมัยใหม่ วัฒนธรรม และ enlightenment โดยสิ้นเชิง

    ผมว่าปัญหาก็คือ เราต้องอ่านความคิดเรื่องอุตสาหกรรมวัฒนธรรมจากงานชิ้นอื่น และต้องใช้งานชื่อ culture industry ของเขา 2 ชิ้นทั้งตัวเต็มและตัวเล็ก เป็นเพียงภาคผนวกการอ่านเท่านั้น เพราะในงานสองชิ้นี้ เขาใช้ หรือพูดถึง standardization ในแบบที่กว้างและหยาบที่สุด ที่สำคัญเป็นการทดลองใช้แนวคิดเรื่อง standardization กับรูปแบบการร้องเพลงบรรเลงแสดงอย่างอื่นๆ เช่น วิทยุ ภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งโดยเนื้อแล้ว มันต่างจาก ดนตรี แบบที่อดอร์โนใช้เป็นกรณีศึกษาและสร้างแนวคิดเรื่อง standardization โดยสิ้นเชิง

    หลายครั้งผมมักคิดว่า อดอร์โน ก็ไปไม่เป้นเหมือนกันเวลาประยุกต์ concept เรื่อง standardization ไปศึกษาเรื่องอื่นๆ เพราะ อย่าลืมว่า concpet เรื่อง standardization มันไม่ได้มาแต่เพียงโดดๆ ตัวเดียว แต่มันแฝดของมันอีก 3 นั่นคือ pseudoindividualization, the fetish character in music, และ the regression of listening

    ซึ่งจำเป็นที่จะต้องอธิบายไปพร้อมๆ กัน และมีปัญหามากเสียด้วย โดยเฉพาะเมื่อหยิบกรณีของเพลงหรือดนตรีพื้นบ้านขึ้นมาเทียบเคียงหรือสนทนาด้วย

    ผมจึงคิดว่า the มีความสำคัญจริงในการทำความเข้าใจความคิดเรื่อง วัฒนธรรม และ การวิพากษ์อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ของอดอร์โน

    เรียกว่าทิ้งงานอื่นไปได้เลย

    อย่างไรก็ดี ก่อนที่เราจะอ่าน ปรัชญาดนตรีใหม่ เราจำเป้นต้องปูพื้นด้วย Negative Dialectic และ Aesthetic Theory เสียก่อน โดยเฉพาะเราต้องเคลียร์แนวคิดเรื่อง nonidentity และ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งเฉพาะ กับ สิ่งทั่วไป (แหม่ ถอดเทอมได้แย่จริงๆ เรา อิๆๆๆ) เพราะมันจำเป็นเสียเหลือเกินที่เราจะเข้าใจว่า ตกลงแล้ว ฐานคิดของอดอร์โนเรื่อง ปัจเจกชน เป็นอย่างไรแน่ เพราะเอาเข้าจริงเรื่อง “ปัจเจกชน” เป็นรากฐานหรือเป็นปมปัญหาสำคัญที่สุดในงานเขียนของอดอร์โนทั้งหมดก็ว่าได้ ที่อดอร์โนวิพากษ์อุตสาหกรรมวัฒนธรรมก็เพราะอะไร เพราะต้องการวิพากาสิ่งที่บิดหรอกระทำกับ ปัจเจกชน นั่นไง และการก้าวหน้าสู่การปลดปล่อย ก็เป็นการปลดปล่อยของปัจเจกชนไม่ใช่หรือ!!!!

    เอ แต่นี่เรากำลังจะเป็นผู้ศึกษาวัฒนธรรมหรือ เป็นฤษีปรัชญากันแน่ เพราะดูเหมือนเราจะเข้าใจอดอร์โนได้ เราต้องแตกฉานปรัชญาตะวันตก และโดยเฉพาะปรัชญาเยอรมัน หรืออาจไปถึงต้องแตกฉานในคัมภีร์ศาสนาฮิบรู ซึ่งลุงหมีได้รับมาเต็มๆ จากลุงหนวดแว่น (หรือพ่อหนุ่มผลิตซ้ำเชิงกลไก) นี่ยังไม่นับว่าเราต้องแตกฉานดนตรีคลาสิค และต้องแยกให้ออกระหว่าง good serious music vs bad serious music และ ต้องแยกให้ได้ระหว่าง atonality กับ twelve tone หรือ serial music และระหว่าง atonality กับ pantonality ฯลฯ

    เอ่อ…….. ผมว่า ชักจะไปกันใหญ่แล้น

    🙂

  10. เพลิน พรมดำ Says:

    โทษจ๊ะ ไอ้ the ที่ว่า ใน ย่อหน้าที่ 3 จากท้าย คือ
    The Philosophy of New Music จ๊ะ
    พิมพ์ตกไปเฉย

  11. parid Says:

    อ่านจบแล้วครับ เว้นแต่ ความเห็นนี้ดูผ่าน ๆ
    คนฟัง Pop music ไม่น้อยหรอกที่อ่านแนวคิดของอดอร์โน แล้วจะรู้สึกไม่สบอารมณ์ตานี่เลย

    มีหลายประเด็นที่เห็นตรงกันตั้งแต่การเทคไซด์เรื่องที่คิดว่าดนตรีร็อคเป้นดนตรีที่ “ปลดปล่อย” ไม่ใช่ “กดขี่” ถึงจะยังคลางแคลงใจอยู่บ้างในบางครา (ไม่อยากคิดว่ามันปลดปล่อยเกินไปจนเป็นการคิดแบบ Extremist เพราะ ดนตรีบางสายของร็อคก็มีเรื่องกดขี่ทางเพศอยู่)

    อีกเรื่องหนึ่งคือดนตรีตั้งแต่ยุค 70’s เป็นต้นมา (ซึ่ง Adorno ไม่มีทางได้เห็นเลย)จะยังใช้หลักการอธิบายเดียวกันอยู่หรือไม่ ผมแอบเดาเอาเองสมมติว่าในโลกคู่ขนานอีกโลกอดอร์โนยังไม่ตาย แกก็คงจะยังบอกว่า Progressive เหรอ มันก็ยังเล่นอยู่ในกรอบนั้น กรอบนี้ (ซึ่ง Prog มันยังมีกรอบบางอย่างของมันอยู่จริง ๆ) Frank Zappa เห็นไหม มันก็ยังเอาบลูส์ เอาแจ๊สซ์มาใส่ ให้มั่วขึ้นเฉย ๆ (ต้อง Schoenberg สิ มั่วอย่าง Liberative)

    คนตั้งป้อมไว้แล้วจะยอมหลุดออกมาคงยาก ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนที่เห็นคล้อยกับแนวคิดเขา มองเห็นข้อผิดพลาดของเขามากกว่า แล้วค่อยมาคิดกันอีกทีว่าจะเอายังไง กับแนวคิด anti-pop หนังเหนียวเคี้ยวยากนี้

  12. fxxknoevil Says:

    ดีครับ มาแรกเปลี่ยนกัน

    จริงๆ ผมก็ไม่ได้ยุ่งกับ Adorno มานานละ

    ไม่ทราบว่าคุณ parid ได้อ่านบทความ Why Did Adorno Hate Jazz ของ Robert W. Witkin หรือยังครับผมว่ามีประโยชน์มากเลย อ่านไม่ยากด้วย

    สำหรับ Adorno ผมค่อนข้างจะยังไม่ Clear ว่าถึงที่สุดแล้วเขาต้องการอะไร

    คือ ที่เห็นบ่อยๆ คือ เขาจะด่าโน่นนี่ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็ยังงงๆ ว่าเขาต้องการดนตรีแบบไหน

    ซึ่งผมรู้สึกว่าคำตอบตรงนี้มันอยู่ใน Philosophy of New Music ซึ่งตอนนี้ผมกำลังสั่งเข้ามาที่ ม.ธ. อยู่ (ที่น่าสนใจคือ อ. เกษม บอกว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่สำคัญที่สุด)

    นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมไม่ Clear มากๆ คือ Adorno จะจัดการยังไงกับพวก

    Folk Music, Ethnic Music (หรือที่ถูกทำตลาดในนาม World Music)

    และที่สำคัญที่สุด

    Free Jazz กับ Free Improvisation

    อันนี้แค่พูดในระดับ Form of Music นะครับ ผมสงสัยจริงๆ ว่า Adorno จะทำอย่างไรกับสองอันหลัง เพราะมัน Free สุดๆ Form จะว่าไปก็ใกล้ๆ Schoenberg แต่ในระดับหนึ่งมันก็โตมาจาก Jazz

    ผมว่าถ้าเขาอยู่ทันเจออะไรพวกนี้เขาคงปวดกบาลใช้ได้เลยในการ Deal กับมันแน่ๆ

    อย่างไรก็ดีถ้ามอง Adorno แบบแฟร์ผมก็คิดว่าเขาเปิดมิติที่สำคัญในการ “ครอบงำ” จากมิติทางดนตรีได้ไม่ธรรมดาเลย

    เอาจริงๆ ผมอยากให้ลองอ่านเทียบกับงานของ John Fiske (ซึ่ง “ได้รับอิทธิพล” มาจาก Michel de Certeau อีกที)ที่จะมีมิติในการมอง Pop Culture (หรือ Culture Industry) ในแบบกลับหัวกลับหางกับพวกแฟรงค์เฟิร์ตรุ่นแรกเลย

    ถ้าให้อธิบายสั้นๆ แล้ว

    ในขณะที่พวกแฟรงค์เฟิร์ตนั้นเห็นว่า “ผู้บริโภค” นั้นง่อยสุดๆ โดนหลอกลวงอย่างไม่รู้จักจบจัดสิ้นในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม

    Fiske กับเห็นพวกบรรดาผู้ผลิตนั้นถึงที่สุดแล้วก็ได้แต่ผลิตสินค้าออกมา การตีความและการใช้สิ้นค้านั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคนั้นสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง ซึ่ง Fiske ก็มองว่าการให้ความหมายตัวบททางวัฒนธรรมของผู้บริโภคที่ต่างไปจากความหมายที่ “Power Bloc” (มันคืออะไรก็ไม่รู้) ต้องการนั้นแท้จริงแล้วคือการต่อต้าน

    ซึ่งนี่ทำให้การปลดปล่อยและปะทะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคนั้น Active สุดๆ

    คือ หลายๆ คนอาจชอบมุมมองแบบนี้

    แต่ปัญหาคือ มองแบบนี้มันจะไม่เห็นการครอบงำเลย (ผมว่ามีอยู่จริง)

    คิดง่ายๆ เลย ถ้าผู้บริโภคนั้นสามารถตีความสินค้าใหม่ได้ ไม่นานนักการตลาดก็ต้องรู้และคิดไว้ก่อนแล้วว่าผู้บริโภคต้องตีความ

    ในแง่นี้ผมว่าพวกนักการตลาดไม่ได้ง่อยขนาดไม่ “รู้ทันผู้บริโภค”

    นอกจากนี้แล้วการมองว่าอะไรก็เป็นการต่อต้าน “Power Bloc” นั้นยังทำให้ไม่เห็นว่าการปะทะจำนวนมากนั้นก็เกิดขึ้นจากการที่ผู้บริโภคนั้น “อัดกันเอง” ไม่ได้ไปอัดกับ Power Bloc, Establishment or Whatever You Call It แต่อย่างใด

    อย่างไรก็ดีผมมองงานสองชุด (Frankfurt School VS de Certeau กับ Fiske) ในลักษณะ Complimentary มากกว่า ผมว่าใช้ด้วยกันแล้วไม่เลวเลย

    อนึ่ง ผมยังอ่าน de Certeau ไม่จบ แต่เท่าที่อ่าน Fiske นั้นเอามาใช้แบบคร่าวๆ และ Simplify สุดๆ ในแบบที่ทิศทางคล้ายๆ กัน แต่ที่น่าสังเกตุคือ de Certeau ก็ไม่ได้เห็นว่าอะไรก็เป็นการต่อต้านไปหมดแบบ Fiske สิ่งที่เขาพยายามจะเรียกร้องให้เราทำการตรวจสอบ (inquire) คือการที่ผู้คนนั้น Deal และเล่นกับกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ดำรงอยู่มากกว่า


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: