Home

หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด 

 บทความชิ้นนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงแต่ประการใดทั้งสิ้น ในกรณีที่บางส่วนของบทความนี้ไปพ้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงจึงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น                                                                                                                                                                                                                                                                                ในปกหนังสือการ์ตูนสักเล่ม 

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปค้นหาคลิปวีดีโอเกี่ยวกับ ชิเชค[1] ใน YouTube แล้ว พบว่ามีคลิปวีดีโอสั้นๆคลิปหนึ่งเกี่ยวกับชิเชคที่น่าสนใจไม่หยอกเลย[2]  ผมสันนิษฐานว่าคลิปดังกล่าวนั้นเป็นบางส่วนของหนังที่ชื่อว่า Zizek! ที่นำแสดงโดยตัวเขาเอง (ผมไม่แน่ใจว่าเรียกมันว่าสารคดีได้หรือเปล่า แต่เขาเล่นเป็นตัวเองแน่ๆ) เพราะ ผมคิดว่าโทนของคลิปมันคล้ายๆ กับ ตัวอย่างหนังดังกล่าวที่ผมเคยดู (ให้ตายเหอะ ผมอยากดูเป็นบ้าเลยไม่รู้จะหาดูที่ไหน)

ในคลิปสั้นๆ นั้นชิเชคได้โผล่ข้อเสนออันน่าสนใจของเขาไว้ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ว่า หน้าที่ของปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการระบุปัญหาใหม่ (The duty of Philosophy is not to solve problems, but to redefine problems.)[3]  และ ต่อจากนั้นตอนกลางๆ คลิปเขาก็พูดเรื่องการตั้งคำถามของนักปรัชญาอีกในทำนองที่ว่า  นักปรัชญาไม่ถามคำถามโง่ๆ ทำนอง ความความจริงมีอยู่หรือเปล่า หรือ พระเจ้ามีอยู่หรือเปล่าหรอก นักปรัชญาถามคำถามที่ว่า เราหมายความอย่างไร เมื่อเราบอกว่า มันมีความจริงอยู่ ต่างหาก (อันนี้คร่าวๆ นะครับ)

แน่นอนนะครับ เราไม่สามารถเข้าใจข้อความเหล่านี้อย่างตรงตัวได้แน่ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเขาผิด ซึ่งนี่ยังไม่รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เขาพูดนะครับ ที่เราจะสับสนอย่างไม่มากก็น้อยแน่ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเขาเคลมสิ่งเหล่านั้นจาก พื้นฐานทางความคิดแบบไหน ประโยคต่างๆ นั้นเราต้องเข้าใจมันภายใต้บริบทความคิดหรือการเอื้อนเอ่ย (Enunciation) อยู่ตลอดเวลาเพื่อความไม่สับสน อาทิเช่น เรา (ในฐานะปัญญาชน) ไม่สามารถ เคลมไปดื้อๆ ว่า ชิเชค บอกว่าไม่มีนักปรัชญาที่ไหน เขาถามว่ามีความจริงหรือเปล่าหรอกเพราะ นั่นเป็นการดึงข้อมความมาลอยอันชวนให้เข้าใจผิดเป็นที่สุด เพราะ หัวใจของข้อความดังกล่าวอยู่ที่ประโยคหลังที่ว่า เราหมายความอย่างไร เมื่อเราบอกว่า มันมีความจริงอยู่ ต่างหาก

จริงอยู่ประโยคแรกนั้นอาจจะเป็นการกล่าวเวอร์เกินจริง (exaggerate) แต่เมื่อมันประสานกับประโยคหลังแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ง่ายว่า ชิเชคนั้นเล่นกับประเด็นอะไร ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ก็ทำให้งานชิเชคนั้นอ่านง่ายกว่าเมื่อเทียบกับหลายๆ คนโดยเฉพาะ พวกฝรั่งเศส[4]

… แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อบทความนี้???

ก็ต้องให้เรื่องมันดำเนินต่อมาสักนิด

หลังจากที่ผมได้รับชมคลิปดังกล่าวของชิเชคแล้ว ผมก็ได้ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยนั่งล้อมวงกันบริโภคของเหลวสีเหลืองที่มียี่ห้อเป็นสัตว์ตระกูลแมวยี่ห้อหนึ่ง (ซึ่งแน่นอนรายได้ส่วนหนึ่งก็ได้ไหลรินไปสู่องค์กรทางสุขภาพองค์กรหนึ่ง ซึ่งมีนโยบายการต่อต้านแหล่งรายได้ของตนอย่างจริงจัง )

ผมก็นั่งๆ ทอดอารมณ์ไปตามประสาคนที่นานๆ จะได้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง (ด้วยอารมณ์ที่สมัยนี้เขาคงเรียกกันว่า ชิลๆกระมัง แต่ผมไม่นิยมใช้) ….

… แต่ในที่สุดความสงสัยและปัญหาตามเรื่องตามราวของผมมันก็บังเกิดขึ้นจนได้ (แต่ผมว่าสนุกนะ)

ผมกราดสายตาไปรอบๆ และ เห็นฉลากของเครื่องดื่มดังกล่าวบนขวดสีน้ำตาลเข้มของมัน

… ผมนึกในใจ เสือ

และคำว่า สิงห์กระทิงแรดมันก็พร้อมใจกันตามมาโดยไม่ได้นัดหมาย

… ผมนั่งวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอที่ประชุม

บ้านเรามันชอบเอาชื่อพวกเดรัจฉานมาเป็นเครื่องดื่มพรรค์นี้กันเยอะเนอะ ว่าแต่มันมีเสือสิงห์กระทิงแรด ครบหรือเปล่าวะ?ผมเปิดประเด็น

ด้วยความที่ผมพูดไปคิดไป และ ยังไม่มีใครเสริมประเด็นอย่างเป็นลำเป็นสันผมจึงเสริมต่อไปว่า เสือก็ไอ้ที่เราแดกอยู่ สิงห์ก็มีเห็นๆ อยู่แล้ว แต่กระทิงกับแรดนี่ไม่มีเน้นๆ ว่ะ … แต่ถ้าจะเอาคล้ายๆ ก็พอมีสาโทที่ยี่ห้อ กระซู่กับกูปรี ไม่รู้มันจะพอแทนกระทิงหรือแรดได้หรือเปล่าว่ะ

ผมพูดเสร็จก็รู้สึกปิ๊งถึงข้อสังเกตที่ตนพึ่งตั้งได้โดยบังเอิญ จึงถามต่อไปว่า

มันมีนัยยะอะไรหรือเปล่าวะที่ไอ้เสือ กับ สิงห์ มันเป็นยี่ห้อเบียร์ แต่ กระซู่ กับ กูปรี มันดันเป็นยี่ห้อสาโท

ด้วยความฉับไว เพื่อนร่วมวงของผมคนหนึ่งเสริมมาว่า กระซู่ กับ กูปรี มันเข้ากันได้กับท้องนา มันสอดคล้องกับความเป็นชาวบ้าน มันถึงสอดคล้องกับการเป็นยี่ห้อสาโทไง

แต่แล้วสักพักมันก็บอกว่าที่มันว่าไปนั้นเป็นการวิเคราะห์ที่เลยเถิดไป ซึ่งผมแย้งว่า มันต้องไปให้มันเลยเถิดอย่างนั้นสิวะ เป็นนักสังคมศาสตร์ ต้องวิเคราะห์ให้เลยเถิด เราต้องหาความสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันสิวะ พวกที่ดังๆ มันก็ทำอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ มึงดูฟรอยด์สิ[5] เรื่องเพศมันเกี่ยวห่าอะไร กับสิ่งที่ฟรอยด์เอาไปโยง มันเกี่ยวห่าอะไรกับความฝัน ในกระบวนทัศน์แบบชาวบ้านไทย ความฝัน มันเป็นห่าอะไรนอกจาก เลขเด็ด Interpretation of Dreams มันคือห่าอะไรนอกจาก การตีความเลขเด็ดจากความฝัน …”

… และประเด็นก็หลุดไปเป็นประเด็นอื่น (ตามระเบียบ เพราะ นี่คือวงสังสรรค์ ไม่ใช่เรียงความตามจารีต)

อย่างไรก็ดีประเด็นเหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมอยู่ดี ผมจึงมาขบคิดมันต่อมาในภายหลัง เพราะ ผมถือว่า มันเป็น หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่ดีที่จะไม่ปล่อยปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตนรู้สึกว่าน่าสนใจและน่าจะมีนัยยะหลุดไปจากการพิจารณา 

และผมก็พยายามนั่งวิเคราะห์ ความเป็นชนชั้นกลางของเครื่องดื่มอย่าง เสือ และ สิงห์ และ ความเป็นชนชั้นล่าง (หรือชาวบ้าน) ของ กระทิง และ แรด อย่างพอขำๆ ด้วย กรอบแบบ โครงสร้างนิยม (Structuralism) ได้ผลราวๆ นี้ครับ

คู่ตรงข้ามของสัตว์ทั้งสองกลุ่มเป็นดังนี้

เสือและสิงห์/ กระทิงและแรด

โจมตีด้วยการกัดและและเล็บ/ โจมตีด้วยการขวิด

มีเขี้ยวเล็บเป็นอาวุธ/ มีเขาหรือนอเป็นอาวุธ

ไม่มีเขา/ มีเขา

ปีนต้นไม่ได้/ ปีนต้นไม้ไม่ได้

กินเนื้อสัตว์/ กินพืช 

เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน ต่อไปเป็นบทวิเคราะห์

ประการแรก ถ้าจะพูดถึงอาวุธของสัตว์ทั้งสองกลุ่ม เราอาจจะสื่อความได้ไม่ตรงประเด็นนัก ตรงนี้เราขอตีความถึงการมีเขาและไม่มีเขาของสัตว์ทั้งสองกลุ่ม จะตรงกว่า เราจะสังเกตุได้ว่าสัตว์ที่ปรากฎบนเครื่องดื่มของชนชั้นกลาง (ไม่อยากใช้คำนี้เท่าไรเพราะไม่ตรงนัก แต่คิดหาคำที่ดีกว่านี้และไม่รุงรังเกินไปไม่ได้) เป็นสัตว์ที่ไม่มีเขา (แน่นอนมีข้อยกเว้นแต่เราจะไม่นำมาพิจารณาในที่นี้) ในขณะที่สัตว์ที่ปรากฏบนเครื่องดื่มของชาวบ้านนั้นเป็นสัตว์ที่มีเขา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

คำตอบคร่าวๆ คือ ชนชั้นกลางนั้นไม่คุ้นชินจนถึงขั้นกระอักกระอ่วนต่อสัตว์ที่มีเขา ในขณะที่ชาวบ้านจะไม่เป็น เราจะสังเกตได้ว่า สัตว์ที่มีเขาอย่างวัวและควายนั้นเป็นสัตว์ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในสังคมเกษตรอย่างแน่นแฟ้น ชาวบ้านจะไม่รู้สึก เป็นอื่นกับสัตว์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันสัตว์พวกนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางทั่วๆ ไป[6] จึงไม่แปลกอะไรที่ชนชั้นกลางจะรู้สึก เป็นอื่น กับมัน ไปจนถึงมีทรรศนะคติทางลบกับมัน อันเห็นได้จากการใช้ชื่อสัตว์มีเขาบางชนิดเป็นคำสบถ เป็นต้น

ประการที่สอง การปีนต้นไม้ได้ ของสัตว์ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องดื่มของชนชั้นกลางนั้นอาจสื่อความได้ถึงการเลื่อนขั้นทางชนชั้นอันเป็นทรรศนะคติของชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นขึ้นมาจากชนชั้นล่าง ไปจนถึงการพยายามไต่ขึ้นไปให้สูงอันเป็นทรรศคติที่เห็นได้ดาษดื่นในชนชั้นกลาง ในขณะเดี่ยวกันนั้น การเลื่อนขั้นทางชนชั้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันต์ในทรรศนศติทั่วๆ ไปของชาวบ้านแบบดั้งเดิม (ถึงชาวบ้านอาจมีความคิดอย่างนี้อยู่บ้าง แต่อย่างน้อยๆ ถ้าเทียบความเข้มข้นของทรรศนะคติแบบนี้ในชาวบ้านกับชนชั้นกลาง ก็น่าจะพบว่า ความข้นมันต่างกันหลายขุม)

ประการที่สาม การเป็นสัตว์กินเนื้อ กับ การเป็นสัตว์กินพืช นั้นก็เป็นความต่างที่เทียบเคียงทั้งสองชนชั้นได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยปกติแล้วชาวบ้านในสังคมเกษตรนั้นจะบริโภคเนื้อสัตว์น้อยกว่า ชนชั้นกลางในสังคมเมืองอยู่แล้ว ในหลายๆ พื้นที่นั้นการบริโภคเนื้อสัตว์นั้นถือว่าเป็นสิ่งสิ้นเปลืองด้วยซ้ำ อาหารหลักของชาวบ้านนั้นอาจมีเนื้อสัตว์ปนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนมาก และ มีถี่เหมือนชนชั้นกลางในสังคมเมืองที่อาหารมื้อไหนไม่มีเนื้อสัตว์ก็ต้องมีศัพท์ชนิดพิเศษมาเรียกว่า มื้อนั้น กินมังฯ หรือ กินเจ ซึ่งน่าจะแสดงให้เห็นสถาวะอันไม่ใช่ภาวะมาตรฐานของการบริโภคได้ (เพราะต้องมีคำพิเศษมาเรียก)

ดังนั้นเมื่อพิจารณาในเชิงสัมพัทธ์แล้ว ชนชั้นกลางนั้นมีความเป็น สัตว์กินเนื้อมากกว่าชาวบ้านซึ่งเป็น สัตว์กินพืชในเชิงสัมพัทธ์มากนัก ซึ่งก็สอดคล้องกลับสัตว์ที่เป็นยี่ห้อของเครื่องดื่มที่พวกเขาดื่ม

โดยสรุปแล้ว เราจะได้เห็น ความคล้ายคลึงกันหลายๆ อย่าง ของความแตกต่างระหว่าง เสือสิงห์ กับ กระทิงแรด และความต่างระหว่าง ชนชั้นกลาง กับชาวบ้าน เบื้องต้นในสามประการที่ผมกล่าวมานี่เอง

ในระดับหนึ่งแล้วผมก็งงตัวเองเหมือนกันนะเนี่ยว่าวิเคราะห์มาถึงอย่างนี้ได้อย่างไร เรียกว่าวิเคราะห์ไปตื่นเต้นไปเหมือนกันว่ามันโผล่มาได้ไง หลายๆ  ข้อสังเกตผมว่าเหลือเชื่อใช้ได้เลยนะเนี่ย

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า ชื่อบทความมาจากไหน

… แต่หลายๆ คนอาจจะสงสัยนะครับ ว่า ส่วนแรกของงานชิ้นนี้ที่เกี่ยวกับคลิปของ ชิเชค ใน You Tube มันเกี่ยวอะไรด้วยกับเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของบทความนี้? เมื่อไม่เกี่ยวทำไมไม่เอามันออก? ฯลฯ

คำตอบของผมคือ มันเป็นเบื้องหลังการถ่ายทำของบทความนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ได้ดูมัน ผมคงไม่เกิดไอเดียบรรเจิดจนได้ประสบพบเจอกับคำถามเกี่ยวกับ เสือสิงห์กระทิงแรด ไปจนถึงการวิเคราะห์มันออกมาเป็นคุ้งเป็นแควเป็นแน่ครับ

นอกจากนี้แล้วคลิปดังกล่าวยังตรงไปตรงมามากๆ กับ หน้าที่เกี่ยวกับ คำถามของนักปรัชญา ในโลกที่หลายๆ คนเอาแต่จะหา คำตอบและวิธีแก้ไข(ที่น่าจะได้จากหนังสือฮาวทูสักเล่มน่าจะมีมากกว่าหนังสือปรัชญาสักเล่ม) ชิเชคกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเลยว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของนักปรัชญา เพราะ เหนือสิ่งอื่นใดแล้วหน้าที่ของนักปรัชญา คือการตั้งคำถาม และ การปรับปรุงคำถาม (หรือ ระบุปัญหาใหม่ [redefine problem] ในถ้อยคำของชิเชค) มากกว่า

… และ เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว การเผชิญหน้ากันของนักสังคมศาสตร์กับเสือสิงห์กระทิงแรด ในครั้งนี้ มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ (ใน Sense แบบคนทั่วๆไปที่หมายถึงปัญหาที่จับต้องได้) ไม่ใช่หรือครับ

ถ้าจะตั้งคำถามให้มันยอกย้อนไปอีกในที่นี้ ก็ต้องถามว่า การไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ นั้นมันเป็นปัญหาอย่างไร?ซึ่งก็จะมีคนย้อนมาด้วยแนวคิดในเชิงปฏิบัตินิยม (Pragmatism) อีกมากมาย (ที่ผมว่าถ้าเขาอยากแก้ปัญหาจริงๆ ก็ออกไปแก้เลยครับ มานั่งตีฝีปากกับนักปรัชญาทำไม เสียเวลาเปล่า) ซึ่งทำให้ตำแหน่งแห่งที่ของนักปรัชญาในสังคมนั้นมีปัญหาไม่น้อยเลย 

… ในโลกอย่างนี้นี่เองแหละครับที่ การออกมาพูดว่า หน้าที่ของนักปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหานั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่น้อยเลย  


[1] Slavoj Zizek เป็นนักปรัชญาสาย Lacanian-Hegelian ที่โด่งดังมากๆ (ผมขอกล่าวแค่นี้นะเพราะ ผมกล่าวไว้ที่อื่นมากแล้วหากสนใจลองไปดูที่ http://www.lacan.com/zizekchro.htm ก็ได้แล้วก็ลองลิงค์ไปลิงค์มาในนั้นแหละข้อมูลเพียบ  )[2] สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=WDNXS3NrVdE ตรงนี้ผู้เขียนต้องขอบคุณ นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย ที่แจ้งให้ผู้เขียนทราบถึงการมีอยู่ของคลิปวีดีโอดังกล่าวซึ่งต้องทำให้ผู้เขียนต้องประเมิน You Tube ใหม่กันยกใหญ่ที่เดียว[3] ผู้เขียนแปลคำว่า Redefine Problems ว่า ระบุปัญหาใหม่ไม่ใช่ นิยามปัญหาใหม่เพราะ คำว่า นิยามในภาษาไทยนั้นโดนทั่วไปแล้วเป็นคำแปลของทั้งคำว่า Define และ Definition ซึ่งคำหลัง ผู้เขียนนิยมแปลว่า คำจำกัดความ ซึ่งตรงทีเดียวเพราะ การจำกัดความนั้นมี Sense ของการลากเส้นแบ่ง ซึ่งต้องมีความชัดเจนจะคลุมเครือไม่ได้ (เขาจึงชอบพูดกันว่า คำ จำกัดความ เพราะ ถ้าไม่ จำกัด ความ แล้วมีความหมายคลุมเครือ มันก็ไม่ใช่คำจำกัดความ) แต่ในที่นี้คำว่า Redefine นั้นไม่ได้มี Sense ที่สำคัญเกี่ยวกับการลากเส้น หรือ จำกัดแต่มี Sense ถึงการ ระบุ หรือ ชี้ให้เห็นมากกว่า ผู้เขียนจึงเลือกที่จะแปล Redefine Problems ว่า ระบุปัญหาใหม่ 

[4] พวกฝรั่งเศสนั้นลือชื่อ ด้านการถกเถียงกับคู่สนทนาซึ่งไม่ปรากฏในงานเขียนมากๆ ซึ่งถ้ากล่าวง่ายๆ ก็คือ พวกนี้มักจะเขียนข้อความที่สามารถมีนัยยะในเชิงวิพากษ์ แต่ดันไม่บอกว่ากำลังวิพากษ์ใคร ซึ่งตรงนี้สร้างความสันสนให้คนอ่านที่ไม่เข้าใจบริบทของข้อถกเถียง (arguement) นั้นๆได้ไม่น้อย

[5] ประเด็นนี้ผมได้มาจาก ปรีดีโดม พิพัฒน์ชูเกียรติ์ (บทสนทนาส่วนตัว)

[6] แน่นอนนะครับผมพูดถึงสัตว์เหล่านี้เป็น ตัวๆ ไม่ได้พูดถึงเนื้อของมัน ชิเชคได้พูดถึงมิติทางชนชั้นของคำศัพท์ที่ใช้เรียก หมู (Pig) และ เนื้อหมู (Pork) ไว้อย่างน่าสนใจว่า คำว่า Pork นั้นเป็น ศัพท์ Saxon โบราณของพวก ชาวนา Saxon  ผู้ซึ่งเลี้ยง หมู ในขณะที่คำว่า Pork นั้นมากจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า Porque ซึ่งเป็นศัพท์ที่นักรบชาวชาวนอร์มังใช้ ซึ่งนักรบเหล่านี้ไม่ได้ทำการเลี้ยง หมู แต่เป็นผู้บริโภค เนื้อหมู  ที่ชาวนาเป็นคนเลี้ยง ดู Slavoj Zizek, “The Paralax of Political Economy” ในเชิงอรรถที่ 11 เข้าไปดูได้ที่ http://www.lacan.com/zizparallax3.htm

ความกล้าหาญทางจริยธรรมของปัญญาชนที่แท้ไม่ใช่การหลบอยู่หลังคำว่า “ประชาชน” แต่เป็นการกล้ามาโจมตี “ประชาชน” ถ้าประชาชนผิด?[1]

By FxxkNoEvil

1

ความกล้าหาญทางจริยธรรมของปัญญาชนที่แท้ไม่ใช่การหลบอยู่หลังคำว่า “ประชาชน” แต่เป็นการกล้ามาโจมตี “ประชาชน” ถ้าประชาชนผิด ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งซึ่งปัญญาชนโดยทั่วไปนั้นไม่กล้าออกมาโจมตีก็คือประชาชนผมพอเข้าใจว่าการเป็นศัตรูกับประชาชนนั้นมันมีราคาที่แพงมาก แต่คำถามผมก็คือว่าประชาชนนั้นผิดไม่ได้เหรอครับ?ผมรู้ว่าหลายคนนั้นเห็นว่าปัญญาชนนั้นต้องเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และ ผมก็เห็นการสร้างภาพตัวแทนของประชาชน การอ้างประชาชนในการสร้างความชอบธรรมต่างๆผมไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมเลยครับออกจะเป็นการ Play Safe ด้วยซ้ำผมถามตรงๆ ในฐานะปัญญชนคนหนึ่งเลยนะครับ ว่าจริงๆ แล้วคุณนั้นเห็นด้วยกับ ความคิดความเห็นของประชาชนทั่วไปแค่ไหนผมมั่นใจว่าส่วนใหญ่แล้วก็ต้องมีปะปนกันไปแต่จะให้เห็นด้วยทุกครั้งนั้นคงยากผมคิดว่าความกล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อความคิดและหลักการของปัญญาชนนั้นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ เขานั้นกล้าหักกับความเห็นทั่วๆไป กับ ความเห็นอันผิดๆ (ในกรอบที่ปัญญาชนหนึ่งๆ นั้นถือ) ของประชาชนอย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะครับ ผมก็ไม่กล้าได้แต่เลี่ยงๆ ผมไม่ได้มีความกล้าหาญครับ แต่ก็ไม่สามารถหน้าไหว้หลังหลอกกับตัวเองได้ ก็ได้แต่สนับสนุนให้กำลังใจปัญญาชนผู้กล้าห่างๆ ครับ

2 

ผมคิดว่าตามจารีตการหาความรู้อย่างน้อยก็ในแบบตะวันตกนั้น มันมีการแยก “ความเห็น” ของฝูงชน กับ สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” อย่างชัดเจนครับสิ่งที่ตามมาก็คือ โดยพื้นฐานแล้ว ปัญญาชนอันเป็นมิตรของความรู้นั้นไม่มีความจำเป็นไดๆ ทั้งสิ้น
ที่จะต้องมีความเห็นนั้นตรงกับฝูงชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
ผมคิดว่านี่เป็นช่องว่างพื้นฐานระหว่าง ปัญญาชน กับ ประชาชนครับหรือ ถ้าอธิบายในแบบหน้าที่แล้ว ถ้าปัญญาชนนั้นมีความคิดเหมือนประชาชนทุกประการแล้วเราจะมีปัญญาชนไปทำไมครับ? ปัญญาชนจะทำหน้าที่อะไร?จริงอยู่ครับมีปัญญาชนอนุรักษ์นิยมกลุ่มหนึ่งนั้นพยายามจะอ่านค่านิยมหลักๆ ในสังคมให้มันไปทางเดียวกัน
และส่วนหนึ่งของการกระทำดังกล่าวนั้นก็ได้ Shape จิตสำนึกของประชาชนแบบหลวมๆแต่ก็มีปัญญาชนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ใช่หรือครับที่เห็นว่านั่นเป็นโลกทัศน์ที่ผิดพลาดอย่างไม่มากก็น้อย และถ้าทุกๆ คนนั้นไม่ความเข้าใจดังกล่าวนั้นจะทำให้เกิดผลที่ไม่ค่อยดีนักบางประการตามมาผมคิดว่าด้วยแรงผลักดันอะไรบางอย่างแล้ว เราควรจะกล้าโจมตีความเห็นของคนส่วนใหญ่ครับข้อคิดเห็นของผมที่ให้อัดกับประชาชนนั้นอาจแรงไปครับ (วิธีการประนีประนอมของคุณแซนวิชหัวหอมอาจเข้าท่ากว่าถ้าอยากอยู่อย่างเป็นสุข)แต่อย่างว่าล่ะครับผมเรียกร้องถึงความกล้าทางจริยธรรมในสิ่งที่ตนเองคิดเห็นและเชื่อ และผมก็เชื่อว่าในจุดหนึ่งแล้วปัญญาชนบางคนนั้นอาจจะรู้สึกว่าตนนั้นแทบจะเป็นศัตรูกับประชาชน หรือ กระทั่งคนทั้งโลก (ผมเน้นว่ารู้สึก)ผมคิดว่าการเลือกที่จะปะทะในตอนนั้นเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมของปัญญาชนครับโสเครติส (จริงผมไม่ค่อยชอบความคิดบางอย่างไอ้หมอนี่เท่าไร) นั้นยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะ เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเชื่อจนตัวตายไม่ใช่หรือครับ?แล้วจารีตทางปัญญาตั้งมากมายไม่ใช่หรือครับที่เรียกได้ว่ามาก่อนยุคสมัย ไม่ว่าใครก็แทบจะเห็นว่าไอ้นี่บ้า ปัญญาชนหลายๆ คนนั้นอยู่ลำบากจะตายเพราะ ยืนยันในความเห็นและความเชื่อของตน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือ ความกล้าหาญทางปัญญาที่ผมอยากให้มันเป็นจริยธรรมบางอย่างของปัญญาชนสืบไปครับ 3 

ก่อนอื่นผมต้องออกตัวนะครับว่าผมไม่ใด้บอกว่าประชาชนนั้น “โง่” หรือ “ผิด” (ใน Sense แบบหยาบที่สุด) และปัญญาชนนั้นต้อง ฉลาด หรือ ถูก เสมอแต่การที่ปัญญาชนนั้นมีความคิดอะไรบางอย่างที่ประชาชนนั้นพึงจะฟัง หรือ เข้าท่ากว่าประชาชนนั้นมันมีนัยยะอย่างไรล่ะครับ?ผมคิดว่า Position ดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาวะอันสูงกว่าทางปัญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ผมรู้ครับว่าการกล่าวว่าประชาชนนั้น “โง่” นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองอย่างมาก และ ผมก็ไม่คิดจะกล่าวเช่นนั้นกับประชาชนแต่การที่ปัญญาชนนั้นมีสิทธิไปสอนประชาชน หรือ กระทั่งไปบอกว่าประชาชนนั้นต้องการๆ ศึกษาที่มากหรือดีขึ้นผมถามตรงๆ เถอะครับว่าในระดับหนึ่งแล้วนัยยะมันต่างกันตรงไหน?ผมคิดว่ามันนิ่มกว่าเท่านั้นอีกเรื่องนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าผ่ายที่โต้แย้งนั้นคิดว่าประชาชนนั้นไม่เคยมองปัญญาชนว่า ผิด หรือ โง่ เหรอครับ?ผมคิดว่าประชาชนนั้นสามารถด่าปัญญาชนด้วยคำดังกล่าวได้อย่างไม่มีจริตจก้าน กว่าที่ปัญญาชนนั้นด่าประชาชนเสียอีกซึ่งผมคิดว่าปัญญาชนนั้นอัดประชาชนกลับมันก็แฟร์ดีนี่ครับ
และสำหรับผู้ที่มีแรงต้านวิธีคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและ การตัดสินคุณค่า อย่างถึงที่สุด
 
ถามจริงเถอะครับว่าการ “ไม่ตัดสินคุณค่า” นั้นทำได้เหรอครับ? หรือว่ามันเป็นเพียงการไม่กล่าวมาตรงๆ เพราะมันผิดจริต?  ประเด็นสุดท้ายนะครับการไม่เอาตัวเองมาเป็นศูนย์กลางความคิดนั้นในระดับหนึ่งแล้วทำได้ครับแต่ต้องมีตัวอ้างอิงประชาชน” ไงครับ 


[1] ดัดแปลงและปรับปรุงจากข้อถกเถียงในกระทู้ชื่อเดียวกันใน Web board มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออนไลน์ไปดูได้ที่   http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=midnightuniv&topic=11404&page=1  ขอบคุณทุกท่านในกระทู้ที่เข้ามาร่วมถกเถียงและแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ 

ยอดคนนั้นเป็นสิ่งที่น้อยคนจะเป็นได้ เพราะถ้ามันเป็นสิ่งที่ใครๆ นั้นก็เป็นได้ ยอดคนเหล่านั้นก็คงจะมีกันให้เกลื่อนเมืองและเสื่อมความขลังไป ส่วนประกอบที่สำคัญของการเป็นยอดคนนั้นก็คงจะเป็นวิถีชีวิตอันสุดขั้วอันเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ (Spectacular) แก่ผู้ที่ได้ดูชม ไม่ว่าจะเป็นการดิ้นรนเพื่ออะไรบางอย่างจนตัวตาย หรือ การละทิ้งครอบครัวอันเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมและเป็นปราการแห่งสุดท้ายของชนชั้นกลางไว้เบื้องหลัง  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยากจะหาชาวบ้านร้านตลาดที่ไหนทำตามได้

ยอดคนในที่นี้คือใครนั้นเราก็คงจะจินตนาการได้ไม่ยาก ไล่มาตั้งแต่ผู้นำทางศาสนา มายังผู้นำการปฏิวัติที่มีหัวถึงรากถึงโคน (Radical) ไปจนถึง ซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูน คุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้อย่างดาษดื่นในบรรดายอดคนทั้งหลาย ซึ่งก็คงจะเป็น ยอด ไม่ได้ถ้าไม่ถูกสามัญชนนั้นทำการอุ้มชู ดังนั้นการดำรงอยู่ของยอดคนนั้นจึงเป็นหลักฐานให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของบรรดาผู้ที่ชื่นชมยอดคนเหล่านั้น[1]  

                สิ่งเหล่านี้คงเป็นข้อเท็จจริงที่เราเห็นอยู่ทั่วไปเกี่ยวกับยอดคนที่ไม่ต้องอธิบายกันให้มากความ แต่ปัญหาของผมตรงนี้คือว่า ความชื่นชมยอดคนดังกล่าวนั้น เป็นความชื่นชมแบบไหนกันแน่ ผมขอเสนอว่าการชื่นชมดังกล่าวนั้นเป็น การชื่นชมอย่างมีระยะห่าง กล่าวคือสิ่งที่เลิศล้ำนั้นจะเลิศล้ำได้ต่อเมื่อเราเฝ้าดูมันในระยะที่เหมาะสมเท่านั้นหากเราอยู่ใกล้กับมันเกินไปมันจะกลายเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงไปในทันใด แน่นอนว่ากรอบวิธีคิดอย่างนี้ใกล้กับคอนเซ็ปต์เรื่อง Sublime Object ของ Zizek มากแต่ผมขี้เกียจท้าวความเดียวเรื่องมันจะยาวเกินไป[2]

                สิ่งที่ผมอย่างจะท้าวความคือ ตัวผมพึ่งอ่าน เช เกวารา กับ ความตาย ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองเสร็จ แล้วผมก็นึกได้ว่าผมมีไอเดียหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่อยากเขียนแต่ยังพยายามรวบประเด็นให้เป็นบทความไม่ได้พอมาอ่านเรื่องเช แล้วลองเทียบกันไปกันมา มันก็น่าสนใจพอตัวอยู่ บทความนี้ถึงเกิดขึ้นมา ต้องขอขอบคุณ อ.ธเนศ มา ณ ที่นี้ด้วยที่นำเสนอแนวความคิดอันจุดประกายที่ไม่ค่อยมีใครจะนำเสนอโดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการเห็นยอดคนแต่ไกลแล้วใจระริก แต่อยู่ใกล้ๆ แล้วปวดกบาลชิบหาย[3] เพราะถ้าไม่มีแนวคิดอย่างนี่ก็คงไม่มีบทความนี้

                เริ่มกันอย่างไม่เป็นทางการดีกว่า ประเด็นแรกที่ผมจะนำเสนอคือ ยอดคนกับความตาย อันเป็นชื่อหนังสือเกี่ยวกับเชเล่มนี้ คนที่ผมอยากจะนำมาพิจารณาในที่นี้ คือ แอนติโกเน (Antigone) ผู้ฝ่าฝืนกฎของครีออน (Creon) ผู้เป็นลุง โดยการยืนยันจะฝังศพของพี่ชายของตนจนตัวตายและเกิดโศภนาฏกรรมในวงกว้างในที่สุดดังจะเห็นได้ในโศภนาฏกรรม (Tragedy) ของโสโฟคลีส (Sophocles) การอ่านเรื่องนี้ในแบบ Zizekian ของผมก็จะต้องบอกว่ามันการการทำที่ที่มีจริยะ (Ethical Act) เป็นการไม่ยอมลดละแรงปรารถนาของตน (doesn’t give way on one desire) อันเป็นแรงปรารถนาที่จะไปให้เกินกฎเกณฑ์แห่งแห่งความสุขสำราญ (Pleasure Principle)ของตนซึ่งสิ่งที่เลยพ้นตรงนั้นไปก็เป็นสิ่งที่เลยพ้นระบบสัญลักษณ์ (Symbolic Order) ไปพร้อมๆ กัน (เพราะกฎเกณฑ์แห่งความสุขสำราญเป็นเรื่องของระบบสัญลักษณ์) สิ่งที่จะได้พบเจอก็จะเป็นแรกขับแห่งความตาย (Death Drive) หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม Thanatos (ทั้งๆ ที่ฟรอยด์ไม่เคยใช้คำนี้)

                งงละสิครับ! ศัพท์ Lacanian กับ Freudian เป็นแผงเลย ผมขี้เกียวอธิบายทีละตัวว่ะสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย (จะมีใครที่คุ้นเคยกับของยากๆ พวกนี้แล้วมาอ่านงานผมบ้างวะ?) เอาเป็นว่าผมพยายามจะยกประเด็นเปรียบเทียบการดิ้นรนเพื่อที่จะไปตายของเชกับแอนติโกเนต์ ว่ามันคล้ายกันนะ สรุปว่าผมคงจะล้มเหลวในการนำเสนอประเด็นนี้ ในหน้ากระดาษไม่มีหน้า แต่อย่างว่าแหละประเด็นเรื่องความตายนี้เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่ายๆเลย หวังว่าจะสามารถนำเสนออีกได้ในอนาคต ส่วนถ้าใครได้ไอเดียแล้วนำไปขยายก็ให้เครดิตกันบ้างก็ดีนะ

                แน่นอนว่าการกระทำอันเด็ดเดี่ยวของทั้งเช และ แอนติโกเน จะทั้งนำทั้งสองไปสู่ความตายและทำให้ทั้งสองนั้นได้เป็นตำนานที่ทำให้ผู้คนนั้นได้อุ้มชูไปพร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่ตำนานเหล่านั้นไม่ค่อยได้ทำการเน้นย้ำ – อย่างน้อยๆ ก็เวลาที่ตำนานนั้นถูกผลิตซ้ำ – ก็คือความรู้สึกของคนรอบข้างของบรรดายอดคนเหล่านั้น จึงทำให้เราไม่เห็นว่าการอยู่ใกล้ยอดคนเหล่านั้นสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าและความกระอักกระอ่วนได้เท่าไหนกัน ผมพอจะจำได้ในหนังเรื่อง Alexander (2004) ของโอลิเวอร์ สโตนที่คนด่ากันระงม (แต่ผมว่ามันมีเสน่ห์ในแง่ที่ว่าจังหวะจะโคนของหนังมันผิดจารีตฮอลลีวูดดี นี่ยังไม่รวมเนื่อหาการนำเสนอภาพ อเล็กซานเดอร์ ในรูปแบบที่คนในสังคมปัจจุบันไม่ค่อยอยากมองอีก) ในตอนท้ายเรื่องนั้น ปโตเลมี ที่เป็นผู้เล่าเรื่อง (แสดงโดย Anthony Hopkins) นั้นได้หลุดออกมาให้ผู้บันทึกฟังว่า พวกขุนพลของอเล็กซานเดอร์เองนั่นแหละเป็นผู้ที่ทำการฆ่าอเล็กซานเดอร์ เพราะการอยู่และร่วมเดินทางไปกับอเล็กซานเดอร์นั้นจะทำให้ทุกคนนั้นตายหมด แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้และบอกให้ผู้บันทึกโละบันทึกตรงนั้นทิ้งเสีย (เรื่องทั้งเรื่องนั้นราวกับว่าเป็นการดำเนินตามบันทึกของปโตเลมีนั่นเอง)

                ประเด็นที่ขอยกตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเหล่าขุนพลนั้นฆ่าอเล็กซานเดอร์หรือไม่ได้ฆ่า หากแต่เป็นประเด็นที่ว่า การอยู่ใกล้ยอดคนนั้นจะนำความชิบหายมาให้ตนได้ขนาดไหน ซึ่งในกรณีนี้เป็นกระทั่งความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วๆ ไปนั้นไม่อยากจะเล่นด้วย สำหรับเชนั้นเขาได้เขาได้บอกภรรยาเขาโดยนัยว่าเขาจะไปตายก่อนที่จะไปคองโก[4] ซึ่งการเดินทางไปปฏิวัติของเขานั้นทำให้ภรรยาของเขานั้นว่าวุ่นใจจนถึงจนกับทำการขอร้องไม่ให้เขาไป[5] เพราะสำหรับเธอนั้นยอดคนอย่างเชนั้นดูจะไม่ใช่พระผู้มาปลดปล่อยมนุษยชาติดังที่เชมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับพระเยซู[6] หากแต่อาจเป็นเพียงสามีและพ่อของลูกๆ ของเธอ[7]

                ตรงผมรู้สึกเห็นภาพซ้อนในตอนจบของ Spiderman 2 ขึ้นมาอย่างถนัดตายามที่ Mary Jane (แสดงโดย Kristen Dunst) นั้นได้พูดประโยคสุดท้ายของหนังว่า “Go! Get’em!” (ถ้าผมจำผิดก็ขออภัยด้วย) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก Mary Jane นั้นหนีมาจากงานแต่งงานเพื่อกลับมาหา Spiderman ซึ่งก็คือ Peter Parker ในขณะที่สองคนกำลังจะจูบกันนั้นเสียงหวอก็ดังขึ้น และ Mary Jane ก็ได้พูดประโยคดังกล่าวเป็นนัยว่า ไปปราบเหล่าร้ายเถอะที่รัก ไม่ต้องห่วงฉัน แล้วฮีโร่ผู้มีใยของเราก็ได้กระโดดสาวใยปีนป่ายไปในนครนิวยอร์ค (ถ้าผิดเมืองก็ขออภัยอีกทีนะครับ) จนทำให้ผมรู้สึกว่าฮีโร่นายนี้คงไม่สามารถดำเนินภารกิจปราบอธรรมได้อย่างเต็มที่ในบริเวณที่ไร้ตึกสูง เช่น บริเวณบ้านนอก  ดังนั้นสไปเดอร์แมน จึงเป็นฮีโร่ของเมืองเท่านั้น (หรือถ้าจะไปหาลำไพ่พิเศษในป่าก็คงจะต้องไปแย่งงานทาร์ซานทำ)

การกระทำของ เอ็มเจ (M J) เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เมียเชหรือไม่ยังเป็นคำถามที่เปิดแต่สิ่งที่ผมอยากยกมาตรงนี้ก็คือ ความเป็นเทพปกรณัมภ์ (Myth) หรือ เรื่องแต่ง (Fiction) ของสไปเดอร์แมน ที่เอื้ออำนวยให้ยอดคนนั้นมี ยอดเมียที่พอจะยอมรับในพฤติกรรมอันระห่ำของยอดคนได้ เพราะในชีวิตจริงนั้นยอดคนนั้นเป็นสิ่งที่หายาก หาหากแต่ยอดคนที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้ใกล้ชิดที่สามารถจะยอมรับพฤติกรรมอันเกินธรรมดาของยอดคนนั้นเป็นเรื่องที่หายากเสียยิ่งกว่ายาก ดังนั้นความเป็นเรื่องแต่งเหล่านี้จึงทำให้กรณีอันเป็นที่ยกเว้นของยกเว้นนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ  ผมไม่อยากวิจารณ์หนังที่โชคชะตาดูเหมือนจะแสร้งกลั่นแกล้งฮีโร่อย่างเพียงพอในที่นี้เพราะมันจะยาวมากเกินไป ผมคิดว่าหนังนั้นตอนจบนั้นมันเป็นการ ทำดีได้ดีจนเกินไป จนไม่ควรจะเอาเป็นแบบอย่างในวิธีคิดก่อนการกระทำเพราะมันเป็นข้อยกเว้นอย่างถึงที่สุด เป็น สิ่งผิดปกติ อย่างเป็นที่สุด ผมคิดว่าโลกนี้เพี้ยนไปพอแล้วกับการที่เรานั้นคิดว่าสิ่งผิดปกตินั้นเป็นสิ่งที่ปกติ ดังนั้นผมเห็นด้วยกว่าที่คนทำหนังนั้นจะให้ เอ็มเจนั้นห้ามสไปเดอร์แมนไปปราบเหล่าร้ายในตอนจบภาค 2 มากกว่าที่จะเห็นดีเห็นงาม หนังเรื่องนี้จะได้เป็นหนังแอ็คชั่นแนวยอดมนุษย์ที่มีเนื้อหาดราม่าที่บีบคั้นอารมณ์และสมจริงในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่านี้

เหล่านี้ก็เป็นเพียงความเห็นของผม ซึ่งคุณอาจจะไม่เห็นด้วย ต่อมาผมก็มาคิดถึงประเด็นเรื่องชนชั้นบ้าง ผมขอกลับมาทำการวิเคราะห์แบบซ้ายหน่อยๆ หลังจากร้างลาไปนาน ผมคิดว่าไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไหน (โดยเฉพาะของอเมริกาในช่วงสงครามเย็น) ที่จะเป็นผู้นำการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ เพราะส่วนใหญ่ซุปเปอร์ฮีโร่นั้นจะเป็นคนเมืองที่มีชีวิตอยู่ในสังคมเมือง เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ในเวลาหนึ่งก็ออกไปปราบเหล่าร้าย เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าโลกทุนนิยมนั้นยังมีความหวัง คนดียังมีอยู่

สำหรับกรณีที่ฮีโร่นั้นทำการอุ้มชูโลกทุนนิยมอย่างถึงที่สุดผมเห็นในกรณีของแบทแมน เพราะ นอกจากแบทแมนจะเป็นความหวังของสังคมอันฟอนเฟะของเมืองกอธแธมแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนระบบเศรษฐกิจแบบแผ่ส่วนบุญ (Trickle Down) ที่ในที่สุดแล้วคนรวยก็จะกลับมาช่วยสังคมในที่สุด ซึ่งเป็นคำสัญญาของการพัฒนาและโลกทุนนิยมมานาน เพราะ ภาพซุปเปอร์ฮีโร่ที่เป็นเศรษฐีใช้ความร่ำรวยของตนในการหาอาวุธมาปราบเหล่าร้าย นั้นคงจะไม่มีใครที่ชัดเกินแบทแมน เพราะ ไอ้มนุษย์ค้างคาวผู้นี้เป็นคนเนื้อๆ ไม่ได้มีการกลายพันธุ์ หรือ ถูกจับไปดัดแปลงเสริมใยเหล็กแต่อย่างใด อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่นำไปสู้กับเหล่าร้ายนั้นก็ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น เงินตัวเองทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นการปราบอธรรมที่เข้าเนื้ออย่างถึงที่สุด เพราะ เสียทั้งกำลังทางกายภาพของตนและกำลังทรัพย์ ซึ่งสิ่งแรกนั้นก็เป็นสิ่งที่เรานั้นคาดหวังได้จากซุปเปอร์ฮีโร่ แต่สิ่งหลังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ทำการทุ่มทุนสร้างด้วยตนเองนั้นที่ชัดที่สุดก็คือแบทแมน

เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความเป็นชนชั้นของบรรดา ยอดคนที่ผมว่าน่าจะนำไปขยายความกันต่อไปตอนนี้ผมคิดออกแค่นี้ถ้าผมมีอะไรเพิ่มผมก็ขอเพิ่มในภายหลังก็แล้วกัน


[1] ตรงนี้คงอดนึกถึงคำของมาร์กซ์ในบทแรกของ Capital ที่ว่า ราชานั้นเป็นราชาเพราะคนนั้นปฏิบัติกับเขาเยี่ยงราชา ไม่ได้ ตรงนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การมองราชาในฐานะของความสัมพันธ์ทางสังคม (นี่ยังไม่ต้องพูดถึงคำของลากองที่ว่า ราชาที่คิดว่าตัวเองนั้นเป็นราชานั้นก็บ้าพอๆกับคนบ้าที่คิดว่าตัวเองเป็นราชา) ซึ่งทำให้การทำลายความเป็นราชานั้นเราก็เพียงแค่สลายความสัมพันธ์ทางสังคมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องฆ่าแกงกัน ในทางตรงข้ามการบั่นหัวกบาลของพวก เจ้า เช่นในการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นกลับเป็นการตอกย้ำการดำรงอยู่ของสิ่งพิเศษบางอย่างในร่างกายทางกายภาพของ เจ้า เหล่านั้น ราวกับว่าการทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นหมดความขลัง ดังนั้นการจับเอา ราชามาประหารนั้นในแง่หนึ่งแล้วจึงเป็นเหมือนยืนยันความเป็นคนพิเศษของราชาที่มีอะไรมากกว่าบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางสังคมเท่านั้นที่ทำให้เขาเป็นราชา สิ่งที่ต้องทำลายจึงไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ทางสังคมแต่ต้องรวมไปถึงร่างการทางกายภาพของเขาด้วย ดู Slavoj Zizek, For The Know Not What They Do: Enjoyment as a Political Factor 2nd Edition, (London: Verso, 2002), p. 256

[2] Concept เรื่องระยะห่างนั้น Zizek นั้นใช้ตั้งแต่งานภาษาอังกฤษเล่มแรก อย่าง The Sublime Object of Ideology โดยใช้กับเรื่องคุณสมบัติของ Sublime Object ที่ต้องทำการดูจากระยะที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นวัตถุธรรมดา ไปจนถึงคำอธิบายที่ว่าอุดมการณ์นั้นจะทำงานอย่างมีระยะห่าง อย่างทิ้งระยะ

[3] ธเนศ วงศ์ยานนาวา คำนำเสนอ: งานเขียนของ นิธิเ อี่ยวศรีวงศ์ ในสังคมบริโภคใน นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์, บริโภค/โพสต์โมเดิร์น, กรุงเทพฯ: มติชน, 2547, p. (25)

[4] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เช เกวารา กับ ความตาย, กรุงเทพฯ: Creambooks, 2547, p. 31- 32

[5] ibid, p. 34

[6] โปรดดูใน ibid, Episode 6: ภาพของเชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ p. 91-103

[7] ibid, p. 33

ในที่สุด!!!

กันยายน 12, 2006

ในที่สุดผมก็ทนความไม่เสถียรของ Blogspot ไม่ไหว และ ย้ายสำมะโนงานเขียนมาไว้ที่ WordPress แห่งนี้ ตอนแรกผมนั่นโพสต์ใหม่ทีละอัน … แต่สักพักผมลงไปกดๆ ตรง Import ดูปรากฏว่ามัน Import ทั้ง Post ทั้ง Comment ของทาง Blogspot มาได้ เยี่ยม Good สุดๆ (ดีนะเนี่ยที่พึ่งโพสต์ไปไม่กี่อันตอนเจอ) อย่างไรก็ดีผมมีการ Update บางบทความไว้ และ บางอันก็โพสต์ใหม่เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น … แถลงข่าวแค่นี้แล้วกันเนอะ