Home

From the Master’s and Unversity’s Discourse to the Class Aspects of the Issue and back to the University: A Reply to Patrapee according to His Comment on “ประกาศฯ”

พฤศจิกายน 10, 2006

From the Master’s and Unversity’s Discourse to the Class Aspects of the Issue and back to the University: A Reply to Patrapee according to His Comment on “ประกาศฯ 

เริ่มอย่างไรดีล่ะ

ประการแรก ผมยินดีเหลือเกินที่มีมิตรสหายของผมแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้

ประการที่สอง ผมต้องขอเน้นย้ำว่า สิ่งที่ผมเขียนใน ประกาศฯ นั้นในระดับที่สูงมากๆ ไม่ใช่ภาษาที่ผมใช้ในแบบปกติ มันเป็นภาษาในทำนองของการ บ่น(ซึ่งผมไม่เขียนมานานแล้ว) อย่างไรก็ดี ผมก็ละเอยเกินกว่าจะทำการบ่นและก่นด่าอย่างเปลือยเปล่า ผมจึงได้ทำการแปรรูปการบ่น ให้เข้ากับบริบทเพื่อความหรรษา (ของใครหว่า?) หรือจะเรียกว่าเป็นการบ่นแบบมีสุนทรียะก็ว่าได้ (แน่นอนสุนทรียะในความหมายกว้าง)

อย่างไรดี ผมขอสารภาพว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหาภายในตัวมันมากนัก ผมใช้เวลาในการคิดมุขไปมากกว่าเวลาในการคิดเกี่ยวกับเนื้อหาเสียอีก มีเนื้อหาหลายๆ ส่วนที่ผมคิดว่ามันสำคัญมากๆ กับ Debate ในประเด็นนี้ แต่ผมไม่สามารถหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้แก่พวกมันได้ใน ประกาศฯซึ่งเป็นที่น่าเสียด่ายยิ่งนัก 

ประการที่สาม ผมเห็นว่าว่าสถานะของ ประกาศฯ นั้นมีสถานะเป็นคำประกาศทางการเมือง ดังนั้นมันจึงถูกเขียนมาด้วย วาทศิลป์อย่างคำประกาศทางการเมือง (ซึ่งถ้าอ่านมันในแบบ วิชาการแล้ว มันก็ย่อมมีข้อที่อ่อนอยู่มากมายเป็นธรรมดา) ในหลายๆ จุดนั้น จำเป็นการเคลม จุดยืนทางการเมืองในแบบ พูดอีกก็ถูกอีกหรือ ในแบบที่ประโยคนั้นเป็นการอ้างอิงตัวมันเอง (ของอย่างนี้ในกรอบแบบ Lacanian เรียกว่า Master’s Discourse ซึ่งต่างจาก University’s Discourse ซึ่งเป็นกรอบของการพูดกันในทางวิชาการทั่วๆ ไป) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายทำเช่นกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอ้างงานวิชาการอะไรมาสนับสนุนก็ตาม

ตัวอย่างเช่น อีกฝ่ายอาจจะอ้างงานวิชาการทำนองว่า การดื่มสุราก่อนวัยเบญจเพสนั้นจะส่งผลร้ายในระยะยาว การดื่มสุราที่เหมาะสมคือการดื่มหลังวัยเบญจเพสเท่านั้น”, “การดื่มสุรานั้นเป็นภัยต่อสังคมในระยะยาวฯลฯ ถึ่งที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ บอกเราว่า อะไรเป็นอะไร เฉยๆ มันบอกเราว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีผลอย่างนี้ตามมา(แน่นอนความเป็นเหตุเป็นผลนี้ก็เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้อีก แต่นั่นเป็นอีกระดับ)

คนที่เป็นฝ่ายตัดสินเด็ดขาดว่า เราจะไม่ทำอย่างนี้คือ ฝ่ายตรงข้าม (รัฐบาล) ไม่ใช่งานวิจัย (ถ้าจะพูดในแบบ Lacanian อีกก็คือ รัฐบาลนั้นตัดสินใจใน Master’s Discourse ส่วนงานวิจัยต่างๆ นั้นก็ทำหน้าที่เป็น University Discourse เป็นห่วงโซ่ความรู้ [Chain of Knowledge] ที่คอยสนับสนุนการตัดสินใจ ของรัฐบาล สิ่งที่ต้องไม่พลาดเลยตรงนี้ก็คือ ถ้าไม่มี Master มาตัดสินว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว สถานะของ University Discourse ก็จะเป็นความรู้ลอยๆ อยู่เฉยๆ คอยบอกว่า อะไรเป็นอะไร เฉยๆ สิ่งที่บอกว่า เป็นอย่างนี้ดีหรือไม่ดี หรือ เราจะไปทางไหนนั้นเป็นการกระทำในระดับ Master’s Discourse)

เป้าหมายโจมตีของผมคือการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวงานวิจัยที่ Support มันอยู่ ในระดับหนึ่งผมไม่เถียงด้วยซ้ำ ว่าการดื่มแอลกอฮอล์นั้นทำให้สังคมนั้นเสื่อมทรามลงหรือไม่? เพราะ ผมเห็นว่าการเคลมสิ่งเหล่านี้ (สังคมเสื่อม, วัฒนธรรมแย่, เป็นภัยต่อชาติ ฯลฯ) เป็นวาทศิลป์ลอยๆ ของฝ่ายรัฐเพื่อที่จะอ้างเพื่อทำโน่นทำนี่ ห้ามโน่นห้ามนี่เท่านั้น ป่วยการที่จะไปเถียง (เพราะ ถึ่งที่สุดแล้วเขาก็มีอำนาจที่จะบอกว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้) หรือ ในอีกระดับหนึ่งแล้ว เราควรจะโต้ตอบข้ออ้างทำนองนี้ด้วยซ้ำว่า สังคมเสื่อมไป แล้วไง?” “สังคมหรือประชาชนเลือกที่จะเสื่อมลงเองไม่ได้หรือไง?” “รัฐถือดีอะไรรู้ดีมาจากไหนที่จะมาตัดสินแทนสังคมหรือประชาชนว่าอะไรนั้นดีสำหรับพวกเขา?  โดยสั้นแล้ว “Let the society commit suicide, if it wishes to.”

แน่นอนเถียงอย่างนี้มันเถื่อนไปใน ประกาศฯมันไม่ใช่สิ่งที่นิยมใช้กัน การประทะแบบนี้อาจตรงไปก็ได้ นักเคลื่อนไหวทั้งหลาย จึงหันไปใช้วาทศิลป์ (Rhetoric) เรื่อง สิทธิอัน (แน่นอน) เป็นสิ่งที่รับมาจากจารีตฝรั่งแบบเสรีนิยม และ พวกยุคแห่งความรู้แจ้ง (Enlightenment)

ถ้าจะถามว่าสิทธิพวกนี้มีอยู่จริงใหม? ผมก็คงจะตอบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะพูดกันในระดับการต่อสู้ทางการเมือง (แต่พูดกันในเชิงวิชาการก็น่าสนใจใช่เล่น) เพราะถ้านักเคลื่อนไหวนั้นมัวแต่สงสัยว่ามัน มี หรือ ไม่มี ? แล้วมานั่งเถียงกันนั้น การเคลื่อนไหวในทางการเมืองก็คงจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียว ในแง่นี้สิ่งที่พวกนี้ต้องทำก็คือ ยืนยันว่าสิทธิเหล่านี้มันมีอยู่เพื่อที่จะเป็นรากฐานต่อการต่อสู้ต่อไป (แต่การถูกโจมตีก็เป็นเรื่องปกติ) อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่า วาทศิลป์สิทธิ เหล่านี้ทวีกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะพื้นฐานของการต่อสู้ทางการเมืองของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเพราะโลกนั้นมีฉากหน้าที่ต้องทำการยอมรับความ เท่าเทียมมากขึ้นกระมัง

ในกรอบแบบนี้การใช้วาทศิลป์สิทธิ์ ของผมนั้นก็คงไม่แปลกอะไรนัก ผมคิดว่ามันเป็นการเคลมที่หนักแน่นพอที่จะเอามางัดกับอีกฝ่าย ผมเห็นว่าการใช้มันเป็นสิ่งที่แหละสมแล้วในเชิงกลยุทธ์ (ผมพูดในแบบกว้างๆ ว่าวาทศิลป์การต่อสู้ควรจะออกมาในแนวทางนี้ ส่วนรายระเอียดเป็นอย่างไรก็คงต้องว่ากันอีกทีเพราะ ถ้าจะถือจริงๆ จังกับ ประกาศฯ แล้ว เอาจริงๆผมก็ยังคิดว่าหลายส่วนนั้นอ่อนอยู่ แต่ผมเห็นว่ามันมาถูกทางแล้วในระดับพื้นฐานของแนวคิด)

