Home

จากเชถึงซุปเปอร์ฮีโร่: กรอบร่างความคิดเกี่ยวกับยอดคนเวอร์ชั่นทดลอง Version 0.2

กันยายน 12, 2006

ยอดคนนั้นเป็นสิ่งที่น้อยคนจะเป็นได้ เพราะถ้ามันเป็นสิ่งที่ใครๆ นั้นก็เป็นได้ ยอดคนเหล่านั้นก็คงจะมีกันให้เกลื่อนเมืองและเสื่อมความขลังไป ส่วนประกอบที่สำคัญของการเป็นยอดคนนั้นก็คงจะเป็นวิถีชีวิตอันสุดขั้วอันเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ (Spectacular) แก่ผู้ที่ได้ดูชม ไม่ว่าจะเป็นการดิ้นรนเพื่ออะไรบางอย่างจนตัวตาย หรือ การละทิ้งครอบครัวอันเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมและเป็นปราการแห่งสุดท้ายของชนชั้นกลางไว้เบื้องหลัง  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยากจะหาชาวบ้านร้านตลาดที่ไหนทำตามได้

ยอดคนในที่นี้คือใครนั้นเราก็คงจะจินตนาการได้ไม่ยาก ไล่มาตั้งแต่ผู้นำทางศาสนา มายังผู้นำการปฏิวัติที่มีหัวถึงรากถึงโคน (Radical) ไปจนถึง ซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูน คุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้อย่างดาษดื่นในบรรดายอดคนทั้งหลาย ซึ่งก็คงจะเป็น ยอด ไม่ได้ถ้าไม่ถูกสามัญชนนั้นทำการอุ้มชู ดังนั้นการดำรงอยู่ของยอดคนนั้นจึงเป็นหลักฐานให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของบรรดาผู้ที่ชื่นชมยอดคนเหล่านั้น[1]  

                สิ่งเหล่านี้คงเป็นข้อเท็จจริงที่เราเห็นอยู่ทั่วไปเกี่ยวกับยอดคนที่ไม่ต้องอธิบายกันให้มากความ แต่ปัญหาของผมตรงนี้คือว่า ความชื่นชมยอดคนดังกล่าวนั้น เป็นความชื่นชมแบบไหนกันแน่ ผมขอเสนอว่าการชื่นชมดังกล่าวนั้นเป็น การชื่นชมอย่างมีระยะห่าง กล่าวคือสิ่งที่เลิศล้ำนั้นจะเลิศล้ำได้ต่อเมื่อเราเฝ้าดูมันในระยะที่เหมาะสมเท่านั้นหากเราอยู่ใกล้กับมันเกินไปมันจะกลายเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงไปในทันใด แน่นอนว่ากรอบวิธีคิดอย่างนี้ใกล้กับคอนเซ็ปต์เรื่อง Sublime Object ของ Zizek มากแต่ผมขี้เกียจท้าวความเดียวเรื่องมันจะยาวเกินไป[2]

                สิ่งที่ผมอย่างจะท้าวความคือ ตัวผมพึ่งอ่าน เช เกวารา กับ ความตาย ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองเสร็จ แล้วผมก็นึกได้ว่าผมมีไอเดียหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่อยากเขียนแต่ยังพยายามรวบประเด็นให้เป็นบทความไม่ได้พอมาอ่านเรื่องเช แล้วลองเทียบกันไปกันมา มันก็น่าสนใจพอตัวอยู่ บทความนี้ถึงเกิดขึ้นมา ต้องขอขอบคุณ อ.ธเนศ มา ณ ที่นี้ด้วยที่นำเสนอแนวความคิดอันจุดประกายที่ไม่ค่อยมีใครจะนำเสนอโดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการเห็นยอดคนแต่ไกลแล้วใจระริก แต่อยู่ใกล้ๆ แล้วปวดกบาลชิบหาย[3] เพราะถ้าไม่มีแนวคิดอย่างนี่ก็คงไม่มีบทความนี้

                เริ่มกันอย่างไม่เป็นทางการดีกว่า ประเด็นแรกที่ผมจะนำเสนอคือ ยอดคนกับความตาย อันเป็นชื่อหนังสือเกี่ยวกับเชเล่มนี้ คนที่ผมอยากจะนำมาพิจารณาในที่นี้ คือ แอนติโกเน (Antigone) ผู้ฝ่าฝืนกฎของครีออน (Creon) ผู้เป็นลุง โดยการยืนยันจะฝังศพของพี่ชายของตนจนตัวตายและเกิดโศภนาฏกรรมในวงกว้างในที่สุดดังจะเห็นได้ในโศภนาฏกรรม (Tragedy) ของโสโฟคลีส (Sophocles) การอ่านเรื่องนี้ในแบบ Zizekian ของผมก็จะต้องบอกว่ามันการการทำที่ที่มีจริยะ (Ethical Act) เป็นการไม่ยอมลดละแรงปรารถนาของตน (doesn’t give way on one desire) อันเป็นแรงปรารถนาที่จะไปให้เกินกฎเกณฑ์แห่งแห่งความสุขสำราญ (Pleasure Principle)ของตนซึ่งสิ่งที่เลยพ้นตรงนั้นไปก็เป็นสิ่งที่เลยพ้นระบบสัญลักษณ์ (Symbolic Order) ไปพร้อมๆ กัน (เพราะกฎเกณฑ์แห่งความสุขสำราญเป็นเรื่องของระบบสัญลักษณ์) สิ่งที่จะได้พบเจอก็จะเป็นแรกขับแห่งความตาย (Death Drive) หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม Thanatos (ทั้งๆ ที่ฟรอยด์ไม่เคยใช้คำนี้)

                งงละสิครับ! ศัพท์ Lacanian กับ Freudian เป็นแผงเลย ผมขี้เกียวอธิบายทีละตัวว่ะสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย (จะมีใครที่คุ้นเคยกับของยากๆ พวกนี้แล้วมาอ่านงานผมบ้างวะ?) เอาเป็นว่าผมพยายามจะยกประเด็นเปรียบเทียบการดิ้นรนเพื่อที่จะไปตายของเชกับแอนติโกเนต์ ว่ามันคล้ายกันนะ สรุปว่าผมคงจะล้มเหลวในการนำเสนอประเด็นนี้ ในหน้ากระดาษไม่มีหน้า แต่อย่างว่าแหละประเด็นเรื่องความตายนี้เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่ายๆเลย หวังว่าจะสามารถนำเสนออีกได้ในอนาคต ส่วนถ้าใครได้ไอเดียแล้วนำไปขยายก็ให้เครดิตกันบ้างก็ดีนะ

                แน่นอนว่าการกระทำอันเด็ดเดี่ยวของทั้งเช และ แอนติโกเน จะทั้งนำทั้งสองไปสู่ความตายและทำให้ทั้งสองนั้นได้เป็นตำนานที่ทำให้ผู้คนนั้นได้อุ้มชูไปพร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่ตำนานเหล่านั้นไม่ค่อยได้ทำการเน้นย้ำ – อย่างน้อยๆ ก็เวลาที่ตำนานนั้นถูกผลิตซ้ำ – ก็คือความรู้สึกของคนรอบข้างของบรรดายอดคนเหล่านั้น จึงทำให้เราไม่เห็นว่าการอยู่ใกล้ยอดคนเหล่านั้นสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าและความกระอักกระอ่วนได้เท่าไหนกัน ผมพอจะจำได้ในหนังเรื่อง Alexander (2004) ของโอลิเวอร์ สโตนที่คนด่ากันระงม (แต่ผมว่ามันมีเสน่ห์ในแง่ที่ว่าจังหวะจะโคนของหนังมันผิดจารีตฮอลลีวูดดี นี่ยังไม่รวมเนื่อหาการนำเสนอภาพ อเล็กซานเดอร์ ในรูปแบบที่คนในสังคมปัจจุบันไม่ค่อยอยากมองอีก) ในตอนท้ายเรื่องนั้น ปโตเลมี ที่เป็นผู้เล่าเรื่อง (แสดงโดย Anthony Hopkins) นั้นได้หลุดออกมาให้ผู้บันทึกฟังว่า พวกขุนพลของอเล็กซานเดอร์เองนั่นแหละเป็นผู้ที่ทำการฆ่าอเล็กซานเดอร์ เพราะการอยู่และร่วมเดินทางไปกับอเล็กซานเดอร์นั้นจะทำให้ทุกคนนั้นตายหมด แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้และบอกให้ผู้บันทึกโละบันทึกตรงนั้นทิ้งเสีย (เรื่องทั้งเรื่องนั้นราวกับว่าเป็นการดำเนินตามบันทึกของปโตเลมีนั่นเอง)

                ประเด็นที่ขอยกตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเหล่าขุนพลนั้นฆ่าอเล็กซานเดอร์หรือไม่ได้ฆ่า หากแต่เป็นประเด็นที่ว่า การอยู่ใกล้ยอดคนนั้นจะนำความชิบหายมาให้ตนได้ขนาดไหน ซึ่งในกรณีนี้เป็นกระทั่งความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วๆ ไปนั้นไม่อยากจะเล่นด้วย สำหรับเชนั้นเขาได้เขาได้บอกภรรยาเขาโดยนัยว่าเขาจะไปตายก่อนที่จะไปคองโก[4] ซึ่งการเดินทางไปปฏิวัติของเขานั้นทำให้ภรรยาของเขานั้นว่าวุ่นใจจนถึงจนกับทำการขอร้องไม่ให้เขาไป[5] เพราะสำหรับเธอนั้นยอดคนอย่างเชนั้นดูจะไม่ใช่พระผู้มาปลดปล่อยมนุษยชาติดังที่เชมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับพระเยซู[6] หากแต่อาจเป็นเพียงสามีและพ่อของลูกๆ ของเธอ[7]

                ตรงผมรู้สึกเห็นภาพซ้อนในตอนจบของ Spiderman 2 ขึ้นมาอย่างถนัดตายามที่ Mary Jane (แสดงโดย Kristen Dunst) นั้นได้พูดประโยคสุดท้ายของหนังว่า “Go! Get’em!” (ถ้าผมจำผิดก็ขออภัยด้วย) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก Mary Jane นั้นหนีมาจากงานแต่งงานเพื่อกลับมาหา Spiderman ซึ่งก็คือ Peter Parker ในขณะที่สองคนกำลังจะจูบกันนั้นเสียงหวอก็ดังขึ้น และ Mary Jane ก็ได้พูดประโยคดังกล่าวเป็นนัยว่า ไปปราบเหล่าร้ายเถอะที่รัก ไม่ต้องห่วงฉัน แล้วฮีโร่ผู้มีใยของเราก็ได้กระโดดสาวใยปีนป่ายไปในนครนิวยอร์ค (ถ้าผิดเมืองก็ขออภัยอีกทีนะครับ) จนทำให้ผมรู้สึกว่าฮีโร่นายนี้คงไม่สามารถดำเนินภารกิจปราบอธรรมได้อย่างเต็มที่ในบริเวณที่ไร้ตึกสูง เช่น บริเวณบ้านนอก  ดังนั้นสไปเดอร์แมน จึงเป็นฮีโร่ของเมืองเท่านั้น (หรือถ้าจะไปหาลำไพ่พิเศษในป่าก็คงจะต้องไปแย่งงานทาร์ซานทำ)

การกระทำของ เอ็มเจ (M J) เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เมียเชหรือไม่ยังเป็นคำถามที่เปิดแต่สิ่งที่ผมอยากยกมาตรงนี้ก็คือ ความเป็นเทพปกรณัมภ์ (Myth) หรือ เรื่องแต่ง (Fiction) ของสไปเดอร์แมน ที่เอื้ออำนวยให้ยอดคนนั้นมี ยอดเมียที่พอจะยอมรับในพฤติกรรมอันระห่ำของยอดคนได้ เพราะในชีวิตจริงนั้นยอดคนนั้นเป็นสิ่งที่หายาก หาหากแต่ยอดคนที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้ใกล้ชิดที่สามารถจะยอมรับพฤติกรรมอันเกินธรรมดาของยอดคนนั้นเป็นเรื่องที่หายากเสียยิ่งกว่ายาก ดังนั้นความเป็นเรื่องแต่งเหล่านี้จึงทำให้กรณีอันเป็นที่ยกเว้นของยกเว้นนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ  ผมไม่อยากวิจารณ์หนังที่โชคชะตาดูเหมือนจะแสร้งกลั่นแกล้งฮีโร่อย่างเพียงพอในที่นี้เพราะมันจะยาวมากเกินไป ผมคิดว่าหนังนั้นตอนจบนั้นมันเป็นการ ทำดีได้ดีจนเกินไป จนไม่ควรจะเอาเป็นแบบอย่างในวิธีคิดก่อนการกระทำเพราะมันเป็นข้อยกเว้นอย่างถึงที่สุด เป็น สิ่งผิดปกติ อย่างเป็นที่สุด ผมคิดว่าโลกนี้เพี้ยนไปพอแล้วกับการที่เรานั้นคิดว่าสิ่งผิดปกตินั้นเป็นสิ่งที่ปกติ ดังนั้นผมเห็นด้วยกว่าที่คนทำหนังนั้นจะให้ เอ็มเจนั้นห้ามสไปเดอร์แมนไปปราบเหล่าร้ายในตอนจบภาค 2 มากกว่าที่จะเห็นดีเห็นงาม หนังเรื่องนี้จะได้เป็นหนังแอ็คชั่นแนวยอดมนุษย์ที่มีเนื้อหาดราม่าที่บีบคั้นอารมณ์และสมจริงในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่านี้

เหล่านี้ก็เป็นเพียงความเห็นของผม ซึ่งคุณอาจจะไม่เห็นด้วย ต่อมาผมก็มาคิดถึงประเด็นเรื่องชนชั้นบ้าง ผมขอกลับมาทำการวิเคราะห์แบบซ้ายหน่อยๆ หลังจากร้างลาไปนาน ผมคิดว่าไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไหน (โดยเฉพาะของอเมริกาในช่วงสงครามเย็น) ที่จะเป็นผู้นำการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ เพราะส่วนใหญ่ซุปเปอร์ฮีโร่นั้นจะเป็นคนเมืองที่มีชีวิตอยู่ในสังคมเมือง เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ในเวลาหนึ่งก็ออกไปปราบเหล่าร้าย เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าโลกทุนนิยมนั้นยังมีความหวัง คนดียังมีอยู่

สำหรับกรณีที่ฮีโร่นั้นทำการอุ้มชูโลกทุนนิยมอย่างถึงที่สุดผมเห็นในกรณีของแบทแมน เพราะ นอกจากแบทแมนจะเป็นความหวังของสังคมอันฟอนเฟะของเมืองกอธแธมแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนระบบเศรษฐกิจแบบแผ่ส่วนบุญ (Trickle Down) ที่ในที่สุดแล้วคนรวยก็จะกลับมาช่วยสังคมในที่สุด ซึ่งเป็นคำสัญญาของการพัฒนาและโลกทุนนิยมมานาน เพราะ ภาพซุปเปอร์ฮีโร่ที่เป็นเศรษฐีใช้ความร่ำรวยของตนในการหาอาวุธมาปราบเหล่าร้าย นั้นคงจะไม่มีใครที่ชัดเกินแบทแมน เพราะ ไอ้มนุษย์ค้างคาวผู้นี้เป็นคนเนื้อๆ ไม่ได้มีการกลายพันธุ์ หรือ ถูกจับไปดัดแปลงเสริมใยเหล็กแต่อย่างใด อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่นำไปสู้กับเหล่าร้ายนั้นก็ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น เงินตัวเองทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นการปราบอธรรมที่เข้าเนื้ออย่างถึงที่สุด เพราะ เสียทั้งกำลังทางกายภาพของตนและกำลังทรัพย์ ซึ่งสิ่งแรกนั้นก็เป็นสิ่งที่เรานั้นคาดหวังได้จากซุปเปอร์ฮีโร่ แต่สิ่งหลังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ทำการทุ่มทุนสร้างด้วยตนเองนั้นที่ชัดที่สุดก็คือแบทแมน

เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความเป็นชนชั้นของบรรดา ยอดคนที่ผมว่าน่าจะนำไปขยายความกันต่อไปตอนนี้ผมคิดออกแค่นี้ถ้าผมมีอะไรเพิ่มผมก็ขอเพิ่มในภายหลังก็แล้วกัน


[1] ตรงนี้คงอดนึกถึงคำของมาร์กซ์ในบทแรกของ Capital ที่ว่า ราชานั้นเป็นราชาเพราะคนนั้นปฏิบัติกับเขาเยี่ยงราชา ไม่ได้ ตรงนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การมองราชาในฐานะของความสัมพันธ์ทางสังคม (นี่ยังไม่ต้องพูดถึงคำของลากองที่ว่า ราชาที่คิดว่าตัวเองนั้นเป็นราชานั้นก็บ้าพอๆกับคนบ้าที่คิดว่าตัวเองเป็นราชา) ซึ่งทำให้การทำลายความเป็นราชานั้นเราก็เพียงแค่สลายความสัมพันธ์ทางสังคมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องฆ่าแกงกัน ในทางตรงข้ามการบั่นหัวกบาลของพวก เจ้า เช่นในการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นกลับเป็นการตอกย้ำการดำรงอยู่ของสิ่งพิเศษบางอย่างในร่างกายทางกายภาพของ เจ้า เหล่านั้น ราวกับว่าการทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นหมดความขลัง ดังนั้นการจับเอา ราชามาประหารนั้นในแง่หนึ่งแล้วจึงเป็นเหมือนยืนยันความเป็นคนพิเศษของราชาที่มีอะไรมากกว่าบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางสังคมเท่านั้นที่ทำให้เขาเป็นราชา สิ่งที่ต้องทำลายจึงไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ทางสังคมแต่ต้องรวมไปถึงร่างการทางกายภาพของเขาด้วย ดู Slavoj Zizek, For The Know Not What They Do: Enjoyment as a Political Factor 2nd Edition, (London: Verso, 2002), p. 256

[2] Concept เรื่องระยะห่างนั้น Zizek นั้นใช้ตั้งแต่งานภาษาอังกฤษเล่มแรก อย่าง The Sublime Object of Ideology โดยใช้กับเรื่องคุณสมบัติของ Sublime Object ที่ต้องทำการดูจากระยะที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นวัตถุธรรมดา ไปจนถึงคำอธิบายที่ว่าอุดมการณ์นั้นจะทำงานอย่างมีระยะห่าง อย่างทิ้งระยะ

[3] ธเนศ วงศ์ยานนาวา คำนำเสนอ: งานเขียนของ นิธิเ อี่ยวศรีวงศ์ ในสังคมบริโภคใน นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์, บริโภค/โพสต์โมเดิร์น, กรุงเทพฯ: มติชน, 2547, p. (25)

[4] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เช เกวารา กับ ความตาย, กรุงเทพฯ: Creambooks, 2547, p. 31- 32

[5] ibid, p. 34

[6] โปรดดูใน ibid, Episode 6: ภาพของเชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ p. 91-103

[7] ibid, p. 33

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: