Home

In Short: What is Punk? … And Its Criticism

มกราคม 4, 2007

In Short: What is Punk? … And Its Criticism 

คำว่า Punk นั้นถูกใช้ในวงการดนตรีตั้งแต่ราวๆ ต้น 70 แล้วส่วนใครจะเริ่มใช้ผมไม่แน่ใจว่าเป็น Dave March, Lenny Kay หรือ Lester Bang (อย่างไรก็ดีคำๆ นี้เป็นคำภาษาอังกฤษเก่าที่ปรากฏแม้แต่ในงานของ William Shakespear)

แต่สำหรับ Punk Rock รุ่นแรกที่เรารู้จักกันทุกวันนี้โดยทั่วๆไปนั้นเราจะเรียกกลุ่มดนตรีที่ปรากฏขึ้นที่ New York และ London ประมาณปี 1975-1976 ผมจะขอเรียกพวกนี้ว่า Classic Punk เพื่อแยกมันออกจากพวกอื่นๆ[1]

ที่ New York นั้นพวก Classic Punk นั้นไปรวมตัวกันที่คลับ CBGB (ซึ่งพึ่งปิดไปปลายปีที่แล้ว ปี 2006) ที่ว่ากันว่าด้านในกลิ่นเหมือนฉี่” คลับนี้มีกฏว่า วงที่มาเล่นต้องเล่นเพลงตัวเองเท่านั้น พวก Classic Punk ของ New York นั้นก็เริ่มเติบโตมาจากตรงนี้ วงที่ถูกจัดอยู่ในซีนนี้ก็เช่น Television, The Ramones, Patti Smith, Richard Hell and The Voidoids (ขอไม่พูดถึงเรื่องพวก Proto-Punk เพราะจะยุ่งกันไปอีกอาจต้องลากไปพูดถึง The Factory ของ ป้า Andy Warhol) ถ้าลองมาดูแล้วจะพบว่ารูปแบบดนตรีพวกนี้หลากหลายมากๆ (แต่บอกว่าไอ้ที่ผมกล่าวมา 4 ชื่อเป็นดนตรีแนวเดียวกันก็แปลกแล้วในมาตรฐานความคล้ายคลึงกันของดนตรีของปัจจุบัน อย่างไรก็ดีเขาก็จัดพวกนี้ว่าเป็น Punk รุ่นแรกกัน) เนื้อหาก็ค่อนข้างหลากหลาย ว่ากันว่าส่วนใหญ่จะเน้นการทำลายล้าง ที่เรียกว่า สูญนิยม (Nihilistic) สิ่งที่พวกนี้ต่างจากพวกอังกฤษมากๆ ก็คือประเด็นทางการเมืองจะน้อยมาก ดูจะเน้นหมกมุ่นกับตัวเอง ตามประสาคนที่ Artist มากๆ อย่างไรก็ดีเพลงที่มีเนื้อร้องที่ค่อนข้างจุ๋มจิ๋มก็ยังมีอยู่ (จริงๆ บางเพลงของ Ramones นี่แหละแต่คนไม่ค่อยพูดถึง)

ต่อมา Classic Punk ของ London นั้นมักจะเป็นที่จดจำเพราะวงอย่าง Sex Pistols นั้นสร้างความวุ่นวายมากๆ และเครื่องแต่งการต่างๆ ของวัยรุ่นที่ถนน Queen (ถ้าจำไม่ผิด) นั้นก็เป็นที่เตะตามากๆ ด้วย วงในรุ่นนี้ที่ดังๆ ก็เช่น The Clash, Siouxsie and The Banshees, The Buzzcocks, The Damn, X-Ray Spex, The Slits, The Adverts ฯลฯ

ถ้าจะถามผมแล้วรูปแบบของดนตรี Punk Rock นั้นน่าจะมาลงตัวที่วงรุ่นนี้ของอังกฤษแหละ เพราะ มันมีการสับเพาเวอร์คอร์ดง่ายๆ ด้วยริธิ่มง่ายๆ พวกกับบีตกลองง่ายๆ ที่ชัดเจนจนน่าจะเรียกได้ว่าเป็นกระแสดนตรี (ต่างจากพวกนิวยอร์คที่ดูจะหลากหลายกว่ามากในรูปแบบ) แต่ผมไม่ได้บอกว่านี่เป็นของใหม่นะ เพราะ มันปรากฎมาชัดๆ อย่างต่ำก็ตั้งแต่ต้น 70 แล้ว (เผลอๆตั้งแต่ตอนปลาย 60 แต่ผมหามาฟังไม่ได้เลยไม่ชัวร์) พวก Punk นั้นทำให้มันดังเท่านั้น

สำหรับเนื้อหาของพวก Punk นั้น โดยทั่วๆไปมักจะเชื่อกันว่าพวกนี้ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ผมว่าตรงนี้มีปัญหา เพราะ เอาจริงๆ ผมไม่เห็นว่าจะมีวงไหนชัดเจนกับตรงนี้เลยนอกจาก Sex Pistols (ถ้ามีวงเดียวเป็นอย่างนี้จะบอกได้อย่างไรว่า Punk โดยรวมๆ เป็นอย่างนี้ มันฟังดูเป็น ข้อยกเว้น มากกว่า ลักษณะทั่วไป) เรื่องการต่อต้านรัฐบาลก็เช่นกันวงที่ชัดสุดๆ ก็แทบจะมีแต่ The Clash เท่านั้น (ทั้งสองประเด็นนี้ถ้าใครสามารถชี้เป็นเพลงๆ ประเด็นๆ ไปนอกเหนือจากที่ผมกล่าวมาก็ช่วยบอกผมด้วย จะเป็นประโยชน์มาก เพราะ ผมหาไม่เจอจริงๆ จากการแสกนเนื้อหาเพลงคร่าวๆ ของผม)

จะว่าไปแล้ว Punk อังกฤษโดยรวมๆ นั้นน่าจะเรียกได้ว่ามีเนื้อหาไปทางต่อต้านสังคมมากกว่าที่จะต่อต้านอะไรโดยเฉพาะ เพราะอย่างน้อยๆ จุดร่วมกันของเนื้อเพลงพวกนี้จะมีอยู่เพียงตรงที่มันเล่นกับประเด็นต้องห้าม” ของสังคมด้วยซ้ำ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คำอธิบายที่ว่า Punk ของอังกฤษนั้นเป็นปรากฏการณ์จากวิกฤติเศรษฐกิจของอังกฤษตั้งแต่ต้น 70 อันทำให้ชนชั้นแรงงานจำนวนมากตกงาน และคนหนุ่มสาวชนชั้นแรงงานพวกนั้นแหละที่ทำให้ Punk นั้นเฟื่องฟู (แต่ที่ว่า Classic Punk อังกฤษนั้นเป็นประแสต่อต้านรัฐบาลแธตเชอร์นั้นน่าจะผิดแน่ๆ เพราะ แธตเชอร์ขึ้นมาปี 79 ซึ่งตอนนั้นกระแสพังค์นั้นซาไปแล้วด้วยซ้ำ)

และก็มีการว่ากันอีกว่า Classic Punk นั้นเป็นกระแสต่อต้านดนตรีอันซับซ้อนที่มีอยู่ตอนต้น 70 ไม่ว่าจะเป็นพวก Heavy Metal, Hard Rock หรือ Progressive Rock ในตอนนั้นมีการกล่าวหาว่าพวกร็อคสตาร์เก่าๆ เช่น Clapton ชักจะทำตัวเป็น Mainstream มากเกินไป ทำให้จิตวิญญาณขบถของ Rock นั้นหายไป (ซึ่งก็สอดคล้องกับที่วัฒนธรรม Hippy แห่ง 60 นั้นได้สูญเสียความขบถของมันไป) พวก Punk นั้นพยายามจะทำตรงนี้ให้บริสุทธ์ขึ้นโดยทำให้ดนตรีร็อคนั้นเป็นดนตรีของขบถอีกครั้ง โดยการทำให้ดนตรีเล่นง่ายขึ้น (เหลือแต่แก่นสารของร็อค) อันทำให้ช่องว่างระหว่างคนเล่นและคนฟังแคบลง (เพราะคนฟังก็สามารถเป็นคนเล่นได้ไม่ยาก – ซึ่งต่างจากช่องว่างของพวก Rock Star และ แฟนเพลงของพวกเขาราวฟ้ากับดิน)

จริงๆ ถ้าจะถามผมแล้วผมว่า จริงๆ มันไม่ได้ถูกทำขึ้นมาเพื่อต่อต้านอะไรที่ชัดเจนขนาดนั้นแต่แรกหรอก (อย่างน้อยก็ในอังกฤษ อเมริกาผมไม่ชัวร์) มันมีสายการพัฒนาทางดนตรีของมันตั้งแต่ Proto-Punk ต้นๆ 70 แล้ว (หรือ ถ้าจะลากกันจริงๆ ก็ตั้งแต่ Velvet Underground ของ 60 ) ดนตรีอย่างนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นๆ 70 แล้วเป็นอย่างต่ำ และงานที่ฟังดูเหมือนคนเล่นดนตรีไม่เป็นในสายร็อคก็มีมาตั้งแต่ปลาย 60 เป็นอย่างต่ำแล้ว (งานชุดแรกของ The Velvet ออกปี 67 และที่อาการหนักกว่านั้นมากๆ Trout Mask Replica ของ Captain Beefheart ออกปี 69) ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะว่ารูปแบบดนตรี Punk ตอนปลาย 70 นั้นเกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านดนตรีที่ซับซ้อนได้อย่างไร? (เพราะเขาถ้ามองว่าแบบนี้คือการต่อต้านในรูปแบบดังกล่าว เขาก็ทำกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว) อย่างไรก็ดีผมเห็นว่าคำอธิบายที่เข้าท่ากว่าก็คือ พังค์นั้นดังขึ้นมาดังได้จังหวะตอนคนเหม็นเบื่อพวก Rock Star รุ่นเก่าๆ พอดี (ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว ซึ่งมันอาจจะมาอิ่มตัวตอนครึ่งหลังของ 70 พอดี) รูปแบบดนตรีที่ไม่เคยทำหน้าที่ต่อต้าน (สำหรับแฟนเพลงในวงกว้าง) มันจึงสามารถทำหน้าที่ต่อต้านได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การต่อต้านของดนตรีพังค์แต่เป็นการต่อต้านของแฟนเพลงมากกว่าที่ต้องการความเท่าเทียมและเกลียดความสูงส่งของพวก Rock Star จึงหันไปสนับสนุนดนตรี Punk

อีกทรรศนคติที่ว่ากันว่าพวก Punk นั้นบุกเบิกคือวิธีคิดแบบ DIY (Do-It-Yourself) ทำนองว่า ทำเองก็ได้ ไม่ต้องง้อใคร ผมว่าตรงนี้น่าสงสัยเพราะ วงส่วนใหญ่ก็เซ็นสัญญากับค่ายทั้งนั้น ไม่ได้มีใครตั้งค่ายเอง (แต่ตรงนี้จะไปชัดมากๆ ในพวก Hardcore[2] ของอเมริกันยุคต่อมา) อย่างไรก็ดีแนวคิด DIY นั้นชัดเจนมากในการปรากฏตัวของแฟนซีน (ซึ่งว่ากันว่าพวกพังค์นั้นเป็นพวกแรกที่ทำ) และ เสื้อผ้าแบบทำเอง

โดยสรุปแล้วถ้าจะถามผมแล้ว ผมเห็นว่า Punk นั้นเป็นทรรศนะคติโดยรวมๆ ของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งในตอนนั้นมากกว่าที่จะเป็นแนวดนตรีอย่างเดียว (มิเช่นนั้นผมคงจะเขียนประเด็นนี้สั้นๆ ได้ แต่ผมว่านั่นไม่ทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นเข้าใจแต่อย่างใด ในฐานะที่ผมศึกษาตรงนี้มาผมก็อยากจะทำให้มันชัดเจนขึ้นมาบ้าง)

ซึ่งแน่นอนว่าทรรศนะคติเหล่านี้โดยร่วมๆ มีผลต่อการทำดนตรีของดนตรีแนวต่อๆ มาอย่างชัดเจน ถ้าคุณไม่เข้าใจ DIY คุณก็อาจไม่เข้าใจว่าทำไมซาวน์มันห่วย (เพลงที่เน้นไม่ต้องพึ่งทุนใหญ่อัดกันถูกๆ จะเอาซาวน์นิ้งๆ มาจากไหน) ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องการทำลาย Gap คุณก็อาจไม่เข้าใจว่าทำไมเพลงพวกนี้มันเล่นง่าย เป็นต้น

แนวดนตรีต่อมาที่สืบทอดพวก Punk มาอย่างชัดเจนคือพวก Hardcore (หากยังไม่ชัวร์ให้กลับไปดูเชิงอรรถที่สอง) และ UK 82 (คำนี่เรียกขึ้นมาทีหลังสำหรับพวกพังค์อังกฤษรุ่นที่สองที่ดนตรีคล้ายกับพวก Hardcore อเมริกันอยู่เหมือนกันแต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการมีอิทธิพลต่อกันและกันหรือไม่ วงพวกนี้ก็เช่น The Exploited, Discharge, Broken Bones, Charged GBH, Amebix เป็นต้น) พวกนี้จะโผล่มาชัดๆ ต้น 80 (ส่วนใหญ่ฟอร์มกันมาตั้งแต่ปลายๆ 70 แล้ว) งานจำนวนมากของพวกนี้นั้นทำออกกับสังกัดตัวเองจำนวนไม่มาก (ซึ่งทำให้พวกนี้หาฟังยากชิบเลย) แต่ผมว่าพวกนี้แหละที่บรรลุอุดมคติสารพัดของพวก Classic Punk ทั้งต่อต้านสุดๆ (ลองไปดูเนื้อหาพวกนี้สิผมว่าเน้นๆ เลยนะอัดกันมันจริงๆ) และไม่โดนกลืนไปโดยตลาด (ผมว่าส่วนนี้สำคัญมากเลยนะสำหรับ Punk ในฐานะที่เป็นวิถีในการทำเพลง) อย่างไรก็ดีงานพวกนี้จำนวนมากได้สร้างอิทธิพลในวงการดนตรีอย่างมหาศาล ถ้าคุณลองไปดูลิสต์โปรดของศิลปินในสายพังค์และเมทัลหลายๆ คนอาจจะเจองานพวกนี้อยู่ในลิสต์ก็ได้ (ที่ผมนึกออกตอนนี้ก็มี ตัว Kurt Cobain ที่รู้สึกจะชอบอัลบั้ม My War ของ Black Flag มาก กับ Metallica ที่ Cover เพลง Free Speech for the Dumb ของ Discharge ในอัลบั้ม Garage Inc.)

อ้อ ลืมอธิบายไปพวก Hardcore และ UK 82 นั้นมีจุดเด่นๆ ก็คือ มีเนื้อหาที่ต่อต้านอย่างเด่นชัด (ค่อนข้างชัวร์ว่าไม่มีเพลงจุ๋มจิ๋มมาบนแบบพวก Classic Punk หลายๆ วง) และมีดนตรีที่ค่อนข้างรกและไวกว่าพวก Punk (แต่พื้นฐานส่วนใหญ่ยังใช้ Power Chord อยู่) การใช้ริฟฟ์นั้นจะเริ่มไปในทางที่มันขัดๆ หู คือไม่ค่อยเป็นไปตาม Pattern พื้นๆ ของเสกลหรือโครงสร้างเพลง ซึ่งก็สอดคล้องกับเสียงร้องที่เริ่มจะไม่มีเมโลดี้ (เมื่อโครงสร้างเพลงไม่เอื้อให้เมโลดี้วิ่ง ก็ร้องมีเมโลดี้ไม่ได้ผมประยุกต์ใช้คำอธิบายนี้กับหลายๆ อย่างรวมทั้งพวก Extreme Metal ด้วย … แต่ลองคิดไปคิดมาเผลอๆ พวก Hardcore กับ UK 82 นั้นเป็นแนวดนตรีแรกๆ ในฐานะแนวดนตรี เพราะถ้าจะเอาเป็นวงๆนั้น Venom และพวก NWOBHM (New Wave of British Heavy Metal) บางวงนั้นก็อาจจะทำก่อน แต่ก็ยังจัดเป็นข้อยกเว้นในกระแส เพราะวงส่วนใหญ่ก็ยังร้องมีเมโลดี้- ที่เริ่มร้องไม่มีเมโลดี้ก็ได้) จะเป็นกึ่งบ่นกึ่งตะโกน (ผมยืมคำนี้มาใช้หน่อยผมว่ามันอธิบายได้ดี) ซึ่งตรงนี้จะต่างจากพวก Classic Punk มากตรงที่พวกนั้นเพลงจะค่อนข้างจะไม่ได้ขัดหู จะใช้คอร์ดพื้นๆ กับโครงสร้างเพลงพื้นๆ ซึ่งมันก็เอื้อให้กับการร้องแบบมีเมโลดี้เช่นกันแม้ว่าจะมีการใช้เสียงที่ค่อนข้างกวนตีนและ (จงใจ?) ร้องเพี้ยนในหลายๆ กรณี

ผมจบที่ Hardcore กับ UK 82 แล้วกันครับเดี๋ยวมันจะยาวเลยเถิดไปสำหรับ Punk


[1] โดยเฉพาะ พวก Pop-Punk ของต้น 90 ที่ปัจจุบันมักจะถูกเรียกว่า Punk เฉยๆ เหมือนกัน ทำให้สับสนได้เวลาคำนี้ปรากฏว่ามัน Punk ไหนกันแน่ หลายๆ คนก็เหมาๆ รวมไปว่ามันเป็นพวกเดียวกัน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราก็ต้องมองหาแก่นสารของ Punk จากจุดร่วมของทั้งสองกระแสดนตรี ซึ่งทำให้แก่นสารหลายๆ อย่างของ Punk – เช่น การต่อต้าน บรรษัทใหญ่, วิถี DIY (Do-It-Yourself), การต่อต้านสถาบันหลักๆ ในสังคม (Anti-Establishment) – ก็คงหายไปเหมือนกันเพราะนั่นไม่ใช่จุดร่วมของ Punk ทั้งสองแบบ Pop Punk ตอนต้น 90 ที่เป็นกระแสแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย จะเหลือก็แต่ดนตรีที่ไปละม้ายกับคลาสสิคพังค์บางวงอย่างเล็กน้อย จนพอจะนับเป็นลูกหลานได้เท่านั้น

[2] พูดถึง Hardcore แล้วคนไทยทั่วๆ ไปนั้นก็จะเข้าใจว่าหมายถึงแนวดนตรีที่ปรากฏขึ้นมาชัดเจนก่อนสิ้นสหัสวรรษไม่นานอันมี ท่อนริฟฟ์กีต้าร์แบบโยกๆ ไลน์กลองที่ได้รับอิทธิพลจากฮิปฮอป และ การร้องกึ่งตะโกนกึ่งสำรอกเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ อย่างไรก็ดีแนวดนตรีนี้มันจะเรียกกันในหมู่คนที่ฟังเพลงร็อคอย่างจริงจังว่า Nu-Metal วงดนตรีดังๆ ในกระแสดนตรีนี้ เช่น Korn, Limp Bizkit, Linkin Park เป็นต้น ในขณะที่คำว่า ฮาร์ดคอร์ สำหรับผู้ที่ฟังเพลงอย่างจริงจังนั้นจะหมายถึงกลุ่มดนตรีที่ปรากฏขึ้นทั่วอเมริกาตอนต้นทศวรรษที่ 80 ซึ่งได้รับอิทธิพลของ Classic Punk มาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ เรื่องวิถีแบบ DIY และ การต่อต้านค่ายเพลงใหญ่ ซึ่งมีวงดังๆ ในกระแสดนตรีอย่าง Black Flag, Dead Kennedys, Minor Threat, Bad Brains เป็นต้น 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: