Home

ประกาศ พันธมิตรสุราชนเพื่อสุราธิปไตยอันมีการดื่มสุราเป็นอาวุธ ฉบับที่ 10[1] เรื่อง        การประกาศจุดนั่ง (ดื่มสุรา) ของทางพันธมิตร 

เรียน ท่านผู้นำ (หรือจะเรียกท่านว่าท่านผู้ตามจะเหมาะสมกว่า?)

เราจะไม่พูดซ้ำซากเรื่องช่องว่างอันน่าเย้ยหยันของระหว่างอายุที่พวกท่านอนุญาตให้เราดื่มสุราได้ กับอายุที่พวกท่านอนุญาตให้เราเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นทางการอย่างการเลือกตั้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่ได้รับการพูดซ้ำ (ซาก) มามากแล้ว และเราก็มิอาจคิดหาเหตุผลกลใดที่จะทำให้ช่องว่างดังกล่าวนั้นเป็นที่เข้าใจได้หรือกระทั่งเข้าท่า

… และดูเหมือนพวกท่านและฝ่ายสนับสนุนพวกท่านหลายๆ คนก็ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับประเด็นดังกล่าวแบบตรงไปตรงมาภายใต้แนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยได้ และก็พยายามเบี่ยงประเด็นช่องอันน่าขันดังกล่าวไปเป็นประเด็นของผู้ปกครองผู้หวังดีที่จะทำให้พวกเรานั้นดีขึ้น สังคมโดยรวมนั้นดีขึ้น 

การเบี่ยงประเด็นโดยการอ้างเหตุผลดังกล่าวนั้นนอกจากจะเป็นเรื่องที่น้ำเน่าซ้ำซากยิ่งกว่าละครหลังข่าวแล้วมันยังเป็นวาทศิลป์ลมๆ ที่เอาไปอ้างกับแนวคิดอะไรก็ได้ของท่าน เราทั้งหลายมิอาจรับได้ว่าพวกท่านนั้นรู้ว่าอะไรนั้นดีกับตัวของพวกเรามากกว่าตัวเราเอง และถึงท่านจะอ้างความรู้งานวิจัยหรืออะไรตะบักตะบวยก็ตามแต่เพื่อให้ท่านเป็นเสมือนผู้รู้ดี ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ในการจัดการกับร่างกายของเราตามใจชอบ

เรานั้นถือว่าเราอยู่ในสังคมอารยะ เราถือว่าเรามีสิทธิอันชอบธรรมเหนือร่างกายของเรา เราจะทำอะไรก็ได้กับร่างกายของเราตามเจตจำนงของเรา ไม่มีใครหรือผู้ใด (ไม่ว่าจะเป็น บุตร, ธิดา, สามี, ภรรยา หรือ บุพการี ของเราก็ตาม) จะทำการละเมิดร่างกายของเราได้โดยชอบธรรมโดยปราศจากการอนุญาตของเรา

อย่างไรก็ดีเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นคือ ท่านดำรงตนราวกับว่าเป็นเจ้าของร่างกายของพวกเรา และทำการสละสิทธิ์ในการจัดการจัดการร่างกายของเราในแง่การบริโภคสุราไปอย่างหน้าด้านๆ 

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้นอกจากมันจะไร้ความชอบธรรมแล้ว มันยังไร้มารยาทอีกด้วย

เรามิสามารถรับได้กับพฤติกรรมอันอนารยะแบบนั้นในนามของอารยะ พวกเราแม้จะไม่ได้ทำการเชิดชูอารยะอย่างออกนอกหน้าแต่ก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างน้อยก็ในระดับแนวคิด พวกเราจึงรับไม่ได้กับการใช้อำนาจเถื่อนของพวกท่านในนามของอารยะ ขอให้พวกท่านรับรู้ไว้ว่ามันทำให้พวกเรานั้นคลื่นเหียนอาเจียนได้ยิ่งกว่าการเสพสุราหลากขนานในคราเดียวหลายเท่าตัวนัก

พวกท่านพยายามทำให้อำนาจเถื่อนที่พวกท่านใช้นั้นเชื่องลงด้วยข้ออ้างทางศาสนาและวัฒนธรรม ในข้ออ้างทางศาสนานั้นพวกเรายินดีจะละซึ่งอัตลักษณ์ทางศาสนาที่พวกท่านใช้อ้างดูเพื่อดูว่าท่านจะอ้างอะไรต่อไปอีก พวกเรายินดีที่จะตั้งศาสนาใหม่หรือพื้นฟูศาสนาที่มีการร่ำสุราเป็นพิธีกรรมเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยที่สุดมันก็อาจแสดงให้เห็นว่า พวกท่านไม่เคยเห็นสิทธิในการเชื่อและนับถือสิ่งอันแตกต่างหลากหลายของประชาชนอยู่ในสายตา

สำหรับข้ออ้างทางวัฒนธรรมนั้นคงไม่มีอะไรจะน่าหัวร่อไปกว่านี้อีก ถ้าเราไม่เอาหูเอานาเอาตาไปไรจนเกินไปนั้น ก็คงจะเห็นว่าสุรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของคนในภูมิภาคแถวๆ นี้มานานแล้ว เพียงแต่มันรกหูรกตาวัฒนธรรมชาติอัน ดีงามของพวกท่านเท่านั้นเอง จริงๆ มันควรจะมีงานวิจัยมาสนับสนุนและสร้างความชอบธรรมว่าสุรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเราด้วยซ้ำ แต่ที่มันไม่มีมาอย่างชัดเจนก็คงเป็นเพราะ คงอย่างพวกท่านมิให้งบกระมัง เพราะ เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่อง ดีงามที่ควรจะเน้นย้ำ

เราจะเรียกตรงนี้ว่าอย่างไรดี? ความหน้าไหว้หลังหลอกรวมหมู่ (Collective Hypocrisy) จะดีไหม? เช่นเดียวกับหลายๆ เรื่องที่พวกท่านมิอยากยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีหน้าที่ของมันสุรานั้นมีหน้าที่ในทางสังคมของมัน มันมีหน้าที่ในการรักษาสมดุลต่างๆ ในสังคมไว้ มันมีหน้าที่เป็นยาบรรเทาความตึงเครียดทางสังคม (ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดแล้วมันก็เกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่พวกท่านกำลังอุ้มชูนั่นแหละ)

พวกท่านอาจเห็นว่ามันเป็นสิ่งอันล้นเกินของสังคม เป็นอาการ (Symptom) ของสังคมที่กำลังเจ็บป่วย แต่เรากลับเห็นว่าเป็นสิ่งปกติของสังคมเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมดำเนินไปได้ตามปกติเสียด้วยซ้ำ (Sinthome)

แน่นอนสิ่งเหล่านี้เคลมกันลอยๆ คงจะไม่เหมาะนัก ควรจะต้องทำการศึกษาวิจัยกันให้ถ้วนถี่ ขอเพียงพวกท่านสนับสนุนพวกเราอย่างตรงไปตรงมาและไม่เอาหูเอานาเอาตาไปไร่กับสิ่งที่อาจจะรกหูรกตาท่านที่เราอาจค้นพบ บทสรุปของประเด็นนี้มันอาจต่างออกไปจากการอ้างหลักการลอยๆ และ ฟังความข้างเดียวของพวกท่านก็เป็นได้

อย่างไรก็ดีเรามิได้คิดว่าท่านจะรับสิ่งเหล่านี้ไว้พิจารณา เพราะ สำหรับท่านแล้วปล่อยให้เรื่องมันเงียบๆ ไปก็คงจะดีกว่า ปล่อยให้มีชิ้นงานอะไรมาเป็นประจักษ์พยานแห่งความเขลาในเชิงนโยบายของท่าน 

มองจากตรงนี้แล้วพวกเราขอเรียกร้องสั้นๆ ในเบื้องต้นจะดีกว่ากระมังให้พวกท่านนั้นยกเลิกนโยบายดังกล่าวเสีย

หากท่านไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเราโดยเฉียบพลัน เราจะทำการอนารยะขัดขืน (Uncivil Disobedience) โดยการดื่มสุราประท้วง (อันเป็นการขัดขืนอันโฉ่งฉ่างกว่าการอดอาหารประท้วงเป็นแน่) 

ท่านคงจะรู้ดีว่ากลุ่มคนที่ถูกลิดรอนสิทธิไปมากที่สุดจากนโยบายดังกล่าวของท่านก็คือคนหนุ่มสาวอย่างเราๆ นี่แหละ หากท่านไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเราท่านอาจได้เห็นพลังของคนหนุ่มสาวที่หลายๆ ฝ่ายเห็นว่ามันมอดดับไปแล้วอีกครั้ง ท่านจะเห็นว่าหนุ่มสาวสมัยนี้กระหายสุรามากกว่าประชาธิปไตยเพียงไร ถ้าจะกล่าวกันโดยสัจจริงแล้วพวกเรามิได้สนใจในประชาธิปไตยด้วยซ้ำหากมันไม่นำมาซึ่งสิทธิในการดื่มสุราของพวกเรา และ สิ่งที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะให้ ประชาธิปไตย เราเปล่าๆ เราก็ไม่รู้จะเอามันไปทำไม เพราะในที่สุดแล้วมันก็เหลือแต่เพียงนามของมัน เอาไปเถอะท่าน เรายกให้ ปู้ยี่ปู้ยำชำเรามันให้หนำใจ แต่ขอสิทธิในการดื่มสุราของพวกเราคืนมาเป็นพอ

สุดท้ายนี้เราใคร่ขอให้สุราชนอันมีความแตกต่างหลากหลาย (Multitude) นั้นทำการต่อต้านอะไรก็ตามแต่ที่ลิดรอนเสรีภาพในการดื่มสุราของเราอย่างพร้อมเพรียงกัน และจงตระหนักไว้ให้ดีว่าพวกเราสุราชนในฐานะที่เป็นสุราชนแล้ว ไม่มีผู้ปกครองที่ ดี หรือ เลว, ทรราช หรือ ราชาปราชญ์ มีแต่ผู้ปกครองที่ให้เสรีภาพในการไหลเวียนของสุราในสังคมหรือไม่ให้ เท่านั้น และ ถ้าเราต้องเผชิญหน้ากับผู้ปกครองที่ไม่ให้สุราไหลเวียนแล้วพันธมิตรของเรานั้นก็ใครขอเชิญพวกท่านทำการต่อต่านกับพวกเราโดยพร้อมเพรียงกัน และสุดท้ายนี้เราก็คงต้องกล่าวเช่นเคยว่า

สุราชนทั่วโลกจงรวมตัวกัน 

ด้วยความเคารพอย่าง …. ?

ก.      สูง

ข.      กลาง

ค.      ต่ำ

ง.       ผิดทุกข้อ


[1] ว่าจะไม่มีเชิงอรรถแล้วสำหรับงานชิ้นนี้ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ งานชิ้นนี้เขียนขึ้นจากเรื่องต่างๆ ที่ประสบมาในช่วงนี้ อาจมีเค้าโครงจากข้อเท็จจริงบ้าง ซึ่งก็ขอให้ท่านผู้อ่านคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความขึงขังในตัวงานประเภทคำประกาศอะไรทำนองนี้ ผมจะไม่ใส่เชิงอรรถในตัวงาน (พูดอย่างนี้ในเชิง อรรถนี่มัน Paradox นะเนี่ย หรือนี่คือ Meta Footnote?)  แนวคิดที่หยิบยืมมาจากท่านอื่นๆบ้าง (มีแน่) ก็ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจและขอประทานโทษท่านเหล่านั้นด้วยที่ไม่ได้ทำการอ้างอิงพวกท่านอย่างเหมาะสม

Carcass in and out of Context: The Possibility of Post-Death Metal?[1]


 

มันไม่ใช่เรื่องๆ ง่ายๆ หรือ กระทั่งเรื่องปกติ ที่วงดนตรีวงหนึ่งจะมีอิทธิพลทางดนตรีอย่างยิ่งยวดต่อแนว[2]ดนตรีถึงสองแนว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดนตรีสองแนวนั้นเป็นสิ่งที่ต่างกันแบบคนละโยด

 

… แต่ทว่าในบางระดับแล้ววงดนตรีจากอดีตมหาอำนาจดนตรีเมทัลอย่างอังกฤษนั้นทำได้

 

… Carcass นั้นทำได้

 

ในปัจจุบันมักจะเป็นที่พูดกันว่า Carcass นั้นเป็นบิดาแห่งแนวดนตรี Grindcore (ร่วมกับ Napalm Death ซึ่งทั้งสองวงเป็นวงดนตรีที่ใกล้ชิดกันมากๆ ในยุคแรกๆ) และ แนวดนตรี Melodic Death Metal (ร่วมกับหลายๆ วงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวงสวีเดน เช่นวง At the Gates, Dark Tranquility, Inflames เป็นต้น)

 

ผู้ที่เคยฟังแนวดนตรีทั้งสองแนวมาก็คงจะทราบว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิง แนวดนตรีแรกเอาความเร็วเป็นแกนหลักทำให้ดนตรีที่ออกมานั้นไม่ได้มีรายละเอียดมากนักกีต้าร์ก็ปั่นโน้ตในเสียงย่านต่ำไม่กี่ตัว (อาจจะตัวเดียวด้วยซ้ำ) ให้เร็วที่สุด กลองก็กระหน่ำรัวราวกับประทัดตรุษจีน[3] ทำให้ได้มาซึ่งความโกลาหลอันรวดเร็ว อันเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีแนวนี้ เราอาจเข้าใจดนตรีแนวนี้ว่าเป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะทำดนตรีที่เร็วที่สุดในโลกก็เป็นได้

 

สำหรับแนวดนตรีแนวที่สองนั้นเอารายละเอียดของเมโลดี้เป็นแกนหลัก ลักษณะเด่นๆ ที่จะพอใด้ในบรรดาวงที่ถูกขนานนามว่าเป็น Melodic Death Metal ก็คือไลน์กีต้าร์ที่มีเมโลดี้ที่ชัดเจน ที่มักจะเกิดจากการเล่นโน้ตในย่านเสียงที่ไม่ต่ำมากนัก (เพราะ ต่ำไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง) มีการเปลี่ยนโน้ตอย่างรวดเร็วแต่ยังอยู่ในระดับที่ฟังรู้เรื่อง (ปกติ Death ต้องเร็วอยู่แล้ว) หรือ จะเรียกว่าฟังดูมีเมโลดี้ก็ได้ นอกจากนี้แล้วไลน์กลองในดนตรีประเภทนี้ยังไม่ได้ขายความกระหน่ำราวกับพลุแตก แต่กลับเล่นในแบบที่ไม่รกนัก (แน่นอนว่าเป็นความไม่รกในมาตรฐานของ Death Metal เพราะ ถ้าเทียบกับแนวทางดนตรีอื่นๆ แล้ว กลองของ Melodic Death Metal นั้นคงจะเป็นสิ่งที่ฟังดูรกอยู่ดี) และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังนั้นดื่มด่ำกับท่วงทำนองที่บรรเลงโดยกีต้าร์ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

 

โดยคร่าวๆ แล้ว หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะเห็นภาพแบบเลาๆ ว่า ดนตรีทั้งสองรูปแบบนี้มันแตกต่างกันเพียงไร

 

… ทว่าการเป็นวงที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของดนตรีทั้งสองแนวนี้มันหมายความเช่นไรกันเล่า?

 

แน่นอนเรากำลังจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงของวงดนตรี เรากำลังพูดถึงการ กลายเป็น (Becoming) ของวงดนตรีวงหนึ่ง

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีนั้นได้เกิดขึ้นแน่ๆสำหรับวงที่มีอิทธิพลทางดนตรีเป็นอย่างสูงต่อแนวดนตรีเกินสองแนว

 

เมื่อถึงตรงนี้ปัญหาของเราในที่นี้คงจะเป็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างไร? (How?) มากกว่าเปลี่ยนไปเป็นอะไร? (What?) ซึ่งเราทราบกันแล้วจากด้านบน

Carcass นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างไร? คงจะเป็นแกนหลักของบทความนี้

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเรื่องเล่าถึงวง Metal ผู้ยิ่งใหญ่จากเกาะอังกฤษ ผู้มาปลดปล่อยอังกฤษให้พ้นจากยุคเข็ญของดนตรี Metal

 

… ในช่วงยุคกลางๆ 80 อังกฤษแทบไม่มีวง Metal ใหม่ๆ เลย หลังจากกระแส NWOBHM ตอนปลายๆ 70 (ซึ่งแลบไปต้น 80 เล็กน้อยแต่พองาม) ได้ส่งไม้ให้พวกอเมริกันถือกำเนิดตำนานอย่าง Metallica แล้ว แทบจะเรียกได้ว่าวงการ Metal อังกฤษนั้นซบเซาและอับเฉางานใหม่ๆ เด่นๆ มาก

 

ถ้ากระแส NWOBHM อันเป็นกระแสต้านวง Metal รุ่นก่อน[4]  (ที่ดังกันไปจนทำให้สปิริตของความเป็น คนนอกของดนตรี Metal หายไป) นั้นหลุดเข้าไปในวงจรของสิ่งที่ตนเองต่อต้าน[5] แล้ว สิ่งที่วงการ Metal อังกฤษต้องการอีกครั้งก็คือ ความเป็นของแท้ (Authenticity) ของดนตรี Metal ที่เป็นดนตรีของคนนอก ที่ไม่ใช่แฟชั่น ที่เป็นอะไรบางอย่างที่จะทำให้ความเป็นอื่นในอาณาบริเวณของดนตรีนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา (Materialization of Otherness in the Field of Music) อีกครั้ง…

 

ผู้คนนั้นชอบคิดว่าพวกเรานั้นไว้ผมยาวแล้วหมายความว่าพวกเรานั้นปลื้มกับ Judas Priest หรือ Iron Maiden แต่จริงๆแล้ว วงพวกนั้นไม่ใช่อิทธิพลของเราเลย ดนตรีอย่าง Grindcore นั้นเป็นผลมาจากการที่เราโตขึ้นในช่วงเวลาที่วงเหล่านั้นกลายเป็นเพลงป็อปไปแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้เราก็มุ่งหน้าไปสู่อะไรที่มันใต้ดิน และ ลึกลับกว่านั้น ไม่ว่ามันจะเป็น Hardcore Punk หรือ Extreme Death Metal หรืออะไรก็ตาม[6]

 

สิ่งที่ Jeff Walker มือเบส/ ร้องนำ ของ Carcass กล่าวไว้ด้านบนคงจะสะท้อนภาพวงการดนตรีอังกฤษในตอนนั้นได้ไม่น้อย

 

… ถ้า Heavy Metal แบบดั้งเดิมนั้นเบาไป วงการ Extreme Music ก็คงต้องหาอะไรใหม่ๆ ที่มันหนักและแรงกว่านั้น

 

ถ้าพวกอเมริกันนั้นมีคำตอบแบบอเมริกัน อังกฤษนั้นก็คงจะมีคำตอบแบบอังกฤษเช่นกัน

 

Carcass เป็นหนึ่งในคำตอบนั้น

 

อย่างไรก็ดีในบทความนี้เราจะไม่ทำการลงลึกในประวัติของวงดนตรีวงนี้ (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันถ้าจะพูดกันจริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้นตอนกำเนิด Grindcore ในอังกฤษนั้นซับซ้อนและน่าศึกษาไปไม่น้อยกว่ากำเนิด Punk)แต่จะเน้นหนักในการพูดถึงตัวงานของทางวงและการเปลี่ยนแปลงมากกว่า

 

 

เรื่องเล่าดำเนินต่อมาเรื่อยๆ หลังจากวีรบุรุษนั้นได้เข้ามากำราบยุคเข็ญแล้ว วีรบุรุษก็เริ่มเปลี่ยนไป … เปลี่ยนไป … เปลี่ยนไป … จนในที่สุดวีรบุรุษนั้นก็แทบไม่ได้ต่างอะไรจากผู้ที่ตนกำราบไปในตอนแรก

 

… หลายๆ คนอาจจะผิดหวังกับชุดหลังๆ ของวงนี้ เขาอาจจะบอกว่ามันเป็นการกลายพันธุ์, ทรยศหักหลัง, ไปจนถึงขายตัวให้กับธุรกิจดนตรี (Sell Out) ฯลฯ แต่ถ้าเราพิจารณาเส้นทางของวงนี้แล้ว งานชุดหลังๆ ไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่เราแทบจะมองเห็นตั้งแต่ก้าวที่สองของวงนี้แล้ว ถ้าเราดูสักนิดว่าก้าวดังกล่าวจะนำ Carcass ไปที่ไหนแล้ว เราแทบจะเห็นได้เลยว่า Carcass นั้นไม่เคยทำการหักเห เฉไฉ ไปจากการก้าวเดินดังกล่าวเลย

 

ถ้าเราพิจารณาวงดนตรีว่าจะต้องเล่นเหมือนเดิมทุกชุด จะเปลี่ยนก็ไม่ควรจะเปลี่ยนมาก เราจะมีอะไรด่าว่า Carcass มากมาย

 

… แต่ถ้าเรามองว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอนั้นเป็นสิ่งดี เป็นเรื่องปกติ เราจะเห็นว่า Carcass นั้นมีระเบียบในการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนช้าๆ ไปในแนวทางที่ชัดเจน ก้าวแต่ละก้าวที่วงนี้เดินไป บอกเราเสมอว่าพวกเขากำลังจะเดินไปทางไหน ซึ่งก็เป็นทางเดียวเท่านั้น ไม่มีการหักมุมอะไรให้ชวนตกใจทั้งสิ้น

 

… เพียงแต่หลายๆ คนรับไม่ได้เท่านั้นเอง

 

…เพราะ นั่นเป็นการเดินส่วนกระแสตามจารีตของ Extreme Music ที่ต้องเล่น หนัก ขึ้นเรื่อยๆ (หรือ ถ้าหนักขึ้นไม่ได้ก็ห้ามเบาลง)

 

…เพราะ Carcass นั้น เบาลงเรื่อยๆ (แน่นอนนี่คือการพูดแบบ หลวมๆ มาก)

หลายๆ คนเวลาพูดถึงวงนี้จะชอบพูดว่า ตอนแรกเป็น Grindcore ตอนกลางเป็น Death Metal ตอนหลังเป็น Heavy Metalการกล่าวถึงวงนี้ในแบบนี้ในระดับหนึ่งก็อาจจะถูก (เพราะ ถ้าพิจารณาแต่ละชุดโดดๆ งานมันก็เข้าข่ายแนวดนตรีที่กล่าวมาก) แต่นั่นทำให้เราไม่เห็น “ความต่อเนื่อง” ของดนตรีของ Carcass เลย

 

ทั้งนี้ความต่อเนื่องของงาน Carcass นั้นอาจจะอธิบายได้ว่าเป็นความต่อเนื่องในการประพันธ์เพลงของ Bill Steer มือกีต้าร์ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลงหลักๆแกนนำวงก็ได้ ทว่าบทบาท ของเนื้อร้องของ Jeff Walker มือเบส/ นักร้องนำ ของวง และ บทบาทของไลน์กลองของ Ken Owen นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะละเลยได้โดยสิ้นเชิงเช่นกัน ในแง่นี้เราอาจมองว่าความต่อเนื่องของวงที่ทุกๆ คนมีบทบาทนั้น เป็นความต่อเนื่องของสมาชิกก็ได้ เพราะ ทั้งสามคนนั้นเป็นสมาชิกหลักที่อยู่ตั้งแต่ชุดแรกยันชุดสุดท้าย

 

ในสองชุดตอนแรก Carcass เป็นวง Trio ที่เล่นกันเพียง 3 คนนี้ ต่อมาในชุด 3 และ 4 ทางวงก็ได้มือกีต้าร์สวีดิช นาม Mike Amott มาร่วมสังฆกรรมด้วย ทำให้เกิดท่อนโซโลที่รุ่มรวย และ หวานสุดๆ ขึ้นมาในงานอย่างชัดเจน เมื่อ Amott ออกไปทางวงก็ได้ Carlo Regadas มาช่วยอุดตำแหน่งกีต้าร์อีกตัวที่ว่างไป ซึ่งเมื่อ Carcass แตกไปเขาก็ได้ย้ายสำมะโนวงไปที่ Blackstar พร้อมกับสมาชิกยุคก่อตั้งทั้งสอง (ยกเว้น Bill Steer) … แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คิดว่าเราคงจะปูพื้นฐาน (Background) ของสิ่งรายล้อมและตัววงนี้กันมาอย่างเพียงพอแล้ว เรามาเริ่มกันดีกว่าสำหรับงานหลักบทความนี้ซึ่งจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในทางดนตรีของ Carcass

ในอัลบั้มแรกตอนแรก Reek of Putrefaction (1988) วงนี้ได้บุกเบิก Grindcore มากับ Napalm Death (ชุดนี้ออกหลัง Scum ของ Napalm Death เล็กน้อย แต่ Bill Steer ก็ได้ไปเล่นกีต้าร์ในอัลบั้มชุดนั้นด้วย) แม้ว่าซาวน์จะไม่ดีมากๆ แต่งานชุดนี้จัดได้ว่าเป็นการ “บุกเบิก” ที่ยิ่งใหญ่ที่เดียวในแนวดนตรีย่อยๆ ของ Grindcore ที่เรียกว่า Goregrind อันเป็นเป็นแนวทางของวงที่พูดถึงเรื่องเครื่องในตับใตใส้พุง อัลบั้มนี้อาจจะเป็นอัลบั้มแรกด้วยซ้ำที่มีเนื้อหาไปในทำนองนั้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีเนื้อหาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ฟังรู้เรื่องง่ายๆ เพราะ ศัพท์จำนวนมากมายเป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ชาวบ้านทั่วไปคงไม่เข้าใจ ว่ากันว่าต้นตอของการใช้ศัพท์เหล่านี้ (ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมที่วงในแนวทางนี้รุ่งหลังๆ ถอดแบบมา) เกิดจากการที่ Jeff Walkers มีพี่สาว (ตรงนี้ไม่แน่ใจเพราะ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Sister แต่ดูจากอายุตอนนั้นของ Jeff แล้วก็น่าจะอนุมานได้ว่าเป็นพี่สาว) เรียนพยาบาลอยู่ ซึ่งทำให้ที่บ้านเขามี ดิกชันนารีศัพท์ทางการแพทย์ เขาไปพลิกๆ เล่นดูแล้วปิ๊งไอเดียที่จะเขาศัพท์พวกนี้ใส่ไปในเนื้อเพลง ซึ่งก็เป็นผลทำให้ Carcass นั้นมีการใช้ศัพท์แสงประหลาดๆ เหล่านี้มาเรื่อยๆ แม้แต่ในชุดหลังๆ ซึ่งธีมเนื้อร้องเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม

ต่อมา Symphonies of Sickness (1989) จะสังเกตเห็นว่าซาวน์ดีขึ้น และ เริ่มมีส่วนประกอบ (Element) ของดนตรีที่ไม่ใช่ Grindcore มาปนบ้าง เราจะเริ่มเห็นท่อนริฟฟ์ระดับกลางๆ ที่โดดเด่นและชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ซาวนด์ที่ดีขึ้นก็ได้ เพราะ ถ้าท่อนริฟฟ์เหล่านี้อยู่ในชุดที่แล้วก็อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง และ ไม่ได้อรรถรสเลยก็เป็นได้) ซึ่งสลับไปมากับท่อนประทัดตรุษจีนแบบ Grindcore ที่ยังมีอยู่เต็มอัลบั้ม
 อันทำให้โดยรวมแล้วชุดนี้ก็น่าจะจัดว่าเป็น Grindcore อยู่

พอมาถึงชุด Necroticism – Descanting the Insalubrious (1991) แล้ว ส่วนประกอบ (Element)  แบบ Grindcore แทบจะหลายไปหมดเลยบีทกลองประทัดตรุษจีน ในแบบ Grindcore ไม่มีให้เห็นเลย ท่อนริฟฟ์ ที่มีการปั่นก็จะเป็นการปั่นแบบฟังรู้เรื่องมีความเป็น Melody ไม่ใช่การปั่นแบบขยี้แบบ Grind นอกจากนี้แล้วท่อนริฟฟ์ในจังหวะกลางที่เริ่มปรากฏในชุดที่แล้ว ก็มาเฉิดฉายและเป็นตัวชูโรงในชุดนี้อย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่ชอบบอกว่าชุดนี้เป็น Death Metal …ในระดับหนึ่งก็ถูกแต่มันชวนให้สับสน เพราะ ความเป็น Death Metal ของงานชุดนี้ มันอยู่ที่ระดับความหนักตัวของงานเมื่อเทียบกับวงร่วมสมัย (งานชุดนี้ปี 1991 ตอนเดธกำลังบูมพอดี) ถ้าจะพูดในระเอียดดนตรีแล้ว วงนี่เล่นไม่เหมือนใครเลย (ต่างจากซาวนด์ของในแบบ ฟลอริดา นิวยอร์ก หรือ สวีดิช อันเป็นสายพันธุ์หลักๆของ Death Metal– ที่ในระดับหนึ่งแล้ววงต่างๆในสายหนึ่งๆ นั้นมีอะไรร่วมและคล้ายคลึงกันอยู่ นอกจากการที่ไปอัดที่ห้องอัดเดียวกัน) ซึ่งความ “ต่าง” ของวงนี้น่าเกิดจาก วิวัฒนาการของตัววงเองที่มีรากฐานต่างกับสายอื่นๆในอีกนัยน์หนึ่ง เราจะเข้าใจ Death ในแบบ Necroticism ในแบบที่เราจะเข้าใจ Death Metalแบบปกติที่สืบเชื้อสายมาจาก Speed/ Thrash Metal ไม่ได้ ปกติเราจะเข้าใจว่า Death คือ Speed/ Thrash ที่ผลักความ เร็ว/ แรง ไปในอีกระดับ แต่นั่นไม่ใช่ในกรณีของ Carcass เพราะ Carcass เป็น Grindcore มาก่อน งานในชุด Necroticism คือ การเล่นที่ช้าลง, มีเมโลดี้ และ ฟังรู้เรื่องขึ้น” เมื่อพิจารณาจากงานก่อนๆ (ซึ่งแนวโน้มอย่างนี้ก็มีมาตั้งแต่ Symphonies of Sickness แล้วดังที่กล่าวไว้ด้านบน) อันต่างจาก Death ปกติที่มีแนวคิดแบบพุ่งไปข้างหน้า เร็วขึ้น แรงขึ้น (จาก Speed/Thrash Metal) อย่างชัดเจน

ชุดต่อมา Heartwork (1993) Carcass ก็ทำให้เรางงด้วยการเอางานของ HR Giger ศิลปินชาวสวิสผู้ออกแบบเอเลี่ยน มาเป็นปกอัลบั้ม ซึ่งพอฟังข้างในเราก็อาจจะงงไม่แพ้กัน

เพราะ งานชุดนี้แทบจะเรียกว่า Death Metal ไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ (ซึ่งตรงนี้ผมชอบแย้งการที่บอกว่า Carcass เป็นวง Death Metal เพราะ เอาจริงๆ งานที่เข้าข่าย Death Metal จริงๆ น่าจะมี  Necroticism ชุดเดียวเองด้วยซ้ำ เราจะเรียกวงที่มีอัลบั้ม Death Metal เพียง 1 ชุดจาก 5 ชุด ว่าเป็นวง Death Metal ได้อย่างไร?) มันเป็นการผสมผสานที่หลากหลาย ถึงจะมี Blast Beat อยู่ในอัลบั้ม แต่ริฟฟ์ที่เคียงคู่ไปก็ดูจะไม่ใช่ริฟฟ์แบบDeath Metal ที่เรารู้จักกันทั่วไปซึ่งนอกจากนี้แล้วส่วนประกอบ (Element) แบบ Death Metal นั้นแทบจะไม่มีเลย (เว้นเสียงร้องอย่างหนึ่ง แต่ Jeff Walker ไม่ได้ร้องเหมือนวงอื่นๆเท่าใดนัก ออกแผดๆ แหบๆ แตกกระจาย ไม่ได้ร้องเหมือนอมเสียงไว้ -ซึ่งผมที่จะได้ก็คือเสียงที่ค่อนข้างต่ำ- แบบพวก Death Metal ปกติ) คุณจะเจอท่อนริฟระดับกลางๆ ที่เล่นโน้ตๆ เจ๋งๆ และฟังรู้เรื่อง ท่อนริฟฟ์แบบปั่นๆ ที่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอย่างไรดี เพราะ มันก้ำกึ่งระหว่างหลายๆ แนวอย่าง Thrash Metal และ Power Metal ไปจนถึง ท่อนริฟฟ์ควบตะบึง ไปจนถึงกีต้าร์ประสานแบบ Iron Maiden ที่ไปกันได้กับส่วนอื่นๆ อย่างไม่เคอะเขิน ฯลฯ

เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว ในชุดนี้ Carcass ได้พิสูจน์ตนเองอย่างสมบูรณ์แล้วว่าพวกเขาสามารถทำงานแบบที่ไม่ต้องเล่นกับความเร็ว พวกเขาเล่นโน๊ตในริฟฟ์ระดับกลางๆ ถึงเร็ว (แต่ไม่เร็วจี๋) ได้อย่างยอดเยี่ยม

และก็เช่นเคย เราสามารถพบส่วนประกอบหลักๆ ในชุดนี้ได้อย่าง วับๆ แวมๆ ใน Necroticism แล้ว งานชุดนี้เพียงแต่ทำให้มันคมขึ้นและ เอามาเป็นตัวชูโรงเท่านั้นเอง

บางคนว่างานชุดนี้เบาลง” แต่ผมว่าไม่มีอะไรแปลก เพราะ งานที่ดังสุดๆ ของวงนี้อย่าง Necroticism ก็เป็นการ “เบาลง” อย่างเห็นๆ เมื่อเทียบกับ Symphonies of Sickness ซึ่งเมื่อเราพิจารณาแนวโน้มการ “เบาลง” นี้แล้ว เราจะพบอีกคำอธิบายที่ต่างจากการกล่าวหาว่า Carcass นั้น ขายตัวให้กับธุรกิจดนตรี (Sell Out) เมื่อเซ็นสัญญากับ โซนี่ดนตรีจึงเบาลงในงานชุดสุดท้ายอย่าง Swansong (1995) นั้น Carcass แทบจะไม่เหลือคราบของวง Grindcore หรือ กระทั่ง Death Metal เพราะ ตัวงานในชุดนี้ความหนักมันประมาณงาน เฮฟวี่ ดีๆ นี่เอง หรือ อย่างงานแรงๆ หน่อยในชุด ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรไปกว่า Power Metal หรือ Thrash Metal ในแบบเบาะๆ

งานชิ้นนี้จัดได้ว่าเบาจนไม่รู้จะเบาไงแล้วของวงที่เคยเล่นไกรนด์ เล่นเดธ (บางคนยังเคยแซวเลย ว่าถ้าออกอัลบั้มไปเรื่อยๆ Carcass จะกลายเป็น Boy Band ไปในที่สุด)

แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในดนตรีที่เบาลงมาสุดๆ แล้วก็คือ ริฟฟ์ สุดเจ๋งของ Bill Steer ที่ไม่มีใครเหมือน งานโล่งๆ ชิ้นนี้ทำให้ท่อนริฟฟ์ของ Bill นั้นโดดเด่นมากๆ และ มันก็มีเพลงเจ๋งๆ อยู่หลายเพลง บรรดาผู้หลงรักท่อนริฟฟ์และ Heavy Metal นั้นคงจะเกลียดมันไม่ได้ลงนัก

และ ก็ดังเช่นชุดอื่นๆ ที่ผ่านมา งานชุดนี้มันรับมรดกจาก Heartwork มา และ มันก็เบาลง” แต่ยังคงความงามอยู่

และแล้ว Carcass ก็แตกไปในที่สุดหลังจากงานชุดนี้

… มันอาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วก็ได้ ถ้าลองพิจารณาจากดนตรีของ Firebird –วงทริโอโบราณที่อาจะทำให้คุณนึกถึง Cream อันเป็นวงปัจจุบันของ Bill Steer ซึ่งเขารับบทร้องนำด้วยนอกเหนือไปจากเล่นกีต้าร์ – แล้ว แม้งานเขายังมีอะไรเด็ดๆ อยู่ในริฟฟ์แต่ก็คงจะไม่เหมาะที่จะเป็นเพลงของ Carcass เท่าใดนัก (ลองทดสอบโดยการจินตนาการเล่นๆ ถึงการเอา Line Up ของ Carcass มาเล่นเพลงของ Firebird ดู ผูเขียนคิดว่ามันน่าจะออกมาทะแม่งไม่น้อย และ ถึงจะฟังดูโอเค ก็อาจจะเรียกได้ว่าคุณภาพงานมันดรอบลงจาก Swansong เพราะเราต้องพิจารณาจากมาตรฐานของ Carcass) หรือ ถ้าจะไปพิจารณางานของ Blackstar ของ Jeff Walker กับ Ken Owen (และ Carlos Redagas) แล้ว ตัวงานมันก็ไม่ได้หนี Swansong ไปเท่าไร ซึ่งก็คงไม่เหมาะนักที่จะเอางานที่มิได้ใหม่ขนาดนั้นไปต่อชีวิตวงดนตรีที่ไม่เคยทำดนตรีซ้ำกันเลยแม้แต่ชุดเดียว” อย่าง Carcass

 

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันสำหรับวงนี้ก็คงจะเป็นข่าวลือเรื่องการรียูเนี่ยนที่มาเป็นพักๆ กระมัง (เช่นเดียวกับวงอื่นๆ ที่เป็นตำนาน) แต่สำหรับหนทางของ Carcass นั้นหากการรียูเนี่ยนเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว ก้าวต่อไปของพวกเขา (หลังจากที่หยุดมา 10 กว่าปี) จะไปทางไหนนั้นยากจะหยั่งถึง เขาจะก้าวย้อนไปในสิ่งที่ตนเองเคยเล่น (เช่นเดียวกับการ คืนชีพของหลายๆ วงในช่วงหลายๆ ปีนี้), เขาจะก้าวไปในหนทางเดิม (ได้เป็น Boy Band กันแน่ที่นี้) หรือ เขาจะก้าวไปทางอื่นๆ ก็มิอาจทราบได้

 

… แต่บางทีสำหรับการเริ่มต้นและจบลงของวงที่ไม่เคยเล่นดนตรีซ้ำสักชุดและมีอิทธิพลอย่างล้นหลามต่อแนวดนตรีถึง 2 แนวอย่าง Carcass แล้ว การแต่งเสริมเติมต่อในหนทางของพวกเขาอาจจะรังแต่ทำให้ความเป็นตำนานนั้นเสื่อมลงก็เป็นได้

 

ลิงค์ที่น่าสนใจ

 

Carcass ใน Metal-Archive – http://www.metal-archives.com/band.php?id=14

MySpace ของ Carcass – http://www.myspace.com/carcassisking

 


[1] ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนได้ตัดสินใจใช้ชื่อเก่าของบทความนี้ … หรือถ้าจะให้ตรงกว่านั้นคือบทความที่เกือบจะมาเป็นบทความนี้ที่ผู้เขียนได้ทำมันสาบสูญไปกับอุบัติเหตุทางอิเล็กทรอนิกเมื่อนานมาแล้ว (ใช้คำให้รุงรังไปงั้นแหละ แค่คอมเจ๊งแล้ว ต้องล้างข้อมูลและมันดันถูกล้างไปด้วยเท่านั้นแหละ) ชื่อบทความนี้อาจจะดูไม่ตรงเท่าไรกับเนื้อหาของมันแต่ผู้เขียนก็ไม่สามารถคิดชื่อที่เหมาะสมกับบทความอันนัวเนียชิ้นนี้ได้อย่างเหมาะสมไปมากกว่านี้ สิ่งที่ต้องขอเน้นย้ำตรงนี้อย่างจงหนักก็คือ ในตัวบทความนั้นไม่มีคำว่า Post-Death Metal อยู่แน่ๆ อย่างไรก็ดีกรณีของ Carcass นั้นแสดงให้ผู้เขียนนั้นเห็นอย่างชัดเจนว่า มันมีดนตรี Post-Death Metal ตามตรรกะของ Post ในวงการดนตรีร็อค (อาทิเช่น Post-Punk, Post-Hardcore, Post-Black Metal และ ล่าสุดนี่ก็ Post-Metal – ส่วน Post-Rock นั้นผู้เขียนยังสงสัยว่าควรจะจัดมันอยู่ในอาณาบริเวณเพลงร็อคดีหรือเปล่า) อยู่จริงๆ เพียงแต่ไม่มีใครเรียกเท่านั้น ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นผู้เขียนคิดว่ามันเป็น Debate ที่น่าจะยืดยาวเป็นอย่างยิ่ง ต้องทำการ Justify กันยกใหญ่ว่าทำไมมันเป็น Post ซึ่งทำเสร็จแล้วก็คงจะไม่มีใครสนใจอีก เป็นความพยายามที่ดูไม่สู้จะเข้าท่ายิ่งนักในสายตาของผู้เขียนในปัจจุบัน แต่จะทิ้งตรงนี้ไปดื้อๆ ผู้เขียนก็คิดว่าไม่เหมาะสม น่าจะทำการทิ้งร่องรอยความคิดตรงนี้ไว้เล็กน้อย เผื่อในวันหลังมีการพูดถึง Post-Death Metal ขึ้นมาจริงๆ ผู้คนก็อาจย้อนมาดูได้ว่า ผู้เขียนได้เสนอไว้เมื่อนานมาแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงขอทิ้งร่อยรอยความคิดตรงนี้ไว้ที่ชื่อบทความและเชิงอรรถนี้ไว้ด้วยเหตุผลดั้งนี้ (ผู้เขียนรู้สึกประดักประเดิดในการใช้คำว่า ด้วยประการฉะนี้แลอย่างไรก็ไม่รู้บอกไม่ถูก)

[2] ผู้เขียนคิดว่ามโนทัศน์ แนวดนตรี (Musical Genres) ต่างๆ นั้นเป็นมโนทัศน์ที่มีปัญหามากๆ ในการเขียนแบบจริงจัง หรือ การเขียนในเชิงวิชาการ เพราะ มโนทัศน์เหล่านี้มันดิ้นได้ และ ก็ดิ้นสุดๆ ไปเลยจริงๆ ถ้าพิจารณาแบบลอยๆเราไม่สามารถแน่ใจได้ด้วยซ้ำว่า เวลาคนพูดถึงแนวดนตรีหนึ่งๆ นั้นเขาหมายถึงอะไร (วงอะไร? อัลบั้มไหน? ฯลฯ) สิ่งที่พอจะช่วยทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เขาหมายความก็คือ บริบทของการเอื้อนเอ่ย (Enunciation) นั้นๆ รวมไปจนถึงภูมิหลัง (Background) ในการฟังเพลงของบุคคลนั้น (ซึ่งเราก็จะรู้ต่อเมื่อเราได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับเขาในประเด็นเกี่ยวกับการฟังเพลงของเขา)

 

ถ้ามองในกรอบนี้ที่ความหมายของแนวดนตรีนั้นไหลไปเรื่อยๆ ไม่มีความตายตัวแล้ว เราสามารถพิจารณา การบอกว่าแนวดนตรีๆ หนึ่งๆ คืออะไรของบุคคลในฐานะที่เป็นการสะท้อนตัวตนของเขาออกมาได้ (มากกว่าที่จะสะท้อนตัวแนวดนตรีออกมา) เช่น การเรียกวงดนตรีในยุค60 ตอนปลาย 70 ตอนต้นหลายๆ วงว่า Heavy Metal นั้นแสดงให้เห็นว่าผู้พูดนั้นเป็นคนฟังเพลงรุ่นเก่า -หรือได้รับแนวคิดจากคนฟังเพลงรุ่นเก่า- เพราะ คนฟัง Heavy Metal รุ่นใหม่ๆในสมัยนี้ นั้นแทบจะไม่เรียกวงดนตรีในยุคนั้นว่า Heavy Metal เลย ยกเว้น Black Sabbath ซึ่งเป็นวงที่นักประวัติศาสตร์ดนตรี Metal –ถ้าเราจะเรียกเขาว่า นักประวัติศาสตร์- ส่วนใหญ่จัดว่าเป็น บิดาของ Heavy Metal หรือ เป็น Heavy Metal วงแรก (แนวคิดเรื่องการสะท้อนตัวตนนี้ผู้เขียนพัฒนามาจากกลยุทย์ในการรับมือกับมโนทัศน์ที่ความหมายไหลลื่นไปเรื่อยๆ สุดๆ อย่างมโนทัศน์ หลังสมัยใหม่ [Postmodern] ข้อเสนอของผู้เขียนในการรับมือและเข้าใจมโนทัศน์นี้คือ บุคคลแต่ละกลุ่มนั้นจะมีการใช้มโนทัศน์นี้ในต่างความหมายกัน และเราสามารถแยกแยะความหมายใด้อย่างคร่าวๆ ว่ากลุ่มใหนใช้อย่างไร ดังนั้นเมื่อมีการใช้คำนี้แล้วเบื้องแรกที่เราต้องทำการพิจารณาก็คือ การให้ความหมายคำนี้ ซึ่งอาจจะเข้าใจใด้ตรงๆ หรือ ต้องพิจารณาจากบริบท- ของผู้เอื้อนเอ่ย [Enunciate] นั้นจัดอยู่ในกลุ่มใหน เป็นการใช้แบบใหน? เป็นแบบ สื่อ, พวกนิวเอจ, พวกนักวิชาการตามกระแส, พวกนักวิชาการจริงจัง ฯลฯ ความหมายของหลังสมัยใหม่ที่คนเหล่านั้นให้จะกลับไปยืนยันตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในตำแหน่งในเชิงสัญลักษณ์, อุดมการณ์ของสังคม)

 

อย่างไรก็ดีท่ามกลางความหมายอันลื่นไหลไปเรื่อยๆ นี้ ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้มโนทัศน์เกี่ยวกับแนวดนตรีเหล่านี้สื่อสารกันอยู่เรื่อยๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง อันทำให้ความหมายร่วมกันแบบหลวมๆ ของแนวดนตรีแต่ละแนวเกิดขึ้นได้ กลุ่มคนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้แนวดนตรีหนึ่งๆ ในการระบุอัตลักษณ์ (Identity) ของสิ่งที่ตนฟัง เพื่อแยกมันออก หรือทำให้เกิดความแตกต่าง (Difference) จากแนวดนตรีอื่นๆ ประเด็นร่วมที่คนกลุ่มนี้มีอย่างชัดเจนก็คือ การที่แนวดนตรีหนึ่งๆ นั้น ไม่ใช่ อะไร

 

พื้นฐานของอัตลักษณ์ในแง่นี้คือการปฏิเสธ (Negate – ในเซนส์ทั่วๆ ไปของคำนี้ไม่ใช่ในแบบ Hegellian แม้มันอาจเป็นได้ก็ตาม) สิ่งที่ไม่ใช่ เรา มากกว่าที่จะบอกว่าอะไรคือ เรา ซึ่งจริงๆตรงนี้ก็ยังมองได้สองแบบอีก คือแบบ เทววิทยาเชิงนิเสธ (Negative Theology – ซึ่งก็คือ เทววิทยา ที่พยายามเข้าใจพระเจ้า ผ่านการปฏิเสธว่า พระเจ้า ไม่ใช่อะไรบ้าง) และ แบบทฤษฎีเรื่องความเป็นการเมือง (The Political) ของ Carl Schitt ที่เน้นการระบุ (Identify) ว่าอะไรคือ ศัตรูของ เรา ซึ่งเมื่อศัตรูของ เรา นั้นชุดเจนขึ้นมามันก็จะทำให้ความเป็น เรา นั้นชัดเจนขึ้น ถ้าจะให้พูดในอีกภาษาก็คือ ถ้า A คือ เรา แล้ว เทววิทยาเชิงนิเสธ ก็ลังพยายามพูดถึง ~A หรือ Not-A ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด (ad infinitum) ในขณะที่ทฤษฎีความเป็นการเมืองกำลังพยายามจะระบุ (Identify) B ซึ่งเป็นศัตรูของ A ให้ชัดเจน ตรงนี้ผู้เขียนนึกถึงมโนทัศน์ Antagonism ของ Ernesto Laclau ที่พยายามจะพูดถึงความแตกต่าง -?- ที่เลยพ้นไปกว่า A กับ ~A หรือ A กับ B อันเป็นความแตกต่างของ A กับ A เองว่าทำไม A นั้นถึงไม่สามารถบรรลุความเป็น A ได้ Laclau เรียกสิ่งที่ทำให้ A เป็น A ไม่ได้ว่า Antagonism  ซึ่งผมคิดว่าแนวคิดตรงนี้คล้ายคลึงกับเรื่อง The Negative ของ Hegel มากๆ

 

กรอบการวิเคราะห์ใน 3 แบบนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยหากจะนำมาประยุกต์ใช้กับการระบุอัตลักษณ์ในทางดนตรี (แนวดนตรี A ไม่ใช่อะไรบ้าง? ศัตรูของแนวดนตรี A นั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร? ทำไมจึงไม่มีวงที่ถูกจัดอยู่ในในแนวดนตรี A นั้นเล่นดนตรีแนว A ได้เต็มเน้นๆ เลยสักวง?)

 

อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์ในแบบพันลึกนี้อาจจะเป็นไปได้ในโอกาสหน้า ณ ที่นี้ แนวดนตรี ที่จะใช้ในงานนั้นจะยึดเอาการใช้ในแบบมาตรฐานของคนฟังเพลงในแนวนั้นๆ ทั่วๆไปเป็นหลัก (ซึ่งมีปัญหาเรื่องขอบเขตแน่ๆ ว่าแนวดนตรีๆ หนึ่งไปสุดตรงไหน อย่างไรก็ดีงานดนตรีที่เป็นแกนๆ ของแนวทางนั้นก็ไม่เป็นที่มีการโต้เถียงกันเท่าใดนัก)

[3] จริงๆ เขาเรียกกันว่า Blast Beat ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันทั้ง Death Metal และ Black Metal อย่างไรก็ดีผู้เขียนคิดว่า Blast Beat แบบ Grind นั้นต่างจากแบบอื่นๆ เล็กน้อยเลยเรียกชื่อมันเล่นๆ ว่าประทัดตรุษจีน

[4] โดยตัวกระแสมันมีสปิริตอย่างนี้อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องสังเกตตรงนี้ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า “Metal รุ่นก่อน ซึ่ง NWOBHM เป็นกระแสต้านในที่นี้ หลายๆ วงนั้นไม่ได้ถูกเรียกว่า Heavy Metal แล้วในปัจจุบัน (อย่างน้อยก็สำหรับคนฟัง Metal รุ่นใหม่ๆ) แต่มักจะถูกเรียกว่า Hard Rock แทน

[5] จริงๆ ประเด็นเกี่ยวกับการ ต่อต้านนี้ไม่มีความชัดเจนใดๆ แต่เขาก็มักจะเล่ากันแบบนี้ เป็นเรื่องเล่า (narrative) แบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม เช่นเดียงกับ Myth หลายๆ เรื่องของพวก Punk อันเป็นอิทธิพลสำคัญต่อ NWOBHM เช่นเดียวกัน

[6] อ้างใน Ian Christe, Sound of the Beast: The Complete Headbanging History of Heavy Metal, (New York: HarperCollins, 2004), p. 186