นอกจากนี้การอ้างอิงถึงสิทธินั้นเป็นสิ่งที่ง่ายกว่า และเสมอสมกว่าในการต่อสู้ทางการเมือง ในบริบทที่คนนั้นปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ นั้นมาชึ้ถูกชี้ผิดกับเรื่องของเขาอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงว่าสิ่งเหล่านั้นมันลักลั่นกับแนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยที่ ทางเลือกนั้นเป็นสิ่งที่มีความความหมาย (ด้วยความเคารพ ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินให้กับเราอย่างหมดจด ว่าสังคมที่ดีคืออะไร? เราต้องเดินไปทางไหนถึงจะไปถึง? แล้วเสรีภาพแห่งการเลือกนั้นจะมีความหมายได้อย่างไร? แน่นอนผมคิดในแบบเสรีประชาธิปไตย ที่เสรีภาพในการเลือกนั้นเป็นประเด็นที่มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว)

ประเด็นต่อมา คือ สิ่งที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ที่น่าเป็นเป็น Debate ที่ดีในประเด็นนี้ มันคือประเด็นว่า ทำไมต้อง 18-24 ถ้าจะพูดกันอย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว เป้าประเด็นในของกฎหมายดังกล่าวที่ผมค่อนข้างจะใส่ใจ่โดยเฉพาะ ก็คือ ประเด็นเรื่อง การขึ้นอายุของผู้ที่สามารถบริโภคสุรา ซึ่งเอาจริงๆ แล้วในประเด็นนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ คนในวัย 18 24 เท่านั้น สิทธิบางอย่างของพวกเขาถูกลิดรอนไป

ผมคิดไปคิดมามีประเด็นหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องมากมายที่ผมไม่อาจจะไป Deal ด้วยได้หมด เช่นประเด็นเรื่องการจัดการกับ เด็กของรัฐ จะเห็นได้ว่า เด็ก นั้นไม่ได้มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ในหลายๆ ด้าน ในหลายๆ ครั้งผมรู้สึกด้วยซ้ำว่าเวลาที่เราพูดถึง ประชาชนนั้นเราไม่ได้รวม เด็ก ไปด้วย (ซึ่งจริงๆ ไม่ได้รวมหลายอย่างแต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้) ถ้าเราตั้งคำถามกับเรื่องการจัดการกับ เด็กของรัฐอย่างจริงจังแล้ว สิ่งที่เราอาจจะสงสัยเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า ทำไมรัฐต้องเอาตัวเลขอายุอย่าง 18 หรือ 20 มาเป็นเกณฑ์ในการมอบสิทธ์เต็มที่ให้กับเด็ก? เราอาจจะสงสัยว่าอายุมันจะวัดอะไรได้? ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องอายุการดื่มสุรา เสียดายที่ความรู้ของผมยังน้อยเกินกว่าจะทำการกล่าวอะไรในรายละเอียดได้จึงของข้ามประเด็นเหล่านี้ไป (แต่ถามผมแล้วโดยส่วนตัวผมคิดว่า มันต้องมีเส้นแบ่งระหว่างพลเมืองที่มีวุฒิภาวะ -ซึ่งสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้โดยสมบูรณ์- กับพลเมืองที่ไม่มี -พวกแนวคิดเสรีนิยมก็มีเส้นแบ่งตรงนี้- แต่การที่ใเส้นแบ่งดังกล่าวนั้นเป็น อายุนั้นจะเหมาะสมหรือเปล่านั้น เป็นสิ่งที่ผมกังขา อย่างไรก็ดีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันอย่างที่สุดที่จะหาได้แล้วในสังคมปัจจุบัน เพราะ อย่างน้อยๆ คนทุกผู้ในสังคมแบบนี้ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของกาลเวลาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถ้ามีการคิดค้นไทม์แมชชีนขึ้นมาก็จะทำให้ประเด็นนี้ยุ่งไปอีก … ยังไม่ต้องพูดถึงการใช้วิทยาศาสตร์ทำให้คนนั้นสามารถโตเร็วขึ้นได้)

ถ้ากลับมาประเด็นของเราก็คือว่าทำไมต้องห้ามคนอายุ 18-24 กินเหล้า เพิ่มจากเดิม คือที่ห้ามคนอายุ 0-17

ผมคิดว่าประเด็นที่ใหญ่และสำคัญมากๆ ของประเด็นนี้อาจจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับชนชั้น ผมคิดว่าถ้าเราไม่มองประเด็นนี้ในแง่นี้เราจะไม่เห็น ถึงปัญหาและ ภาระของรัฐอย่างชัดเจน (จริงเรื่องยาเสพย์ติดก็สมควรถูกวิเคราะห์ในกรอบแบบนี้ ประเด็นนี้ผมได้มาจาก อ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา) ผมคิดว่าโดยทั่วไปแล้วรัฐนั้นไม่ได้เห็นลูกหลานของชนชั้นสูงเป็นปัญหาหรือเป็นภาระอยู่แต่แรกแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเหลวแหลกเช่นไร ทางครอบครัวของพวกเขาก็สามารถแบกรับภาระได้ เมื่อพวกเขานั้นต้องเจ็บป่วยจนถึงต้องบำบัด พวกเขาก็มีปัญญาจะแบกรับค่าใช้จ่าย เมื่อพวกเขาไปก่อเรื่องก่อราวทางครอบครัวของเขาก็มีปัญญาจะชดใช้ค่าเสียหาย ฯลฯ ถ้าจะพูดกันในระดับหนึ่งแล้ว คนพวกนี้ไม่ได้เป็นภาระของ รัฐ หรือ สังคม เพราะ เขาสามารถแบกรับความเสียหายที่พวกเขาก่อไปได้ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวของพวกเขา

ต่อมาสำหรับชนชั้นกลางนั้น ในหลายๆ กรณีอาจคล้ายๆ ชนชั้นสูง (คือสามารถแบกรับปัญหาที่ตนก่อได้) บางกรณีอาจคล้ายๆ ชนชั้นล่าง ดังนั้นเราจะพูดถึงชนชั้นล่างก่อน (จริงๆ ยกชนชั้นกลางมาในบริบทแบบนี้ดูไม่ Make Sense ด้วยซ้ำ ในเมื่อเรามีแต่ ชนชั้นที่ดื่มสุราแล้วรองรับความเสียหายได้ด้วยตนเอง กับ ชนชั้นที่ทำไม่ได้ อย่างไรก็ดีชนชั้นกลางจะมีบทบาทในตอนหลังในการต่อสู้ทางการเมือง)

ชนชั้นล่างนั้นมีแนวโน้ม ที่จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของสุราเป็นอย่างที่สุด (ซึ่งโครงสร้างความคิดอย่างนี้ทำให้ โฆษณา จน … เครียด … กินเหล้านั้น Make Sense) และวงจรดังกล่าวนั้นก็นำมาสู่ปัญหาต่างๆ ที่รัฐต้องไปตามล้างตามเช็ดในที่สุด (ถ้าจะพูดให้เห็นภาพแล้วรัฐนั้นในระดับหนึ่งไม่ได้สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากสุราประเภท เด็กลูกเศรษฐีเมาแล้วต่อยกัน หรือ การที่พวกเศรษฐีนั้นเป็นพิษสุราเรื้อรัง แต่รัฐไม่ได้สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากสุราประเภทชนชั้นล่างก่ออาชญากรรมเพราะเมาขาดสติ หรือ ชนชั้นล่างต้องทดเป็นภาระของรัฐเพราะโรคต่างๆ ที่เกิดจากสุราต่างหาก)

เมื่อมองในกรอบของชนชั้นล่างที่ดูแลตัวเองไม่ได้และยิ่งกินเหล้าก็ยิ่งเกิดปัญหาแล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่รัฐนั้นจะยื่นมือไปขัดขวางการเกิดขึ้นกับปัญหาโดยการเข้มงวดมาตรการเกี่ยวกับสุรามากขึ้น แต่รัฐนั้นไม่สามารถห้ามเฉพาะการกินเหล้าเฉพาะชนชั้นล่างได้ รัฐนั้นจึงต้องห้ามไปหมด จะเรียกว่าโดนกันเป็นพวงก็ว่าได้ (จริงๆ ชนชั้นสูงก็ก่อปัญหาที่ปวดกบาลรัฐในกรณี เมาแล้วขับเช่นกัน แต่รัฐก็มีมาตรการอื่นที่ลดตรงนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามแบบเป็นพวงแบบนี้)

จะว่าก็ได้ว่าสำหรับการที่รัฐต้องการถอนรากถอนโคนการกินเหล้าที่เป็นปัญหากับรัฐออกไป รัฐนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาการกินเหล้าที่ไม่เป็นปัญหากับรัฐพ่วงออกไปด้วย

นอกจากนี้แล้วมันยังทำให้บ้านนี้เมืองดีดูมีศีลธรรมขึ้นเล็กน้อยด้วย (แต่ถ้าจะเอาให้มันสุดๆ แล้วในวิธีคิดศีลธรรมเทือกนี้ ก็ควรจะให้เลิกขายเหล้าไปเลย เพราะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ กินเหล้ามันผิดศีล 5 ที่พุทธศาสนิกชนทุกๆ คนต้องมี นอกจากนี้ก็ควรจะให้เลิกเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคเนื้อด้วย เพราะ เราจะปล่อยให้การฆ่าสัตว์นั้นอยู่ในสารบบไม่ได้ ซึ่งก็อาจทำให้คนไทยกลายเป็นสัตว์กินพืชไปหมดก็เป็นได้- ฯลฯ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ฟังดู Non-Sense แต่มันก็คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณจะทำกฎหมายให้มันสอดคล้องกับหลักศีลธรรมจริงๆ)

อย่างไรก็ดีเราจะกลับมาสู่ประเด็นที่เป็นปัญหาสุดๆ ในที่นี้ มันคือ ประเด็นของ ชนชั้นกลาง

สภาวะการดื่มสุราของชนชั้นกลางอายุ 18-24 นั้นเป็นอย่างไร?

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ผมอดนึกถึงการดื่มเหล้าชีวิตมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะ ในภาวะปกติแล้ว ลูกหลานของชนชั้นกลางของประเทศไทยในช่วงอายุดังกล่าวนั้นจะมีชีวิตอยู่ใน โรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง(จริงๆ งานของท่านนี้ผมไม่เคยอ่านจริงจังเลย แต่ผมก็คิดว่าการเรียกมหาวิทยาลัยว่าอย่างนี้ก็เท่ห์ไม่หยอกเลย) อย่างมหาวิทยาลัย

ดังนั้นการห้ามการดื่มเหล้าในช่วงดังกล่าวนั้นอาจจะเรียกได้ว่า เป็นมาตรการที่ทำให้ชีวิตของลูกหลานชนชั้นกลางนั้นปลอดเหล้าในชีวิตมหาวิทยาลัยก็เป็นได้ หรือถ้าจะมองว่าประชากรส่วนใหญ่ของนักศึกษาปริญญาตรีนั้นเป็นลูกหลานชนชั้นกลาง (ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น) แล้ว มาตรการดังกล่าวนั้นเป็นความพยายามจะทำให้ การศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นปลอดสุราด้วย

ทำไมรัฐต้องให้การศึกษาในระดับปริญญาตรีปลอดสุรา?

คำตอบแรกๆ ที่น่าจะผุดมาก็คือ รัฐนั้นเห็นว่านักศึกษาเหล่านั้นเป็นขุมพลังในการสร้างชาติในอนาคต เป็น ทรัพยากรมนุษย์ที่จะเสียไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่ได้ ในกรอบนี้แล้ว การห้ามดังกล่าวก็ Make Sense พอตัวอยู่ ในกรอบของรัฐ (แต่พูดในกรอบที่ยืนบนแนวคิดเรื่องเสรีภาพมันดูไม่เข้าท่าแน่ ฟังไม่ขึ้นแน่)

ดังนั้นเอาอาจมองนโยบายนี้ว่าเป็นมาตรการแก้ปัญหาการดื่มสุราของชนชั้นล่าง (ซึ่งจริงๆ ไม่น่าแก้ได้ แต่ถ้าพูดในทางหลักการเราก็ต้องคิดว่าถ้าแก้ได้ มันก็แบ่งเบาภาระของรัฐไปมาก) ไปพร้อมๆ กับ เป็นมาตรการป้องกันลูกหลานชนชั้นกลางในรั้วมหาวิทยาลัยอันเป็น ทรัพยากรมนุษย์ ออกไปจากวงจรสุราอันบ่อนทำลายพวกเขาอันเป็นทรัพยากรล้ำค่าของชาติด้วย

พูดง่ายๆ คือนโยบายนี้ทำให้รัฐนั้นลดค่าใช้จ่าย และ สะสมทุนไปได้พร้อมๆ กัน

ซึ่งมองจากรัฐแล้วมันก็คงจะ Make Sense ทุกอย่าง

ทว่าคนหนุ่มสาวก็อาจไม่เห็นดีเห็นงานด้วยกระมัง ถ้าพวกเขานั้นเห็นดีเห็นงามด้วยไปหมด ก็คงจะป่วยการที่จะแย้งประเด็นนี้ต่อไป เพราะ คนที่ถูกมองว่าเดือดร้อนนั้น ยังมิได้รู้สึกว่าตนเดือดร้อนเลย

One Response to “From the Master’s and Unversity’s Discourse to the Class Aspects of the Issue and back to the University: A Reply to Patrapee according to His Comment on “ประกาศฯ””

  1. dreamer Says:

    เอ่อขอโทษที่ไม่ได้ รีอะไร
    แค่อยากจะบอกว่าเพลงที่คุณให้มาน่ะโคตรแจ่มเลย

    คุณไปหามาจากไหนน่ะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: