Home

หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด

กันยายน 12, 2006

หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด 

 บทความชิ้นนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงแต่ประการใดทั้งสิ้น ในกรณีที่บางส่วนของบทความนี้ไปพ้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงจึงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น                                                                                                                                                                                                                                                                                ในปกหนังสือการ์ตูนสักเล่ม 

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปค้นหาคลิปวีดีโอเกี่ยวกับ ชิเชค[1] ใน YouTube แล้ว พบว่ามีคลิปวีดีโอสั้นๆคลิปหนึ่งเกี่ยวกับชิเชคที่น่าสนใจไม่หยอกเลย[2]  ผมสันนิษฐานว่าคลิปดังกล่าวนั้นเป็นบางส่วนของหนังที่ชื่อว่า Zizek! ที่นำแสดงโดยตัวเขาเอง (ผมไม่แน่ใจว่าเรียกมันว่าสารคดีได้หรือเปล่า แต่เขาเล่นเป็นตัวเองแน่ๆ) เพราะ ผมคิดว่าโทนของคลิปมันคล้ายๆ กับ ตัวอย่างหนังดังกล่าวที่ผมเคยดู (ให้ตายเหอะ ผมอยากดูเป็นบ้าเลยไม่รู้จะหาดูที่ไหน)

ในคลิปสั้นๆ นั้นชิเชคได้โผล่ข้อเสนออันน่าสนใจของเขาไว้ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ว่า หน้าที่ของปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการระบุปัญหาใหม่ (The duty of Philosophy is not to solve problems, but to redefine problems.)[3]  และ ต่อจากนั้นตอนกลางๆ คลิปเขาก็พูดเรื่องการตั้งคำถามของนักปรัชญาอีกในทำนองที่ว่า  นักปรัชญาไม่ถามคำถามโง่ๆ ทำนอง ความความจริงมีอยู่หรือเปล่า หรือ พระเจ้ามีอยู่หรือเปล่าหรอก นักปรัชญาถามคำถามที่ว่า เราหมายความอย่างไร เมื่อเราบอกว่า มันมีความจริงอยู่ ต่างหาก (อันนี้คร่าวๆ นะครับ)

แน่นอนนะครับ เราไม่สามารถเข้าใจข้อความเหล่านี้อย่างตรงตัวได้แน่ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเขาผิด ซึ่งนี่ยังไม่รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เขาพูดนะครับ ที่เราจะสับสนอย่างไม่มากก็น้อยแน่ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเขาเคลมสิ่งเหล่านั้นจาก พื้นฐานทางความคิดแบบไหน ประโยคต่างๆ นั้นเราต้องเข้าใจมันภายใต้บริบทความคิดหรือการเอื้อนเอ่ย (Enunciation) อยู่ตลอดเวลาเพื่อความไม่สับสน อาทิเช่น เรา (ในฐานะปัญญาชน) ไม่สามารถ เคลมไปดื้อๆ ว่า ชิเชค บอกว่าไม่มีนักปรัชญาที่ไหน เขาถามว่ามีความจริงหรือเปล่าหรอกเพราะ นั่นเป็นการดึงข้อมความมาลอยอันชวนให้เข้าใจผิดเป็นที่สุด เพราะ หัวใจของข้อความดังกล่าวอยู่ที่ประโยคหลังที่ว่า เราหมายความอย่างไร เมื่อเราบอกว่า มันมีความจริงอยู่ ต่างหาก

จริงอยู่ประโยคแรกนั้นอาจจะเป็นการกล่าวเวอร์เกินจริง (exaggerate) แต่เมื่อมันประสานกับประโยคหลังแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ง่ายว่า ชิเชคนั้นเล่นกับประเด็นอะไร ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ก็ทำให้งานชิเชคนั้นอ่านง่ายกว่าเมื่อเทียบกับหลายๆ คนโดยเฉพาะ พวกฝรั่งเศส[4]

… แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อบทความนี้???

ก็ต้องให้เรื่องมันดำเนินต่อมาสักนิด

หลังจากที่ผมได้รับชมคลิปดังกล่าวของชิเชคแล้ว ผมก็ได้ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยนั่งล้อมวงกันบริโภคของเหลวสีเหลืองที่มียี่ห้อเป็นสัตว์ตระกูลแมวยี่ห้อหนึ่ง (ซึ่งแน่นอนรายได้ส่วนหนึ่งก็ได้ไหลรินไปสู่องค์กรทางสุขภาพองค์กรหนึ่ง ซึ่งมีนโยบายการต่อต้านแหล่งรายได้ของตนอย่างจริงจัง )

ผมก็นั่งๆ ทอดอารมณ์ไปตามประสาคนที่นานๆ จะได้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง (ด้วยอารมณ์ที่สมัยนี้เขาคงเรียกกันว่า ชิลๆกระมัง แต่ผมไม่นิยมใช้) ….

… แต่ในที่สุดความสงสัยและปัญหาตามเรื่องตามราวของผมมันก็บังเกิดขึ้นจนได้ (แต่ผมว่าสนุกนะ)

ผมกราดสายตาไปรอบๆ และ เห็นฉลากของเครื่องดื่มดังกล่าวบนขวดสีน้ำตาลเข้มของมัน

… ผมนึกในใจ เสือ

และคำว่า สิงห์กระทิงแรดมันก็พร้อมใจกันตามมาโดยไม่ได้นัดหมาย

… ผมนั่งวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอที่ประชุม

บ้านเรามันชอบเอาชื่อพวกเดรัจฉานมาเป็นเครื่องดื่มพรรค์นี้กันเยอะเนอะ ว่าแต่มันมีเสือสิงห์กระทิงแรด ครบหรือเปล่าวะ?ผมเปิดประเด็น

ด้วยความที่ผมพูดไปคิดไป และ ยังไม่มีใครเสริมประเด็นอย่างเป็นลำเป็นสันผมจึงเสริมต่อไปว่า เสือก็ไอ้ที่เราแดกอยู่ สิงห์ก็มีเห็นๆ อยู่แล้ว แต่กระทิงกับแรดนี่ไม่มีเน้นๆ ว่ะ … แต่ถ้าจะเอาคล้ายๆ ก็พอมีสาโทที่ยี่ห้อ กระซู่กับกูปรี ไม่รู้มันจะพอแทนกระทิงหรือแรดได้หรือเปล่าว่ะ

ผมพูดเสร็จก็รู้สึกปิ๊งถึงข้อสังเกตที่ตนพึ่งตั้งได้โดยบังเอิญ จึงถามต่อไปว่า

มันมีนัยยะอะไรหรือเปล่าวะที่ไอ้เสือ กับ สิงห์ มันเป็นยี่ห้อเบียร์ แต่ กระซู่ กับ กูปรี มันดันเป็นยี่ห้อสาโท

ด้วยความฉับไว เพื่อนร่วมวงของผมคนหนึ่งเสริมมาว่า กระซู่ กับ กูปรี มันเข้ากันได้กับท้องนา มันสอดคล้องกับความเป็นชาวบ้าน มันถึงสอดคล้องกับการเป็นยี่ห้อสาโทไง

แต่แล้วสักพักมันก็บอกว่าที่มันว่าไปนั้นเป็นการวิเคราะห์ที่เลยเถิดไป ซึ่งผมแย้งว่า มันต้องไปให้มันเลยเถิดอย่างนั้นสิวะ เป็นนักสังคมศาสตร์ ต้องวิเคราะห์ให้เลยเถิด เราต้องหาความสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันสิวะ พวกที่ดังๆ มันก็ทำอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ มึงดูฟรอยด์สิ[5] เรื่องเพศมันเกี่ยวห่าอะไร กับสิ่งที่ฟรอยด์เอาไปโยง มันเกี่ยวห่าอะไรกับความฝัน ในกระบวนทัศน์แบบชาวบ้านไทย ความฝัน มันเป็นห่าอะไรนอกจาก เลขเด็ด Interpretation of Dreams มันคือห่าอะไรนอกจาก การตีความเลขเด็ดจากความฝัน …”

… และประเด็นก็หลุดไปเป็นประเด็นอื่น (ตามระเบียบ เพราะ นี่คือวงสังสรรค์ ไม่ใช่เรียงความตามจารีต)

อย่างไรก็ดีประเด็นเหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมอยู่ดี ผมจึงมาขบคิดมันต่อมาในภายหลัง เพราะ ผมถือว่า มันเป็น หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่ดีที่จะไม่ปล่อยปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตนรู้สึกว่าน่าสนใจและน่าจะมีนัยยะหลุดไปจากการพิจารณา 

และผมก็พยายามนั่งวิเคราะห์ ความเป็นชนชั้นกลางของเครื่องดื่มอย่าง เสือ และ สิงห์ และ ความเป็นชนชั้นล่าง (หรือชาวบ้าน) ของ กระทิง และ แรด อย่างพอขำๆ ด้วย กรอบแบบ โครงสร้างนิยม (Structuralism) ได้ผลราวๆ นี้ครับ

คู่ตรงข้ามของสัตว์ทั้งสองกลุ่มเป็นดังนี้

เสือและสิงห์/ กระทิงและแรด

โจมตีด้วยการกัดและและเล็บ/ โจมตีด้วยการขวิด

มีเขี้ยวเล็บเป็นอาวุธ/ มีเขาหรือนอเป็นอาวุธ

ไม่มีเขา/ มีเขา

ปีนต้นไม่ได้/ ปีนต้นไม้ไม่ได้

กินเนื้อสัตว์/ กินพืช 

เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน ต่อไปเป็นบทวิเคราะห์

ประการแรก ถ้าจะพูดถึงอาวุธของสัตว์ทั้งสองกลุ่ม เราอาจจะสื่อความได้ไม่ตรงประเด็นนัก ตรงนี้เราขอตีความถึงการมีเขาและไม่มีเขาของสัตว์ทั้งสองกลุ่ม จะตรงกว่า เราจะสังเกตุได้ว่าสัตว์ที่ปรากฎบนเครื่องดื่มของชนชั้นกลาง (ไม่อยากใช้คำนี้เท่าไรเพราะไม่ตรงนัก แต่คิดหาคำที่ดีกว่านี้และไม่รุงรังเกินไปไม่ได้) เป็นสัตว์ที่ไม่มีเขา (แน่นอนมีข้อยกเว้นแต่เราจะไม่นำมาพิจารณาในที่นี้) ในขณะที่สัตว์ที่ปรากฏบนเครื่องดื่มของชาวบ้านนั้นเป็นสัตว์ที่มีเขา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

คำตอบคร่าวๆ คือ ชนชั้นกลางนั้นไม่คุ้นชินจนถึงขั้นกระอักกระอ่วนต่อสัตว์ที่มีเขา ในขณะที่ชาวบ้านจะไม่เป็น เราจะสังเกตได้ว่า สัตว์ที่มีเขาอย่างวัวและควายนั้นเป็นสัตว์ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในสังคมเกษตรอย่างแน่นแฟ้น ชาวบ้านจะไม่รู้สึก เป็นอื่นกับสัตว์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันสัตว์พวกนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางทั่วๆ ไป[6] จึงไม่แปลกอะไรที่ชนชั้นกลางจะรู้สึก เป็นอื่น กับมัน ไปจนถึงมีทรรศนะคติทางลบกับมัน อันเห็นได้จากการใช้ชื่อสัตว์มีเขาบางชนิดเป็นคำสบถ เป็นต้น

ประการที่สอง การปีนต้นไม้ได้ ของสัตว์ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องดื่มของชนชั้นกลางนั้นอาจสื่อความได้ถึงการเลื่อนขั้นทางชนชั้นอันเป็นทรรศนะคติของชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นขึ้นมาจากชนชั้นล่าง ไปจนถึงการพยายามไต่ขึ้นไปให้สูงอันเป็นทรรศคติที่เห็นได้ดาษดื่นในชนชั้นกลาง ในขณะเดี่ยวกันนั้น การเลื่อนขั้นทางชนชั้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันต์ในทรรศนศติทั่วๆ ไปของชาวบ้านแบบดั้งเดิม (ถึงชาวบ้านอาจมีความคิดอย่างนี้อยู่บ้าง แต่อย่างน้อยๆ ถ้าเทียบความเข้มข้นของทรรศนะคติแบบนี้ในชาวบ้านกับชนชั้นกลาง ก็น่าจะพบว่า ความข้นมันต่างกันหลายขุม)

ประการที่สาม การเป็นสัตว์กินเนื้อ กับ การเป็นสัตว์กินพืช นั้นก็เป็นความต่างที่เทียบเคียงทั้งสองชนชั้นได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยปกติแล้วชาวบ้านในสังคมเกษตรนั้นจะบริโภคเนื้อสัตว์น้อยกว่า ชนชั้นกลางในสังคมเมืองอยู่แล้ว ในหลายๆ พื้นที่นั้นการบริโภคเนื้อสัตว์นั้นถือว่าเป็นสิ่งสิ้นเปลืองด้วยซ้ำ อาหารหลักของชาวบ้านนั้นอาจมีเนื้อสัตว์ปนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนมาก และ มีถี่เหมือนชนชั้นกลางในสังคมเมืองที่อาหารมื้อไหนไม่มีเนื้อสัตว์ก็ต้องมีศัพท์ชนิดพิเศษมาเรียกว่า มื้อนั้น กินมังฯ หรือ กินเจ ซึ่งน่าจะแสดงให้เห็นสถาวะอันไม่ใช่ภาวะมาตรฐานของการบริโภคได้ (เพราะต้องมีคำพิเศษมาเรียก)

ดังนั้นเมื่อพิจารณาในเชิงสัมพัทธ์แล้ว ชนชั้นกลางนั้นมีความเป็น สัตว์กินเนื้อมากกว่าชาวบ้านซึ่งเป็น สัตว์กินพืชในเชิงสัมพัทธ์มากนัก ซึ่งก็สอดคล้องกลับสัตว์ที่เป็นยี่ห้อของเครื่องดื่มที่พวกเขาดื่ม

โดยสรุปแล้ว เราจะได้เห็น ความคล้ายคลึงกันหลายๆ อย่าง ของความแตกต่างระหว่าง เสือสิงห์ กับ กระทิงแรด และความต่างระหว่าง ชนชั้นกลาง กับชาวบ้าน เบื้องต้นในสามประการที่ผมกล่าวมานี่เอง

ในระดับหนึ่งแล้วผมก็งงตัวเองเหมือนกันนะเนี่ยว่าวิเคราะห์มาถึงอย่างนี้ได้อย่างไร เรียกว่าวิเคราะห์ไปตื่นเต้นไปเหมือนกันว่ามันโผล่มาได้ไง หลายๆ  ข้อสังเกตผมว่าเหลือเชื่อใช้ได้เลยนะเนี่ย

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า ชื่อบทความมาจากไหน

… แต่หลายๆ คนอาจจะสงสัยนะครับ ว่า ส่วนแรกของงานชิ้นนี้ที่เกี่ยวกับคลิปของ ชิเชค ใน You Tube มันเกี่ยวอะไรด้วยกับเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของบทความนี้? เมื่อไม่เกี่ยวทำไมไม่เอามันออก? ฯลฯ

คำตอบของผมคือ มันเป็นเบื้องหลังการถ่ายทำของบทความนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ได้ดูมัน ผมคงไม่เกิดไอเดียบรรเจิดจนได้ประสบพบเจอกับคำถามเกี่ยวกับ เสือสิงห์กระทิงแรด ไปจนถึงการวิเคราะห์มันออกมาเป็นคุ้งเป็นแควเป็นแน่ครับ

นอกจากนี้แล้วคลิปดังกล่าวยังตรงไปตรงมามากๆ กับ หน้าที่เกี่ยวกับ คำถามของนักปรัชญา ในโลกที่หลายๆ คนเอาแต่จะหา คำตอบและวิธีแก้ไข(ที่น่าจะได้จากหนังสือฮาวทูสักเล่มน่าจะมีมากกว่าหนังสือปรัชญาสักเล่ม) ชิเชคกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเลยว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของนักปรัชญา เพราะ เหนือสิ่งอื่นใดแล้วหน้าที่ของนักปรัชญา คือการตั้งคำถาม และ การปรับปรุงคำถาม (หรือ ระบุปัญหาใหม่ [redefine problem] ในถ้อยคำของชิเชค) มากกว่า

… และ เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว การเผชิญหน้ากันของนักสังคมศาสตร์กับเสือสิงห์กระทิงแรด ในครั้งนี้ มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ (ใน Sense แบบคนทั่วๆไปที่หมายถึงปัญหาที่จับต้องได้) ไม่ใช่หรือครับ

ถ้าจะตั้งคำถามให้มันยอกย้อนไปอีกในที่นี้ ก็ต้องถามว่า การไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ นั้นมันเป็นปัญหาอย่างไร?ซึ่งก็จะมีคนย้อนมาด้วยแนวคิดในเชิงปฏิบัตินิยม (Pragmatism) อีกมากมาย (ที่ผมว่าถ้าเขาอยากแก้ปัญหาจริงๆ ก็ออกไปแก้เลยครับ มานั่งตีฝีปากกับนักปรัชญาทำไม เสียเวลาเปล่า) ซึ่งทำให้ตำแหน่งแห่งที่ของนักปรัชญาในสังคมนั้นมีปัญหาไม่น้อยเลย 

… ในโลกอย่างนี้นี่เองแหละครับที่ การออกมาพูดว่า หน้าที่ของนักปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหานั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่น้อยเลย  


[1] Slavoj Zizek เป็นนักปรัชญาสาย Lacanian-Hegelian ที่โด่งดังมากๆ (ผมขอกล่าวแค่นี้นะเพราะ ผมกล่าวไว้ที่อื่นมากแล้วหากสนใจลองไปดูที่ http://www.lacan.com/zizekchro.htm ก็ได้แล้วก็ลองลิงค์ไปลิงค์มาในนั้นแหละข้อมูลเพียบ  )[2] สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=WDNXS3NrVdE ตรงนี้ผู้เขียนต้องขอบคุณ นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย ที่แจ้งให้ผู้เขียนทราบถึงการมีอยู่ของคลิปวีดีโอดังกล่าวซึ่งต้องทำให้ผู้เขียนต้องประเมิน You Tube ใหม่กันยกใหญ่ที่เดียว[3] ผู้เขียนแปลคำว่า Redefine Problems ว่า ระบุปัญหาใหม่ไม่ใช่ นิยามปัญหาใหม่เพราะ คำว่า นิยามในภาษาไทยนั้นโดนทั่วไปแล้วเป็นคำแปลของทั้งคำว่า Define และ Definition ซึ่งคำหลัง ผู้เขียนนิยมแปลว่า คำจำกัดความ ซึ่งตรงทีเดียวเพราะ การจำกัดความนั้นมี Sense ของการลากเส้นแบ่ง ซึ่งต้องมีความชัดเจนจะคลุมเครือไม่ได้ (เขาจึงชอบพูดกันว่า คำ จำกัดความ เพราะ ถ้าไม่ จำกัด ความ แล้วมีความหมายคลุมเครือ มันก็ไม่ใช่คำจำกัดความ) แต่ในที่นี้คำว่า Redefine นั้นไม่ได้มี Sense ที่สำคัญเกี่ยวกับการลากเส้น หรือ จำกัดแต่มี Sense ถึงการ ระบุ หรือ ชี้ให้เห็นมากกว่า ผู้เขียนจึงเลือกที่จะแปล Redefine Problems ว่า ระบุปัญหาใหม่ 

[4] พวกฝรั่งเศสนั้นลือชื่อ ด้านการถกเถียงกับคู่สนทนาซึ่งไม่ปรากฏในงานเขียนมากๆ ซึ่งถ้ากล่าวง่ายๆ ก็คือ พวกนี้มักจะเขียนข้อความที่สามารถมีนัยยะในเชิงวิพากษ์ แต่ดันไม่บอกว่ากำลังวิพากษ์ใคร ซึ่งตรงนี้สร้างความสันสนให้คนอ่านที่ไม่เข้าใจบริบทของข้อถกเถียง (arguement) นั้นๆได้ไม่น้อย

[5] ประเด็นนี้ผมได้มาจาก ปรีดีโดม พิพัฒน์ชูเกียรติ์ (บทสนทนาส่วนตัว)

[6] แน่นอนนะครับผมพูดถึงสัตว์เหล่านี้เป็น ตัวๆ ไม่ได้พูดถึงเนื้อของมัน ชิเชคได้พูดถึงมิติทางชนชั้นของคำศัพท์ที่ใช้เรียก หมู (Pig) และ เนื้อหมู (Pork) ไว้อย่างน่าสนใจว่า คำว่า Pork นั้นเป็น ศัพท์ Saxon โบราณของพวก ชาวนา Saxon  ผู้ซึ่งเลี้ยง หมู ในขณะที่คำว่า Pork นั้นมากจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า Porque ซึ่งเป็นศัพท์ที่นักรบชาวชาวนอร์มังใช้ ซึ่งนักรบเหล่านี้ไม่ได้ทำการเลี้ยง หมู แต่เป็นผู้บริโภค เนื้อหมู  ที่ชาวนาเป็นคนเลี้ยง ดู Slavoj Zizek, “The Paralax of Political Economy” ในเชิงอรรถที่ 11 เข้าไปดูได้ที่ http://www.lacan.com/zizparallax3.htm

6 Responses to “หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด”

  1. dream Says:

    ชอบมากเลยว่ะบทความนี้

  2. the aythor Says:

    สุดยอดเลยครับ พี่

  3. the author Says:

    สวัสดีครับคุณ Fxxknoevil…


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: