บ่น I: My Writings and Related Matters
สิงหาคม 26, 2007
บ่น I: My Writings and Related Matters
คำเตือน: นี่คือการบ่น
ช่วงนี้ผมเหนื่อยมาก พูดตรงๆ แล้ว ผมค่อนข้างจะรู้สึกล้มเหลวกับความพยายามวางแผนที่จะหาตำแหน่งทางวิชาการ
เพราะ ผมยังไม่เห็นหนทางใดๆ ที่ ผมจะมีโอกาสเข้าไปในตำแหน่งที่ผมต้องการ ในที่ๆ ผมต้องการ
ในขณะเดียวกันผมก็คิดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ผมลองมาคิดดีๆ การเป็น Journalist ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร นึกดูดีๆ ผมเป็นคนชอบเขียนด้วยซ้ำ ผมไม่ชอบสอน (ดังนั้นเป็น Writer น่าจะเหมาะกับผมมากกว่าการเป็น Lecturer) สำหรับผมแล้วข้อเขียนของผมมีมาตรฐานแทบจะแบบเดียวอยู่แล้ว ผมเห็นว่าสิ่งที่มัน Matter คือตรงนั้น
อย่างไรก็ดีปัญหาก็คือ ผมจะสามารถใช้มาตรฐานและสไตล์ในแบบนั้นๆ ในงานเหล่านั้นได้หรือไม่? ข้อเขียนของผมไม่สู้จะสนุกสนานเท่าไร บางคนบอกว่ามันเป็น Style วิชาการ แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ยึดกับมาตรฐานวิชาการเท่าไร ผมมีมาตรฐานในการผลิตงานของตัวเอง (ที่พอจะถูไถเป็นงานวิชาการได้) และ ผมก็เห็นว่ามาตรฐานทางวิชาการในหลายๆ พื้นที่ก็ต่ำมากๆ ด้วย … แต่การเขียนแบบนี้มันจะไปอยู่ในงานของ Journalist ได้หรือไม่? ในบางระดับผมว่าได้ เพราะ มาตรฐานการเขียนของผมในระดับหนึ่งนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่างานเขียนของนักวิชาการใหญ่ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์แง่ของความเที่ยงตรงของข้อมูล (เพราะ ผมให้ความสำคัญกับตรงนี้มากๆ) อีกสิ่งที่อาจเป็นปัญหาคือ เรื่องของความ Radical ของงาน ผมอยากอยู่ในวงวิชาการเพราะ มันเป็นพื้นที่ๆ อนุญาตให้ผมมีความแทรกความ Radical ได้ ดังนั้นผมก็ไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ได้เช่นกันถ้ามันอนุญาตให้ผมแทรกความ Radical ลงไปได้ … แต่ปกติมันจะไม่ให้
อันนี้ผมไม่ชัวร์ว่าถ้าผมอยู่ในสถานะแบบ Journalist แล้วงานเขียนผมจะแทรกความ Radical ได้แค่ไหน? ถ้าได้ผมก็ OK มากๆ
ตรงนี้ลองนึกไปดูแล้วสิ่งที่ Journalist โดยทั่วไปต้องทำก็คือ สื่อสารกับคนหมู่มาก
ในระดับหนึ่งแล้วผมค่อนข้างจะมีแนวโน้มมาทางนี้ หลังๆ ผมเป็นพวก Anti-Technical Terms ไม่จำเป็นผมจะไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ ผมค่อนข้างจะมีทรรศนะคติที่ไม่ได้กับการใช้ของพวกนี้โดยไม่จำเป็นด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้งานเขียนหลังๆ ของผม “เป็นภาษาคน” มากขึ้น
จะว่าไปผมชอบ Educate คนด้วยข้อเขียน ผมชอบตบหน้าความคิดหลายๆ ชนิดด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มากกว่า Technical Terms ที่ผมค่อนข้างเบื่อกับมันเรื่อยๆ (ผมไม่ได้ว่ามันไม่จำเป็นนะ แต่ผมคิดว่าการใช้มันไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า) ดังนั้นแนวทางการอ่านงานของผมจึงเบนไปจากสายทฤษฎีไปเป็นพวกประวัติศาสตร์สังคม
สายทฤษฎีผมก็คงจะไม่ไปไกลจาก Zizek และสิ่งที่เกี่ยวข้อง – ซึ่งจริงๆ ก็คือ งานของ Lacan, งานของพวก Lacanian, งานสาย Psychoanalysis, งานสาย German Idealism- เท่าไรนัก ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าการเสริมประวัติศาสตร์สังคมทำให้ทฤษฎีพวกนี้ Firm ขึ้นในหลายๆ แง่มุม ตัวอย่างเช่นการ Claim ลอยๆ ว่าอะไรคือ Symptom นั้นจะ Firm ขึ้นมากๆ ถ้ามีข้อมูลในแบบประวัติศาสตร์สังคมมา Support (ซึ่ง Zizek ไม่มี ทำให้การ Claim หลายๆ อย่างดูอ่อน – ในขณะที่คนอย่าง ผ.ศ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา นั้นในหลายๆ มิติก็ดูจะกระทำการคล้ายๆ Late Lacanian Project –โดยสั้นๆ แล้วมันคือ Identify with the Sinthome- แต่ข้อมูล Support Firm กว่ามาก)
นอกจากนี้แล้วการเสริมงานประวัติศาสตร์สังคมนั้นยังเสริมฐานความรู้ที่นำมาใช้เขียน “งานที่เป็นภาษาคน” ได้อีกด้วย
ซึ่งการเบน Line การอ่านแบบนี้ ทำให้ฐานความรู้ผมเหมาะกับ Position แบบ Journalist มากขึ้น
แต่ก็ต้องกลับมาคำถามเก่าๆ คือ “ผมเขียนให้ใครอ่าน?” แน่นอน Journalist เขียนให้คนในวงกว้างอ่าน แต่ในระดับหนึ่งมันก็มีการแยกหมวดหมู่ย่อยๆ อยู่
ดังนั้นถ้ามีคนสนใจอ่าน ผมก็คงพอจะเขียนได้
นึกไปนึกมาอาจลำบากอยู่ที่ข้อเขียนของผมจะมีคนอ่านมากขนาดที่ผมจะเป็น Journalist ได้ เต็มที่งานเขียนผมก็อาจมี Cult Following กลุ่มเล็กๆ และ ผมคงจะเป็น Cult Journalist
แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าผมไปอยู่ใน Position อย่างนั้นแล้ว ผมคงเปิดสงความกับพวก Journalist มากมายแน่เลย เพราะ ผมค่อนข้างจะทนเงียบไม่ได้กับข้อเขียนที่ผมเห็นว่าไม่เข้าท่า ผมต้องวิจารณ์
… นี่คงเป็นสาเหตุที่ผมหนีวงวิชาการไปไม่พ้นเท่าไรกระมัง เพราะ มันดูจะเป็นพื้นที่ๆ การวิจารณ์นั้นเป็นไปได้ ดู OK และ เป็นระบบที่สุด ในสังคมที่หลีกเลี่ยงการวิจารณ์แห่งนี้
จะว่าไปผมวนเวียนอยู่ในวงวิชาการไม่ใช่เพราะ ผมชอบใน “ความเป็นวิชาการ” – ผมชอบการสร้างความรู้ที่เป็นระบบ แต่นั่นอาจ “ไม่เป็นวิชาการ” ในสายตาของนักวิชาการบางคน – แต่ผมชอบคนหลายๆ คนที่รายล้อมผมอยู่ในวงวิชาการมากกว่า ผมว่าคนเหล่านี้ Thoughtful และ Radical ในระดับที่ทำให้บทสนทนากับผมเป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การอยู่กับคนเหล่านี้ยังกระตุ้นให้อยากอ่านหนังสือหา “ความรู้” ไปเรื่อยๆ อีกด้วย บางทีผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ เรามีมาตรฐานในการพูดถึงสิ่งต่างๆ ใกล้เคียงกันกระมังเราจึงคุยกันได้ เป็นมิตรกันได้
ท่านๆ อาจเห็นว่าหลังๆ นั้นผมไม่ค่อยได้ Update Blog ใหม่ Update ทีก็เล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ดีอันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่เขียน (พิมพ์ – To Be Precise) โน่นเขียนนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นพวกหยุดเขียนไม่ได้ไปแล้วในรอบราวๆ เกือบสองปีที่ผ่านมา ข้อเขียนของผมส่วนใหญ่จะเป็นการ Debate ประเด็นต่างๆ บน Webboard ไปจนถึงการตอบคำถามต่างๆ ที่มีคนตั้งไว้ ไอ้การจะนั่งดุ่มๆ สร้างข้อเขียนขึ้นมาสักชิ้นเพื่อจะตีพิมพ์แบบ Exclusively ลงบน Blog นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เว้นแต่จะเป็นการ Reply Comment บางอย่างโดยเฉพาะ หรือเป็นประเด็นที่ไม่รู้จะไปพล่ามบ่นตามเรื่องตามราวที่ไหน
อย่างไรก็ดีกระบวนการคัดเลือกบทความ (ถ้าจะพอเรียกอย่างนั้นได้) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในที่อื่นมาตีพิมพ์ลงบน Blog ของผมนั้น มันจะต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่การคัดเลือกงานเขียนที่ดีที่สุดในช่วงนั้น, กระบวนการตั้งชื่อบทความ (ผมซีเรียสกับมันนะ เป็นเล่นไป) ไปจนถึง กระบวนการ Edit แล้ว Edit อีก (หรือ จะเรียกว่ากระบวนการ Edit ซ้ำ [ซาก] ให้มันพ้องกับ กระบวนการผลิตซ้ำ [ซาก] ก็ได้) ซึ่งทั้งกระบวนการนั้นกินเวลาหลายวันที่เดียวเป็นอย่างเร็ว และมันอาจกินเวลาเกือบเดือนเป็นอย่างช้า
ผมเองนึกถึงตัวกระบวนการก็เหนื่อยแล้ว เลยไม่ค่อยได้ Up บทความใหม่
อย่างไรก็ดีอย่างที่ผมบอกว่าผมก็ยังเขียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมนึกไปนึกมาผมอาจปราณีตเกินไปสำหรับบทความที่ตีพิมพ์ลง Blog ก็ได้ ผมจึงขอประกาศว่า
1. บทความต่อๆ ไปที่จะตีพิมพ์ตั้งแต่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามรวมไปถึงข้อเขียนอื่นๆ ใน Webboard ที่ผมทำอยู่เป็นประจำ
2. กระบวนการ Edit ผมจะทำให้ดิบขึ้นโดยการคัดมาคร่าวๆ และทำการ Edit รอบเดียวแล้วตีพิมพ์เลย
ซึ่งทั้งหมดนี้มันจะทำให้งานนั้น “ดิบ” ขึ้นเป็นแน่ อนึ่ง เป้าประสงค์แรกของ Blog นี้ก็คือ การเป็นศูนย์ Archive ของข้อเขียนรายทางของผมที่มันจะนำไปสู่งานเขียนใหญ่ๆ สักชิ้น (ซึ่งยังไม่มี) เป็น “เบื้องหลัง” กระบวนการฝึกซ้อมเขียนและคิดของผม ที่คนมาดูอาจปะติดปะต่อ Line ความคิดอะไรได้ และพัฒนาการทางความคิดของผม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นเอาจริงๆ ไม่ควรจะมี Refined Writing ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมพยายามปราณีตงานที่เอามาลงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทำให้เสีย Spirit แรกเริ่มของ Blog นี้ไป
ดังนั้นผมขอประกาศถึงการ Back to The Original Spirit (มันต่างจาก Absolute Spirit หรือเปล่าหน่า) ของ Blog นี้ ณ ที่นี้
ข่าวอื่นๆ ที่จะขอแจ้ง ณ ที่นี้ก็เป็นเรื่องความตายของนักปรัชญาฝรั่งเศษสองท่านในปีนี้ (2007) คือ
1. Philippe Lacoue-Labarthe เมื่อวันที่ 27 ม.ค.
2. Jean Baudrillard เมื่อวันที่ 6. มี.ค.
เพื่อบางท่านจะยังไม่ทราบ
อย่างไรก็ดีอีกคนที่มีชีวิตอยู่และแก่มากๆ คือ Levi-Strauss ซึ่งจะอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 28 พ.ย. ปีหน้า (2008) คาดว่าน่าจะมีการเฉลิมฉลองอยู่ ผมก็ว่าจะใช้โอกาสนี้ในการจัดงานทำนอง Rethinking Structuralism
ขอจบการแถลงการแต่เพียงเท่านี้
Postscript to The Translation of C’est mon choix… to Burn Cars
เมษายน 21, 2007
ไม่ได้ Up Blog มาพักใหญ่ละ เอาบทความที่แปลมาใส่พลางๆแล้วกัน
ทั้งนี้ผมส่งบทความนี้ไปสองที่ด้วยกันคือที่ มหาลัยเที่ยงคืน กับ Openonline
ดูได้ที่ Link
http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999734.html
และ
http://www.onopen.com/2007/02/1689
ตามลำดับ
คำถามครับ บทความทั้ง 2 นี่ต่างกันอย่างไร
เท่าที่ผมอ่านอันที่ลง ม. เทียงคืนไม่เหมือนเดิมแน่ๆ ผมอ่านแล้วรู้สึก Feel เปลี่ยนมาก รู้สึกมีการเปลี่ยน Wording บางส่วน (ซึ่งก็แฟร์พอเพราะเขาเขียนบอกไว้ – แน่นอนเขาไม่ได้แจ้งผมก่อน แต่ก็ OK ผมเห็นว่าแฟร์อยู่ดี) ยังไม่รวมถึง Format ที่รู้สึกว่าทำให้มันอ่านยากขึ้นอีก
ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกทำนองนี้ (ทั้งที่บทความนี้เป็นบทความที่สองที่ถูกตีพิมพ์) อาจเป็นเพราะว่าผมอ่านบทความนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ได้ (น่าเบื่อน่าดู)
ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงประเด็นที่ว่า Appearance Really Matters
เพราะการเปลี่ยน Appearance นั้นสามารถ Radically Change Essence ได้
นี่เป็นไปภายใต้แนวคิดทำนอง Essence is nothing but the inadequacy of Appearance.
ซึ่งสำหรับผมสิ่งเหล่านี้คือ Hegel’s Lesson เน้นๆ เลย
แน่นอนสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Zizek นั้น “สกัด” (Extract) มาจาก Hegel และคนอื่นๆ เป็นจุดที่เขาเน้นเป็นพิเศษ ซึ่งผลก็คือ ประเด็นอื่นๆ นั้นจะถูกทำให้ความสำคัญลดลงไป จนถึงไม่ได้ความสำคัญ
แต่ผมว่านั่นเป็นธรรมชาติของ Thinker ใหญ่ๆ อยู่แล้วที่จะยืนอยู่บนบ่าของคนรุ่นก่อน เอาบางส่วนของงานของคนรุ่นก่อนหลายๆคนมาใช้ ดึงประเด็นให้มันใหญ่โต สร้าง Narrative Line ขึ้นมาใหม่
ประมาณ “เห็นมั้ย นี่คือการเดินทางของ Concept นี้ในประวัติศาสตร์ความคิด”
แน่นอนผมก็พยายามจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มี Skill พอ
ในที่สุด!!!
กันยายน 12, 2006
ในที่สุดผมก็ทนความไม่เสถียรของ Blogspot ไม่ไหว และ ย้ายสำมะโนงานเขียนมาไว้ที่ WordPress แห่งนี้ ตอนแรกผมนั่นโพสต์ใหม่ทีละอัน … แต่สักพักผมลงไปกดๆ ตรง Import ดูปรากฏว่ามัน Import ทั้ง Post ทั้ง Comment ของทาง Blogspot มาได้ เยี่ยม Good สุดๆ (ดีนะเนี่ยที่พึ่งโพสต์ไปไม่กี่อันตอนเจอ) อย่างไรก็ดีผมมีการ Update บางบทความไว้ และ บางอันก็โพสต์ใหม่เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น … แถลงข่าวแค่นี้แล้วกันเนอะ