งาน ชาติพันธุ์นิพนธ์ว่า้ด้วยการเกา (Ethnography of Scratching) ของนักมานุษยวิทยาแนวหมอยอิสต์ (Hmoiism) ผู้นิยมลัทธิสังคังนิยม (Tinea Crurism)
สิงหาคม 15, 2009
งานชาติพันธุ์นิพนธ์ว่าด้วยการเกา (Ethnography of Scratching) ของนักมานุษยวิทยาแนวหมอยอิสต์ (Hmoiism) ผู้นิยมลัทธิสังคังนิยม (Tinea Crurism)
หมอยเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ในกลุ่มคนที่ขนเยอะ หมอยมันจะไม่เป็นประเด็นนัก เพราะ Boundary ระหว่างหมอยกันขนอื่นๆ มันไม่มี
ถ้าหมอยโยงกับ Boundary มันก็ย่อมโยงกับ สภาวะสมอยใหม่ (Hmoidernity) ที่เส้นแบ่งของอาณาบริเวณต่างๆ เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ลองๆ อ่านงานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมดูเราจะพบว่าสำนึกเรื่องหมอยเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับรัฐชาติสมัยใหม่ในช่วงนั้น
สำหรับ Hmoidernity คือสภาวะที่คนยุโรปเกิดสำนึกแบบใหม่เกี่ยวกับขนตรงเครื่องเพศของตน สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดการแบ่งแยกว่าขนบริเวณเครื่องเพศเป็นขนต่างประเภทกับขนที่อื่นๆ จึงเกิดการ Conceptualize มันเฉพาะว่าเป็นหมอย ในฐานะที่ต่างจากขนที่อื่น
ดังจะเห็นได้ว่าเงื่อนไขของการคิดถึงหมอยคือเงื่อนไขเดียวกับการแบ่ง Public กับ Private หรือการแบ่งพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในภาวะ สมัยใหม่เช่นเดียวกัน อนึ่ง ถ้าถูกรากศัพท์จะพบว่าคำว่า Pubic ของหมอย (Pubic Hair) นั้นเป็นคำเดียวกับคำว่า Public ซึ่งปัจจุบันแปลว่าสาธารณะ แต่ดั้งเดิมหมายถึงพื้นที่นอกบ้างของผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ หรือ “มีหมอย” (Moiza 1992)
กล่าวคือในช่วงแรกๆ ของ Modernity ผู้ชายที่มีหมอยเท่านั้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะได้ (Habermhoi 1990)
อย่างไรก็ดีงานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจำนวนมากก็ระบุว่า การเข้าร่วมใน Pub (l) ic Sphere นั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องโชว์หมอยให้ดูแต่อย่างใด
ในแง่นี้หมอยจึงมีลักษณะเป็นทั้งสาธารณะ และส่วนตัวไปพร้อมๆ กัน และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความลักลั่นของตรรกะที่ฝังอยู่ในวิธีคิตของชนชั้น กลางที่ต้องการมีส่วนร่วมใน Public ไปพร้อมๆ กับที่ต้องการ Privacy (M. Ois 2001)
อาจกล่าวได้ว่าสำนึกเรื่องหมอยเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับสภาวะสหมอยใหม่และชนชั้นกลาง
อย่างไรก็ดีสำนึกดังกล่าวก็ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งมีอิทธิพลมากในศตวรรษที่ 19 เช่นกัน
กล่าวคือ ในช่วงเวลาดังกล่าว ความรู้สึกของมนุษย์ที่เป็นสิ่งที่ชีวิตเฉพาะที่พระเจ้าสร้างสรรค์มาถูกสั่น คลอนด้วยทฤษฏีวิวัฒนาการที่เสนอว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง เมื่อมนุษย์ รู้สึกว่าตนไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าสร้างมาเฉพาะ แต่เป็นเพียงลิงที่วิวัฒนาการมา มนุษย์ก็ต้องลากเส้นแบ่งระหว่างตนกับสัตว์ชัดเจนขึ้น และสิ่งหนึ่งซึ่งมนุษย์ใช้แยกตนออกจากสัตว์ก็คือการแบ่งขนตนเองเป็นขนส่วนต่างๆ ในขณะที่สำหรับสัตว์ขนก็คือขนเหมือนๆ กันหมด
มนุษย์จริงสร้าง “หมอย” และขนส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อยืนยังความเป็นมนุษย์ของคนที่มีวัฒนธรรม
ในแง่นี้แนวคิดเรื่อง หมอย จึงมีลักษณะเป็น มนุษย์นิยม (Humanism) เป็นอย่างมาก
การเกิดขึ้นมาของแนวคิดเรื่องหมอย ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกสีหมอย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของแนวคิดอาณานิควย
ในศตวรรษที่ 19 ลัทธิอาณานิควยตอบรับการแบ่งแยกหมอยออกมาจากขนส่วนอื่นๆ ด้วยการแบ่งแยกชนกลุ่มต่างๆ บนฐานของความหยิกหยอยของหมอย
ความเข้าใจผิดของคนทุกวันนี้ก็คือ การเข้าใจว่าการแบ่งแยกสีหมอยเป็นเรื่องของสีหมอย แต่จริงๆ มันไม่ใช่เพราะพื้นฐานมันเป็นเรื่องของสรีระหมอย และมองว่าหมอยที่หยิกน้อยกว่าหรือตรงกว่าเป็นหมอยของเชื้อชาติที่มีวิวัฒนาการมากกว่า (Fanoi 1985)
ทุกวันนี้หมอยได้ผ่านวิวัฒนาการทางความคิดมามหาศาลอย่างไรก็ดี ตัวมันก็ยังเชื่อมโยงกับสภาวะสมัยใหม่ ที่ต้องการแบ่งแยกอาณาบริเวณที่ชัดเจน
ปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่ยืนยันรากฐานของสภาวะสมัยใหม่ที่อยู่ในหมอยก็คือ การที่มนุษย์ในภาวะสมัยใหม่ความหวาดกลัวความคลุมเครือเส้นแบ่งของขนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอย ขนที่ง่ามขา ขนพุง ขนที่ฝีเย็บ และขนตูด
ดังนั้นประกฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ มนุษย์สมัยใหม่จำนวนมากจะทำการตัดแต่งหมอยให้เข้าทรง
ซึ่งลึกลงไปจากเหตุผลด้านประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามก็คือ ตรรกะของสภาวะสหมอยใหม่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาที่มนุษย์คิดถึงหมอย
อย่างไรก็ดีอย่างที่ทราบกันว่า ทุกวันนี้นักคิดจำนวนมาก็กล่าวว่าสังคมเราเข้าสู่ ภาวะหลังสหมอยใหม่ (Post-Hmoidernity) กันแล้ว
ดังนั้นปรากฏการที่โต้ตรรกะของสภาวะสหมอยใหม่จึงเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการโกนหมอยจนเกลี้ยง หรือ การกินหมอย
คนกลุ่มนี้เรียกรวมๆ ว่าพวก หลังสหมอยใหม่ (Post-Hmoidernist) จุดยืนพวกนี้จะต่างจากพวก หมอยอิสต์ซึ่งมองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการบรรลุเจตจำนงของหมอย และจะพยายามผลักดันการต่อสู้ของหมอยไปให้ถึงที่สุด (Mhoix,1950) อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่เป็นโพสต์หมอยอิสต์ (Post-Hmoiism) ก็จะบอกว่าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่จริง
ตรงนี้ต้องเน้นว่าโพสต์หมอยอิสต์ก็ต่างจากพรีหมอยอิสต์ (Pre-Hmoiism)ตรงที่พรีหมอยอิสต์ไม่มีมโนทัศต์เรื่องหมอย แต่โพสต์หมอยอิสต์จะบอกว่าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นวัตถุวิสัย แต่เป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างทางภาษาและวัฒนธรรม มันจึงไม่ได้ดำรงอยู่จริง
ถ้าหมอยไม่ได้ดำรงอยู่จริง เจตจำนงของหมอยก็ไม่มี การเมืองโพสต์หมอยอิสต์จึงเน้นด้านการสร้างอัตลักษณ์ของขนในแบบที่หลากหลายไม่ตายตัวมากกว่า
คำกล่าวที่คัดมาจากข้อมูลภาคสนามบางส่วนน่าจะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ดี
…………………………………………….
ผู้วิจัย: เวลาคุณเป็นสังคังนี่ คุณมีการเกาหมอยอย่างไรบ้างครับ?
นาย ก. (นามสมมติ): เกาหมอยเหรอ? ผมไม่เคยเกาหมอยนะ คุณเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ว่าอะไรเป็นหมอย? สังคังมันโดยพื้นฐานเป็นเรื่องของง่ามขานะครับ ขนตรงนั้นมีลักษณะเป็นภาวะที่ก้ำกึ่งระหว่างขนบริเวณเครื่องเพศที่คนเขาจัดเป็นหมอย กับ ขนขาที่คนไม่ได้จัดเป็นหมอย ดังนั้นขนง่ามขาจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่เราจะบ่อนทำลายอำนาจของหมอยไปได้ เพราะ มันสร้างความคลุมเครือให้กับหมอย ดูง่ามขากับใข่ผมสิ คุณแยกได้หรือเปล่าว่าหมอยมันเริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน? (นาย ก. ถกเกงเกงให้ดู)
ผู้วิจัย: เอ่อ สรุปแล้วคุณเกาตรงไหนครับ? คุณเกาหมอยหรือเปล่าครับ?
นาย ก.: คุณไม่เข้าใจคำตอบผมนี่ คุณคิดแบบนั้นน่ะเป็นความคิดแบบหมอยอิสต์ มองว่าหมอยเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้เกาหมอย ไอ้หมอยน่ะมันไม่มีหรอก มันก็แค่ขนเหมือนๆ กันแหละ จะผม, จะขนจั๊กแร้, จะขนตูด มันก็ขนเหมือนๆ กัน คนไปแบ่งแยกมันเอง (นาย ก. เกาไข่ไปพลางพูดไปพลาง)
ผู้วิจัย: อืม พอเข้าใจละ แต่ที่ผมสงสัยคือ ถ้าสำหรับคุณแล้ว คุณไม่แยกขนส่วนต่างๆ ออกจากกันแล้วคุณจะทำอย่างไรเวลาคุณจะพูดถึงขนเฉพาะส่วน และคุณคิดว่าการที่คุณไม่แยกขนเป็นส่วนๆ มันเกี่ยวกับการที่สังคังมันสามารถข้ามพรมแดนได้หรือเปล่าครับ?
นาย ก.: อันนี้บางทีก็เป็นปัญหาครับ บางทีผมก็ต้องพูดถึงหมอย ผมต้องปฏิบัติราวกับว่าหมอยมันดำรงอยู่เหมือนกัน แต่ในใจก็ต้องตระหนักว่าถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้ดำรงอยู่ครับ ส่วนเรื่องข้ามพรมแดน ผมงงๆ กับคำถามน่ะครับ
ผู้วิจัย: คืองี้ครับ มันมีคนตั้งข้อสังเกตว่ากระแสหลังสหมอยใหม่นี่มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเด็นเรื่องการข้ามพรมแดนต่างๆ แล้วปรากฏการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นบ่อยในช่วงนี้ก็คือ การที่สังคังมันข้ามพรมแดนจากบริเวณหมอยไปสู่บริเวณอื่นๆ ก็มีนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่ามันเป็นเรื่องของการกลายพันธุ์ของเชื้อราน่ะครับ ตอนนี้ก็เริ่มๆ เรียกกันว่า “สังคัง 2009” กันละ อย่างไรก็ดีผมอยากรู้ความเห็นคุณในประเด็นนี้น่ะครับ
นาย ก.: สำหรับผมสังคังมันไม่เคยข้ามพรมแดนครับ เพราะ มันไม่มีพรมแดนอยู่แล้ว
ผู้วิจัย: ดูเหมือนว่าสำหรับคุณแล้วขนจะไม่มีความต่างเลยนะครับ ผมสงสัยว่าสำหรับคุณแล้ว คุณคงไม่เชื่อในเจตจำนงของหมอยอยู่แล้ว แต่คุณเชื่อในอะไรครับ?
นาย ก.: ผมเชื่อว่าคนเราสามารถเลือกรูปแบบขนของตัวเองได้ครับ จริงอยู่ขนส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่เทคโนโลยีปัจจุบันก็ทำให้เราปรับแต่งมันได้มากมาย ซึ่งพวกหมอยอิสต์ก็ได้ประโยชน์จากการแต่งขนเหมือนกันครับ สำหรับพวกนั้นการแต่งขนคือ การทำให้หมอยมีความชัดเจน แต่สำหรับพวกผมมันเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับขนส่วนอื่นๆ มากกว่า
…………………………………….
ความเห็นของนาย ก. ดูจะเป็นตัวแทนความเห็นของพวกโพสต์หมอยอิสต์โดยทั่วไป อย่างไรก็ดีในกระแสโพสต์หมอยอิสต์ก็มีความหลากหลายอยู่มากโพสต์หมอยอิสต์ที่ถึงรากถึงโคนบางพวกไม่เชื่อว่ามีขนอยู่ด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกับพวกสตรีนิยมที่ได้รับอิทธิพลต่อโพสต์หมอยอิสต์ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ในความคิดแบบโพสต์หมอยอิสต์เองก็ยังหนีไม่พ้นวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่แบบหมอยอิสต์อยู่ดี
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่โพสต์หมอยอิสต์ก็เป็นสถานะของมนุษย์จำนวนมากในปัจจุบันแม้ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และสภาวะดังกล่าวก็เอื้อให้เกิดวิธีคิดเกี่ยวกับขนที่หลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ดี ก็ด้วยตรรกะจำนวนมากที่เรารับสืบทอดมาจากภาวะสหมอยใหม่ เราก็ยังไม่ได้หลุดจากกรอบคิดแบบหมอยเป็นศูนย์กลางมากนักในระดับรากฐาน เนื่องจากถึ่งที่สุดแล้วพวกหลังสหอยใหม่ก็เพียงแทนที่หมอยด้วยขนส่วนอื่นเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดีความเข้าใจแบบนี้ก็เป็นการเขียนในแบบภาวะสหมอยใหม่ที่การพูดถึงหมอยและขนส่วนต่างๆ ยังเป็นไปได้เท่านั้น การเขียนถึงหมอยในแบบหลังสหมอยใหม่ดูจะเป็นไปไม่ได้เพราะ หลังสหมอยใหม่ไม่เชื่อว่าหมอยดำรงอยู่
Bibliography
M. Ois, Daniel, Toward Penisography, (MOI: MOI Press, 2001)
Fanoi , Franz, Black Skin, White Hmoi, (New York: Pubic Books, 1985)
Mhoix, Karl, The Mhoist Manifesto, (London: Versoi, 1975)
Moiza, Jacques, Of Penisology, (Oxfoi: Oxfoi University Press, 1992)
Habermhoi , Jurgen Habermhoi, The Structural Transformation of Pubic Sphere, Translated by Peter O’ Hum, (London: Pageant , 1990)
Althuthussoi , Louis, “Hmoiism & Humanism” in For Hmoi, (London: Versoi, 1982)