Home

Intellectual Humor Collection 10-03-10

มีนาคม 9, 2010

“When you’re fighting with the cyclops, don’t fear using “eye for an eye” principle. Remember he has only one eye.”

“Why Thai people are so good at turnings blind eyes on the world? The answers is simple. It is because they have an ultimate literal example. How can any example be better since no one even recognize that the eyes watching over them are a blind ones… well, actually one.”

“นึกๆ ดูถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา มันจะไม่ให้เมืองไทยติดอันดับโลกเรื่องของปลอมได้ยังไงล่ะครับ ทหารยิงคนยังอ้างว่าใช้กระสุนปลอมเลย”

“จง ปิดหูปิดตากันอย่างพอเดียง จงดักฟังกันอย่างพอเพียง จงประท้วงกันอย่างพอเพียง จงใช้เก้าอี้กันอย่างพอเพียง จงใช้กระสุนปืนกันอย่างพอเพียง จงเอารถถังมาวิ่นกันอย่างพอเพียง จงใช้สันติวิธีกันอย่างพอเพียง จงเป็นกระฎุมพีกันอย่างพอเพียง … ทุนนิยมจงเจริญ”

“แม้ว่า Richard Marx จะนามสกุล Marx เหมือนปู่ Karl Marx แต่เขาเป็นฝ่ายขวาแน่ๆ เพราะ เขาร้องเพลงว่า ฉันจะเป็นฝ่ายขวารอเธออยู่ตรงนี้ (I’ll be right here waiting for you.)”

“Buddha is Dead”

กุมภาพันธ์ 24, 2010

“พระพุทธเจ้าตายแล้ว” นิตเช่ไม่ได้กล่าวไว้

“พระ พุทธเจ้าตายแล้ว” พระสงฆ์แจ้งข่าวกันเรื่องมรณกรรมของพระพุทธเจ้า

“พระพุทธ เจ้าตายแล้ว” เคนชิโร่ต่อยพระพุทธเจ้า

“พระพุทธเจ้า ตายแล้ว” สีการ้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นพระพุทธเจ้า

“พระพุทธเจ้าตาย แล้ว…” ผู้ไม่ศรัทธาในพระพุทธเจ้ากล่าว

Anthropologists & Cannihmoiism

มกราคม 18, 2010

เมื่อทีมวิจัยทางมานุษยวิทยาหลากหลายสาขาถูกส่งไปสำรวจชุมชนที่มีวัฒนธรรมการกินหมอย พวกเขามีทรรศนะที่ต่างกันเกี่ยวกับการกินหมอยดังนี้

“การกินหมอยนี่มันเป็นช่วงหนึ่งของวิวัฒนาการของสังคมทั้งนั้นถ้าสังคมวิวัฒน์ไปกว่านี้พวกเขาก็คงเลิกกินหมอย” นักมานุษยวิทยาจากศตวรรษที่ 19 (มาได้ไงวะ)

“พวกเขาต้องรับการกินหมอยมาจากวัฒนธรรมอื่นแน่ๆ” นักมานุษยวิทยาที่เชื่อในทฤษฎีการกระจายตัวทางวัฒนธรรม (อืม ยังพอมีอยู่)

“หมอยเป็นสัญลักษณ์ที่อัดแน่นไปด้วยความหมายของชุมชนนี้ เราต้องตีความพิธีกรรมกินหมอยเพื่อไขไปสู่ความเข้าใจโลกทางวัฒนธรรมของชุมชนนี้” นักมานุษยวิทยาสัญลักษณ์

“อืม อะไรคือคู่ตรงข้ามของหมอย?” นักมานุษยวิทยาแนวโครงสร้างนิยม

“ชุมชนนี้อาจจะไม่ได้กินหมอยมาแต่เดิมก็ได้ ไอ้การกินหมอยมันต้องเกี่ยวอะไรกับการขยายตัวของทุนนิยมโลกแน่ๆ” นักมานุษยวิทยาแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง

“ไอ้การผลิตหมอยและกินหมอยนี่มันเป็นวิธีการผลิตแบบหนึ่งแน่ๆ ปัญหาคือมันเชิ่มต่อกับวิถีการผลิตแบบทุนนิยมอย่างไร?” นักมานุษยวิทยาเศรษฐกิจที่ได้รับอิทธิพลจากมาร์กซิสต์เชิงโครงสร้าง

“การกินหมอยมันต้องเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคบางอย่างในคติของชาวบ้านแน่ๆ” นักมานุษยวิทยาการแพทย์ (แบบเก่า)

“ดูสิพวกเขาต้องมากินหมอย มันต้องเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่พวกเขาโดนกระทำแน่ๆ เลย” นักมานุษยวิทยาการแพทย์ (แบบใหม่)

“พวกเขาต้องมีคำเรียกหมอยที่มากมายเหมือนที่เอสกิโมมีคำเรียกหิมะมากมายแน่ๆ” นักมานุษยวิทยาภาษา (แบบเก่า)

“เราต้องดูสิว่าในสถานการณ์การพูดจริงๆ เขาพูดถึงหมอยอย่างไรยังไงบ้าง จะมาดูแต่คำในภาษาไม่ได้” นักมานุษยวิทยาภาษา (แบบใหม่)

“เราต้องมองหมอยจากมุมมองของผู้หญิงด้วยสิ” นักมาุนุษยวิทยาแนวสตรีนิยม

“เราไม่สามารกจะสร้างภาพตัวแทนการกินหมอยของพวกเขาและถือว่าเป็น ‘ความจริง’ นะ” นักมานุษยวิทยาในกระแส Writing Culture

“เราจะสร้างโครงสร้างของการกินหมอยเฉยๆ ไม่ได้นะ เราต้องเห็นความเป็นผู้กระทำการของคนกินหมอยที่อาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างด้วย” นักมานุษยวิทยาแนวทฤษฎีการปฏิบัติ

“เวลาพวกเขาไปอยู่ที่อื่นพวกเขายังกินหมอยมั้ย?” นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาคนพลัดถิ่น

“ในการศึกษาการกินหมอยเราไม่ควรจะให้ความสำคัญแต่สิ่งที่เห็นไม่ได้ ต้องพูดถึงผัสสะอื่นๆ เช่น รส, กลิ่น ด้วย” นักมานุษยวิทยาผัสสะ

“การกินหมอยเป็นการต่อต้านแน่ๆ แต่จะต่อต้านอย่างไรเราต้องมองจากมุมมองเขานะ” นักมานุษยวิทยาในกระแสการศึกษาการต่อต้าน

“เราต้องเข้าใจหมอยในฐานะของวัตถุที่มีความเป็นผู้กระทำการ เราต้องเข้าใจว่าคนกับหมอยแยกกันไม่ได้ คนไม่ได้มีหมอยอย่างเดียว หมอยมีคนด้วย ทั้งคู่เป็นผลผลิตของกันและกัน” นักมานุษยวิทยาแนววัฒนธรรมเชิงวัตถุ

“เราต้องไม่ตีความปฏิบัติการณ์ของการกินหมอยภายใต้โครงสร้างๆ เดียว เราต้องมองผู้กินหมอยในฐานะของพื้นที่ที่หลายๆ โครงสร้างตัดข้ามกัน ผู้กินหมอยอาจจะเป็นอนุรักษ์นิยม เป็นพวกถึงรากถึงโคน หรือเป็นอย่างอื่นๆ พร้อมๆ กันก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามองเขาบนโครงสร้างแบบใด พูดอีกแบบคือ บริบทของการกินหมอยครั้งหนึ่งๆ นี่สามารถมองได้หลายอย่าง การกินหมอยอาจเป็นการอนุรักษ์นิยมในบริบทของความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมๆ กับการที่มันเป็นวัฒนธรรมแบบถึงรากถึงโคนในบริบทของโลกก็ได้ ในขณะเดียวกันมันก็อาจจะประเมินค่าทางการเมืองยากถ้าเราจะพิจารณาการกินหมอยในโครงสร้างของสุนทรียศาสตร์การกินหมอยเอง นอกจากที่เราควรจะพิจารณาการกินหมอยบนโครงสร้างหลายๆ ชุดแล้ว เราจึงควรจะพิจารณาการกินหมอยในฐานะที่มันมีพลวัตรด้วย ไม่งั้นเราจะไม่เข้าใจวัฒนธรรมย่อยการกินขนตูดของพวกวัยรุ่นไปจนถึงไม่สามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างที่อาจถูกสะท้อนออกมาจากปฏิบัติการการกินหมอยไม่ว่ามันจะเปลี่ยนหรือหยุดนิ่ง” นักมานุษยวิทยาแบบผู้เขียน (แซวตัวเองซะงั้น)

The Only Good One… is A Dead One

มกราคม 18, 2010

Soren Kierkegaard “เพื่อนบ้านที่ดีคือเพื่อนบ้านที่ตายแล้ว”

Karl Marx “นายทุนที่ดีคือนายทุนที่ตายแล้ว”

Friedrich Nietzsche “พระเจ้าที่ดีคือพระเจ้าที่ตายแล้ว”

Sigmund Freud “จิตสำนึกที่ดีคือจิตสำนึกที่ตายแล้ว”

Roland Barthes “ประพันธกรที่ดีคือประัพันธกรที่ตายแล้ว”

Jacques Derrida “โครงสร้างที่ดีคือโครงสร้างที่ตายแล้ว”

Louis Al…thusser “เมียที่ดีคือเมียที่ตายแล้ว”

Michel Foucault “อำนาจที่ดีคืออำนาจที่ตายแล้ว”

พวก Necrophilic “คู่นอนที่ดีคือคู่นอนที่ตายแล้ว”

พวก Misanthropic “มนุษย์ที่ดีคือมนุษย์ที่ตายแล้ว”

พวก Conservative “วัฒนธรรมที่ดีคือวัฒนธรรมที่ตายแล้ว”

พวกนักปฏิวัติ “รัฐที่ดีคือรัฐที่ตายแล้ว”

… ผู้เขียน “หยุดเขียนไปกินข้าวดีกว่ากูหิวจะตายอยู่แล้ว”

Notes on My Framework

ธันวาคม 5, 2009

ช่วงหลังๆ มานี้ผมพยายามจะทำความเข้าใจและหาตำแหน่งแห่งที่ของสิ่งที่ผมคิดและทำมาตลอดชีวิตในฐานะของกรอบการมองโลกและกรอบในการทำงานวิจัยทางสังคมศาสตร์

สิ่งที่ผมพบคือ ผมมีมุมมองที่ประหลาดมากๆ ซึ่งไม่สามารถจะเข้าใจได้ในกรอบความคิดโดยทั่วๆ ไป

ประการแรก ผมมองว่า “ความขัดแย้ง” เป็นพื้นฐานของประสบการณ์ของมนุษย์ ดังนั้นผมจึงปฏิเสธ Model ในแบบ Functionalism (Durkheim, Structural Functionalism ในมานุษยวิทยา ฯลฯ) ทั้งหมดที่มองสังคมเป็นองคาพยพที่ส่วนต่างๆ ของสังคมทำงานร่วมกันแบบอวัยวะในร่างกาย เนื่องจากกรอบแบบนี้มองไม่เห็นความขัดแย้ง ผมไม่เคยมองสังคมและวัฒนธรรมในฐานะสิ่งที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว เพราะ นั่นขัดกับประสบการณ์ชีวิตของผม ที่ถูกปฏิเสธจากสังคมชนชั้นกลาง และต้องต่อสู้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ครั้นรวมตัวกับเพื่อนๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมเฉพาะมาได้ ก็โดนประนามว่าไม่ใช่วัฒนธรรมอีก (ดังนั้นสำหรับผมนักวิชาการทุกคนที่สร้างความชอบธรรมให้วัฒนธรรมที่ใหญ่กว่ามาตัดสินวัฒนธรรมย่อย จึงเป็น Conservatism ทั้งสิ้น และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผม Piss off กับนักมานุษยวิทยาที่ถือ Cultural Relativism มาก เพราะ Relativism ของพวกนี้ยังไปไกลไม่พอ)

ประการที่สอง ไอ้ “ความขัดแย้ง” ของผมนี่มันไม่ใช่ความขัดแย้งที่มีัฐานมากจากสิ่งใดปัจจุยหนึ่งที่นักทฤษฎีทั่วๆ ไปนิยมจะมอง เช่น เรื่องชนชั้น (Marxism), เพศ (Feminism), เชื้อชาติ ฯลฯ ผมมองว่าความความขัดแย้งมีหลายระนาบ แต่ละระนาบมีความเป็นเอกเทศต่อกัน เราไม่สามารถลดทอนความขัดแย้งใดความขัดแย้งหนึ่งให้เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งได้

ประการที่สาม ผมไม่ได้มองว่า “ความขัดแย้ง” มันฟุ้งกระจายไปทั่วและไม่มีศูนย์กลางโดยสิ้นเชิง อย่างที่พวก Post-ทั้งหลายแหล่จะมอง ผมมองว่ามุมมองแบบนี้อันตรายโคตรๆ และสุดท้ายมันจะกลับมาสนับสนุนโครงสร้างที่ทำรงอยู่ คือ ถ้าคุณบอกว่าทำอาจมันกระจายไปทั่วและการต่อต้านก็มีอยู่ทั่ว สุดท้ายคุณก็แค่ Transform คอนเซ็ปต์เรื่องสังคมและวัฒนธรรมในแบบดั้งเดิม และพูดมันใหม่ผ่านกรอบของอำนาจเท่านั้น (นี่คือความเข้าใจของผมว่าทำไมคนถึงมองพวกนี้ว่าเป็น Functionalism แบบหนึ่ง) ถ้าคุณพูดถึง “การต่อต้าน” และไม่พูดถึงความเป็นไปได้ของ “การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง” สุดท้ายคุณกำลังพูดถึงการต่อต้านในฐานะของส่วนหนึ่งของการทำงานของระบบทั้งหมด

จุดยืนของผมคือ เราต้องเข้าใจมนุษย์ในฐานะของสิ่งที่โครงสร้างหลายๆ โครงสร้างตัดข้าม ซึ่งมนุษย์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขัดแย้งกับโครงสร้างเหล่านั้น การวิเคราะห์มนุษย์ต้องทำผ่านมิติทางประสบการณ์ที่เฉพาะ เราต้องเข้าใจว่ามิติทางประสบการณ์นั้นๆ มีโครงสร้างแบบใดตัดข้ามบ้าง และเราก็ต้องเข้าใจมิติทางประสบการณ์นั้นๆ ในฐานะที่มันมีโครงสร้างของตัวมันเองด้วย

เมื่อพูดถึงการต่อต้านหรือการต่อสู้ ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างแต่ละโครงสร้างจะต้องถูกพูดถึงด้วย การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเกิดขึ้นได้ในระดับที่ต่างๆ กันในแต่ละโครงสร้าง และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ต้องรวมไปถึง การสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาแทนโครงสร้างเดิมด้วย (นี่คือความหมายที่ว่าทำไม Punk Rock Movement ในยุคแรกถึงเป็นการปฏิวัติ)

งานชาติพันธุ์นิพนธ์ว่าด้วยการเกา (Ethnography of Scratching) ของนักมานุษยวิทยาแนวหมอยอิสต์ (Hmoiism) ผู้นิยมลัทธิสังคังนิยม (Tinea Crurism)

หมอยเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ในกลุ่มคนที่ขนเยอะ หมอยมันจะไม่เป็นประเด็นนัก เพราะ Boundary ระหว่างหมอยกันขนอื่นๆ มันไม่มี

ถ้าหมอยโยงกับ Boundary มันก็ย่อมโยงกับ สภาวะสมอยใหม่ (Hmoidernity) ที่เส้นแบ่งของอาณาบริเวณต่างๆ เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ลองๆ อ่านงานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมดูเราจะพบว่าสำนึกเรื่องหมอยเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับรัฐชาติสมัยใหม่ในช่วงนั้น

สำหรับ Hmoidernity คือสภาวะที่คนยุโรปเกิดสำนึกแบบใหม่เกี่ยวกับขนตรงเครื่องเพศของตน สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดการแบ่งแยกว่าขนบริเวณเครื่องเพศเป็นขนต่างประเภทกับขนที่อื่นๆ จึงเกิดการ Conceptualize มันเฉพาะว่าเป็นหมอย ในฐานะที่ต่างจากขนที่อื่น

ดังจะเห็นได้ว่าเงื่อนไขของการคิดถึงหมอยคือเงื่อนไขเดียวกับการแบ่ง Public กับ Private หรือการแบ่งพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในภาวะ สมัยใหม่เช่นเดียวกัน อนึ่ง ถ้าถูกรากศัพท์จะพบว่าคำว่า Pubic ของหมอย (Pubic Hair) นั้นเป็นคำเดียวกับคำว่า Public ซึ่งปัจจุบันแปลว่าสาธารณะ แต่ดั้งเดิมหมายถึงพื้นที่นอกบ้างของผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ หรือ “มีหมอย” (Moiza 1992)

กล่าวคือในช่วงแรกๆ ของ Modernity ผู้ชายที่มีหมอยเท่านั้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะได้ (Habermhoi 1990)

อย่างไรก็ดีงานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจำนวนมากก็ระบุว่า การเข้าร่วมใน Pub (l) ic Sphere นั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องโชว์หมอยให้ดูแต่อย่างใด

ในแง่นี้หมอยจึงมีลักษณะเป็นทั้งสาธารณะ และส่วนตัวไปพร้อมๆ กัน และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความลักลั่นของตรรกะที่ฝังอยู่ในวิธีคิตของชนชั้น กลางที่ต้องการมีส่วนร่วมใน Public ไปพร้อมๆ กับที่ต้องการ Privacy (M. Ois 2001)

อาจกล่าวได้ว่าสำนึกเรื่องหมอยเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับสภาวะสหมอยใหม่และชนชั้นกลาง

อย่างไรก็ดีสำนึกดังกล่าวก็ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งมีอิทธิพลมากในศตวรรษที่ 19 เช่นกัน

กล่าวคือ ในช่วงเวลาดังกล่าว ความรู้สึกของมนุษย์ที่เป็นสิ่งที่ชีวิตเฉพาะที่พระเจ้าสร้างสรรค์มาถูกสั่น คลอนด้วยทฤษฏีวิวัฒนาการที่เสนอว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง เมื่อมนุษย์ รู้สึกว่าตนไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าสร้างมาเฉพาะ แต่เป็นเพียงลิงที่วิวัฒนาการมา มนุษย์ก็ต้องลากเส้นแบ่งระหว่างตนกับสัตว์ชัดเจนขึ้น และสิ่งหนึ่งซึ่งมนุษย์ใช้แยกตนออกจากสัตว์ก็คือการแบ่งขนตนเองเป็นขนส่วนต่างๆ ในขณะที่สำหรับสัตว์ขนก็คือขนเหมือนๆ กันหมด

มนุษย์จริงสร้าง “หมอย” และขนส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อยืนยังความเป็นมนุษย์ของคนที่มีวัฒนธรรม

ในแง่นี้แนวคิดเรื่อง หมอย จึงมีลักษณะเป็น มนุษย์นิยม (Humanism) เป็นอย่างมาก

การเกิดขึ้นมาของแนวคิดเรื่องหมอย ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกสีหมอย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของแนวคิดอาณานิควย

ในศตวรรษที่ 19 ลัทธิอาณานิควยตอบรับการแบ่งแยกหมอยออกมาจากขนส่วนอื่นๆ ด้วยการแบ่งแยกชนกลุ่มต่างๆ บนฐานของความหยิกหยอยของหมอย

ความเข้าใจผิดของคนทุกวันนี้ก็คือ การเข้าใจว่าการแบ่งแยกสีหมอยเป็นเรื่องของสีหมอย แต่จริงๆ มันไม่ใช่เพราะพื้นฐานมันเป็นเรื่องของสรีระหมอย และมองว่าหมอยที่หยิกน้อยกว่าหรือตรงกว่าเป็นหมอยของเชื้อชาติที่มีวิวัฒนาการมากกว่า (Fanoi 1985)

ทุกวันนี้หมอยได้ผ่านวิวัฒนาการทางความคิดมามหาศาลอย่างไรก็ดี ตัวมันก็ยังเชื่อมโยงกับสภาวะสมัยใหม่ ที่ต้องการแบ่งแยกอาณาบริเวณที่ชัดเจน

ปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่ยืนยันรากฐานของสภาวะสมัยใหม่ที่อยู่ในหมอยก็คือ การที่มนุษย์ในภาวะสมัยใหม่ความหวาดกลัวความคลุมเครือเส้นแบ่งของขนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอย ขนที่ง่ามขา ขนพุง ขนที่ฝีเย็บ และขนตูด

ดังนั้นประกฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ มนุษย์สมัยใหม่จำนวนมากจะทำการตัดแต่งหมอยให้เข้าทรง

ซึ่งลึกลงไปจากเหตุผลด้านประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามก็คือ ตรรกะของสภาวะสหมอยใหม่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาที่มนุษย์คิดถึงหมอย

อย่างไรก็ดีอย่างที่ทราบกันว่า ทุกวันนี้นักคิดจำนวนมาก็กล่าวว่าสังคมเราเข้าสู่ ภาวะหลังสหมอยใหม่ (Post-Hmoidernity) กันแล้ว

ดังนั้นปรากฏการที่โต้ตรรกะของสภาวะสหมอยใหม่จึงเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการโกนหมอยจนเกลี้ยง หรือ การกินหมอย

คนกลุ่มนี้เรียกรวมๆ ว่าพวก หลังสหมอยใหม่ (Post-Hmoidernist) จุดยืนพวกนี้จะต่างจากพวก หมอยอิสต์ซึ่งมองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการบรรลุเจตจำนงของหมอย และจะพยายามผลักดันการต่อสู้ของหมอยไปให้ถึงที่สุด (Mhoix,1950) อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่เป็นโพสต์หมอยอิสต์ (Post-Hmoiism) ก็จะบอกว่าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่จริง

ตรงนี้ต้องเน้นว่าโพสต์หมอยอิสต์ก็ต่างจากพรีหมอยอิสต์ (Pre-Hmoiism)ตรงที่พรีหมอยอิสต์ไม่มีมโนทัศต์เรื่องหมอย แต่โพสต์หมอยอิสต์จะบอกว่าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นวัตถุวิสัย แต่เป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างทางภาษาและวัฒนธรรม มันจึงไม่ได้ดำรงอยู่จริง

ถ้าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่จริง เจตจำนงของหมอยก็ไม่มี การเมืองโพสต์หมอยอิสต์จึงเน้นด้านการสร้างอัตลักษณ์ของขนในแบบที่หลากหลายไม่ตายตัวมากกว่า

คำกล่าวที่คัดมาจากข้อมูลภาคสนามบางส่วนน่าจะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ดี
…………………………………………….
ผู้วิจัย: เวลาคุณเป็นสังคังนี่ คุณมีการเกาหมอยอย่างไรบ้างครับ?

นาย ก. (นามสมมติ): เกาหมอยเหรอ? ผมไม่เคยเกาหมอยนะ คุณเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ว่าอะไรเป็นหมอย? สังคังมันโดยพื้นฐานเป็นเรื่องของง่ามขานะครับ ขนตรงนั้นมีลักษณะเป็นภาวะที่ก้ำกึ่งระหว่างขนบริเวณเครื่องเพศที่คนเขาจัดเป็นหมอย กับ ขนขาที่คนไม่ได้จัดเป็นหมอย ดังนั้นขนง่ามขาจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่เราจะบ่อนทำลายอำนาจของหมอยไปได้ เพราะ มันสร้างความคลุมเครือให้กับหมอย ดูง่ามขากับใข่ผมสิ คุณแยกได้หรือเปล่าว่าหมอยมันเริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน? (นาย ก. ถกเกงเกงให้ดู)

ผู้วิจัย: เอ่อ สรุปแล้วคุณเกาตรงไหนครับ? คุณเกาหมอยหรือเปล่าครับ?

นาย ก.: คุณไม่เข้าใจคำตอบผมนี่ คุณคิดแบบนั้นน่ะเป็นความคิดแบบหมอยอิสต์ มองว่าหมอยเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้เกาหมอย ไอ้หมอยน่ะมันไม่มีหรอก มันก็แค่ขนเหมือนๆ กันแหละ จะผม, จะขนจั๊กแร้, จะขนตูด มันก็ขนเหมือนๆ กัน คนไปแบ่งแยกมันเอง (นาย ก. เกาไข่ไปพลางพูดไปพลาง)

ผู้วิจัย: อืม พอเข้าใจละ แต่ที่ผมสงสัยคือ ถ้าสำหรับคุณแล้ว คุณไม่แยกขนส่วนต่างๆ ออกจากกันแล้วคุณจะทำอย่างไรเวลาคุณจะพูดถึงขนเฉพาะส่วน และคุณคิดว่าการที่คุณไม่แยกขนเป็นส่วนๆ มันเกี่ยวกับการที่สังคังมันสามารถข้ามพรมแดนได้หรือเปล่าครับ?

นาย ก.: อันนี้บางทีก็เป็นปัญหาครับ บางทีผมก็ต้องพูดถึงหมอย ผมต้องปฏิบัติราวกับว่าหมอยมันดำรงอยู่เหมือนกัน แต่ในใจก็ต้องตระหนักว่าถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้ดำรงอยู่ครับ ส่วนเรื่องข้ามพรมแดน ผมงงๆ กับคำถามน่ะครับ

ผู้วิจัย: คืองี้ครับ มันมีคนตั้งข้อสังเกตว่ากระแสหลังสหมอยใหม่นี่มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเด็นเรื่องการข้ามพรมแดนต่างๆ แล้วปรากฏการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นบ่อยในช่วงนี้ก็คือ การที่สังคังมันข้ามพรมแดนจากบริเวณหมอยไปสู่บริเวณอื่นๆ ก็มีนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่ามันเป็นเรื่องของการกลายพันธุ์ของเชื้อราน่ะครับ ตอนนี้ก็เริ่มๆ เรียกกันว่า “สังคัง 2009” กันละ อย่างไรก็ดีผมอยากรู้ความเห็นคุณในประเด็นนี้น่ะครับ

นาย ก.: สำหรับผมสังคังมันไม่เคยข้ามพรมแดนครับ เพราะ มันไม่มีพรมแดนอยู่แล้ว

ผู้วิจัย: ดูเหมือนว่าสำหรับคุณแล้วขนจะไม่มีความต่างเลยนะครับ ผมสงสัยว่าสำหรับคุณแล้ว คุณคงไม่เชื่อในเจตจำนงของหมอยอยู่แล้ว แต่คุณเชื่อในอะไรครับ?

นาย ก.: ผมเชื่อว่าคนเราสามารถเลือกรูปแบบขนของตัวเองได้ครับ จริงอยู่ขนส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่เทคโนโลยีปัจจุบันก็ทำให้เราปรับแต่งมันได้มากมาย ซึ่งพวกหมอยอิสต์ก็ได้ประโยชน์จากการแต่งขนเหมือนกันครับ สำหรับพวกนั้นการแต่งขนคือ การทำให้หมอยมีความชัดเจน แต่สำหรับพวกผมมันเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับขนส่วนอื่นๆ มากกว่า
…………………………………….
ความเห็นของนาย ก. ดูจะเป็นตัวแทนความเห็นของพวกโพสต์หมอยอิสต์โดยทั่วไป อย่างไรก็ดีในกระแสโพสต์หมอยอิสต์ก็มีความหลากหลายอยู่มากโพสต์หมอยอิสต์ที่ถึงรากถึงโคนบางพวกไม่เชื่อว่ามีขนอยู่ด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกับพวกสตรีนิยมที่ได้รับอิทธิพลต่อโพสต์หมอยอิสต์ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ในความคิดแบบโพสต์หมอยอิสต์เองก็ยังหนีไม่พ้นวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่แบบหมอยอิสต์อยู่ดี

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่โพสต์หมอยอิสต์ก็เป็นสถานะของมนุษย์จำนวนมากในปัจจุบันแม้ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และสภาวะดังกล่าวก็เอื้อให้เกิดวิธีคิดเกี่ยวกับขนที่หลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ดี ก็ด้วยตรรกะจำนวนมากที่เรารับสืบทอดมาจากภาวะสหมอยใหม่ เราก็ยังไม่ได้หลุดจากกรอบคิดแบบหมอยเป็นศูนย์กลางมากนักในระดับรากฐาน เนื่องจากถึ่งที่สุดแล้วพวกหลังสหอยใหม่ก็เพียงแทนที่หมอยด้วยขนส่วนอื่นเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดีความเข้าใจแบบนี้ก็เป็นการเขียนในแบบภาวะสหมอยใหม่ที่การพูดถึงหมอยและขนส่วนต่างๆ ยังเป็นไปได้เท่านั้น การเขียนถึงหมอยในแบบหลังสหมอยใหม่ดูจะเป็นไปไม่ได้เพราะ หลังสหมอยใหม่ไม่เชื่อว่าหมอยดำรงอยู่

Bibliography

M. Ois, Daniel, Toward Penisography, (MOI: MOI Press, 2001)

Fanoi , Franz, Black Skin, White Hmoi, (New York: Pubic Books, 1985)

Mhoix, Karl, The Mhoist Manifesto, (London: Versoi, 1975)

Moiza, Jacques, Of Penisology, (Oxfoi: Oxfoi University Press, 1992)

Habermhoi , Jurgen Habermhoi, The Structural Transformation of Pubic Sphere, Translated by Peter O’ Hum, (London: Pageant , 1990)

Althuthussoi , Louis, “Hmoiism & Humanism” in For Hmoi, (London: Versoi, 1982)

The Politics of P2P Music Sharing

พฤศจิกายน 5, 2008

The Politics of P2P Music Sharing

 

                ความคิดของผู้คนที่ทำให้ผมเซ็งที่สุดความคิดหนึ่งในรอบหลายปีมานี้คือความคิดที่ว่า การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรีในสายตาผมความคิดแบบนี้มันดูจะไร้เดียงสาอยู่มาก โดยส่วนใหญ่คนจะเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นทางศีลธรรม แต่สำหรับผมประเด็นนี้มันเป็นประเด็นทางการเมืองโดยแท้ ตรงนี้ถ้าคุณต้องการข้อเท็จจริงและมุมมองที่ต่างๆ ออกไปจากความเชื่อทั่วๆ ไปโปรดตามผมมาครับ

 

แนวคิดนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อไร?

 

                สำหรับนักฟังเพลงรุ่นใหม่นั้นเขาอาจมีความรู้สึกว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็มาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่เอื้อให้ดาวน์โหลดดนตรีผ่านคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (จากนี้ไปขอเรียกย่อๆ ว่า P2P) อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าคุณกลับไปพลิกดูที่หน้า 45 ของนิตยสาร Com Music ฉบับที่ 10 ปี 2001 คุณจะพบว่าในคอลัมน์แนะนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของหนังสือเล่มนี้มีการแนะนำ P2P ที่โด่งดังมากๆ ช่วงนั้นอย่างโปรแกรม Audiogalaxy อยู่ด้วย การที่หนังสือของ Prart Music Group นั้นมีการแนะนำแบบนี้อยู่ทำให้เห็นว่าในสมัยนั้นความคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี ยังไม่แพร่หลาย  ในสมัยนั้นโปรแกรมพวกนี้เป็นตัวแทนของการหาดนตรีแปลกๆ มาฟังมากกว่า

                ถ้าจะกลับมามองอเมริกาในสมัยนั้นพวกค่ายเพลงใหญ่เริ่มระแคะระคายโปรแกรมเหล่านี้แล้ว การฟ้อง Napster ในปี 2000 นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการไปปราบปรามโปรแกรมเหล่านี้และนั่นก็เป็นจุดหักเหสำคัญในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญา ในอเมริกานั้นธุรกิจดนตรีใหญ่นั้นรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมากๆ และกลุ่มบริษัทเหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญในการจ่ายเงินล็อบบี้รัฐในการออกกฎหมาย (นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้อย่างถูกกฏหมายในอเมริกา) จึงไม่แปลกเลยที่กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตจำนวนมากนั้นเกิดขึ้นจากการผลัดดันของสมาคมธุรกิจดนตรีในสหรัฐ และกฏหมายเหล่านั้นก็ก่อตัวมาพร้อมๆ กับแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี

 

งานวิจัยเกี่ยวกับผลของ P2P ต่อธุรกิจดนตรี

 

            ถ้าเราจะกลับมาดูงานวิจัยแล้วเราจะพบว่า การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี นั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยบางชิ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดีถ้าดูในรายละเอียดแล้วงานหลายๆ ชิ้นไม่ได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสองสิ่งนี้อย่างหนักแน่น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือตั้งแต่ช่วงราวๆ 2000 ปีเป็นต้นมานั้นยอดขาย CD ของธุรกิจดนตรีนั้นลดลง ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ งานหลายๆ ชิ้นก็เลยสรุปว่า ยอดขาย CD นั้นลดลงก็เพราะมีการดาวน์โหลดเพลงผ่านระบบ P2P มากขึ้น เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่โตขึ้นมามากๆ ช่วงนั้นเช่นเดียวกัน ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของสองสิ่งนี้ มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

                แม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ยืนยันแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี แต่งานวิจัยอีกจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว งานวิจัยจำนวนหนึ่งก็ชี้ว่า P2P นั้นไม่ได้ส่งผลดีผลร้ายกับยอดขาย CD งานอีกจำนวนหนึ่งก็บอกว่า P2P มีผลบวกกับยอดขาย CD ด้วยซ้ำ งานบางชิ้นก็ชี้ว่า P2P จะส่งผลบวกหรือลบกับยอดขายนั้นก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของผู้ใช้ถ้าผู้ใช้มีช่วงอายุที่สูงนั้น P2P ก็มีผลบวก ถ้าผู้ใช้มีช่วงอายุที่น้อย P2P ก็มีผลลบ

                สรุปคือ ก็ยังไม่มีการยืนยันในทางวิชาการที่ชัดเจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำหรับผลของ P2P ต่อวงการเพลง

 

ความเห็นเชิงวิพากษ์ของผู้เขียน

 

                ในส่วนนี้ผู้เขียนจะนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ผู้เขียนมีต่อแนวคิด การดาวน์โหลดเพลงนั้นทำลายวงการดนตรี ที่ผู้เขียนได้ขบคิดมายาวนานมากๆ

 

  1. ปัญหา P2P เป็นปัญหาที่มีรากฐานทางชนชั้นและแนวดนตรี หลายๆ คนมองว่าปัญหานี้เป็นกลางแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันเป็นปัญหาของชนชั้นกลางกับดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) เป็นหลัก ชนชั้นสูงไม่มีปัญหาแบบนี้เพราะพวกเขานั้นมีเงินพอที่จะซื้อแผ่นเสียง ชนชั้นล่างนั้นไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะใช้ P2P ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ชนชั้นกลางที่เข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้และไม่มีงบประมาณพอที่จะซื้อ CD มากตามที่ต้องการ แนวดนตรีนั้นก็เชื่อมโยงกับปัญหานี้อย่างแนบแน่นถ้าจะลองสังเกตดีๆ แล้ว การรณรงค์เรื่องเหล่านี้จะอยู่ในแวดวงเพลงป็อปและร็อคเป็นหลัก (ทางด้านฮิบฮอปผู้เขียนไม่แน่ใจ) ทางด้านเพลงคลาสสิคและแจ็ส หรือพวกเพลงลูกทุ่งนั้นจะไม่มีปัญหาแบบนี้ คำอธิบายนั้นนอกจากจะเชื่อมโยงกับชนชั้นแล้วยังเชื่อมโยงถึงวิถีการเสพงานดนตรีด้วย ดนตรีคลาสสิคและแจ็สนั้นโดยทั่วไปแล้วฐานผู้ฝังเป็นพวกชนชั้นสูงที่มีงบประมาณมาก (ลองดูราคาบัตรคอนเสิร์ตของดนตรีพวกนี้ดูแล้วก็คงจะเห็นรากฐานทางชนชั้นของฐานแฟนเพลง) คนเหล่านี้สามารถจ่ายได้มหาศาลเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี (มากกว่าเพียงนิด???) ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่สนใจที่จะเสพดนตรีจาก mp3 อยู่แล้ว นอกจากนี้ แล้วข้อเท็จจริงก็คือธรรมชาติของดนตรีเหล่านี้จะประกอบไปด้วยระดับเสียงที่ซับซ้อนหลายชั้นอยู่แล้ว (ลองเทียบกับดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีเพียง 3-4 ชิ้นที่เล่นไปในทิศทางเดียวกันดู) ดังนั้นจึงพอจะสมเหตุสมผลอยู่ที่คนนั้นจะจ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่ละเอียดขึ้น ทางด้านเพลงลูกทุ่งนั้นเป็นเพลงที่เชื่อมโยงกับชนชั้นล่างที่มักจะเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วดังนั้นปัญหาของธุรกิจดนตรีจึงไม่ได้อยู่ที่ P2P แต่อาจอยู่ที่เทปผี CD เถื่อนมากกว่า
  2. P2P นั้นทำให้คนเข้าถึงดนตรีได้อย่างเท่าเทียมกัน ผมแปลกใจมากเลยที่ไม่มีคนยกประเด็นตรงนี้ ผมว่านี่เป็นครั้งแรกที่คนในประเทศโลกที่สามที่พอจะมีอินเตอร์เน็ตนั้นจะสามารถหาเพลงมาฟังได้อย่างหลากหลายพอๆ กับคนในประเทศโลกที่หนึ่ง คนที่มีอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะรวยหรือจนก็หาเพลงมาฟังได้เท่าๆ กัน ถ้าคุณลองไปดูในประวัติศาสตร์คุณก็จะพบได้ไม่ยากว่า คนที่ฟังเพลงที่หลากหลายนั้นก็มีแนวโน้มในการสร้างสรรค์ทางดนตรีได้เยอะกว่า นอกจากนั้นแล้วการเข้าถึงดนตรีจำนวนมากในต้นทุนที่ถูกนั้นยังทำให้คนนั้นสามารถสร้าง หูทางวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น เพลงหายากบางชนิดในสมัยก่อนคุณต้องเก็บเงินเป็นเดือนๆ ซื้อ แต่เดี๋ยวนี้คุณโหลดแล้วก็ฟังได้เลย ซึ่งผลดีในระดับท้องถิ่นก็คือ มันทำให้คนฟังเพลงในรูปแบบนั้นมากขึ้น ดังนั้นวงท้องถิ่นที่จะเล่นดนตรีแบบนั้นก็มีฐานคนฟังเพลงที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ดังนั้นพวกเขาควรจะดีใจด้วยซ้ำ สรุปคือ คนฟังเพลงเยอะขึ้นมันผิดตรงไหน?ผมมองว่าส่วนหนึ่งแล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบดั้งเดิมสั่นคลอนลงไปในสมัยก่อนนั้นนักฟังเพลงรุ่นใหม่ต้องพึ่งพานักฟังเพลงรุ่นเก่าในฐานะของผู้รู้และผู้ที่ฟังเพลงมามาก แต่มาในสมัยนี้นักฟังเพลงรุ่นใหม่สามารถพัฒนาประสบการณ์ของตนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่นักฟังเพลงรุ่นเก่าประสบก็คือ สิ่งที่เขาพัฒนามาด้วยต้นทุนและเวลามหาศาลนั้นถูกเทียบเคียงด้วยการพัฒนาต้นทุนต่ำของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ … ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาเหล่านั้นจะไม่มีความสุขนักกับสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือ นักฟังเพลงรุ่นเก่าจำนวนมากก็พัฒนาการฟังเพลงของตนมากับเทปผี ซึ่งนี่ก็เป็นไปด้วยตรรกะของการหาของที่ถูกที่สุดมาเพื่อให้ฟังเพลงได้เยอะที่สุดอันไม่ต่างจากนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่ดาวน์โหลดเพลงผ่าน P2P เช่นกัน สรุปคือ การต่อต้าน P2P นั้นเป็นการต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกันและผู้ที่ต่อต้านมันก็คือผู้ที่ต่อต้านการเข้าถึงดนตรีอย่างเท่าเทียมกัน แน่นอนว่ามีผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงดนตรีอย่างไม่เท่าเทียมกัน ตรงนี้เข้าใจได้ว่าพวกเขาจะต่อต้าน … สิ่งที่ตลกก็คือ ผู้ที่ดูจะเสียเปรียบในความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าวจำนวนไม่น้อยนั้นก็ต่อต้าน P2P เช่นกัน
  3. P2P นั้นทำให้ไม่ขาดดุลการค้า – จริงๆ ตรงนี้อาจมองได้ว่าการโหลดเพลงของประเทศโลกที่สามนั้นเป็นการต่อต้านความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกับประเทศโลกที่หนึ่งด้วย เวลาคนมองวงการเพลงคนมักไม่มองว่าถึงที่สุดแล้วเราถูกสร้างความคิดในต้องบริโภคของจากประเทศโลกที่หนึ่ง เราถูกปลูกฟังว่างานดนตรีของโลกที่หนึ่งนั้นดี และเราก็ต้องซื้องานพวกนี้มาฟัง และสุดท้ายคนที่ได้เงินก็คือพวกค่ายใหญ่ๆ ในต่างประเทศ (ในหลายกรณีศิลปินเจ้าของเพลงนั้นตายไปด้วยด้วยซ้ำ) มองบนฐานแบบนี้ P2P นั้นทำให้เราได้สิ่งที่ปกติเราต้องจ่ายเงินให้ประเทศโลกที่หนึ่งมาฟรีๆ ตรงนี้ทำให้เราไม่ขาดดุลการค้า ตรงนี้ถ้ามองแบบท้องถิ่นนิยมแล้ว P2P กับผลงานจากต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งดีทีเดียว และดูจะดียิ่งขึ้นถ้าเราเอาส่วนที่ขยักไว้ดังกล่าวมาสนับสนุนแวดวงในระดับท้องถิ่น
  4. คอนเซ็ปต์เรื่อง วงการดนตรี นั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางเลย เวลาเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า วงการดนตรี ในแง่นี้เรากำลังพูดถึงกลุ่มผลประโยชน์ การที่เราพูดถึงมันรวมๆ ได้แสดงว่าเรามีสมมติฐานว่าทั้งหมดมีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น อย่างน้อยๆ แล้วความขัดแย้งระหว่างค่ายเพลงเล็กและค่ายเพลงใหญ่นั้นก็เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนตั้งแต่ช่วง 80’s เป็นต้นมา (จะให้ตรงกว่านั้นก็คือหลังจากยุครุ่งเรืองของพังค์ในอังกฤษเป็นต้นมาก) ทุกวันนี้การเกลียดค่ายใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องปกติของค่ายเล็กเป็นเรื่องปกติของค่ายเพลงนอกกระแสทั่วไปในโลก สุกี้เคยเล่าว่าในหนังสือ Bakery And I ว่าตอนเขาไปประชุมกับค่ายเพลงอินดี้ทั่วโลกนั้นมีเขาเพียงคนเดียวที่ไม่เกลียดค่ายเพลงใหญ่ ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่าหยาบๆ ว่าไม่มีค่ายเพลงใต้ดินหรืออินดี้ค่ายใดในโลก (ยกเว้นเบเกอรี่) ที่จะไม่เกลียดค่ายใหญ่ ปัญหาคือ เราจะเรียกเห็นว่าค่ายเล็กและค่ายใหญ่นั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันและเรียกมันรวมๆ ว่า วงการดนตรี ได้หรือ? ผู้เขียนมีความคิดว่ากระทั่งแนวคิด วงการดนตรีเองนั้นก็เป็นภาษาของพวกค่ายใหญ่ที่พยายามทำให้ผลประโยชน์ (และปัญหา) ของตนเองนั้นเป็นผลประโยชน์ (และปัญหา) ของคนที่ข้องแวะกับดนตรีทั้งหมด … ซึ่งถ้าคิดหน่อยผมว่าแนวคิดแบบนี้ Non Sense มากๆ
  5. P2P ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเผยแพร่ดนตรี ถ้าเป้าหมายของค่ายใหญ่ก็คือ ผลกำไรสูงสุด เป้าหมายของค่ายเล็กและวงดนตรีจำนวนมาก (ผมขอเน้นว่าไม่ใช่ทั้งหมดจะคิดแบบนี้) ก็คือ การเผยแพร่งานไปในวงกว้างที่สุด นี่คือสองเป้าหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในระบบเทคโนโลยีแบบเก่านั้นการเผยแพร่งานดนตรีนั้นต้องทำผ่านเทคโนโลยีการผลิตซ้ำในแบบที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็นแผ่นไวนีล, เทปคาสเซตต์ หรือ CD ธุรกิจดนตรีใหญ่นั้นก็หารายได้จากการขายสิ่งเหล่านี้ ค่ายเล็กๆ จำนวนมากนั้นก็ต้องเผยแพร่งานผ่านทางนี้ เพราะ ไม่มีทางอื่นให้เผยแพร่ (ข้อยกเว้นที่สำคัญคือ Tape Trading) ทั้งๆ ที่คนทางการเผยแพร่แบบนี้ต้องลงทุนมากและมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนไม่น้อยเช่นกัน (และแน่นอนว่ากิจกรรมของค่ายเล็กๆ จำนวนมากนั้นเป็นสิ่งที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิงในทางเศรษฐกิจ เพราะ แม้จะไม่ขาดทุนการลงทุนลงแรงดังกล่าวก็ให้กำไรที่ไม่คุ้มค่าอยู่ดี) อย่างไรก็ดีคำถามก็คือ เทคโนโลยีอย่างอินเตอร์เน็ตนั้นไม่ทำให้เผยแพร่งานง่ายขึ้นหรือ? มันไม่ดีตรงไหนที่คนทั้งโลก (ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต) นั้นสามารถเข้าถึงงานดนตรีคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องลงทุนอะไรในการเผยแพร่เลย? ผมคิดว่าวงใต้ดินทั้งหมดที่จะปั๊มแผ่นมาทีก็ต้องลุ้นละว่าจะขายได้คุ้มค่าปั๊มหรือเปล่า (ยังไม่ต้องไปคิดถึงการถอนทุนค่าห้องอัด) ควรจะคิดตรงนี้ให้จงหนัก สรุปว่าสุดท้ายแล้วคุณต้องการแค่ออกแผ่น CD มาและให้คนซื้อ CD คุณ? หรือว่าคุณต้องการให้คนฟังเพลงคุณอย่างแพร่หลาย? เทคโนโลยี P2P นั้นทำให้สองสิ่งนี้เป็นเรื่องแตกต่างกันอย่างชัดเจน และก็มีวงดนตรีจำนวนไม่น้อยที่เผยแพร่งานทางเครือข่าย P2P เป็นหลักแล้วด้วย ผมมองว่าเทคโลยีเหล่านี้มีส่วนในการช่วยเผยแพร่งานของวงดนตรีเล็กๆ และค่ายเล็กๆ จำนวนมากไปในระดับโลกด้วยซ้ำ คือ ผมว่าถ้าคุณมีความคิดที่ว่าคุณอยากทำเพลงให้คนฟังเป็นหลักคุณไม่ควรจะมีปัญหากับสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าคุณมองว่างานดนตรีนั้นสุดท้ายต้องเป็นของซื้อของขายผมก็ว่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
  6. P2P กับปัญหาเรื่องการสนับสนุนศิลปิน หลายๆ คนอาจมองว่า P2P นั้นฆ่าวงการดนตรีเพราะมันไม่มีช่องทางสนับสนุนศิลปินในระบบมันเลย คำถามผมคือมันจะตายได้อย่างไรในเมื่อมันก็ยังมีคนจำนวนมากทำเพลงและเล่นดนตรีกันอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีใครสนับสนุน? ที่จะตายน่ะใครกันแน่ วงการดนตรีของมนุษยชาติ? หรือระบบค่ายเพลงใหญ่? แน่นอนว่ามันจะต้องมีคนตกงานอีกมากมาย นั่นเป็นสิ่งที่สงสารได้แต่ต้องแยกให้ชัดเจน เพราะ การซื้อ CD ให้เม็ดเงินไปเข้าค่ายเพลงใหญ่นั้นถึงที่สุดก็เป็นการที่เงินไหลไปให้บรรษัท ไม่ใช่การสนับสนุนศิลปิน แน่นอนว่าศิลปินนั้นก็ได้เงินส่วนหนึ่ง (เต็มที่ก็ไม่กี่ %) แต่งบหลายๆ ส่วนก็ต้องไปเป็นค่าโฆษณา ค่าทำมิวสิควีดีโอ ฯลฯ การที่ CD ลดยอดลงคนพวกนี้เดือดร้อนแน่ๆ แต่ก็อย่างที่ผมบอกว่าการสนับสนุนศิลปินนั้นเป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนคนในธุรกิจดนตรีอีกพวงใหญ่ ดังนั้นคุณต้องคิดดีๆ อย่างไรก็ดีสำหรับผมสิ่งที่ดูจะ Non Sense ที่สุดคือการซื้องานของคนที่ตายไปแล้ว หรือวงที่แตกไปแล้ว แล้วบอกว่าสนับสนุนศิลปิน … ในกรณีเหล่านั้นคุณซื้อไปเท่าไรเขาก็คงไม่ผลิตงานเพิ่ม เงินนั้นก็จะไปเข้าแต่กับค่ายใหญ่ๆ ที่หากินกับคนตายกับวงแตกจนร่ำรวย … นี่มันสนับสนุนศิลปินตรงไหน? ผมมองว่าวิธีคิดว่าต้องสนับสนุนศิลปินต้องซื้อ CD มันเป็นแนวความคิดที่ถูกเน้นย้ำโดยค่ายใหญ่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนมากกว่า จริงมีการสนับสนุนศิลปินอีกตั้งเยอะ การไปดูศิลปินเล่นสดก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะให้เงินไหลไปที่ศิลปินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซื้อ CD

นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนคิดออกคร่าวๆ จริงๆ ยังมีประเด็นอีกเช่นประเด็นเรื่องทำไมคนนั้นเห็นดีเห็นงามกับ Youtube แต่กลับต่อต้าน P2P แต่ยังไม่รู้จะเอาไปที่ไหน อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้เขียนนั้นตั้งคำถามมาทั้งหมดก็หวังให้หลายๆ คนนั้นกลับมาทบทวนกับสิ่งที่ตนนั้นเชื่ออยู่ทำอยู่ ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้ทำก็คือ มันมีมุมมองจำนวนมากที่ความเชื่อทั่วไปกดทับไว้ และมันก็มีมิติของผลประโยชน์ของหลายๆ ฝ่ายนั้นเร้นกายอยู่ท่ามกลางประเด็นที่ฟังดูเป็นกลางๆ หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเชิญชวนให้ท่านๆ ได้ขบคิดถึงปัญหาแบบนี้อย่างหลากหลายขึ้น