“ฮาร์ดคอร์” มาจากไหน? : Some Notes on Hardcore Music and Culture

กุมภาพันธ์ 13, 2007

ฮาร์ดคอร์ มาจากไหน? : Some Notes on Hardcore Music and Culture 

สิ่งที่ทุกวันนี้คนฟังเพลงอย่างจริงจัง[1]เรียกว่า ฮาร์ดคอร์[2] (ในยุคคลาสสิค เพื่อความเฉพาะเจาะจง) นั้นปรากฏขึ้นมาชัดเจนในอเมริการาวๆ ตอนต้น 80 (แต่จริงๆ มีรากมาตั้งแต่ปลายๆ 70 แล้ว วงหลายๆ วงก็ฟอร์มกันตั้งแต่สมัยพังค์ยังรุ่งๆ ด้วยซ้ำ – มักจะนับกันว่า ยุคคลาสสิคพังค์คือ ปี 76-79) ในรายละเอียดในซีน (Scene จริงๆ จะใช้คำว่า วงการ ก็พบได้ในภาษาไทย แต่ผมว่ามันขาดนัยยะหลายๆ อย่างไป ผมจึงใช้ทับศัพท์) แต่ละที่ผมไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีข้อมูลในมือที่เหมาะสม (ขอเน้นว่าอยากจะเข้าใจจริงๆ ต้องเข้าใจซีนในระดับท้องถิ่นเป็นที่ๆ เพราะ ลักษณะวัฒนธรรมดนตรีใต้ดินนั้นเป็นวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อในระดับท้องถิ่นท้องถิ่น)

อย่างไรก็ดีในยุค คลาสสิคฮาร์ดคอร์ (Classic Hardcore) นี้มีวงที่สำคัญมากๆ ก็คือ Black Flag (LA), Minor Threat (Washington DC), Dead Kennedys (San Francisco) และ Bad Brains (Washington DC) ซึ่งตรงนี้จะโยงกับแนวคิด DIY เพราะในกรณีของสามวงแรกแกนนำของวงนั้นมีการตั้งค่ายเพลงขึ้นมาเพื่อออกผลงานของตนเองคือค่าย SST, Dischord และ Alternative Tentacles ตามลำดับ นี่คือ DIY ในขั้นพื้นฐานในระดับของการผลิตผลงานออกเอง (ซึ่ง DIY ในสายพังค์มีหลายมิติตั้งแต่ เสื้อผ้าที่ทำเอง ไปจนถึง แฟนซีน แต่พวกนี้ต้องไล่พูดตั้งแต่พวกคลาสสิคพังค์มา) อย่างไรก็ดีนี่คือ DIY ที่มีความสำคัญที่สุดในแวดวงดนตรี Underground ในฐานะที่มันจะเป็นการปฏิเสธค่ายใหญ่ (ซึ่งเป็นแหล่งความชั่วร้ายอะไรบางอย่างในคนในแวดวง Underground ทั่วๆ ไป) ค่ายทั้ง 3 ค่ายนี้ ค่อนข้างจะมีความสำคัญไม่น้อยในวงการเพลงใต้ดินเพราะ เป็นที่พำนักให้แก่ศิลปินนอกกระแสจำนวนมาก (ซึ่งมีความหลากหลายทางดนตรีมากๆ มิใช่เฉพาะ พวกที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า ฮาร์ดคอร์เท่านั้น)

อนึ่ง การ DIY แบบนี้วงที่น่าจะทำเป็นวงแรกๆ ในสายพังค์คือ The Buzzcocks ใน EP ชุดแรก นาม Spiral Scratch ส่วนวงอื่นๆ ในคลาสสิคพังค์ไม่มีรายงานว่ามีการทำอย่างนั้น ดังนั้นการมองว่าพวก คลาสสิคพังค์นั้น DIY ในแง่นี้จึงเป็นความเชื่อที่ไม่สู้จะเที่ยงตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์พังค์มากนัก (แต่ DIY ในมิติอื่นๆ เป็นอีกเรื่อง) อย่างไรก็ดีพวก คลาสสิคฮาร์ดคอร์ ก็ดูจะ ผ่านมาตรฐานนี้ได้เป็นอย่างดี

โดยทั่วๆ ไปแล้วมักจะว่ากันว่าตัวดนตรีของฮาร์ดคอร์นั้นมันเป็น “ดนตรีสายพังก์ที่เล่นเร็วขึ้นหนักขึ้น” แต่สิ่งที่ผมขอเสริมหน่อยคือ การใช้ริฟต์ต่างๆ ในฮาร์ดคอร์นั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะ Atonal กว่าพังค์ กล่าวง่ายๆ คือ พวกพังค์คลาสสิคนั้นส่วนใหญ่ใจใช้โน้ตใช้ริฟฟ์ง่ายๆ ตามสเกล แต่พวกฮาร์ดคอร์นั้นจะเริ่มใช้ริฟฟ์ที่ซับซ้อนขึ้นและโน้ตที่ขัดหูขึ้น นอกจากนี้แล้วพวกนี้ยังเป็นพวกแรกๆ ในสายร็อค (สายอื่นๆ ไม่แน่ใจ) ที่ริเริ่มการร้องแบบไม่มี Melody ซึ่งต่างจากพวกพังค์คลาสสิคที่แม้ดูเผินๆ จะเถื่อนมากแต่ก็ยังรักษาการร้องแบบมี Melody อยู่ (อย่างน้อยๆ ก็ในงานที่ได้รับการบันทึกเสียงออกมา – ที่น่าสนใจคือ งานในยุคที่พวกนี้เริ่มเล่นในผับแรกๆ ช่วงกลางๆ 70 นั้นไม่มีการบันทึกเสียงเอาไว้ อาจเป็นได้ว่าพวกนี้เริ่มการร้องแบบไม่มี Melody แล้ว แต่เมื่อมาถึงระดับบันทึกเสียงแล้ว สิ่งพวกนี้ได้ถูกตัดออกไปก็ได้ อย่างไรก็ดีภาพยนตร์ที่ตัดมาจาก Footage ของ Don Letts นามว่า Punk Rock Movie นั้นก็พอจะเป็นหลักฐานตรงนี้ได้บ้าง มันถูกถ่ายไว้ตอนต้นปี 1977) ผมว่านี่สำคัญมากๆ เลยนะ และไม่ค่อยมีใครชี้ เพราะ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนทีสำคัญที่กรุยทางไปสู่พวก Extreme Music ในยุคต่อๆ มาที่การร้องไม่มี Melody ไปจนถึงการตะโกนสำรอกเป็นเรื่องปกติ

เท่าที่ผมเข้าใจพวกอเมริกันเรียกพวกนี้ว่า Hardcore ตั้งแต่ราวๆ ต้น 80 ว่ากันว่างานของ D.O.A. ชื่อ Hardcore ’81 ในปี 1981 นั้นเป็นจุดริเริ่มของชื่อนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นชื่อที่คนในวงการรู้จัก (วงดนตรี แฟนเพลง แฟนซีน) เท่าที่ดูๆ แล้ว ตอนนั้นไม่น่าจะมีการแยกระหว่าง ฮาร์ดคอร์ กับ พังค์ อย่างชัดเจนทั้งคู่น่าจะจัดว่าอยู่ในซีนเดียวกัน (อย่างไรก็ดีพบว่าตอนกลางๆ ปี 90 ทั้งสองพวกนั้นมีการแยกกันอย่างชัดเจนและแทบจะเป็นปฏิปักษ์กันด้วยซ้ำ … ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับการแยกจากกันนี่ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และน่าศึกษากันต่อไป)

ถ้าเราจะข้ามมาฝั่งอังกฤษเราก็จะพบว่ามีดนตรีคล้ายๆ พวก คลาสสิคอเมริกันฮาร์ดคอร์ (Classic American Hardcore) เหมือนกันเช่นงานแรกๆ ของ The Exploited, Discharge, The Varukers, Broken Bones (สองวงหลังผมไม่เคยฟังเต็มๆ ) ทุกวันนี้มีการเหมารวมๆ พวกนี้จะเป็น “ฮาร์ดคอร์” แต่เท่าที่ผมเข้าใจ ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุว่าพวกอังกฤษรู้จักพวกนี้ว่าเป็น “ฮาร์ดคอร์” พวกอังกฤษน่าจะเรียกพวกนี้ว่า “พังค์” มากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของวัฒนธรรมพังค์ (ตรงนี้ต้องไม่ลืมว่าฮาร์ดคอร์ซีนนั้นเป็นซีนในระดับท้องถิ่นจริงๆ ในตอนแรก การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระดับนานาๆชาติอย่างแชร์คำว่า “ฮาร์ดคอร์” ร่วมกันนั้นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในบริบทแบบนั้น – อย่างไรก็ดีผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะมีการไปทัวร์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันตอนต้น 80 หรือเปล่า? แต่ผมว่าไม่น่ามี)

ประเทศอื่นๆ ผมไม่แน่ใจแต่คาดว่าน่าจะมีเช่นกัน เพราะ ก่อนหน้านั้นพังค์เป็นวัฒนธรรมในระดับโลกไปแล้ว เมื่อทั่วๆ โลกรู้จักพังค์ พัฒนาการจากพังค์ในระดับท้องถิ่น มาเป็น “ดนตรีสายพังก์ที่เล่นเร็วขึ้นหนักขึ้น”  หรือที่ทุกวันนี้เรียกกันว่าฮาร์ดคอร์ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อาจมีรายละเอียดต่างกันในระดับท้องถิ่น

เมื่อพ้นยุคต้น 80 มาแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ฮาร์ดคอร์ นั้นเริ่มมีลักษณะเป็น “แนวดนตรี” มากขึ้น และตัวแนวดนตรีนี้เองทำให้มันสามารถเข้าไปจับกับอะไรก็ได้หลายๆ อย่างที่มันไม่เคยไปจับ ซึ่งก็มีแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ขัดกับอุดมการเดิมของมันที่สุดก็คือ วงที่เล่นดนตรีอันมีรากกับฮาร์ดคอร์จำนวนมากเริ่มหันเหเข้าไปใต้ร่มเงาค่ายใหญ่ (ซึ่งผิดกับอุดมการณ์ของฮาร์ดคอร์รุ่นแรก อย่างน้อยก็ที่จำๆ กันมา เพราะ จริงๆ แม้แต่ฮาร์ดคอร์รุ่นแรกก็ไม่ได้มีความซื่อตรงกับตรงนี้เสมอไป Bad Brains เป็นตัวอย่างที่ดี อย่างไรก็ดีวงอย่าง Bad Brains ก็ไม่ได้เลวร้ายกับอุดมการณ์แบบพังค์เสมอไป มีการรายงานว่าทางวงมีการไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองอยูเนืองๆ โปรดเทียบประเด็นเหล่านี้กับ The Clash) ฮาร์ดคอร์เริ่มเข้าไปในสื่อกระแสหลัก และในที่สุดความหมายของ ฮาร์ดคอร์ ก็เลยกลายเป็นแค่แนวดนตรีหนึ่งๆ ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับอุดมการณ์อื่นๆ (อันน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคลาสสิคพังค์ในหลายๆ ส่วน) จะว่าไปสถานะของสิ่งที่เรียกว่า ฮาร์ดคอร์ยุคหลังๆ นั้นทำกับฮาร์ดคอร์ยุคแรกๆ นั้น ก็น่าจะคล้ายๆ กับ สิ่งที่ ป็อปพังค์ (Pop-Punk) นั้นทำกับ คลาสสิคพังค์ (Classic Punk) ไม่น้อย (โดยเฉพาะ Classic Punk ในความทรงจำของ Pop Culture) คือ เอารูปแบบ (Form )ดนตรีมาดัดแปลง แต่ทิ้งส่วนอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของวัฒนธรรมดนตรีรวมๆ ไปหมด (พอนึกภาพออกมั้ยครับ)

สำหรับดนตรีหลายๆ แนวแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นเท่าไรนัก เพราะ ไม่ได้มีจุดยืนทางวัฒนธรรมที่แน่นหนาเท่าไรอยู่แล้ว (มีแต่หลวมๆ) แต่สำหรับดนตรีในสายพังค์มันไม่ใช่เพราะ แนวคิดพื้นฐานที่ผูกติดกับแนวดนตรีมันบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าคุณต้องเป็นศัตรูกับอะไร ต้องทำอะไร (แม้ว่าเป้าศัตรูและกิจกรรมต่างๆจะไม่ได้ชัดเจนมากนัก แต่ดนตรีสายพังค์ก็เรียกร้องอย่างเนืองๆ ว่าคนในสายดนตรีเหล่านี้ต้องมีสิ่งเหล่านี้) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดนตรีในสายพังค์นั้นมีเข้มข้นกว่าดนตรีร็อคสายอื่นๆ มาก คุณเป็น sXe (Straight Edge) คุณก็ต้องดำรงตนแบบ sXe ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ไม่มั่วเซ็กส์ คุณเป็น นาซีพังค์ (Nazi Punk) คุณก็ต้องดำรงตนแบบ นาซีพังค์ ไปไล่กระทืบคนต่างชาติ (โดยเฉพาะ เอเชีย) คุณเป็นพังค์ผ่ายซ้ายคุณก็ต้องดำรงตนแบบพังค์ฝ่ายซ้าย ต้องไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองเช่นเล่นคอนเสิร์ตเพื่อระดมอาหารไปให้ขบวนการซาปาติสต้าเป็นต้น การจัดประเภทวัฒนธรรมย่อยๆ ที่มีชื่อและแนวคิดกำกับชัดเจนแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในดนตรีร็อคสายอื่นๆ ในดนตรีร็อคสายอื่นๆ นั้นความแตกต่างของชื่อแนวนั้นจะเป็นการบ่งบอกความแตกต่างในตัวดนตรี ในขณะที่ความแตกต่างของแนวทางต่างๆ ในสายพังค์นั้นในหลายๆ ครั้งนั้นเป็นเรื่องของโลกทัศน์ (ที่มักจะสะท้อนออกมาในเนื้อเพลง) เสียมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของดนตรี ดังนั้นความแตกต่างเหล่านี้เราจะเห็นได้ในการแต่งกาย เนื้อหาของเพลง ไปจนถึงกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าในตัวดนตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า การมองดนตรีในสายพังค์ในระนาบปกติๆ แบบเดียวกับดนตรีอื่นๆ นั้นทำให้เราหลุดไปหลายประเด็น (ซึ่งผมเคยเป็นเมื่อกลับมาศึกษาพวกนี้ใหม่ๆ หลังจากไปจุ่มตัวในโลกเมทัลมาหลายปี)

สำหรับตัววัฒนธรรมของ ฮาร์ดคอร์ นั้น อย่างที่ผมบอกมีความเป็นท้องถิ่นอยู่มากรายละเอียดต่างๆ กันไป แต่โดยทั่วๆ ไปผมว่ามันก็เป็นรูปแบบวัฒนธรรมแบบพังค์นั่นแหละ แต่ไม่เน้นการแต่งตัวช็อคผู้คนเท่านั้น (แต่ก็อย่างที่ผมบอกแต่ต้นว่าผมไม่รู้รายละเอียด) นอกเหนือไปกว่านั้นแล้ววัฒนธรรมทางดนตรีในสายฮาร์ดคอร์ (ซึ่งจริงๆ ผมนับเป็นสายพังค์นะ เพราะ ถ้าดูในระดับนานาชาติแล้ว ผมคิดว่ามันยังมีการแลกเปลี่ยนกันเรื่อยๆ ตลอด 80’s และซีนโดยรวมก็รู้สึกจะเป็นซีนเดียวกัน ไม่ได้แยกกัน อย่างน้อยๆ ก็น่าจะจนถึงกลางๆ 80’s) ยังแตกเป็นหลายอย่างอีก เช่น Taqwacore, Queercore, Straight Edge ซึ่งอันหลังนี้มีแตกแยกย่อยอีกยังกะแตกลัทธิบางสายนับถือ เทพเจ้าฮินดู, บางสายไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นต้น แม้ว่าโดยรวมๆ แล้วสิ่งที่มีร่วมกันคือ การไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่มั่วเซ็กส์ (บางสายเคร่งมากๆ มีการด่า Ian McKay ผู้เป็นเจ้าพ่อ สำหรับการดื่มชาในที่สาธารณะของเขาด้วยซ้ำ เพราะ มันมีคาเฟอีน … เอาเข้าไป มันจริงๆ) ซึ่งถ้าจะเอาพวกใกล้กันอีกก็จะมีพวก Anarcho-Punk ยุ่งกันสุดๆ

อ้อ ที่สำคัญมีการกล่าวกันว่า ฮาร์ดคอร์ ในของอเมริกันนั้นเป็นของชนชั้นกลางผิวขาว (ในขณะที่คลาสสิคพังค์อังกฤษเป็นของชนชั้นแรงงาน) ซึ่งผมว่านี่เป็นไปได้ในซีนของ LA และ Washington DC แต่ที่ New York ผมไม่แน่ใจ

สำหรับเรื่องการเล่นแท็ค มอช (Mosh) นั้น หลายๆ คนผมเห็นว่าเรียก Slam Dancing บางคนว่ามันมีตั้งแต่พังค์แล้วเกิดจากการเต้น Pogo (ก็การกระโดดขึ้นลงนั่นแหละ ว่ากันว่าพวกพังค์เริ่มทำเป็นพวกแรกในดนตรีร็อค และก็ว่ากันอีกว่า Sid Vicious เป็นคนเริ่มทำ) ในขณะที่เบียดเสียดกันน่าเวที เลยพาลไปแท็คกันเข้า ทำไปทำมาก็เป็นวัฒนธรรม (อย่างไรก็ดีการ Slam Dancing ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องปกติในคอนเสิร์ตพังค์คลาสสิคจัดเป็น “ข้อยกเว้น” เสียมากกว่า อย่างไรก็ดีมันก็กลายเป็นเรื่องปกติในคอนเสิร์ตฮาร์ดคอร์ รู้สึกว่ามีรายงานที่ระบุว่ามีการ Slam Dancing ใน Rolling Stones ตั้งแต่ราวๆ ต้น 80 แล้ว ซึ่งถ้ามันไปถึงสื่ออย่าง Rolling Stones แล้ว มันก็คงจะเป็นเรื่องที่แพร่หลายไปในวงกว้างไม่น้อยแล้ว) สนใจอ่าน Paper Bradford Scott Simon, “Entering the Pit: Slam-dancing and Modernity”, Journal of Popular Culture: 31, 1, (June 1997), p. 149-176 รายงานไว้น่าสนใจเหมือนกัน แต่ผมว่าเขามีปัญหาเล็กน้อยในเรื่อง Distinction ระหว่าง Hardcore กับ Punk ของเขา ประเด็นนี้ต้องอ่านระวังทีเดียวและต้องตระหนักดีๆ ว่าเขาไปลงพื้นที่ราวๆ ปี 1995 (ถ้าจำไม่ผิด) ที่ฮาร์ดคอร์กับพังค์เป็นคนละเรื่องไปแล้ว (ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากความโด่งดังของป็อปพังค์ที่กลายเป็น “พังค์” เฉยๆ สำหรับคนทั่วๆไป จึงทำให้ “พังค์” นั้นกลายเป็นสิ่งที่น่าเดียดฉันท์)

หวังว่าคงตอบและไม่ตอบคำถามผู้อ่านที่อ่านมาจนจบได้ไม่น้อยก็มาก


[1]คนฟังเพลงอย่างจริงจัง นั้นเป็น Subject ที่ผมต้องตั้งขึ้นมาก่อน เพื่อทำให้การพูดถึงแนวดนตรีย่อยๆ ต่างๆ เป็นไปได้ ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แนวดนตรีต่างๆ นั้นไม่มีความสม่ำเสมอในการดำรงอยู่ (Ontological Consistency) ในตัวมันเอง สิ่งเหล่านี้จะดำรงอยู่ในหัวของคนที่ตระหนักว่ามันมีอยู่เป็นหลัก นอกจากนี้ในระดับหนึ่งเราไม่สามารถตรึงความหมายมันไม่ให้ลื่นไหลได้เช่นเดียวกับมโนทัศน์ทางวิชาการโดยทั่วๆ ไป (ที่ในระดับหนึ่งแล้วการผูกขาดการนิยามความหมายของสถาบันทางวิชาการนั้นทำให้นักวิชาการนั้นพูดภาษาเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง สภาวะเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นในโลกของดนตรีสมัยนิยมที่ใครๆ ก็แทบจะพูดอะไรก็ได้) ด้วยเหตุจำเป็นดังนี้ตัว Subject อย่าง คนฟังเพลงอย่างจริงจัง จึงต้องมีขึ้นเพื่อที่จะยืนยันการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และตรึงความหมายไม่ให้มันลื่นไหลไปเรื่อยๆ

[2] ย้ำอีกครั้ง เมื่อพูดถึง ฮาร์ดคอร์ (Hardcore) แล้วคนไทยทั่วๆ ไปนั้นก็จะเข้าใจว่าหมายถึงแนวดนตรีที่ปรากฏขึ้นมาชัดเจนก่อนสิ้นสหัสวรรษไม่นานอันมี ท่อนริฟฟ์กีต้าร์แบบโยกๆ ไลน์กลองที่ได้รับอิทธิพลจากฮิปฮอป และ การร้องกึ่งตะโกนกึ่งสำรอกเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ อย่างไรก็ดีแนวดนตรีนี้มันจะเรียกกันในหมู่คนที่ฟังเพลงร็อคอย่างจริงจังว่า นูเมทัล (Nu-Metal) วงดนตรีดังๆ ในกระแสดนตรีนี้ เช่น Korn, Limp Bizkit, Linkin Park เป็นต้น ในขณะที่คำว่า ฮาร์ดคอร์ ในโลกภาษาอังกฤษ นั้นจะหมายถึงกลุ่มดนตรีที่ปรากฏขึ้นทั่วอเมริกาตอนต้นทศวรรษที่ 80 ที่เล่น พังค์หนักๆ ดังจะอธิบายในรายละเอียดในบทความนี้ บางคนพยายามจะบอกว่า ฮาร์ดคอร์ ทั้งสองเป็นอันเดียวกัน ตรงนี้ผมเคยอธิบายไว้ที่อื่นแล้ว ว่ามันเป็นคนและอันกันอย่างละเอียด ในระดับของรากฐานและอิทธิพล โดยสั้นๆ แล้ว “Hardcore” ของคนไทย (หรือ Nu-Metal) นั้นตัวดนตรีมันเป็นผลผลิตจากกระแสดนตรียุคปลาย 80 ต้น 90 และเกิดจากพลวัตรการพัฒนาทางดนตรีในสายของเมทัลเองมากกว่า นอกจากนี้แล้วถึงจะลากอิทธิพลกันได้จริงๆ (ซึ่งก็คงไม่ต่ำว่า 3-4 ทอด … ไกลสิ้นดี) ก็เป็นแค่อิทธิพลในทางดนตรี ไม่ใช่อิทธิพลในด้านโลกทัศน์และอุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับดนตรีในสายพังค์ที่เข้มข้นอย่าง “Hardcore”

About these ads

4 Responses to ““ฮาร์ดคอร์” มาจากไหน? : Some Notes on Hardcore Music and Culture”

  1. Hardcore XXX Says:

    อยากบอกว่า บทความยาวมาก ๆ อ่ะ แต่… หาสาระแก่นสารเกี่ยวกับ “ฮาร์ดคอร์มาจากไหน?” ไม่ได้เลยจริง ๆ ครับ ข้อมูลเยอะแต่ไม่ได้รวมอยู่จุด ๆ เดียวกัน กระจายกันมั่ว ๆ ไปหน่อยอ่านแล้วงงมาก คือผมอยากรู้ข่าวสารเกี่ยวกันฮาร์ดคอร์น่ะครับเลยหลงมาที่นี่ครับ ขอบคุณครับ หวังว่าคงมีคนเข้ามาอ่านเยอะ ๆ นะครับ

  2. fxxknoevil Says:

    เรียนคุณ Hardcore XXX

    ที่บทความผมตั้งชื่อว่า “ฮาร์ดคอร์” มาจากไหน? นั้นจริงๆ ผมตั้งชื่อเพื่อที่จะเล่นล้อกับ ซี่รี่ส์งานของคุณ สุจิตต์ วงศ์เทศ (“กรุงเทพ” มาจากไหน ฯลฯ) ในแง่หนึ่งแล้วผมไม่ได้ตั้งใจจะตอบว่า “ฮาร์ดคอร์” มาจากไหน? ในแบบตรงตัว (Literally)

    อนึ่งบทความนี้ปรับปรุงขึ้นจากการตอบคำถามทำนอง “ฮาร์ดคอร์คืออะไร?” ในกระทู้หนึ่ง ผมนึกอะไรออกผมก็เขียน ดังนั้นมันจึงอาจเรียงแบบไม่เป็นระเบียบเท่าไร (นอกจากนี้ผมยังเป็นว่า Narrative ตามปกติที่ใช้กันนั้นยังชวนให้ไขว้เขวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ภายใต้วิธีการทางประวัติศาสตร์ด้วย ผมจึงไม่ได้มีวิธีเขียนแบบคนทั่วๆ ไป) ซึ่งอีกเหตุผลที่ผมไม่ใช้ชื่อบทความว่า “ฮาร์ดคอร์คืออะไร?” ก็เพราะ ผมพึ่งมีบทความทำนอง พังค์คืออะไร? (What is Punk?) ไป ผมว่าชื่อซ้ำๆ มันน่าเบื่อ ผมก็เลยตั้งชื่อไปว่า “ฮาร์ดคอร์” มาจากไหน? เพื่อที่จะเล่นล้อกับ ซี่รี่ส์งานของคุณ สุจิตต์ วงศ์เทศ ไป

    ดังนั้นคำตอบแบบตรงไปตรงมานั้นก็คงจะหาจากบทความนี้ไม่ได้อยู่แล้ว

    คำถามที่สำคัญของผมก็คือ อะไรคือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ฮาร์ดคอร์” ผมคิดว่านี่คือ คำถามเบื้องต้นที่เราจะต้องตอบ

    เพราะ ถ้าเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร การที่เราจะถามว่ามันมาจากไหน strictu sensu ก็คงจะยังทำไม่ได้

    ถ้าจะพูดสั้นๆ (อีกรอบ) ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า Hardcore (Punk) นั้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน Punk Scene นั่นแหละ ในแง่นี้ มันมาจากพังค์

    อย่างไรก็ดีประเด็นที่สำคัญที่ผมว่าเราต้อง Deal เวลาพูดถึง Hardcore คือ มันแตกจากพังค์เมื่อไร? หรือมันไม่แตก? ผมว่านี้เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ ซึ่งผมก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็คงจะศึกษาในเวลาต่อไป

    โดยสั้นแล้ว ผมคิดว่าคำถามที่ว่า Hardcore มากจากไหนนั้นดูจะตอบง่ายๆ มากเลย (อย่างที่ผมพึ่งบอก ว่ามันมาจาก Punk) ปัญหาที่หนักกว่านั้นก็คือ การที่ Hardcore นั้นมีเอกเทศ เป็น independent entity ที่ฉีกมาจาก Punk อย่างชัดเจน นั้นเกิดขึ้นเมื่อไร? และ อย่างไร?

    ซึ่งนี่คือ คำถาม Hardcore มาจากไหน? ในเวอร์ชั่นของผม

    แน่นอนผมยังตอบตรงนี้ไม่ได้ ยิ่งขุดไปก็จะยิ่งพบว่าเรื่องมันยุ่งยากมากๆ (งานจำนวนมากหาฟังไม่ได้ … ยังไม่ต้องพูดถึงการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละ Scene ในอดีตไม่ได้)

    อย่างไรก็ดีจะพบได้ว่าผมมีความพยายามตอบว่า Punk กับ Hardcore นั้นแตกต่างกันอย่างไรในทางดนตรี

    ซึ่งนี่ก็เป็นข้อสังเกตที่ทำได้ทันที

    แต่ผมว่านี่ไม่พอ โดยสิ้นเชิงเลยสำหรับการมองทั้งสองสิ่งในฐานะวัฒนธรรมดนตรีโดยรวม

    ผมจึงคิดว่าผมตอบไม่ได้

    อย่างไรก็ดีถ้าลองอ่านที่ผมเขียนไว้ละเอียดๆ ก็น่าจะเห็นความพยายามในการเผชิญหน้ากับปัญหาตรงนี้

    หรือ อีกนัยน์หนึ่งหลายๆ ส่วนที่คุณอาจเห็นว่ามันไม่เกี่ยวกับ “ฮาร์ดคอร์มาจากไหน?” นั้นเป็นส่วนที่ผมอธิบายวิธีการตอบของผม และ ปัญหาที่เราพบเมื่อเราต้องตอบปัญหาว่า “อะไรคือฮาร์ดคอร์”

    ผมเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ มันแสดงให้เห็นถึงกระบวนในการคิด สิ่งเหล่านี้อาจไม่เป็นเรื่องที่ผู้ที่ต้องการคำตอบแบบสำเร็จรูปต้องการ … แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นกระบวนการในการคิดกระบวนการในการแก้ไขปัญหา ผมว่ามันมีคุณค่า

    ถ้าจะให้อุปมาแบบหนังก็คือ วิธีการของผม นั้นแสดงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการถ่ายทำไปในระนาบเดียวกัน

    ผมบอกในหลายๆ ครั้งว่า Blog ของผมเป็นศูนย์ Archive งานของผมในฐานะกระบวนการ (Process) ถ้าลองอ่านดูจะพบว่างานหลายๆ ชิ้นนั้นก็ไม่สมบูรณ์ มีความอิหลักอิเหลื่ออยู่ ฯลฯ

    แน่นอนถ้าเรามองมันในฐานะที่เป็นงานชิ้นหนึ่งที่ควรจะจบสิ้นสมบูรณ์ในตัวเอง มันก็คงไม่เป็นแน่

    แต่ถ้าเรามองมันในฐานะกระบวนการในการคลี่คลายไปสู่สิ่งใหม่ๆ เราจะพบการพัฒนาการของมัน ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน ซึ่งผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปลายทางในตัวของมันเองอยู่แล้ว

    นอกจากนี้แล้ว การเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้แหละ คือชีวิตประจำวันของผมดังนั้น เราอาจจะมอง Blog ของผมในฐานะ Diary ของผมก็ได้ เป็นสิ่งที่สะท้อนประสบการณ์ที่ผมเจอในแต่ละช่วง

    ซึ่งบางที่ถ้าตัดสินจากมาตรฐานเหล่านี้มันก็ทำให้การมองสถานะของงานเขียนหนึ่งๆ ต่างออกไปได้เช่นกัน

  3. fxxknoevil Says:

    จริงๆ ปัญหาที่ว่า “แก่นสาร” ของที่มีฮาร์ดคอร์ นั้นไม่สามารถหาได้ในงานผม นั้นก็ไม่แปลกอะไร เพราะ แนวคิดเรื่อง “แก่นสาร” ในทางดนตรีของผมนั้นไม่เหมือนทั่วๆ ไปอยู่แล้ว (ทั่วๆ ไปอาจมองว่าผมไม่เห็นว่ามี “แก่นสาร” ด้วยซ้ำ)

    สิ่งที่ผมเน้นคือ ปรากฏการณ์ที่เปลือกนอก (Appearance) ไม่ใช่แก่นสาร (Essence) อยู่แล้ว ลองดู Approach ที่มองมองดนตรีต่างๆ ดูก็ได้ สิ่งแรกที่ผมต้องเริ่มพูดถึงคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ (ใครพูดอะไร? มีอะไรเกิดขึ้น? คำนี้โผล่มาเมื่อไร?) แล้วผมถึงค่อยสรุป ว่าแนวดนตรีหนึ่งๆ คืออะไร?

    ผมจะไม่โผล่มาแล้วบอกว่า แนวดนตรีนี้คือ ยังงี้ๆ มีลักษณะ ยังงี้ๆ นั่นไม่ใช่วิธีการที่ผมเห็นด้วย (แม้มันจะเป็นที่นิยมในหมู่คอลัมนิสต์และคนทั่วๆไป)

    เพราะ การพูดอย่างนั้นทำให้เรามองไม่เห็นแนวดนตรีหนึ่งๆ ในฐานะกระบวนการและสำนึกของการปรากฏตัวของมัน

    กล่าวอีกแบบคือ ในขณะที่หลายๆ คนพยายามจะพูดถึงแก่นสารของมันโดยตรง สิ่งที่ผมสนใจกลับเป็นว่า กระบวนการที่คนเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีแก่นสารนั้นเป็นอย่างไร? มากกว่า

    ด้วยจุดยืนทางทฤษฎีแบบนี้ สิ่งท้ายๆ ที่น่าจะคาดหวังจากงานของผมก็คือ การตอบแบบ Standard แบบ “ย่อยง่าย”

    ตัวงานเขียนผม Demanding มากๆ ต้องตั้งใจอ่าน

    อนึ่ง ผมพอจะเข้าใจว่าผมเป็นคนเขียนหนังสืองงๆ แต่ผมคิดว่าเราต้องแยกระหว่างลักษณะส่วนตัวที่ผมเขียน กับตัวการเขียนอันมาจากจุดยืนทางทฤษฎีของผม

    ผมคิดว่าทั้งสองส่วนนั้นสามารถสร้างความปวดกบาลได้มากๆ ทั้งคู่ แต่ผมว่าต้องแยกออกจากกัน บางคนไม่ OK กับจุดยืนทางทฤษฎีของผมอยู่แล้ว ถึงผมเขียนดีแค่ไหน อ่านแล้วก็ยังมีปัญหา

    ซึ่งอย่างนั้นก็คงไม่ต้องพูดอะไรกันอีก Debate กันไปก็เปล่าประโยชน์เพราะเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากการที่เรายืนคนละจุดกันในทางความคิด

  4. fxxknoevil Says:

    นอกจากนี้แล้วผมยังพบว่าการอย่างของผมนั้นยังต้องเป็นการอ่านจาก Background บางอย่างอีก

    กล่าวคือไม่มีฐานที่เหมาะสมอ่านแล้วงงแน่ อาจคิดว่ามันประเด็นกระจายดู “มั่วๆ” ด้วยซ้ำ

    ซึ่งที่จริงมันเกิดจาก Habit (us) ของผมเองที่ไม่ชอบพูดเรื่องซ้ำซากที่ใครๆ ก็พูดกัน

    ผมจะเข้าไปตรง Debate เลย และกระโดดจาก Debate หนึ่งไปอีก Debate

    ซึ่งคนไม่มีฐานอาจงงว่าการ Tackle กับตัว Debate ไปเรื่อยๆ ของผมมันคืออะไร

    แต่ถ้าคนมีฐานก็จะพบว่า Point ที่ผมชนในแน่ละจุดนั้นเป็นประเด็นสำคัญๆ ทั้งนั้น

    ส่วนใหญ่ผมจะ Debate กับ Myth ที่คนเชื่อๆ กัน ซึ่งจะอ่านงานผมก็ต้องเข้าใจ Myth พวกนั้นก่อน ไม่งั้นงงแน่ๆ ว่ากำลังเถียงกับอะไร

    อย่างไรก็ดีผมพยายามจะเขียนงาน Version สำหรับผู้อ่านทั่วๆ ไปอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จเสียที


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: